Accueil / แฟนตาซี / บุปผากลางใจจอมจักรพรรดิ / บทที่97 เตาหลอมโอสถวิญญาณ

Partager

บทที่97 เตาหลอมโอสถวิญญาณ

เวลาได้หมุนเวียนเปลี่ยนผันไปอย่างรวดเร็ว ตอนนี้หนิงอ้ายถือได้ว่าเป็นศิษย์ของสำนักศึกษาเหมันต์พันตะศักดิ์สิทธิ์ เป็นศิษย์ลำดับที่เจ็ดและศิษย์ผู้สืบทอดของตำหนักศาสตร์แห่งการรักษาครบสามเดือนเต็มเเล้ว เเต่ละวันหนิงอ้ายได้จัดสรรเเบ่งเวลาอย่างเป็นระเบียบเเบบแผน

ช่วงเช้าหลังจากที่ดูเเลสวนสมุนไพรที่ข้างเรือนเสร็จก็จะฝึกฝนเชิงยุทธ์รวมไปถึงเคล็ดวิชาตให้ความคล่องแคล่วมากยิ่งขึ้นโดยใช้เวลาไปจนถึงช่วงเย็น ยามกลางคืนนอกจากดูดซับหินปราณที่ได้รับมาก่อนหน้าและโคจรลมปราณตามเคล็ดวิชาสยบอัสนีเมฆาเเล้ว อีกฝ่ายได้นำโอสถระดับหนึ่ง โอสถระดับสองที่ได้ปรุงขึ้น เเลกเป็นสมุนไพรจากอาคารส่วนกลางของตำหนักเพื่อนำสมุนไพรเหล่านี้กลับมาหลอมเป็นโอสถตามสูตรต่าง ๆ รวมไปถึงเด็กหนุ่มได้ฝากผู้อาวุโสซุนให้นำโอสถไปขายที่เมืองหมอกทมิฬอีกด้วย

นอกจากนั้นหนิงอ้ายยังคงศึกษาเรียนรู้ในเรื่องของสมุนไพรต่าง ๆ รวมไปถึงฝึกฝนการหลอมสร้างปรุงโอสถอย่างสม่ำเสมอ กล่าวได้ว่ายิ่งลงมือฝึกฝนมากเท่าใด ตอนนี้อีกฝ่ายยิ่งมีความคุ้นเคยเชี่ยวชาญในการปรุงโอสถระดับสองมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังสามารถปรุงโอสถระดับสามบางชนิดได้แล้วเช่นกัน ถือได้ว่าด้วยระยะเวลาเพียงเท่านี้เพียงไม่กี่เดือน เเต่เด็กหนุ่มกลับมีความก้าวหน้ามากเลยทีเดียว

หลังจากงานวันเกิดของอี้หลินที่ผ่านมากลุ่มของหนิงอ้ายไม่ได้นัดพบเจอกันช่วงวันหยุดที่ทางสำนักได้กำหนดไว้เพราะต่างมีเรื่องต้องทำมากมายในช่วงนี้ ถึงอย่างไรพวกเขายังคงส่งจดหมายเวทย์ถามไถ่กันอยู่เสมอ เนื่องจากสหายเเต่ละคนของหนิงอ้ายต่างมีความสามารถที่โดดเด่นเมื่อเทียบกับศิษย์สายนอกที่พึ่งเข้ามาพร้อมกัน

ดังนั้นทุกคนจึงถูกผู้อาวุโสสูงสุดของเเต่ละตำหนักรับเข้าเป็นศิษย์สายตรงของตนทั้งสิ้น ส่งผลให้ต้องทุ่มเทไปกับการศึกษาเรียนรู้เเบบตัวต่อตัวอย่างเต็มที่ให้สมกับโอกาสที่ได้รับมา การเป็นศิษย์สายตรงของผู้อาวุโสสูงสุดประจำตำหนัก ย่อมการันตรีได้ถึงเส้นทางอันรุ่งโรจน์ในวันข้างหน้าของพวกเขาเหล่านี้ที่ไม่ธรรมดาสามัญอย่างแน่นอน...

แม้ว่าทุกอย่างจะเป็นไปอย่างราบรื่นปกติเเต่หนิงอ้ายยังคงไม่วางใจสักเท่าไหร่นัก วิหคสอดแนมถูกเรียกออกมาอย่างไม่จำกัดเพื่อให้เด็กหนุ่มได้รับรู้ในทุกความเป็นไปที่เกิดขึ้น คล้ายกับว่าอีกฝ่ายซ่อนตัวได้อย่างแนบเนียนเพราะในตอนนี้ยังไม่สามารถพบเจอสิ่งผิดปกติ ศิษย์ที่ยังไม่ฟื้นคืนสติอาการก็ยังไม่ดีขึ้น เหวินหวู่อาจารย์ของเขาก็ไม่ได้กลับมายังเรือนพักในตำหนักหลายวันแล้ว คาดเดาได้ว่าอีกฝ่ายคงพบเจอเรื่องยุ่งยากในการปรุงโอสถรักษาอาการดังกล่าวนี้เป็นแน่

ช่วงเช้าที่ผ่านมาหนิงอ้ายได้รับจดหมายเวทย์จากท่านอาจารย์ว่าในยามยามซื่อให้ตนไปรอพบที่เรือนพักของอีกฝ่าย ซึ่งเหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งชั่วยามก็จะถึงเวลานัดหมายเเล้ว เด็กหนุ่มจึงรีบจัดการตัวเองพร้อมกับแต่งกายให้เรียบร้อย ป้ายหยกทั้งสองที่ระบุตัวตนได้ถูกแขวนห้อยอยู่ตรงข้างเอวเหมือนเช่นทุกครั้ง ด้วยระยะทางที่ไม่ไกลเพียงหนึ่งเค่อหนิงอ้ายก็มาถึงเรือนพักอาจารย์ของตนเเล้ว ไม่รอช้าเด็กหนุ่มจึงเดินตรงไปยังห้องรับรองของเรือนในทันที

"คำนับท่านอาจารย์ขอรับ..." หนิงอ้ายเอ่ยขึ้นพร้อมกับประสานมือคำนับตัว เมื่อเห็นว่าชายชราผู้เป็นอาจารย์ได้นั่งรอตนอยู่เเล้ว

"ไม่ต้องมากพิธีไป ไหนเล่าให้อาจารย์ฟังว่าหลังจากการสอบเลื่อนระดับเจ้าทำสิ่งใดบ้างในที่ผ่านมา..." เหวินหวู่เอ่ยขึ้นพร้อมกับมองเด็กหนุ่มผู้เป็นศิษย์คนเล็กของตนด้วยความเอ็นดู

"หลังจากที่สอบเลื่อนระดับในครั้งนั้น ข้าได้..." หนิงอ้ายได้เล่าให้กับอาจารย์ของตนว่าในเเต่ละวันเขาได้ทำสิ่งใดไปบ้าง อีกทั้งยังเก็บข้อสงสัยในยามที่ตนได้ฝึกฝนปรุงโอสถระดับสองก่อนหน้าสอบถามอาจารย์ตนอีกครั้งให้ได้รับคำตอบที่ถูกต้องอละสามารถนำไปปรับใช้ต่อไปได้

เหวินหวู่ที่ได้ยินเสียงของเด็กหนุ่มเอ่ยให้ตนได้ฟังถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาสามเดือนมานี้ พลันทำให้ความรู้สึกเคร่งเครียดที่ผ่านมานี้ลดลงไปเป็นอย่างมาก จากสิ่งต่าง ๆ ที่ฟังมาได้เเสดงให้เห็นว่าอีกฝ่ายสามารถจัดสรรเเบ่งเวลาได้อย่างถูกต้อง แม้จะทุ่มเทไปกับการฝึกฝนหลอมสร้างปรุงโอสถเเต่ก็ไม่ละทิ้งการฝึกฝนตามวิถีของผู้ฝึกตน อาจมีคำกล่าวที่ว่าโดยทั่วไปเเล้วนักปรุงโอสถจะอ่อนด้อยในเชิงยุทธ์อยู่บ้างหากเทียบไปกับผู้ฝึกตนในระดับพลังวิญญาณขั้นเดียวกัน เเต่ทว่าถ้อยคำเหล่านี้ย่อมใช้ไม่ได้กับศิษย์เขาผู้นี้

เด็กหนุ่มตรงหน้าช่างเหมาะสมกับเป็นลูกหลานตระกูลหวังเสียจริง คิดไปเเล้วก็อิจฉาตาเฒ่าหวังสหายของตนที่มีหลานชายที่มากไปด้วยความสามารถเช่นนี้ แม้กระทั่งเด็กหนุ่มที่มีนามว่าลู่ซีผู้เป็นหลานบุญธรรมของอีกฝ่ายเช่นกัน ฟังว่าตอนนี้อีกฝ่ายก็ได้รับเลือกเป็นศิษย์สายตรงของหนึ่งในผู้อาวุโสสูงสุดของตำหนักศาสตร์แห่งค่ายกลไปเเล้ว เด็กหนุ่มทั้งสองคนช่างมากไปด้วยพรสวรรค์อย่างเเท้จริง

"เจ้ามีคุณสมบัติของนักปรุงโอสถระดับสามเเล้ว ดังนั้นสมควรที่จะมีเตาหลอมโอสถประจำตัวเสียที อาจารย์จะให้ศิษย์พี่ห้าของเจ้าพาไปเลือกเตาหลอมโอสสประจำตัวที่อาคารส่วนกลางของตำหนักเราเสียเเล้วกัน..." เหวินหวู่เอ่ยขึ้น

"นักปรุงโอสถระดับสามขึ้นไปสมควรมีเตาหลอมโอสถประจำตัว หากกล่าวว่าวิญญาณยุทธ์สามารถชี้ชัดได้ถึงตัวตนเเล้วนั้น เตาหลอมโอสถก็สามารถชี้ชัดได้ถึงนักปรุงโอสถเช่นกัน ความแตกต่างนั่นคือวิญญาณยุทธ์จะเป็นสิ่งที่ติดตัวมาเเต่กำเนิด เเต่เตาหลอมโอสถวิญญาณจะเป็นฝ่ายเลือกผู้ครอบครองเสียมากกว่าเชื่อกันว่าต่างมีจิตวิญญาณเป็นของตนทั้งสิ้น..." เหวินหวู่เอ่ยเสริมให้เด็กหนุ่มเข้าใจมากยิ่งขึ้น

"เช่นนั้นเเล้วมีนักปรุงโอสถไม่สามารถครอบครองเตาหลอมโอสถวิญญาณบ้างหรือไม่ขอรับ??" หนิงอ้ายถามกลับไปด้วยความสงสัย

"ย่อมมีอยู่เเล้ว ใช่ว่านักปรุงโอสถทุกคนจะสามารถครอบครองเตาหลอมโอสถวิญญาณได้ เเต่ก็ยังคงสามารถเป็นนักปรุงโอสถและใช้งานเตาหลอมโอสถทั่วไปได้ เพียงเเต่ว่าเม็ดโอสถที่ถูกปรุงขึ้นจากเตาหลอมโอสถวิญญาณจะมีความล้ำค่ามีความบริสุทธิ์มากกว่าเตาหลอมโอสถธรรมดา..." เหวินหวู่เอ่ยเสริมขึ้นอีกครั้ง

"หากศิษย์เดาไม่ผิดเตาหลอมโอสถที่ท่านอาจารย์ใช้ก่อนหน้าไม่ใช่เตาหลอมโอสถวิญญาณใช่หรือไม่ขอรับ??"

"เจ้าเข้าใจถูกต้อง นี่คือเตาหลอมโอสถวิญญาณของอาจารย์..." เหวินหวู่ตอบกลับไปพร้อมกับเรียกเตาหลอมโอสถวิญญาณประจำตัวออกมาให้เด็กหนุ่มได้ชม

พรึบ!!!

เตาหลอมโอสถสีขาวบริสุทธิ์ที่อยู่ตรงหน้า กลิ่นอายความบริสุทธิ์ผสานไปกับกลิ่นหอมประหลาดออกมา บนตัวเตาหลอมถูกสลักเป็นลวดลายก้อนเมฆ กระเเสลมปราณอ่อน ๆ ออกมาโดยรอบไปทั่วทั้งบริเวณ ฐานที่รองรับด้านล่างก็เป็นสีขาวเช่นกันซึ่งมีความงดงามเป็นอย่างมาก

"เตาหลอมหมื่นดาราจรัสเมฆานี้ อาจารย์ประสบพบวาสนาได้ครอบครองเมื่อหลายสิบปีก่อน ฟังว่าเป็นหนึ่งในสิบสุดยอดเตาหลอมโอสถวิญญาณเเห่งยุคเมื่อหลายร้อยปีมาเเล้ว เเรงกดดันอ่อน ๆ นี้แม้จะส่งผลกับนักปรุงโอสถหรือผู้ฝึกตนที่มีพลังวิญญาณอ่อนด้อยอยู่บ้างก็จริง เเต่มีผลโดยตรงกับสมุนไพรที่มีจิตวิญญาณหรือแก่นเเท้อสูรที่ยังมีจิตอาฆาต เมื่อเจอกับความพิศดารล้ำลึกเฉพาะตัวสิ่งเหล่านี้ล้วนไม่ได้เป็นอุปสรรคในการปรุงโอสถเเต่อย่างใด..." เหวินหวู่เอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้ม

หนิงอ้ายที่ได้ยินก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจสักเท่าไหร่นัก เนตรเเห่งสวรรค์ได้ส่งข้อมูลให้ตนได้รับรู้มาบ้างเเล้วในตอนที่เตาหลอมโอสถนี้ได้ปรากฎขึ้นตรงหน้า อย่างไรหนิงอ้ายก็มีความเชื่อว่าต่อให้สามารถครอบครองอาวุธวิเศษหรือเตาหลอมที่ล้ำค่ามากเพียงใดเเต่หากผู้ครอบครองไร้ซึ่งความสามารถเเล้ว สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ต่างไปจากสิ่งของธรรมดาก็เพียงเท่านั้น

เหวินหวู่ยังคงนั่งพูดคุยกับหนิงอ้ายในเรื่องราวต่าง ๆ พร้อมกับมอบสูตรโอสถระดับสามให้กับเด็กหนุ่ม พร้อมกับแนะนำว่าหากพลังวิญญาณอยู่ในระดับเทวะวิญญาณขั้นที่สี่สิบห้าขึ้นไปสมควรที่จะสอบเลื่อนระดับเป็นนักปรุงโอสถระดับสามได้เเล้ว

หนิงอ้ายน้อมรับคำแนะนำจากอาจารย์ด้วยรู้ว่าอีกฝ่ายหวังดีและเอ็นดูตนเป็นอย่างมากจากนั้นเหวินหวู่จึงฝากฝังให้ไป๋เหลียนฮวาดูเเลเด็กหนุ่มให้ดีก่อนที่ชายชราจะหายเข้าไปจัดการธุระบางอย่างในเรือนพักของตน

"ศิษย์พี่ไป๋สบายดีใช่หรือไม่ขอรับ??" หนิงอ้ายเอ่ยถามศิษย์พี่ที่เดินอยู่ข้างตน เนื่องจากสามเดือนที่ผ่านมานี้เขาแทบไม่ได้ออกจากบริเวณเรือนพัก มีบ้างที่ไปรับทรัพยากรบ่มเพาะและนำโอสถไปเเลกเปลี่ยนที่อาคารส่วนกลางของตำหนัก เเต่เขาก็ไม่ได้พบเจอกับอีกฝ่ายเลยสักครั้งเช่นกัน

"ศิษย์พี่สบายดี อาจวุ่นวายไปบ้างเพราะต้องจัดการหลายสิ่งเเทนท่านอาจารย์และเหล่าศิษย์พี่คนอื่น ๆ เเล้วศิษย์น้องเล่าเห็นว่าเก็บตัวฝึกฝนปรุงโอสถในช่วงนี้..." ไป๋เหลียนฮวาถามกลับไป

"ตอนนี้ข้าสามารถปรุงโอสถระดับสองด้วยเวลาที่ลดลงและมีความบริสุทธิ์ที่มากขึ้นเเล้ว อย่างไรข้ายังคงต้องฝึกฝนอีกมากกว่าจะเชี่ยวชาญดั่งเช่นศิษย์พี่ไป๋และศิษย์พี่ท่านอื่นขอรับ..."

"ด้วยระยะเวลาเพียงสามเดือนเจ้าสามารถทำได้เช่นนี้ก็นับว่ามากพรสวรรค์เเล้ว อย่างไรอย่าหักโหมกดดันตัวเองมากนักเล่า..."

"ขอรับศิษย์พี่..." หนิงอ้ายตอบกลับอีกฝ่ายไปอีกครั้งก่อนที่จะมุ่งเดินตรงไปซึ่งจุดหมายนั่นคืออาคารส่วนกลางของตำหนัก

ไป๋เหลียนฮวาได้บอกกับหนิงอ้ายว่าเตาหลอมโอสถวิญญาณที่ทางตำหนักศาสตร์แห่งการรักษาครอบครองอยู่ เกิดจากการที่เหล่าบรรพจารย์หรือเหล่าเจ้าตำหนักได้เก็บรวบรวมนำมาเก็บไว้ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นให้กับอนุชนรุ่นหลังนักปรุงโอสถในตำหนักที่มีความสามารถคู่ควรในการครอบครองเตาหลอมโอสถเหล่านี้

ใช่ว่าศิษย์ทุกคนจะสมหวังอย่างที่ทราบกันดีว่าสำหรับเตาหลอมโอสถทั่วไปทั้งระดับต่ำหรือระดับสูงล้วนเป็นนักปรุงโอสถที่เป้นฝ่ายเลือกทั้งสิ้น ทางกลับกันเตาหลอมโอสถวิญญาณจะเลือกเจ้าของที่เหมาะสมคู่ควรเท่านั้น

บรรดาศิษย์พี่ทั้งหกของหนิงอ้าย มีเพียงศิษย์พี่ใหญ่โจวเซินเท่านั้นที่ครอบครองเตาหลอมโอสถวิญญาณได้ สำหรับศิษย์พี่ท่านอื่นแม้ไม่ได้ครอบครองสุดยอดเตาหลอมโอสถเหล่านี้ก็จริง เเต่ด้วยภายในห้องจัดเก็บยังมีเตาหลอมโอสถระดับสูงอยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้นแม้จะพลาดโอกาสครอบครองเตาหลอมโอสถวิญญาณเเต่ทว่ายังสามารถเลือกหยิบเตาโอสถชิ้นใดก็ได้ในห้องนั้นมาใช้หากว่าผ่านการเห็นชอบจากท่านอาจารย์และผู้อาวุโสทั้งสอง

สิ่งที่ท่านอาจารย์เน้นย้ำอยู่เสมอนั่นคือ หัวใจหลักของนักปรุงโอสถหาใช่อยู่ที่เตาหลอมโอสถเเต่อย่างใด เพราะท้ายที่สุดแล้วหากนักปรุงโอสถผู้นั้นไร้ซึ่งญาณสัมผัสและวิญญาณยุทธ์ธาตุไฟที่เเข็งแกร่ง ต่อให้นักปรุงโอสถสามารถครอบครองใช้เตาหลอมโอสถระดับสูงหรือเตาหลอมโอสถวิญญาณ ย่อมไม่สามารถเเสดงความลึกล้ำพิเศษออกมาได้เช่นกัน

ดังนั้นเเล้วการครอบครองเตาหลอมโอสถวิญญาณหาใช่สิ่งที่ชี้ชัดว่านักปรุงโอสถผู้นั้นเป็นนักปรุงโอสถที่มากความสามารถ การครอบครองสูตรโอสถระดับสูงหรือการเป็นนักปรุงโอสถที่มีป้ายยืนยันรับรอง นี่จึงสามารถเรียกได้ว่าสุดยอดนักปรุงโอสถที่เเท้จริง

"คำนับเหล่าซุนขอรับ/เจ้าค่ะ" หนิงอ้ายกับไป๋เหลียนฮวาเอ่ยขึ้นพร้อมกับประสานมือโค้งตัวลงเล็กน้อยเพื่อทำการเคารพผู้อาวุโสตรงหน้า

"ไม่คิดว่าด้วยระยะเวลาเพียงสามเดือนเจ้ากลับมีคุณสมบัติเลือกเตาหลอมโอสถวิญญาณเเล้ว ไม่ธรรมดา..." ผู้อาวุโสซุนเอ่ยชมเด็กหนุ่มก่อนที่จะเดินนำทั้งสองไปยังเขตหวงห้าม

แม้กระทั่งกับไป๋เหลียนฮวาเองที่เป็นศิษย์ในตำหนักมาหลายปี ยังได้รับอนุญาตให้มายังพื้นที่ลับส่วนนี้เพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น

"ศิษย์ในสำนักไม่ว่าจะเป็นศิษย์สายใน ศิษย์สายนอกของเเต่ละตำหนักหรือแม้กระทั่งผู้อาวุโสบางคนต่างรับรู้เพียงเเต่ว่าอาคารส่วนกลางของตำหนักศาสตร์แห่งการรักษาถูกเเบ่งออกโดยมีวัตถุประสงค์ใช้งานแตกต่างกันไป เเต่คนนอกเหล่านี้หารู้ไม่ว่าสุดยอดขุมทรัพย์ที่เเท้จริงได้ถูกจัดเก็บในนี้..." ซุนเกาเอ่ยขึ้นด้วยความภูมิใจก่อนที่จะใช้สิ่งที่คล้ายกับกุญแจปักลงไปในพื้นที่ว่างหนึ่งพร้อมกับถ่ายเทลมปราณออกมา

หนิงอ้ายสัมผัสได้ว่านอกจากจะมีลมปราณของผู้อาวุโสซุนเเล้ว ยังมีลมปราณของผู้อาวุโสและลมปราณที่สามที่ตนคุ้ยเคยอยู่ไม่น้อย เนื่องจากเป็นของเหวินหวู่ผู้เป็นอาจารย์ของตนนั่นเอง

ชั่วพริบตาได้ปรากฎหมอกควันหนาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายศักดิ์สิทธิ์โบราณสายหนึ่งพร้อมกับกลิ่นหอมประหลาดเเผ่กำจายไปทั่วทั้งบริเวณ เมื่อม่านหมอกสลายหายไปเเล้ว ตรงหน้าของพวกเขาทั้งสามคนได้ปรากฏเป็นประตูสีดำที่ถูกสลักลวดลายด้วยอักขระเวทย์โบราณที่ หนิงอ้ายยังไม่เคยเห็นมาก่อนเสียด้วยซ้ำ เเต่ละอักขระเวทย์ได้ถูกเรียงร้อยสอดประสานเข้ากันอย่างสมดุลและได้รับการป้องกันที่เเน่นหนาเป็นอย่างมาก เพราะแม้เเต่เนตรเเห่งสวรรค์ยังไม่สามารถให้ข้อมูลรายละเอียดที่มากไปกว่านี้ได้เลยเสียด้วยซ้ำ

"เมื่อเข้าไปเเล้ว เจ้าจงตั้งสมาธิกำหนดจิตใจให้นิ่ง จากนั้นให้ใช้ญาณสัมผัสของตนเเผ่ออกมาเรียกหาเตาหลอมโอสถวิญญาณ..."

"และจงจำไว้ว่า ท้ายที่สุดทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้นภายในนั้นเจ้าไม่สามารถเป็นผู้ชี้ชะตากำหนดได้ ข้าหวังว่าสิ่งที่เจ้ามีอยู่ที่เรียกว่าวาสนาสวรรค์จะทำให้เจ้าสมดั่งใจในครั้งนี้..." ซุนเก่าเอ่ยอวยพรเด็กหนุ่ม ก่อนที่จะย้ายตนยืนด้านข้างเพื่อให้เด็กหนุ่มได้เปิดประตูเข้าไปในห้องลับ

"ศิษย์พี่ขออวยพรให้เจ้าสมหวังตามที่ต้องการ" ไป๋เหลียนฮวาได้เอ่ยอวยพรเด็กหนุ่มไปเช่นกัน

"เข้าไปเถิดทำตามที่ข้าบอกเพียงเท่านั้น เมื่อได้รับเตาโอสถมาเเล้ว ค่ายกลด้านในจะส่งตัวเจ้าออกมาในทันที..." ซุนเกาได้เน้นย้ำเด็กหนุ่มไปอีกครั้ง

"ขอรับ" หนิงอ้ายตอบกลับ ในขณะเดียวกันร่างบางของเด็กหนุ่มก็ได้หายเข้าไปในทันที...

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • บุปผากลางใจจอมจักรพรรดิ   ( -จบเล่ม ปฐมบท 3.2- ) บทที่ 174 ความวุ่นวายที่สิ้นสุดลง

    ความกังวลแผ่ซ่านไปทั่วหัวใจของทุกคนขณะที่พวกเขาเฝ้าดูการเผชิญหน้ากับอสูรมารจางหมิ่นที่เทียบเท่ากับราชทินนามเทพสวรรค์วิญญาณขั้นสูง พวกเขารู้ดีว่าผู้อาวุโสหนุ่มผู้นี้เป็นราชทินนามเทพยุทธ์วิญญาณที่แข็งแกร่งและมีพรสวรรค์ แต่อย่างไรคู่ต่อสู้ของเขานั้นก็ทรงพลังอย่างหาที่เปรียบมิได้เช่นกัน ยามนี้จางหมิ่นในสภาพอสูรมารนั้นมีพละกำลังมหาศาลมีความเร็วที่เหลือเชื่อและความสามารถในการฟื้นฟูที่น่าทึ่งทั้งยังสามารถทนทานต่อการโจมตีได้อย่างไม่เพลี่ยงพล้ำ และการโจมตีของเขานั้นรุนแรงพอที่จะสังหารราชทินนามเทพยุทธ์วิญญาณที่อ่อนด้อยได้อย่างไม่ยากนักแม้จะต้องเผชิญกับอสูรมารที่มีความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับราชทินนามเทพสวรรค์วิญญาณขั้นสูงแต่หนิงอ้ายกลับไร้ซึ่งความหวาดหลัวแต่อย่างใด สิ่งนี้กลับชวนให้เขาหวนคิดไปถึงช่วงเวลาที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองแห่งการสังหารในครั้งนั้น แก่นแท้แห่งการต่อสู้ จิตสังหารที่ดิบเถือนบ้าคลั่งที่เคยสะกดไว้คล้ายกำลังถูกปลุกขึ้นโดยที่ไม่ต้องร้องขอกลิ่นอายอหังการที่แข็งแกร่งไม่ธรรมดาของราชทินนามเทพยุทธ์วิญญาณขั้นกลางที่มีรากฐานบ่มเพาะลึกล้ำชวนให้ผู้ที่เคยกังขาถึงความเป็นมาและความสามารถของผู

  • บุปผากลางใจจอมจักรพรรดิ   บทที่ 173 สมบัติเทพมารจุติ

    ท่ามกลางความมืดมิดแห่งอนธการที่ได้ปกคลุมทั่วทั้งสนามประลอง บริเวณโดยรอบต่างอัดแน่นไปด้วยความชั่วร้ายและความสิ้นหวัง ม่านพลังพิสดารสายนี้ส่องประกายสีดำม่วงเข้มประกายริ้วคลื่นแผ่กระจายทั้งยังก่อตัวเป็นกำแพงหนาที่ไม่อาจมองทะลุผ่านได้ มากไปกว่านั้นม่านพลังผืนนี้ยังดูดกลืนพลังปราณฟ้าดินโดยรอบเข้ามาเสริมแกร่งอีกด้วย แม้ว่าบรรดาผู้อาวุโสหลายคนจะพยายามโจมตีหรือใช้สมบัติวิเศษเข้าขัดขวางการทำงานแต่ก็ไร้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการได้"สมบัติเทพมารจุติอย่างนั้นรึ? เป็นไปได้อย่างไรกัน!!!" กุ้ยเจินหรือเจ้าตำหนักศาสตร์แห่งค่ายกลเอ่ยด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ ไม่คิดว่าจางหมิ่นที่เป็นผู้ขายวิญญาณนั้นจะครอบครองสมบัติมารระดับสูงเช่นนี้ได้"มันคือสิ่งใดกันสมบัติเทพมารจุติที่เจ้าเอ่ยถึง..." รุ่ยเหอผู้เป็นรองเจ้าสำนักศึกษาและเจ้าตำหนักศาสตร์แห่งการต่อสู้เอ่ยถามด้วยความสงสัย"สมบัติเทพมารจุติเป็นที่เล่าขานกล่าวกันว่าเป็นสมบัติล้ำค่าที่เกิดจากการหลอมรวมพลังของเทพและมารเข้าด้วยกันจึงทำให้สมบัติวิเศษชิ้นนี้มีพลังอำนาจมหาศาลสามารถบันดาลสิ่งที่ปรารถนาได้ทุกประการ โดยเชื่อกันว่าเมื่อครั้งอดีตกาลมีมหาเทพเทพสองตนที่ทรงพลังยิ่ง

  • บุปผากลางใจจอมจักรพรรดิ   บทที่ 172 การปรากฎตัวของผู้ขายวิญญาณ

    คราแรกที่ลู่ซีได้ยินว่าศิษย์ใหม่นามว่าจางหมิ่นนั้นเอ่ยวาจาส่อเสียดหนิงอ้ายเขาก็รู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก เขารู้ดีว่าหนิงอ้ายไม่ได้ปรากฎตัวในสำนักนับเป็นเวลาสิบปีแล้วจึงไม่มีผู้ใดคุ้นเคยหรือพบเห็นหน้ามาก่อน ยิ่งการกลับมาครั้งนี้รูปลักษณ์ของเขานั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเสียด้วยซ้ำ อีกทั้งหนิงอ้ายยังเป็นผู้ร้องขอว่ายามนี้ควรปกปิดตัวตนของเขาไปเสียก่อน ด้วยเพราะไม่ล่วงรู้ว่าบรรดาศิษย์ใหม่ที่ผ่านการทดสอบในปีนี้ได้มีผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์ที่เป็นสายข่าวของเผ่าพันธ์มารปีศาจที่ถูกส่งตัวมาหรือไม่ แม้ความลับนี้อาจจะเก็บไว้ได้ไม่นานแต่อย่างน้อยท่ามกลางการทดสอบฝีมือเพื่อคัดเลือกเข้าตำหนักนี้ย่อมสามารถสังเกตุอาการพิรุจผิดปกติจากที่ควรจะเป็นได้“ป้ายหยกชั่วคราวลำดับที่เจ็ด ข้าต้องการประลองกับผู้อาวุโสท่านนั้นขอรับ!!” เสียงของศิษย์ใหม่คนหนึ่งดังขึ้นเรียกความสนใจจากบรรดาศิษย์สืบทอดและศิษย์หลักของตำหนักทั้งสี่ที่ยืนเรียงอยู่ด้านหน้าเพื่อรอเข้าทดสอบเป็นคู่ประลองกับเหล่าศิษย์ใหม่ แม้คำกล่าวนี้จะไม่ได้เอ่ยชื่อแต่ทุกคนในที่นี้ย่อมกระจ่างใจดีว่าถ้อยคำนี้เจาะจงถึงผู้ใด“กฎเกณฑ์เงื่อนไขในการทดสอบคัดเลือกเข้าสังกัดต

  • บุปผากลางใจจอมจักรพรรดิ   บทที่ 171 ผู้ท้าทายที่กล้าหาญ

    การทดสอบศิษย์ใหม่ในปีนี้ที่มีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขกฎเกณฑ์การทดสอบกล่าวว่าเป็นที่น่าตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย บรรดารุ่นเยาว์ชายหญิงเหล่านี้ต่างตั้งตารอที่จะได้ประลองกับศิษย์ผู้สืบทอดหรือศิษย์หลักของตำหนักทั้งสี่ด้วยความมุ่งมั่นอย่างเต็มเปี่ยม พวกเขารู้ดีว่าการประลองครั้งนี้จะเป็นโอกาสอันดีที่จะได้แสดงความสามารถของตนเองและพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าพวกเขาคู่ควรที่จะเป็นส่วนหนึ่งของสำนักศึกษาแห่งนี้ แม้ไม่รู้ว่าผลลัพธ์ของการทดสอบจะออกมายอดเยี่ยมมากเพียงใดแต่สิ่งหนึ่งที่คาดเดาได้นั่นคือการประลองครั้งนี้จะต้องเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความท้าทายอย่างแน่นอนศิษย์ใหม่ประจำปีการศึกษาจำนวนห้าคนแรกที่ต้องทำการประลองแสดงฝีมือนั้นถึงกับตกตะลึงไปชั่วขณะยามที่ได้ยินเสียงเรียกหมายเลขของป้ายหยกที่พวกเขาถือครองอยู่ ด้วยเพราะไม่เตรียมใจว่าจะได้ลงทดสอบรวดเร็วถึงเพียงนี้ จากนั้นบรรดาสหายและผู้ที่อยู่ใกล้เคียงต่างได้เข้าไปอวยพรให้พวกเขาทำให้ดีที่สุด จากนั้นพวกเขาจึงได้ก้าวเท้ามุ่งตรงไปยังลานประลองที่มีศิษย์สืบทอดและศิษย์หลักทั้งสี่ที่ยืนเรียงเฝ้ารอคอยว่าพวกเขานั้นจะเลือกใครในการทดสอบความสามารถครั้งนี้แน่นอนว่าศิษย์

  • บุปผากลางใจจอมจักรพรรดิ   บทที่ 170 กฎเกณฑ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

    หนิงอ้ายได้เล่าถึงเรื่องราวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านไท่หลุนเมื่อสิบปีก่อนอย่างละเอียด ทุกคนในสำนักศึกษาต่างตั้งใจฟังด้วยความสนใจและตกใจไปกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น พวกเขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าเผ่าพันธุ์มารปีศาจได้วางแผนการชั่วร้ายเช่นนี้มานานหลายปีเช่นนี้ ยิ่งเมื่อหนิงอ้ายเล่าถึงแผนการลับของเผ่าพันธุ์มารปีศาจที่ได้ยินแม่ทัพมารเอ่ยถึงในครั้งนั้น บางเหตุการณ์ก็ตรงกับข้อมูลที่หน่วยสืบข่าวของสำนักศึกษาสืบค้นได้เจ้าสำนักและผู้อาวุโสคนอื่นๆ ต่างก็กังวลใจเป็นอย่างมาก พวกเขารู้ดีว่าหากเผ่าพันธุ์มารปีศาจประสบความสำเร็จในแผนการแล้ว โลกยุทธภพแห่งนี้คงจะต้องเผชิญกับหายนะครั้งใหญ่โดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ อย่างไรก็ตามทุกคนต่างชื่นชมในความกล้าหาญและความเสียสละของชายหนุ่มตรงหน้า เหตุการณ์ครั้งนั้นได้ส่งผลให้หนิงอ้ายกลายเป็นวีรบุรุษและถูกเลื่อนระดับเป็นผู้อาวุโสสายในของสำนักศึกษาด้วยความเห็นชอบจากเจ้าสำนัก รองเจ้าสำนัก เจ้าตำหนักทั้งสี่รวมไปถึงบรรดาผู้อาวุโสต่าง ๆ ล้วนเห็นด้วยทั้งสิ้นจากนั้นหนิงอ้ายได้เล่าถึงเรื่องราวการหวนคืนกลับมามีกายเนื้อนี้อีกครั้งให้ทุกคนได้รับรู้แต่ก็ปกปิดบางส่วนที่เขาคิดว่าสมควร

  • บุปผากลางใจจอมจักรพรรดิ   บทที่ 169 ผู้ผ่านการทดสอบ

    ท่ามกลางหุบเขาน้อยใหญ่สูงเสียดฟ้าที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกหนาและหิมะสีขาวบริสุทธิ์โปรยปรายอันเป็นลักษณะภูมิศาสตร์ที่โดดเด่นของสำนักศึกษาเหมันต์พันตะศักดิ์สิทธิ์ บรรดาอาคารสิ่งก่อสร้างในสำนักศึกษาต่างถูกตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงรวมไปถึงพื้นที่โดยรอบต่างประดับประดาด้วยโคมไฟเวทย์หลากสีสันที่ส่องสว่างไสวให้ความรู้สึกอลังการเพื่อเป็นการต้อนรับเหล่าบรรดาผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์จากทั่วทุกสารทิศที่หลั่งไหลเข้ามาร่วมการทดสอบพร้อมกับความหวังและความฝันที่จะก้าวเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสำนักศึกษาอันทรงเกียรติแห่งนี้ซุ้มประตูสำนักที่ถูกสร้างขึ้นจากแร่ผลึกอัมพรสวรรค์เก้าชั้นฟ้าอันเป็นวัสดุสินแร่หายากในยุทธภพนี้ได้ถูกแกะสลักอย่างวิจิตรบรรจงได้เปิดออกกว้างเพื่อต้อนรับผู้มาเยือนที่หลังจากนี้ย่อมกลายเป็นส่วนหนึ่งเดียวกันโดยมีผู้อาวุโสและศิษย์รุ่นพี่ที่ยืนคอยต้อนรับด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น เมื่อการทดสอบสิ้นสุดลงบรรดาศิษย์ใหม่ที่พึ่งผ่านการทดสอบต่างก้าวเดินเข้ามาด้วยความตื่นเต้นและเต็มเปี่ยมไปด้วยความประหม่าหลังจากบรรดาผู้ผ่านการทดสอบทั้งหมดได้เข้ามาโดยพร้อมเพรียงแล้ว บริเวณลานกว้างหน้าสำนักศึกษายามนี้ต่างคลาคล่ำไปด้วยผู้ฝึกต

  • บุปผากลางใจจอมจักรพรรดิ   บทที่103 สังหาร

    กระบี่สีขาวบริสุทธิ์ในมือถูกกระชับให้มั่นคงพร้อมต้านรับกระบี่ที่โหมโรมรันเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้ง เสียงของคมกระบี่ปะทะกันดังขึ้นไปทั่วทั้งผืนป่าที่เงียบสงบ ชายชุดดำที่หนิงอ้ายกำลังรับมืออยู่นี้เป็นถึงราชทินนามเทวะวิญญาณขั้นสูงผู้หนึ่ง ถือได้ว่าเหนือชั้นกว่าเขาไปถึงสองขั้นย่อยเลยทีเดียว แต่ถึงอย่างไรเ

  • บุปผากลางใจจอมจักรพรรดิ   บทที่102 ผู้ไม่ประสงค์ดี

    หนิงอ้ายในตอนนี้แม้จะถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติของผู้ฝึกตนราชทินนามเทวะวิญญาณขั้นต้น ประกอบกับร่างกายนี้ได้ประสานไปกับกระดูกวิญญาณล้ำค่า ยิ่งส่งผลให้ยามออกท่าร่างเคล็ดวิชาตัวเบาย่างก้าวทะยานหมื่นลี้จึงมีความรวดเร็วเหนือชั้นกว่าผู้ฝึกตนระดับขั้นเดียวกันหลายเท่า เวลาที่ผ่านไปเพียงหนึ่งเค่อตามกำหนด เงาร่าง

  • บุปผากลางใจจอมจักรพรรดิ   บทที่101 ข่าวลือ

    ขบวนคาราวานรถม้านับสิบคันรถได้มุ่งตรงสู่ทางสายหลัก เพื่อค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างแคว้นอันเป็นจุดหมายปลายทางในครั้งนี้ ทว่าเมื่อออกจากเมืองหลวงของแคว้นได้เพียงไม่กี่ชั่วยาม นายกองผู้ควบคุมรวมไปถึงบรรดาผู้คุ้มกันนับครึ่งร้อยชีวิตต่างตกอยู่ในสภาวะตึงเครียดอย่างเสียไม่ได้เส้นทางรถม้าที่เคยผ่านไปกล

  • บุปผากลางใจจอมจักรพรรดิ   บทที่100 เตรียมความพร้อม

    ทางฝั่งของเฟยหลงที่ได้ยินหนิงอ้ายตอบกลับมาคล้ายกับว่าอีกฝ่ายกำลังแง่งอนเสียอย่างนั้นในความรู้สึกที่สัมผัสได้ ชายหนุ่มจึงรู้สึกหมั่นเขี้ยวเด็กหนุ่มไปไม่น้อย ร่างกายสูงใหญ่ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของบุรุษเพศอันมากล้นได้ค่อย ๆ ก้าวเท้ามุ่งเดินตรงมาพร้อมกับเอ่ยหยอกล้อร่างบางกลับไป"เพียงไม่กี่วันที่

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status