Masukสิบห้าวันต่อมา ณ แดนเหนือ
ตลอดสิบห้าวันที่นำร่างของคุณหนูใหญ่กลับสู่แดนเหนือ หลิวเอินไม่เคยห่างจากร่างของผู้เป็นพี่เลย ด้วยอากาศที่หนาวเย็นตลอดเส้นทาง ทำให้ร่างกายของหลิวอินอิน ยังคงเดิมทุกประการ การเดินทางแบบไม่หยุดพักติดต่อกันถึงสิบห้าวัน หากเป็นคนปกติย่อมยากที่จะทานทนไหว ทว่ากับเหล่าทหารกล้าที่ผ่านความเป็นความตายมานับไม่ถ้วนเช่นพวกเขา กลับไม่ส่งผลใดเลย
“หลานสาวข้ามาแล้ว อินอิน ฮ่า ๆ ท่านตาของเจ้าเตรียมของชอบเจ้าเอาไว้มากมายเชียวล่ะ”
เพียงเห็นหัวขบวนของหลานสาวคนรอง โผล่พ้นมุมถนนสายเล็ก ชายชราที่ยืนอยู่บนกำแพงเมือง หัวเราะร่าอย่างยินดี ที่หลานสาวคนโตมาถึงแล้ว แม้จะแปลกใจอยู่บ้าง ที่ทำไมการเดินทางของหลาน ๆ จึงได้รวดเร็วราวไม่เคยหยุดพัก เพราะตามความเป็นจริงแล้วมันต้องใช้เวลามากกว่านี้
ชายชรารีบลงจากกำแพงเมือง ตรงไปยังหน้าประตูเมือง เพื่อรอรับหลานรัก ที่นานครั้งจะได้พบเจอกัน โดยมีฮูหยินเจียงที่นั่งรอสามีอยู่ในรถม้า ก้าวลงมาเคียงข้าง เดินออกไปรอรับหลานสาว รอยยิ้มของผู้ชราทั้งสอง ทำให้คนที่อยู่บนหลังม้า ถึงกับจุกไปทั้งอก
เจียงสือขบกรามแน่น เขาจะบอกท่านปู่ท่านย่าเช่นไรดี ว่าญาติผู้พี่มิได้มาเยือนอย่างมีลมหายใจ ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นสูง เพื่อหวังให้น้ำตาของเขาไม่ไหลลงอาบข้างแก้ม สิ่งที่จะเกิดต่อจากนี้ คงยากที่จะบรรยายได้
“สือเอ๋อร์ พี่สาวเจ้าเล่า”
เมื่อม้าหยุดลงต่อหน้าของผู้ชราทั้งสอง คำถามที่ทำให้ชายหนุ่ม กลืนก้อนแข็ง ๆ ลงคอ ก่อนที่เขาจะหันกลับไปมองยังรถม้า ที่พี่สาวทั้งสองอยู่ข้างใน
“ท่านตาท่านยาย ขึ้นรถม้าเถอะขอรับ”
เป็นหลิวเอินที่เดินลงจากรถม้า แล้วบอกให้คนชราทั้งสองขึ้นไปแทนตนเอง ท่านแม่ทัพชรามองหลานสาวคนรองในคราบของบุรุษ เพียงเท่านี้หัวใจของเขาก็เหมือนหล่นลงกองอยู่กับพื้น เขาเป็นแม่ทัพมาทั้งชีวิต มองเท่านี้ก็รู้แล้วว่าเกิดสิ่งผิดปกติขึ้น
หลิวเอินไม่เคยที่จะแสดงความอ่อนแอ หรือแม้แต่จะปล่อยให้ใครได้เห็นดวงตาที่ไม่เหมือนเดิม นางเป็นคนที่เก็บซ่อนตัวตนได้ดีที่สุด แต่ดวงตาของนางในตอนนี้ มันเหมือนคนกำลังเต็มไปด้วยไฟแค้น และความโศกเศร้า
เจียงฮูหยิน มิได้โง่เขลาที่จะมองไม่ออกเช่นกัน นางถึงกับยืนไม่คงที่ จนผู้เป็นสามีต้องโอบประคอง สองร่างเหมือนแก่ชรานับร้อยปีก็ว่าได้ เมื่อรับรู้ถึงสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นภายในรถม้า หลิวเอินเดินมาหยุดอยุ่ต่อหน้าของผู้เป็นตายาย ก่อนจะประสานมือโค้งกายอยู่ครู่ใหญ่ นางขึ้นยืดตัวตรง ยื่นมือไปรับสายบังเหียนมาจากคนสนิท แล้วจูงม้าเดินกลับเข้าเมือง โดยไม่เอ่ยสิ่งใดเลย
เจียงสือและทุกคนที่อยู่บนหลังม้า ต่างทำเช่นเดียวกัน ทุกคนลงจากหลังม้า จูงม้าคู่กายเดินประกบข้างรถม้าคันใหญ่ โดยสองคู่ชราได้ขึ้นไปในรถม้า ตามการประคองของสาวใช้ แน่นอนว่าภาพที่เห็นนั้น ทำให้เจียงฮูหยิน ถึงกับสิ้นสติไปในทันที ไม่มีเสียงร้องไห้ใด ๆ แต่ก็ไม่มีเสียงอื่นใดเล็ดลอดออกมาเช่นกัน
ใช้เวลาเพียงครึ่งก้านธูป รถม้าที่พาร่างของหลิวอินอินมา ได้หยุดอยู่หน้าจวนแม่ทัพแดนเหนือ ชายชราช้อนอุ้มร่างหลานสาว ที่ห่อด้วยผ้าห่มขนสัตว์หนานุ่ม ก้าวลงจากรถม้า ด้วยใบหน้าเรียบตึง ดวงตาสองข้างแดงก่ำราวสีเลือด ต่อให้เขาชรามากกว่านี้ ร่างบอบบางของนางเขาก็มีเรี่ยวแรกที่จะอุ้มมัน
ส่วนเจียงฮูหยินที่ได้สติกลับมาแล้ว เดินตามการประคองของสาวใช้ นางกลั้นสะเอื้อนเอาไว้อย่างสุดความสามารถ เรื่องที่เกิดขึ้นกับหลานสาวคนโต ย่อมไม่อาจแพร่งพรายออกไปได้ ดังนั้นทุกอย่างจึงต้องไม่แสดงออกมาให้ใครได้เห็น
“คุณหนูใหญ่ล้มป่วย ไม่ต้องการให้ใครรบกวน”
เจียงฮูหยินเอ่ยกับพ่อบ้าน ก่อนจะเดินตามสามีไปยังเรือนพักของหลานสาว นี่คือสิ่งที่พ่อบ้านรู้ดี ว่าจะต้องทำเช่นไร เพื่อตบตาศัตรู ตลอดเส้นทางเดินสู่ตัวเรือน มันช่างยาวไกลและหนักอึ้งเหลือเกิน สำหรับทุกคน โดยเฉพาะหลิวเอิน ที่ต้องแสดงความองอาจเยี่ยงบุรุษ ทั้งที่ใจของนางนั้น แหลกสลายจนไม่เหลือชิ้นดีแล้วก็ตามที
“หนิงเซียว เจ้าหยุดได้แล้ว เรื่องในอดีตเจ้าจะขุดคุ้ย ขึ้นมาเพื่อสิ่งใดกัน หรือเจ้าคิดว่าเวลานี้ เจ้าช่วยเหลือเจ้าได้มากอย่างนั้นหรือ” เมื่อได้ยินคำสบประมาทจากภรรยา จ้าวเทียนลง อยากที่จะพุ่งเข้าไป บีบคอนางเสียให้ตายคามือ แต่เพราะเวลานี้ นางยังมีประโยชน์ สำหรับเขาและมารดา หากจะลงมือให้นางถึงตาย ย่อมไม่ใช่เรื่องที่ดี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เขาจะยินยอม ให้นางแสดงความโอหัง เหนือเค้าที่เป็นสามีได้ตามแต่ใจ ตราบใดที่เขายังขึ้นชื่อว่าเป็นผู้นำครอบครัว นางจะพอใจต่อการกระทำของเขาหรือไม่ นั่นมิใช่สิ่งที่นาง จะมาแสดงออกต่อหน้าเขา “เหอะ! ข้าขุดคุ้ยเยี่ยงนั่นรึ การที่ข้ากล้าที่จะเอ่ยปาก ถึงความบกพร่องในตัวของเจ้าออกมา นั่นเพราะข้ายังมีความรู้สึกดี ๆ ให้เจ้าในฐานะสามีอยู่ แต่จำไว้ให้ดี ว่าถ้าวันไหน ข้าไม่เอ่ยสิ่งใดออกมาจากปากอีก นั่นหมายความว่า ในสายตาของข้า เจ้าก็มีต่างจากขยะชิ้นหนึ่ง ที่ข้าพร้อมจะโยนทิ้งเมื่อใดก็ได้” “นังคนสารเลว! เจ้าอาจหาญด่าทอบุตรชายของข้า ทั้งยังหยามหมิ่นเขา ต่อหน้าข้าที่เป็นมารดา เจ้าช่างไม่รู้ที่ตายเอาเสียเลย” จ้าวฮูหยิน ตวาดด่าทอลูกสะใภ้เส
จวนจ้าวสายรอง จ้าวฮูหยิน กำลังมองตรงไปยังลูกสะใภ้คนรอง ด้วยแววตาชิงชัง อย่างไม่คิดที่จะปกปิดเอาไว้แม้แต่น้อย ลูกสะใภ้ที่นางเคยหมายมั่นเอาไว้ ว่าจะต้องนำพาบุตรชายคนรองของนาง ให้ก้าวสู่อำนาจในภายหน้า ด้วยการหนุนนำจากสกุลเดิมของลูกสะใภ้ ทว่าจนถึงเวลานี้ บุตรชายสุดที่รักของนาง ยังไม่ก้าวข้ามตำแหน่ง ขุนนางชั้นเล็ก ๆ ไปไม่ได้เลย ครั้งก่อนที่บุตรชาย ได้ก้าวเข้าสู่ราชสำนัก ก็ด้วยอำนาจของบุตรชายคนโต ที่แลกมากับการรับจ้าวหรูอี้ เป็นบุตรสาวสายตรง แต่เวลานี้ทุกอย่าง ไม่เป็นไปตามที่นางคาดหวัง แม้เพียงครึ่งเสียว “ท่านแม่มองข้าเยี่ยงนี้ หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ หรือกำลังตำหนิว่าขา ไม่อาจทำในสิ่งที่ต้องการได้เจ้าคะ” หนิงเชียวเอ่ยถามแม่สามี ด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้อ่อนน้อม อย่างที่เคยเป็น นางอดทนมามาก พอแล้ว กับการถูกกดดัน และข่มเหงทางความรู้สึก ผู้ใดจะไปรู้เล่า ว่าการถอนหมั้นกับเจ้าเทียนฉี แล้วเลือกแต่งงานกับเจ้าเทียนหลง ชีวิตของนางจะแปรเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้ มิใช่ดีขึ้น ทว่ามันตรงกันข้าม... “หนิงเชียว เจ้ากล้านักนะ ที่ใช้น้ำเสียงและสายตาเช่นนี้ต่อขา ใช่และอย่างไร! ข้าก
“เช่นนั้น! ก็อย่าได้หาว่า พวกข้ารังแกสตรี” หัวหน้าของผู้มาเยือน ชี้ปลายกระบี่ไปยังหน้าของสาวใช้ นางก็แค่สตรีพูดหนึ่ง ที่เรียนรู้วิชายุทธ์ก็เท่านั้น หากเทียบกับบุรุษแล้ว เขามั่นใจว่า นางไม่มีทางทัดเทียมก็ได้ หากเป็นชายเจ้าของบ้าน นั่นใช่! เขายอมรับว่าคนผู้นั้น เขารู้สึกหวั่นไหวและกริ่งเกรงอยู่ในใจ แต่กับนาง สาวใช้ต่ำชั้น หาได้ทำให้เขา มีความรู้สึกหวาดกลัวได้เลยแม้แต่น้อย “อย่าเสียเวลาเลย หากชาหมดกา นายข้าต้องรีบกลับจวน สตรีในห้องหอ มิอาจเที่ยวเล่นนอกจวน ได้ตามอำเภอใจ” แค่ก ๆ เสียง ไอถี่ดังขึ้น จากชายเจ้าของบ้าน ก่อนที่เขาจะชำเลืองมอง ไปยังสตรีในห้องหอ ผู้ที่ไม่อาจไปไหนตามอำเภอใจได้ ช่างเป็นคำนิยาม ที่ไม่เป็นความจริงเอาเสียเลย ด้วยรู้จักกันมานาน ทั้งยังทำการค้าด้วยกันมาหลายปี หญิงงามผู้นี้ ยังห่างไกลคำว่า สตรีในห้องหอประหนึ่งท้องฟ้าสูงกับหุบเหวลึก! “ท่านจะรีบดื่มไปทำไม ไม่ต้องเร่งเร้าให้ข้ารีบกลับบ้าน อย่างไรเสียค่าสตรีผู้บอบบาง ย่อมมิรั้งอยู่ รบกวนท่านนานอย่างแน่นอน” หญิงสาวเอ่ยกับเจ้าของบ้าน ผู้ที่กำลังหน้าดำหน้าแดง จากการสำลักน้ำชา มีหรือน
“ดูท่าแล้วคุณหนูรองหลิว จะมั่นใจเหลือเกิน ว่าจะต่อกรกับพวกข้าได้ เพียงให้สาวใช้คนเดียวลงมือ” เมื่อถูกสตรีหยามหมิ่น แม้ไม่พูดออกมาตรง ๆ แต่การใช้ถ้อยคำของนาง มันเป็นการบอกชัด ว่าพวกเขาเสมือนเศษขยะ ที่รกหูรกตานาง จนต้องให้สาวใช้ทำความสะอาด นางสมควรตายนัก! “ข้าชอบดื่มด่ำกับความสงบ” หญิงสาวไม่ได้ตอบโต้ ต่อถ้อยคำของบุรุษแปลกหน้าผู้นั้น ทว่านางก็ยังคงเน้นย้ำ ว่าชอบดื่มด่ำกับความสงบราบเรียบ นักฆ่าระดับนี้ นางมั่นใจว่าไม่ขลาดเขลา จนมองไม่ออก ว่าหากตัวตนของนางถูกค้น ย่อมต้องทำให้แน่ใจ ว่าจะไม่ถูกนำไปเผยต่อบุคคลอื่นเพิ่มเติม เพราะสิ่งที่จะทำให้มั่นใจได้ ว่ามันจะเป็นความลับไปชั่วชีวิต นั่นคือความตายเท่านั้นกฎข้อนี้ ไม่ว่าจะเป็นคนสามัญทั่วไป หรือนักฆ่าทุกระดับ ย่อมรู้มันดีอยู่แก่ใจ ความลับที่ดีที่สุด ยอมเป็นความลับ ที่ไม่มีลมหายใจ ทั้งที่คราแรก นางไม่คิดที่จะใส่ใจ ว่าคนพวกนี้จะรู้เห็นสิ่งใด เพราะต่อให้รู้ก็เพียงเท่าที่นางให้รู้ แต่สิ่งที่ผิดคาดคือ พวกมันไม่ได้ติดตามนางต่อ แต่เลือกที่จะมาหาที่ตายในบ้านหลังนี้ ดังนั้นเพื่อความแน่ใจ ว่าสิ่งที่นางส่งให้กับเจ้าของบ้าน จะยัง
“หึ ๆ ข้าย่อมพูดตามที่เห็น ในเมื่อเจ้าเลือกที่จะปฏิเสธ ไมตรีอันดีจากข้า เช่นนั้น...จงแบกรับมันให้ได้” ก๊อก ๆ ทว่าเพียงหัวหน้าผู้มาเยือน เอ่ยจบประโยชน์ เสียงเคาะที่หน้าประตูบ้าน พลันดังแทรกขึ้นเสียก่อน ทุกสายตาหันไปมองหน้าประตู ด้วยความระแวดระวังตัว “หมดเวลาแล้ว ข้าต้องการพักผ่อน” เป็นเจ้าของบ้าน ที่ตะโกนตอบ คนที่อยู่อีกด้านของประตูไป ด้วยเสียงอันเกรี้ยวกราด เช่นปกติของเขา ต่างจากเหล่าผู้มาเยือนทั้งหมด ที่ยังไม่ละสายตา ไปจากบ้านประตู ที่ยังคงไร้เสียงตอบกลับจากอีกด้าน นี่คือความกดดันอันยากจะอธิบายได้ พวกเขาเข้ามาเพราะมีจุดประสงค์ มิได้ทำการค้าอย่างตรงไปตรงมา หากจะว่ากันตามความเป็นจริงแล้ว พวกเขาเพียงต้องการรู้ว่าหญิงสาวผู้ที่เพิ่งจากไป มาเพื่อการค้าใด และพวกเขาไม่รู้เลยว่าชายผู้เป็นเจ้าของบ้าน ทำการค้าอันใดกันแน่ “ข้าดื่มชายังไม่หมดกา รู้สึกเสียดาย จึงกลับมาดื่มให้หมด จะได้ไม่ต้องรู้สึกถวิลหา” น้ำเสียงราบเรียบของสตรีผู้นั้น ดังขึ้นอีกครั้ง เหล่าผู้มาเยือน ต่างพากันตื้นตัวราวกับเวลานี้ พวกเขากำลังยืนอยู่กลางวงล้อมศัตรู ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว
“ชาดีเหมือนเดิม ข้าต้องกลับแล้ว อีกสามวันค่อยพบกัน” หนึ่งก้านธูปต่อมา หลังจากดื่มชาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หญิงสาวได้ลุกขึ้น เอยคำลากับเจ้าของบ้าน ชายเจ้าของบ้านทำเพียงพยักหน้ารับ แล้วเดินไปส่งนางที่ประตูตามมารยาทอันดี หาไม่แล้วคนตัวซวยจะกล่าวโทษ ว่าเขาไร้การอบรมอีก เพียงนาก้าวพ้นประตูไปได้ไม่นาน ในขณะชายเจ้าของบ้าน กำลังง่วนกับการเก็บชุดน้ำชา เขาจำต้องชะงักค้างไปชั่วขณะ เพราะเวลานี้ได้มีสายตาหลายคู่ จับจ้องมาที่เขา และมุ่งร้ายเสียด้วย โอหังเกินไปแล้ว กล้าเข้าบ้านเขาโดยไม่ได้รับอนุญาต “หมดเวลาทำการค้าของข้าแล้ว หากพวกท่านต้องการ เป็นวันหน้าเถิด” ชายผู้เป็นเจ้าของบ้าน เอ่ยออกไปโดยไม่ได้หันกลับไปมอง ว่าผู้ใดกันแน่ ที่มาเยือน เพราะสำหรับเขาแล้ว การกำหนดวันนี้วันและเวลา ในการซื้อขาย เป็นกฎที่เขาตั้งขึ้น ไม่อาจให้ผู้ใด ก้าวล่วงได้แม้แต่น้อย ขอบเขตที่มี ย่อมหมายถึงสิ่งที่เขาเลือกแล้ว ว่าไม่ต้องการให้ใครล่วงล้ำ “การค้า...ยอมมิเลือกเวลา หากเจ้าเลือกเวลา นั่นหมายความว่า เจ้าไม่เต็มใจที่จะแสวงหาผลกำไร” ผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหลัง เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเนิบชา







