เมื่อหงส์ม่วงร่วงหล่นจากฟ้า หวนคืนอีกคราเป็นบุปผาในจวน

เมื่อหงส์ม่วงร่วงหล่นจากฟ้า หวนคืนอีกคราเป็นบุปผาในจวน

last update최신 업데이트 : 2026-09-09
작가:  PurpleChrysalis연재 중
언어: Thai
goodnovel16goodnovel
순위 평가에 충분하지 않습니다.
73챕터
1.8K조회수
읽기
보관함에 추가

공유:  

보고서
개요
장르
앱에서 읽으려면 QR 코드를 스캔하세요.

จากเจ้าสำนักผู้ยอมสละทุกสิ่ง…นางตื่นขึ้นอีกครั้งในร่างคุณหนูที่ไร้อำนาจในจวนที่เต็มไปด้วยคนรอเหยียบย่ำ ครานี้ นางจะไม่เป็นผู้เสียสละอีกต่อไปแต่จะเป็น “ผู้ล่า” ที่ไม่มีใครหนีรอด

더 보기

1화

บทที่ 1 แม้ต้องแลกด้วยชีวิต...ข้าก็จะผนึกรอยแยกนี้ให้ได้

            รัชศกหรงเต๋อ ปีที่สิบเอ็ด, คืนวันเพ็ญ เดือนเจ็ด ยามค่ำคืนเงียบสงบ แสงจันทร์ทอประกายเหนือยอดไม้ ชาวบ้านบางส่วนตั้งโต๊ะบูชาเทพจันทราตามธรรมเนียมเก่าแก่ เด็กเล็กวิ่งเล่นส่งเสียงหัวเราะเจื้อยแจ้ว

            ทว่าไม่นาน...หมู่บ้านชิงหลินก็ตกอยู่ในห้วงหายนะ กลิ่นคาวเลือดแฝงไอเย็นเฉียบคละคลุ้งในอากาศ เสียงกรีดร้องของชาวบ้านแทรกกับเสียงคำรามของวิญญาณอาฆาต กลีบดอกไม้สีม่วงพลิ้วไหวตามสายลมประหนึ่งมีมือที่มองไม่เห็นกำลังควบคุม ท้องฟ้าพลันแยกออก ผืนดินสะเทือน รอยแยกสีดำขนาดมหึมาปรากฏขึ้นกลางเวหา

            “ท่านแม่ นั่นคือสิ่งใด” เสียงเด็กหญิงตัวน้อยเอ่ยถามมารดาที่กำลังจัดโต๊ะบูชา ในมือเล็กถือโคมไฟกระต่าย แสงไฟในโคมส่องประกายในความมืดมิด

            สตรีวัยกลางคนวางผลไม้บนโต๊ะบูชา ก่อนจะเงยหน้ามองตามมือเล็กของบุตรสาวที่ชี้ขึ้นไปยังท้องฟ้า ดวงตาพลันเบิกกว้าง บนนภาไร้ซึ่งแสงจันทร์ มีเพียงรอยแยกขนาดใหญ่ คล้ายประตูอเวจีกำลังเปิดออก ระหว่างรอยแยกมีบางอย่างทะลุทะลวงออกมา พร้อมกับเสียงกรีดร้องอันน่าขนลุก

            ร่างท้วมสั่นเทา ลมหายใจติดขัด ความหวาดกลัวเกาะกินหัวใจไปชั่วขณะ แต่เมื่อได้ยินเสียงบุตรสาว ร่างกายพลันตอบสนอง รีบอุ้มเด็กน้อยออกวิ่งไปยังบ้านของตน ในขณะที่ปากก็ตะโกนเสียงดังลั่น “ประตูอเวจีเปิดแล้ว ทุกคนรีบหนีเร็วเข้า!!”

            เสียงของนางไม่ดังมาก แต่ก้องพอให้ผู้อื่นได้ยิน หมู่บ้านตกอยู่ในความวุ่นวายชั่วขณะ ในตอนที่นางกำลังวิ่งหนี บุตรสาวไม่เข้าใจสถานการณ์รับรู้เพียงความรู้สึกไม่ปลอดภัย จึงร้องไห้ออกมาเสียงดังลั่น กลุ่มควันสีดำที่ลอยอยู่ไม่ไกลได้ยินเสียงกรีดร้อง แสงแห่งความบริสุทธิ์แผ่ออกจากตัวเด็กหญิง เจิดจ้าจนดึงความสนใจ

            เพียงชั่วขณะเธอตกเป็นเป้าของวิญญาณร้าย พวกมันพุ่งตรงมาหวังจะสูบวิญญาณอันบริสุทธิ์ ผู้เป็นมารดาหยุดชะงัก นางถูกล้อมจากทุกสารทิศ ในใจนึกตระหนกปนหวาดกลัว ไม่รู้ว่าจะหนีไปทางใด มือหยาบกอดบุตรสาวไว้แน่น หากจะเกิดสิ่งใดขึ้นนางก็หวังว่าตนจะเป็นเกราะให้บุตรสาวได้

            เวลานั้นความสิ้นหวังเกาะกุมจิตใจ ควันดำพุ่งมาประชิดหน้า ดูดกลืนพลังชีวิตของผู้เป็นแม่ ร่างกายที่เคยอ้วนท้วมซูบผอมในพริบตา ก่อนจะกลายเป็นซากเนื้อหุ้มกระดูกกองอยู่บนพื้นดิน เหลือเพียงเด็กหญิงตัวน้อยที่กอดโคมไฟกระต่ายไว้แน่นพลางร้องไห้

            วิญญาณร้ายแสยะยิ้ม อาหารอันโอชะอยู่เบื้องหน้า จึงไม่รอช้าพุ่งตรงเข้าหาเหยื่อในทันที

            ทว่ายังไม่ทันจะถึงตัวกลับถูกกระบี่พุ่งเข้าใส่ เหล่านักพรตเดินทางมาถึงที่เกิดเหตุแล้ว รวมถึงผู้บำเพ็ญเซียนจากสำนักบุปผาพิษด้วย

            “รอยแยกสีนิลปรากฏขึ้นแล้ว!! ทุกคนแยกย้ายกันปกป้องชาวบ้าน” เสียงตะโกนของศิษย์สำนักบุปผาพิษดังลั่น เหนือยอดไม้ รอยแยกคล้ายดวงเนตรแห่งหายนะฉีกกลางเวหา ควันดำทะลักออกมาไม่หยุด พร้อมเสียงกรีดร้องดังก้องราวกับผืนฟ้าถูกฉีกทลาย

            เสียงสวดอาคมของนักพรตจากหลายสำนักดังระงม แม้จะพยายามคุมสติ แต่ในใจล้วนหวาดหวั่น รอยแยกนี้ใหญ่กว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ความหนาวเย็นแทรกเข้าไขกระดูก ความสิ้นหวังเกาะกุมจิตใจของผู้คน

            หมู่บ้านชิงหลินกำลังล่มสลาย ผู้คนหนีตาย บางคนวิ่งได้ไม่กี่ก้าว...ก็ดับสูญ ควันดำกลืนร่าง พริบตาเดียว เหลือเพียงซากเนื้อหุ้มกระดูก ผนึกวิญญาณอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ สิ่งที่ถูกกักขังทะลักออกมา ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้รอยแยกนั้นแม้เพียงครึ่งก้าว

            เหล่าผู้อาวุโสแห่งสำนักบุปผาพิษที่เคยยืนอยู่แนวหน้าเมื่อครู่ ถอยร่นกลับมาแทบไม่ทัน ไม่กี่ชั่วยามก่อนยังอ้างว่าจะร่วมกันปิดผนึกรอยแยก ช่วยเมืองเซวี่ยเหอ แต่เมื่อเห็นขนาดของรอยแยก และคลื่นวิญญาณที่พุ่งเข้าใส่ พวกเขาก็กลับคำ บ้างเริ่มสวดอาคมย้อนกลับปกป้องตนเอง บ้างยืนนิ่ง มือที่จับกระบี่สั่นระริก ดวงตาสอดส่ายหาใครสักคนที่จะมารับเคราะห์แทนพวกเขา

            บนท้องฟ้าเหนือศีรษะ ปรากฏสองเงาร่าง หนึ่งในนั้นคือเด็กหนุ่มในอาภรณ์สีม่วงเข้มค่อนไปทางน้ำเงิน เครื่องหัวและผ้าคาดเอวสีทองสะท้อนแสงจันทร์ เผยให้เห็นว่าเขาเป็นศิษย์สายตรงของสำนัก นักพรตหลายคนเบิกตากว้าง มองอาวุธในมือเขาด้วยความตื่นตะลึง แส้สีน้ำเงินสะบัดออก ฟาดใส่วิญญาณอาฆาตที่เข้าประชิด ดูคล้ายสายฟ้าฉายวาบกลางอากาศ ควันดำแตกกระจาย เสียงโหยหวนสะท้อนก้อง ทุกสายตา...หยุดอยู่แค่ตรงนั้น

            “นั่นมัน...แส้ชางหลง!!” นักพรตคนหนึ่งอุทาน

            อีกคนเบิกตากว้าง “แส้ชางหลง? งั้นเขาก็ต้องเป็น...ชิงหลงแห่งสายฟ้าคราม!”

            เขากวาดตามองไปทั่วอย่างลนลาน “ว่ากันว่าหากที่ใดมีชิงหลงปรากฏ จื่อหวง หงส์ม่วงผู้โปรยพิษ...ย่อมตามมาไม่ห่าง”

            เหล่านักพรตและจอมยุทธ์พเนจรเงยหน้าขึ้นมอง เงาร่างของสตรีผู้หนึ่งปรากฏท่ามกลางกลีบดอกหงส์ม่วงที่ปลิวว่อนลงจากฟากฟ้า ภาพเบื้องหน้าช่างคล้ายเทพเซียนเสด็จลงมาเพื่อช่วยเหลือปวงมนุษย์ ไม่มีใครในยุทธภพที่ไม่รู้จักศิษย์อาจารย์คู่นี้

            ‘ชิงหลง’ หรือมังกรฟ้า คือฉายาของหยางเซียวหลง ศิษย์เอกสายตรง ผู้เป็นบุตรแห่งสวรรค์ เขาใช้เวลาเพียงปีเดียวก็สามารถเดินตามรอยอาจารย์ได้อย่างรวดเร็ว ศาสตราวุธที่เขาครอบครอง ชื่อว่า “แส้ชางหลง” ได้ยินมาว่าในวันที่เขาเหยียบย่างเข้าสู่ทะเลสาบชิงสุ่ย กระเบนสีรุ้ง สัตว์วิเศษผู้พิทักษ์ทะเลสาบ ก็ลอยขึ้นมาพร้อมมอบแส้ให้โดยไม่ลังเล บ้างกล่าวว่า เขาคือเซียนน้อยที่สวรรค์เลือกแล้วจริง ๆ

            ‘จื่อหวง’ หรือหงส์ม่วง คือฉายาของหลิงเสวี่ยเหยา เจ้าสำนักบุปผาพิษ นางขึ้นรับตำแหน่งตั้งแต่อายุเพียงสิบแปดปี เป็นหนึ่งในสองเจ้าสำนักที่บรรลุขั้นเซียนอมตะ ว่ากันว่าเทพเซียนเคยเชิญนางขึ้นสวรรค์ แต่กลับถูกปฏิเสธ เพราะนางเลือกจะอยู่ต่อในโลกมนุษย์ ศาสตราวุธของนางชื่อ ‘แส้จื่อหวง’

            หากศิษย์อาจารย์คู่นี้ย่างเท้าไปแห่งใด แม้แต่ราชาปีศาจยังต้องหลบ แน่นอนว่า...ไม่ใช่ทุกคนจะเชื่อคำกล่าวนั้น กระทั่งนักบำเพ็ญเซียนบางคนในกลุ่มศิษย์ของสำนักบุปผาพิษเอง ยังแอบส่ายหน้าเงียบ ๆ เพราะคิดว่าข่าวลือนั้นดูเกินจริง มีเพียงผู้ที่ได้เห็นกับตาเท่านั้นที่จะเชื่ออย่างไร้ข้อสงสัย

            กลีบดอกไม้สีม่วงปลิวลงมาจากฟากฟ้า กลิ่นหอมเย็นแตะปลายจมูก...ความร้อนรนในอกค่อย ๆ มลายไป ราวกับถูกอ้อมกอดบางเบาโอบล้อม หลิงเสวี่ยเหยาบังคับกระบี่ลายงามลงมาหยุดตรงหน้าศิษย์ที่เกาะกลุ่มกันอยู่ หยางเซียวหลงตามมาหยุดเคียงข้าง กลีบดอกหงส์ม่วงโอบล้อมรอบร่างของนาง ประหนึ่งกล่าวต้อนรับการมาถึงของผู้เป็นนาย

            “ท่านเจ้าสำนัก!!” เสียงเรียกจากศิษย์ดังขึ้นพร้อมใบหน้าที่เริ่มกลับมามีสี พวกเขาเคยสิ้นหวังกับผู้อาวุโสที่หลบซ่อนตัว แต่เมื่อเห็นนาง สายตาที่เคยว่างเปล่ากลับเปล่งประกายขึ้นอีกครั้ง ศรัทธาเดิมกลับคืน พร้อมเพลิงฮึกเหิมในใจที่รอเพียงนางออกคำสั่ง

            ศิษย์สายนอกหลายคนชะเง้อมอง เจ้าสำนักผู้แทบไม่เคยปรากฏตัว มีข่าวลือว่าหลิงเสวี่ยเหยางดงามปานเทพเซียน และเมื่อพวกเขาได้เห็นตัวจริง...ก็เข้าใจได้ในทันที ความงามของนางบริสุทธิ์จนไม่อาจแตะต้อง สง่างาม และแฝงอำนาจที่ยากจะหยั่งถึง

            “รอยแยกครั้งนี้ใหญ่กว่าทุกปี ข้าเกรงว่า...เราจะรับมือไม่ไหว” ผู้อาวุโสเอ่ยเสียงแผ่ว ใบหน้าเคร่งเครียด ศิษย์ข้างกายหลุบตาลง มือที่ถือกระบี่กำแน่นขึ้นเล็กน้อย

            “เจ้าสำนักหลิง! ข้าน้อยแม้เป็นเพียงนักพรตพเนจร แต่ก็มิอาจทนเห็นพวกตาเฒ่าเหล่านี้ถอยหนี ทั้งที่ปากพูดว่าจะร่วมกันผนึกรอยแยก!” ชายคนหนึ่งก้าวออกจากฝูงชน สายตาเหลือบมองเหล่าผู้อาวุโสด้วยความขุ่นเคือง

            ผู้อาวุโสม่อชี้หน้าเขา มือสั่นเทา “เจ้า...เจ้า...” แต่ยังไม่ทันได้กล่าวสิ่งใด ชายคนนั้นก็ชิงพูดขึ้นเสียก่อน

            “ท่านเจ้าสำนักหลิง ข้าได้ยินกิตติศัพท์ของท่านมานาน...บัดนี้ หมู่บ้านของเรากำลังเดือดร้อน ขอท่านโปรดเมตตาช่วยเหลือ”

            หยางเซียวหลงหรี่ตามองชายวัยกลางคนตรงหน้า ก่อนจะจิ๊ปากอย่างขัดใจ เขาอ้าปากขึ้น แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยคำใด อาจารย์กลับหันมาเสียก่อน ดวงตาคู่สวยสะท้อนแสงสีม่วง คล้ายเทพเซียนผู้วางตกในทุกเรื่อง เขาชะงัก กลืนคำพูดลงคอทั้งที่ยังเคืองไม่หาย คนผู้นั้น...คำพูดดูดี แต่ความหมายกลับไม่ต่างจากการผลักอาจารย์ของเขาเข้าสู่กองเพลิง แม้อาจารย์จะไม่ถือโทษ แต่เขาไม่ใช่อาจารย์

            “ทุกท่านไม่ต้องกังวล” น้ำเสียงของหลิงเสวี่ยเหยาแม้นุ่มนวล แต่หนักแน่นจนทั่วบริเวณเงียบลงชั่วขณะดวงตาของนางมองตรงไปที่ผู้อาวุโสเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะเอ่ยต่อ

            “แม้ต้องแลกด้วยชีวิต...ข้าก็จะผนึกรอยแยกนี้ให้ได้” แหวนที่นิ้วเปล่งแสงสีม่วงในทันที แส้จื่อหวงสะบัดฟาดกลางอากาศ กลุ่มวิญญาณอาฆาตแหลกสลายไปในพริบตา ผู้ที่ยืนมองได้แต่อ้าปากค้าง พวกเขา    ต่อสู้กับวิญญาณหนึ่งตนใช้เวลาเป็นชั่วยาม แต่นางกลับตวัดแส้เพียงครั้งเดียว ก็จัดการได้ในพริบตา ดูแล้วข่าวลือที่ว่าก็ไม่เกินจริงนัก...

            หยางเซียวหลงยกยิ้มภูมิใจได้เพียงชั่วครู่ ก่อนจะชะงักเมื่อได้ยินเสียงของอาจารย์

            “อาหลง” เสียงนุ่มแต่หนักแน่นเอ่ยชัดถ้อยชัดคำ “ข้าจะไปผนึกรอยแยก ระหว่างนี้...เจ้าช่วยดูแลอย่าให้สิ่งใดมารบกวน”

            “อาจารย์...แต่ว่า...” คิดจะค้านเพราะไม่เห็นด้วยที่อาจารย์ต้องลำบากถึงเพียงนั้น ทั้งที่ผู้อื่นเอาแต่ยืนดูไม่คิดช่วยเหลือ

            แต่กลับต้องกลืนคำที่อยากเอ่ยลงคอ เมื่อเห็นร่างของผู้เป็นอาจารย์ขี่กระบี่ขึ้นไปไกลแล้ว แผ่นหลังบาง ที่ห่างออกไปทุกที ดูคล้ายกำลังแบกรับน้ำหนักของโลกทั้งใบ

            เขาตวัดมองไปยังผู้อาวุโสเพียงแวบเดียว ขุ่นเคืองเกินบรรยาย สุดท้ายทำได้เพียงเร่งกระบี่ขึ้นฟ้าตามอาจารย์ของตนไป

펼치기
다음 화 보기
다운로드

최신 챕터

더보기
댓글 없음
73 챕터
บทที่ 1 แม้ต้องแลกด้วยชีวิต...ข้าก็จะผนึกรอยแยกนี้ให้ได้
รัชศกหรงเต๋อ ปีที่สิบเอ็ด, คืนวันเพ็ญ เดือนเจ็ด ยามค่ำคืนเงียบสงบ แสงจันทร์ทอประกายเหนือยอดไม้ ชาวบ้านบางส่วนตั้งโต๊ะบูชาเทพจันทราตามธรรมเนียมเก่าแก่ เด็กเล็กวิ่งเล่นส่งเสียงหัวเราะเจื้อยแจ้ว ทว่าไม่นาน...หมู่บ้านชิงหลินก็ตกอยู่ในห้วงหายนะ กลิ่นคาวเลือดแฝงไอเย็นเฉียบคละคลุ้งในอากาศ เสียงกรีดร้องของชาวบ้านแทรกกับเสียงคำรามของวิญญาณอาฆาต กลีบดอกไม้สีม่วงพลิ้วไหวตามสายลมประหนึ่งมีมือที่มองไม่เห็นกำลังควบคุม ท้องฟ้าพลันแยกออก ผืนดินสะเทือน รอยแยกสีดำขนาดมหึมาปรากฏขึ้นกลางเวหา “ท่านแม่ นั่นคือสิ่งใด” เสียงเด็กหญิงตัวน้อยเอ่ยถามมารดาที่กำลังจัดโต๊ะบูชา ในมือเล็กถือโคมไฟกระต่าย แสงไฟในโคมส่องประกายในความมืดมิด สตรีวัยกลางคนวางผลไม้บนโต๊ะบูชา ก่อนจะเงยหน้ามองตามมือเล็กของบุตรสาวที่ชี้ขึ้นไปยังท้องฟ้า ดวงตาพลันเบิกกว้าง บนนภาไร้ซึ่งแสงจันทร์ มีเพียงรอยแยกขนาดใหญ่ คล้ายประตูอเวจีกำลังเปิดออก ระหว่างรอยแยกมีบางอย่างทะลุทะลวงออกมา พร้อมกับเสียงกรีดร้องอันน่าขนลุก ร่างท้วมสั่นเทา ลมหายใจติดขัด ความหวาดกลัวเกาะกินหัวใจไปชั่วขณะ แต่เมื่อได้
last update최신 업데이트 : 2026-07-25
더 보기
บทที่ 2 หากจะมีใครต้องตาย...ก็ขอให้เป็นข้า
“เมื่อครู่...นั่นคือแส้จื่อหวงใช่หรือไม่?” จอมยุทธ์ผู้หนึ่งอุทาน เสียงเจือความตื่นตะลึง “แส้ที่ฟาดเพียงหนึ่งครา...เป็นอัมพาต สองครา...สิ้นใจ?” ศิษย์ในสำนักบางคนยืดอกขึ้นโดยไม่รู้ตัว แน่นอนว่าความสามารถเจ้าสำนักของพวกเขา...มิได้เป็นเพียงแค่ข่าวลือ ในใจรู้สึกภาคภูมิที่เลือกเข้าสำนักบุปผาพิษขึ้นมาทันที ก่อนที่เหล่าลูกศิษย์หลายคนจะเหลือบไปมองเหล่าผู้อาวุโสที่ยืนนิ่งอยู่ไม่ไกล แล้วถอนหายใจเบา ๆ พร้อมกัน บางคนเบือนหน้าหนีราวกับละอายใจ เมื่อครั้นก่อนหน้าพวกเขาเคยฝากความหวังไว้ผิดคน หลิงเสวี่ยเหยาสะบัดแส้จื่อหวง ฟาดแรก ควันดำจางหายราวละอองฝัน ฟาดสอง กลีบดอกหงส์ม่วงห่อหุ้มร่างวิญญาณ ก่อนดูดกลืนจนไร้ร่องรอย หยางเซียวหลงตามติดไม่ห่าง ฝีมือของเขา...ก้าวหน้าอย่างเห็นได้ชัด นางมองเขา แล้วเผลอยิ้มบางเบาอย่างภูมิใจ “อาหลง เจ้าพัฒนาขึ้นมาก” คำชมของอาจารย์เป็นดังน้ำโอบอุ้มชโลมจิตใจอันขุ่นเคืองของเขาให้มอดลง “หลังจากนี้...อาจารย์ต้องฝากชีวิตไว้กับเจ้าแล้ว” ทว่าประโยคหลังกลับฉุดกระชากดึงเขาลงสู่ห้วงลึก ทั้งยังกรีดลงกลางใจศิษย์อย่างไม่
last update최신 업데이트 : 2026-07-25
더 보기
บทที่ 3 ตลอดเวลาที่ผ่านมา เจ้าได้รู้สิ่งใดบ้าง
“คุณ...” “คุณหนูเจ้าคะ” เสียงแว่วเบาดังขึ้นใกล้หู ดึงสติหลิงเสวี่ยเหยากลับมา ความปวดร้าวทั่วร่างตอกย้ำว่านางยังมีชีวิตอยู่ พลังวิญญาณในร่างจางหาย เหลือเพียงเศษเสี้ยวคล้ายไอหมอก เมื่อลืมตาขึ้น ภาพแรกที่เห็นคือเพดานไม้เก่าแก่แตกร้าวเป็นเส้น ห้องดูทรุดโทรม ราวกับไม่ได้รับการดูแลมาเนิ่นนาน ข้างเตียง มีเด็กสาวคนหนึ่งกำลังเช็ดตัวให้นาง มือไม้อ่อนโยน เสื้อผ้าที่ใส่ดูเรียบง่าย บ่งบอกว่าเป็นเพียงบ่าวรับใช้ นางขยับริมฝีปาก จะเอ่ยถามบางสิ่ง ทว่าเมื่อปลายลิ้นแตะเพดานปาก กลับพบแต่ความแห้งผาก ไม่มีแม้แต่เสียงเล็ดลอดออกมา นางจึงทำได้เพียงลืมตา มองเพดานไม้เก่าอย่างเลื่อนลอย ก่อนจะค่อย ๆ ทบทวนว่า...นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เดิมทีนางควรตายไปแล้ว การที่ยังมีชีวิตอยู่ได้นั้น มีเพียงข้อสันนิษฐานเดียว คือ เทียนอี๋ ผีเสื้อวิญญาณที่นางได้รับมาจากเซียนท่านหนึ่งได้ช่วยนางไว้ โดยการถ่ายวิญญาณนางเข้าสู่ร่างไร้ลมหายใจของผู้ที่มีพลังวิญญาณคล้ายคลึงกันถึงเก้าส่วน เทียนอี๋คงทุ่มพลังทั้งหมดเพื่อค้นหาร่างนี้ จึงยังมิอาจสื่อสารกลับมาได้
last update최신 업데이트 : 2026-07-25
더 보기
บทที่ 4 จะทำตัวเป็นโจรลักพาตัวหรืออย่างไร?
กลิ่นเย็นของทะเลและต้นสนลอยมาปะทะจมูก แต่สิ่งที่ทำให้นางหงุดหงิดนั้นไม่ใช่กลิ่นที่ลอยมากับสายลม หากแต่เป็นแรงแขนของอีกฝ่ายที่ หิ้ว นางไปราวกับตุ๊กตาตัวเล็ก คิดแล้วก็หงุดหงิดหัวใจ หากเป็นเมื่อก่อน นางคงตวัดแส้จื่อหวงใส่ไปแล้ว ทว่าตอนนี้…แม้แต่แรงจะดิ้นให้หลุดยังไม่พอด้วยซ้ำ ในพริบตาเดียว บุรุษผู้นี้ก็พานางมาถึงกระท่อมเงียบเชียบกลางป่า บริเวณรอบข้างไร้วี่แววของผู้คน เงียบสงัดราวกับสถานที่หลบเร้นของเทพเซียน…หรือแย่กว่านั้น อาจจะเป็นสถานที่ซ่อนศพก็ได้ ผู้ใดจะรู้ เมื่อมือหนาปล่อยเอว นางก็รีบใช้โอกาสนั้นผลักอีกฝ่ายออก แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าแรงเท่ามดของตนในตอนนี้ทำอะไรเขาไม่ได้ ไม่แม้แต่จะทำให้เซถลา หลิงเสวี่ยเหยากอดอก พลันจ้องเขม็ง ทำไมถึงต้องเป็นเขา! ใบหน้าเคร่งเครียดของนางสะท้อนทั้งความเหนื่อย ความหงุดหงิด และความรู้สึกไม่พอใจที่ต้องมาเจอคนรู้จักในสภาพนี้ บุรุษผู้นี้สงบนิ่งดุจทะเลสาบยามราตรี แต่ซ่อนพลังอันลึกล้ำไว้ ใบหน้าเรียวคมดูอ่อนเยาว์แต่แฝงอำนาจทางสายตา สวมอาภรณ์ยาวสีน้ำเงินอมเทา ผ้าคลุมบางลู่ลมพลิ้วไหว ช่วงไหล่ประด
last update최신 업데이트 : 2026-07-25
더 보기
บทที่ 5 ลมสงบก่อนพายุเข้า
อาคารไม้สามชั้นทรงประสานตั้งตระหง่านท่ามกลางสายลมหนาว หลังคากระเบื้องสีขาวสะท้อนแสงหิมะพราวระยับ แถวโคมแขวนสีม่วงทองสลับกันทอดยาวตลอดแนว ราวกับกำลังล้อมอาคารไว้ด้วยประกายอบอุ่น โรงเตี๊ยมซิวซวี่ จุดพักรถม้าเพียงแห่งเดียวในเขตเมืองเซวี่ยเหอ คือที่พักของทั้งผู้เดินทางและเหล่าจอมยุทธ์พเนจร ชั้นหนึ่งเป็นโถงกว้างคึกคัก เสียงหัวเราะและเสียงสนทนาสอดประสานกับท่วงทำนองพิณ กลิ่นเหล้าร้อนปนกลิ่นกำยานลอยคลุ้งในอากาศ ผู้คนจากหลากเมืองนั่งชมการร่ายรำของนางระบำ พร้อมแลกเปลี่ยนข่าวสารในยุทธภพ และในช่วงนี้ หัวข้อสนทนาก็หนีไม่พ้นเรื่องเจ้าสำนักบุปผาพิษที่ยอมสละชีพเพื่อผนึกรอยแยกสีนิล หลงจู๊ซึ่งกำลังหยิบขนมเข้าปากชะงักเมื่อเหลือบเห็นเงาร่างคุ้นตาก้าวลงจากม้าชั้นดี ดวงตาเบิกกว้าง รีบปัดเศษขนมทิ้งแล้วหมุนตัวขึ้นบันไดไปยังชั้นบน ภายในห้องพักของเถ้าแก่เหอเต็มไปด้วยสำรับอาหารเลิศรส กลิ่นหอมของเนื้อย่างผสมกลิ่นเหล้าระคนอบอวล นางรำสองสามคนกำลังปรนนิบัติอย่างออดอ้อน ก่อนที่ประตูห้องจะถูกผลักเปิดออกอย่างรีบร้อน หลงจู๊ก้าวเข้ามาโดย
last update최신 업데이트 : 2026-07-25
더 보기
บทที่ 6 จิ้งจอกน้อยนั่นกำลังเล่นละคร
ชั้นสองของโรงเตี๊ยมถูกจัดไว้สำหรับแขกระดับสูง ทั้งขุนนางและผู้บำเพ็ญเซียน ด้านในสุดยังมีห้องรับรองลับที่ใช้พูดคุยเรื่องสำคัญโดยไม่ให้ผู้ใดล่วงรู้ หลังจากนำทางแขกคนสำคัญมาส่งถึงห้อง หลงจู๊ก็รีบสาวเท้าออกไป ปล่อยให้ภายในเหลือเพียงบุรุษสองคน “นี่เป็นครั้งแรกที่ข้ามาเมืองเซวี่ยเหอ ไม่นึกเลยว่าจะมีโรงเตี๊ยมหรูหราเช่นนี้อยู่นอกเมืองหลวงด้วย” คุณชายในอาภรณ์สีขาวครีมเอ่ยพลางรินชาใส่ถ้วย เสียงน้ำไหลรินตกกระทบใสแจ๋วดังคลอ ก่อนที่เขาจะวางพัดลงข้างตัวและยกถ้วยขึ้นจรดริมฝีปาก เพียงชิมไปหนึ่งอึก มุมปากก็ยกขึ้นเล็กน้อย “แต่รสชาติ…ยังห่างไกลจากหอหลิงจู๋ของข้า” “เซี่ยนซู ข้าพาเจ้ามาเพราะอี้เซวียนไม่ว่าง” ซ่งอวี้หานเอ่ยเสียงเรียบ นิ้วเรียวยังกดขอบถ้วยชา วนรอบไปมาจนเกิดเสียงหวีดต่ำ คล้ายเสียงเครื่องสาย ไม่ดังจนแสบหู แต่แฝงความเย็นเยียบที่แผ่วกระจายทั่วห้อง “เจ้าพูดเองว่าจะไม่สร้างปัญหา” เซี่ยนซูรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม ตัวเขาแค่พูดพร่ำกลบบรรยากาศเงียบเชียบ เหตุไฉนคนตรงหน้าถึงตีความว่าเขาสร้างปัญหาได้ “ข้าแค่แสดงความเห็น เหตุใดเจ้าพูดราวกับว่าข้าสร้างปัญหาให้เจ้า? จริงสิ ไหนล่ะเรื่องสนุกที่เจ
last update최신 업데이트 : 2026-07-25
더 보기
บทที่ 7 ถึงจวนเมื่อใด ค่อยว่ากัน
เมืองเซวี่ยเหอตั้งอยู่ทางใต้ของเมืองหลวงหรงซวี่ อยู่ภายใต้การดูแลของสำนักบุปผาพิษอย่างเข้มงวด โรงเตี๊ยมซิวซวี่ตั้งอยู่บนเส้นทางเพียงสายเดียวที่เชื่อมเมืองหลวงกับเมืองเซวี่ยเหอ รอบข้างเป็นป่าทึบที่ขึ้นชื่อเรื่องอันตราย นอกจากสัตว์ร้ายแล้ว ยังเป็นแหล่งซ่องสุมของพวกค้าสัตว์เถื่อนและโจรป่า เดิมที หลิงเสวี่ยเหยาเคยสั่งศิษย์ในสำนักให้คอยจับตากลุ่มคนพวกนี้ไม่ให้มาก่อเหตุในเขตของตน ทว่าตอนนี้กลับเป็นนางเองที่ถูกโจรป่าลักพาตัว คลุมหัว แล้วลากมาขังไว้ในกรงเหล็กขนาดใหญ่ แม้จะถูกปิดตาก็ไม่ได้ทำให้นางไร้ทางสู้ ด้วยพลังวิญญาณ นางสามารถจับทิศและความเคลื่อนไหวรอบตัวได้อย่างชัดเจน แต่ที่โรงเตี๊ยมเมื่อครู่ นางเลือกแสร้งทำเป็นไม่ล่วงรู้ เพราะตั้งแต่ก้าวเข้าไปในโถงชั้นล่าง ก็มองเห็นพวกโจรกลุ่มนี้ปะปนอยู่แล้ว นางรู้ดีว่า คนจากจวน...คงไม่ต้องการให้นางกลับไป ปกติโรงเตี๊ยมแห่งนี้ก็มักมีทั้งจอมยุทธ์พเนจร นักพรตและผู้บำเพ็ญเซียนแวะเวียนมาอยู่แล้ว ผู้คนจึงอาจไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติ แต่คนเหล่านี้…นอกจากจะมีพลังปราณแตกต่างจากผู้อื่น ยังแผ่ไอสังหารออกมาด้วย แม้พยาย
last update최신 업데이트 : 2026-07-26
더 보기
บทที่ 8 อาจารย์ยังไม่ตาย…เจ้าเห็นหรือไม่
หนึ่งหมาป่า หนึ่งมนุษย์ จ้องกันนิ่งคล้ายประเมินคู่ต่อสู้ ก่อนที่เสียงนุ่มของนางจะทำลายความเงียบ “ข้ารู้…เจ้าไม่ใช่สุนัขหมาป่าธรรมดา แต่เป็นคนของเผ่าหมอกลวงตา” ได้ยินเช่นนั้นดวงตาสีทองยิ่งแข็งกร้าวขึ้น เขี้ยวขาวขู่คำรามต่ำ หมายจะโจนเข้าใส่ แต่เพียงก้าวแรกแรงก็หายไปจากขา ทิ้งเพียงลมหายใจหอบถี่และความอับแสงในแววตาที่เต็มไปด้วยร่องรอยของการถูกจองจำและพิษยาที่กัดกินพลังมานานเกินทน ไม่คาดคิดเลย…ว่าสตรีนางนี้จะรู้วิธีแก้พิษยานิทราสลายหมอก พิษที่เขาเชื่อมาตลอดว่าไม่มีผู้ใดแก้ได้ “กลีบดอกหงส์ม่วง แก้ได้ทุกพิษ เจ้าคงเคยได้ยินจากปากผู้นำเผ่าของเจ้า” ร่างระหงเอ่ยเรียบ ๆ ก่อนลุกขึ้นปัดฝุ่นจากชายอาภรณ์ เงยหน้ามองแสงจันทร์ส่องที่ลอดผ่านยอดไม้ ลมกลางป่าพัดเอื่อย เย็นสงบ…ตรงข้ามกับบทละครที่นางตั้งใจไว้ก่อนหน้า ซึ่งตอนนี้พังไม่เหลือเค้า “เจ้าจะไปตอนนี้ก็ได้” นางปรายตามอง ดวงตาสองคู่สบกันในความมืด “แต่หากไปทั้งที่ยังอ่อนแรง…อีกไม่นานเจ้าก็จะตกอยู่ในมือพวกมันอีกครั้ง” คำพูดสุดท้ายทำให้สัตว์ร้ายชะงัก เขี้ยวที่เคยยกขึ้นขู่ค่อย ๆ หุบลง
last update최신 업데이트 : 2026-07-26
더 보기
บทที่ 9 แม่นางน้อย...ตัวเจ้ามีค่าเพียงใดกันเชียว
ภายใต้เงามืด สิ่งที่หยางเซียวหลงคาดหวังจะได้พบกลับไม่เป็นดั่งใจนึก เขาเงยหน้ามองใต้ต้นไม้สูงด้วยสายตาว่างเปล่า แสงในตาค่อย ๆ หม่นลง เบื้องหน้านั้นว่างเปล่าไร้เงาผู้คน แม้แต่แมลงสักตัวยังไม่มีให้เห็น หลิวหนิงซินยกมือขึ้นตบบ่าเขาเบา ๆ “บางที...อาจไม่ใช่ที่นี่ หากเราไปตามหาทางฝั่งโน้น ไม่แน่ว่าอาจจะ––” “ที่นี่...” เด็กหนุ่มเอ่ยขัด น้ำเสียงหนักแน่น “ถ้าอาจารย์ยังอยู่ในป่าแห่งนี้ ก็ต้องเป็นที่นี่เท่านั้น” เขามั่นใจในความรู้สึกของตน ทว่ากลับไม่เข้าใจว่าทำไมเบื้องหน้ากลับว่างเปล่า “เจ้ารู้ได้อย่างไร?” หลิวหนิงซินหรี่ตามองเขา ตรงหน้ามีเพียงเงามืดใต้ต้นไม้ใหญ่ ไม่มีผู้ใดอยู่ที่นั่น แม้แต่คลื่นพลังยังไร้ร่องรอย แล้วเหตุใดถึงมั่นใจนักว่าอาจารย์อาอยู่ที่นี่? “ใจข้าบอกเช่นนั้น” เด็กหนุ่มตอบเสียงเรียบ แต่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่น หลิวหนิงซินมองใบหน้าที่ไม่ยอมแพ้ของเขา มือขวาเกือบยกขึ้นเพื่อโบกหัวเรียกสติ ทว่าพอนึกถึงสภาพจิตใจที่บอบช้ำของคนตรงหน้า และความเคารพที่มีต่ออาจารย์อาในใจ นางจึงลดมือลงก่อนจะถอนหายใจ “อาจารย์!! อาจารย์!! ท่
last update최신 업데이트 : 2026-07-26
더 보기
บทที่ 10 พวกเราเองก็ลงไปร่วมแสดงกันเถอะ
ลมวสันต์พัดกลิ่นของบุรุษตรงหน้าลอยมาปะทะจมูก กลิ่นไม้จันทร์หอมผสมสมุนไพรและควันธูปจางๆ ให้ความรู้สึกสงบแต่ก็อันตราย หมาป่าสีเงินลุกพรวด แยกเขี้ยวคำรามต่ำ เส้นขนลุกชันราวกับประกาศว่าบุรุษตรงหน้าเป็นศัตรู ทว่าซ่งอวี้หานกลับเพียงยกมุมปากอย่างเย็นชาและแฝงความท้าทายในคราวเดียว “วางใจได้ ข้าไม่คิดจะพาเจ้าไปแล้ว” เขาเอ่ยกับสุนัขขนเงิน น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความเหนือกว่าจากนั้นสายตาคมก็เลื่อนมาหยุดที่เด็กสาว “ส่วนเจ้า...แม่นางน้อย อย่าลืมข้อตกลง ถึงเวลาหากข้าต้องการ อย่าได้คิดปฏิเสธ” น้ำเสียงและแววตาเต็มไปด้วยนัยแฝง จนเซี่ยนซูรู้สึกราวกับอากาศรอบตัวเย็นยะเยือกชั่วขณะจนขนลุกชัน “ต้องการ? อวี้หาน…เจ้าต้องการสิ่งใดจากแม่นางผู้นี้กันแน่?” เขาขมวดคิ้ว แต่แล้วความคิดบางอย่างก็แล่นวาบผ่านหัว ทำให้เขารีบยกมือปิดปาก ใบหน้าฉายแววตกใจ “อย่าบอกนะว่า...” “พลังวิญญาณที่ข้าถ่ายให้ คงพอให้เจ้ากลับไปถึงโรงเตี๊ยมได้” ซ่งอวี้หานพูดขัด พลางสบดวงตาคู่สวยของนางอย่างไม่ลดละ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย “อย่าตายเสียก่อนเล่า…ตัวเจ้ามีประโยชน์มากนัก”
last update최신 업데이트 : 2026-07-26
더 보기
좋은 소설을 무료로 찾아 읽어보세요
GoodNovel 앱에서 수많은 인기 소설을 무료로 즐기세요! 마음에 드는 작품을 다운로드하고, 언제 어디서나 편하게 읽을 수 있습니다
앱에서 작품을 무료로 읽어보세요
앱에서 읽으려면 QR 코드를 스캔하세요.
DMCA.com Protection Status