Masukจวนแม่ทัพจ้าวเทียนฉี
ภายในห้องโถงของเรือนหลัก สมาชิกทุกคนในตระกูล ต่างมารวมตัวกัน เพื่อหารือเรื่องสำคัญ ซึ่งมิใช่เรื่องอื่นใดเลย หากไม่ใช่เรื่องของผู้สืบทอดตระกูลคนต่อไป แน่นอนว่าคนที่เคยนั่งในตำแหน่งนี้ อย่างแม่ทัพหนุ่มจ้าวเทียนฉี จำต้องฟังคำตัดสินของคนในบ้าน ว่าตัวเขายังคงอยู่ในตำแหน่งเดิมได้หรือไม่
“เทียนฉี เจ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าตอนนี้ ตัวเจ้าไม่เหมือนเดิมแล้ว”
คำพูดนี้ผู้อาวุโสสูงสุดเป็นคนเอ่ยขึ้น และสายตาของทุกคน ที่มองมายังแม่ทัพหนุ่ม ซึ่งนั่งอยู่บนรถเข็น ล้วนเต็มไปด้วยความดูแคลน คนพิการก็เท่ากับขยะชิ้นหนึ่งเท่านั้น จะเอาอันใดมารุ่งโรจน์เช่นในอดีตได้
“เรื่องนี้ข้าย่อมรู้ดี เชิญทุกคนว่ามาเถอะ แล้วต่อไปจะได้เป็นเรื่องที่ข้าจะพูดบ้าง” แม่ทัพหนุ่มเอ่ยขึ้น ด้วยน้ำเสียงที่ทรงอำนาจ เฉกเช่นที่เขาเคยใช้ ในยามอยู่ในกองทัพ
“ได้! เรื่องแรกคือหนิงเชียว ต้องการถอนหมั้นกับเจ้า และแต่งงานกับเทียนหลง เรื่องที่สองคือเทียนหลงจะเป็นทายาทอันดับหนึ่ง ในการสืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูล”
ชายชราเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดัง และชัดถ้อยชัดคำ เน้นย้ำให้คนฟัง ได้รู้ว่านี่คือการตัดสินใจที่เที่ยงธรรมที่สุดแล้ว และทุกสายตายังคงจับจ้องอยู่ที่แม่ทัพหนุ่ม เพื่อดูว่าเขาจะมีปฏิกิริยาเช่นไร เพราะทุกเรื่องที่ท่านผู้อาวุโสเอ่ยออกมา ล้วนเป็นเสมือนการตอกย้ำ ว่าทุกสิ่งอย่างของจ้าวเทียนฉีจะไม่มีหลงเหลืออยู่อีกเลย
“ข้าตกลงตามนั้น และต่อไปก็เป็นเรื่องของข้าบ้าง เรื่องแรก...จวนหลังนี้คือจวนแม่ทัพที่ฝ่าบาทพระราชทานให้แก่ข้า มิใช่ของสกุลจ้าวแต่อย่างใด ข้าต้องการให้ผู้นำและทายาทคนต่อไปออกไปเสีย ข้อที่สองทรัพย์สินที่ฝ่าบาทพระราชทานให้แก่ข้า ย่อมต้องเป็นของข้ามิใช่ของสกุลจ้าว หรือของทายาทที่พวกท่านเลือก อย่าได้คิดแตะต้องมันแม้แต่อีแป๊ะเดียว”
คำพูดของแม่ทัพหนุ่ม ราวสายฟ้าที่ฟาดลงกลางแสกหน้าของทุกคนก็มิปาน มีใครบ้างไม่รู้ว่าความสุขสบายและความมั่งคั่งที่มี ล้วนมาจากสิ่งที่จ้าวเทียนฉีมี หากเขาตัดทุกคนออกจากตัวเอง ก้มิเท่ากับสกุลจ้าวหลายชีวิต ต้องกลับไปอยู่ยังจุดเดิมหรอกหรือ...
“จ้าวเทียนฉี!”
เสียงแหลมแสบแก้วหู ดังขึ้นจากผู้เป็นมารดา การที่บุตรชายคนโต ไล่บุตรชายคนรองของนางออกจากจวน นั่นเท่ากับตัวนางก็ต้องไป หากเลือกที่จะยืนยันให้จ้าวเทียนหลง เป็นผู้นำตระกูลคนต่อไป
“มีสิ่งใดที่ข้องใจอีกขอรับ ข้าพูดคำไหนย่อมเป็นคำนั้น สกุลจ้าวเคยอยู่ที่ใด ก็จงกลับไปที่นั้น นี่คือจวนแม่ทัพ มิใช่ของคนสกุลจ้าว และข้าจะไม่พูดซ้ำ!”
แม่ทัพหนุ่มทำเพียงปรายตามองมารดา ที่มิว่าอย่างไรก็ไม่เคยเห็นเขาสำคัญ เพียงเขาบาดเจ็บนางก็เปลี่ยนท่าทีไป ราวกับเขามิใช่บุตรในอุทร ในเมื่อเลือกแล้วที่จะอยู่กับใคร ไยเขาต้องแยแสด้วยเล่า ว่านางจะต้องตกทุกข์หรือสุขสบาย
“เจ้ากำลังไล่ข้าเช่นนั้นรึ!” จ้าวฮูหยินเอ่ยถามเสียงสั่น ด้วยความโกรธเกรี้ยว นางจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด หากต้องกลับไปอยู่จวนหลังเดิมของสามี
“จ้าวเทียนหลงก็เป็นขุนนาง การมีจวนของตนเอง ย่อมเป็นสิ่งที่ควรอยู่แล้วมิใช่หรือ ข้าไม่ได้หาเลี้ยงหมาป่าตาขาว เพื่อสักวันให้มันหันกลับมาแว้งกัดข้าหรอกนะขอรับ”
คำพูดของจ้าวเทียนฉี ทำให้ทุกคนที่อยู่ภายในห้อง ล้วนเงียบงันราวถูกสาปก็มิปาน แววตาที่เย็นชาของเขา ทำให้ผู้ที่ถูกกล่าวถึงอย่างจ้าวเทียนหลง ถึงกับใบหน้าถอดสี จวนเดิมสกุลจ้าว หาได้ใหญ่โตโอ่อ่าเช่นจวนแม่ทัพแห่งนี้ ไหนจะเงินเดือนของเขานั่นอีกเล่า ไม่ได้มากพอที่จะซื้อบ้านสักหลัง ที่ใหญ่โตเทียบเท่าที่นี่
“เรื่องนี้ข้าเห็นว่าเจ้ากำลังทำเกินกว่าเหตุ”
ท่านผู้อาวุโส เอ่ยขึ้นก่อนจะกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ เขาลืมไปได้อย่างไรว่าต่อให้จ้าวเทียนฉี จะพิการไปแล้ว แต่ทุกอย่างที่มีก็ยังคงเป็นของข้าวเทียนฉีอยู่ดี
“ที่นี่คือบ้านข้า สิ่งใดกันที่เรียกว่าเกินกว่าเหตุ อยากได้ตำแหน่งข้าก็ไม่คิดช่วงชิง อยากได้คู่หมั้นข้าก็ไม่ปฏิเสธ ส่วนข้าที่เจ็บป่วยต้องการความเป็นส่วนตัว ในบ้านของตนเอง จะมีสิ่งใดที่เรียกว่าเกินกว่าเหตุ”
แม่ทัพหนุ่มเน้นย้ำนัก ในความเป็นส่วนตัวที่เขาต้องการ และใช่! เขาต้องการเช่นนั้นจริง ในเมื่อจะลงดาบสังหารคน ก็ต้องเด็ดขาดไม่ลังเล การตัดสินใจตัดผู้ใดออกจากชีวิต ก็ต้องไนชร้ซึ่งเยื่อใยเช่นกัน
“คนในจวนมีตั้งมากมาย ย้ายกลับไปบ้านหลังเดิม มันจะอยู่กันได้เพียงพอหรือ”
จ้าวฮูหยินเริ่มน้ำเสียงอ่อนลง เพื่อให้บุตรชายรู้สึกเห็นใจนางบ้าง อย่างไรเสียนางก็คือมารดาผู้ให้กำเนิด
“คนที่ข้าจ่ายเงินจ้าง ย่อมเป็นคนของข้า ส่วนคนที่ข้าไม่ได้จ่ายเงิน ข้าย่อมไม่เลี้ยงดู”
แม่ทัพหนุ่มกวาดสายตามองทุกคน ด้วยแววตาเฉยชา เขารู้ดีว่าคนเหล่านี้ ไม่เคยเห็นเขาอยู่ในสายตา นอกจากเงินอำนาจของเขาเท่านั้น แล้วยังจะให้เขาเลี้ยงดูไปถึงเมื่อไหร่กัน มิสู้เลี้ยงสุนัขที่ซื่อสัตยืไม่ดีกว่าหรือ
“ข้าเป็นมารดาของเจ้านะ”
“ข้าจะจ่ายเงินเดือนให้แก่ท่านแม่ตามสมควร ส่วนคนอื่นข้าไม่จำเป็นต้องให้”
ทว่าในจังหวะที่สายตาของเขา กวาดมองทุกคนในห้อง พลันต้องหยุดลงยังร่างผอมบางของหญิงสาว ที่มีเสื้อผ้าสีซีดอยู่บนกาย แม่ทัพหนุ่มขบกรามแน่น เขาจดจำได้ว่าตลอดหลายปีมานี้ เขาไม่เคยให้นางต้องน้อยหน้าผู้ใด ไยจึงยังอยู่ในสภาพนี้ได้
“หรูอี้ มาหาพี่ตรงนี้ซิ!”
จ้าวฮูหยินถึงกับหน้าเปลี่ยนสี เมื่อบุตรชายเรียกหาลูกเลี้ยง ที่เกิดจากอนุของสามี นางรับปากบุตรชาย ว่าตลอดเวลาที่เขา ทำหน้าที่อยู่ชายแดน นางจะดูแลหรูอี้ให้ดี แต่นั่นก็เป็นเพียงการรับปากส่ง ๆ ไปเช่นนั้นเอง แค่ลูกอนุชั้นต่ำ ไยนางต้องดูแลเทียบชั้นบุตรตรีในอุทรด้วยเล่า
“พี่ใหญ่ ข้า...ข้าอยู่กับพี่ใหญ่ได้หรือไม่เจ้าคะ”
จ้าวหรูอี้ไม่ร้องไห้กับความลำบากของตนเอง แต่นางละล้ำละลักถามพี่ชายต่างมารดา ว่านางสามารถอยู่กับเขาได้ไหม นางไม่กลัวความทุกข์ยาก แต่นางกลัวว่าสักวันแม่ใหญ่ จะส่งนางให้แต่งงานกับคนไม่ดี
“ย่อมได้ เพราะเจ้าคือน้องสาวของพี่”
แม่ทัพหนุ่มเอื้อมไปคว้ามือน้องสาวมากุมเอาไว้ ใครจะไปเขาไม่ใส่ใจ แต่เขาจะไม่มีวันให้น้องสาวคนนี้ห่างสายตาอีกแล้ว ชายหนุ่มยิ้มปลอบโยนน้องสาว คงมีเพียงนางที่เขียนจดหมายถึงเขาที่ชายแดน และเป็นนางที่มักบอกเขาว่าอยู่สุขสบายยิ่งนัก ยัยเด็กโง่ผู้นี้ กล้าหลอกลวงเขาได้อย่างไร ดูสภาพนางแล้ว ตรงไหนกันที่เรียกว่าสุขสบาย
“ตกลงเอาตามที่เราพูดกันไป ในสามวัน พวกท่านโปรดออกจากบ้านข้าเสีย หรูอี้พาพี่กลับเรือน”
แม่ทัพหนุ่มไม่รอให้ใครได้ทัดทาน เขาเอ่ยจบก็บอกให้น้องสาว เข็นรถพาเขากลับเรือน โดยไม่สนใจเสียงแซงแซ่ที่อยู่ด้านหลัง ทว่าทุกคนกลับต้องเงียบเสียงลง เมื่อรองแม่ทัพคนสนิท พร้อมกับพ่อบ้านได้ก้าวเข้าไปด้านใน ที่นี่คือจวนแม่ทัพ ความสงบใดที่เจ้าของบ้านต้องการ ผู้อื่นก็ไม่มีสิทธิ์สอดปาก
บ้านเช่าท้ายตลาด เมืองหลวง หรงหลิ่ว กำลังนั่งชื่นชม กับเครื่องประดับที่ได้รับ มาจากนายท่าน โดยนางไม่คิดจะใส่ใจต่อสายตาของผู้เป็นมารดา ที่กำลังมีความสงสัย กับเงินทองและทรัพย์สินที่นางได้มา เพราะสำหรับนางแล้ว นี่คือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด สตรียังสามารถที่จะมีทุกอย่างได้ นางไม่สนใจว่าจะได้มาด้วยวิธีใด ขอแค่ว่าชีวิตของนาง ไม่ต้องมองสีหน้าผู้ใด ไม่ต้องอดมื้อกินมื้อ ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย ต่อให้นางต้องทำลายใครสักคนก็ตาม หรือจะคนทั้งตระกูล นางก็ไม่ใส่ใจ ตราบใดที่นางมีเงินทองในมือ “เจ้าจะบอกแม่ได้หรือยัง ว่าเจ้าเอาเงินทองมาจากที่ใด แล้วนี่...เสื้อผ้าแพรพรรณ และเครื่องประดับ ผู้ใดให้เจ้ามากัน ไยจึงมากมายถึงเพียงนี้” หลิวหนิง เอ่ยถามบุตรสาว สายตาที่มองไปยังของในมือของบุตรสาวนั้น เต็มไปด้วยความเป็นกังวล นี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ เลยแม้แต่น้อย เพราะพวกนางออกจากจวนหรงตัวเปล่า แต่พอก้าวมาอยู่ในบ้านเช่านี้ บุตรสาวกลับมีทุกอย่าพร้อมสรรพ ราวกับเตรียมพร้อมเอาไว้แล้วบุตรสาวยืนยันให้นางหย่าขาดจากสามี นางในตอนนั้นก็ทำตามอย่างว่าง่าย เพราะเหลืออด กับครอบครัวสามี ที่ดูหมิ่นเหยียดหยามนาง
สองชั่วยาม ต่อมา ณ แม่ทัพ หลิวอินอินเดินจูงมือจ้าวหรูอี้ เข้ามาภายในจวน ส่วนสิ่งของต่าง ๆ นั้น ชุ่ยผิงได้จัดการ นำไปเก็บยังเรือนของนางก่อน เพราะต่อให้วางใจคนในจวนแค่ไหน แต่นางเพิ่งเข้ามาอยู่ในเพียงข้ามคืน นางย่อมไม่วางใจสิ่งใดทั้งนั้น เอาไว้ตอนที่นางกลับเรือน ค่อยส่งไปยังเรือนของจ้าวหรูอี้ในภายหลัง ทางด้านผู้ดูแลจ่ง ก้าวตามนายหญิงกลับเข้าไปภายในจวนเงียบ เพื่อรอพบกับเจ้าของจวนตัวจริง “ฮูหยิน คุณหนูกลับมาแล้ว” พ่อบ้านชรา รีบก้าวออกมาต้อนรับ ด้วยใบหน้าแย้มยิ้ม มีหรือเขาจะไม่รู้ความเคลื่อนไหวของนายหญิง วันนี้นางใส่ใจต่อชีวิตของคุณหนูเล็ก นั่นคือสิ่งที่ดีต่อจวนแม่ทัพอย่างแน่นอน หากเป็นสตรีบางคน แต่งเข้ามาอาจรีบผลักไสน้องสาวสามี ให้ออกเรือนเพื่อไปจากจวน แต่ฮูหยินกลับพาคุณหนูเล็กไปสมัครเข้าสถานศึกษา เพื่อให้มีวิชาติดตัว“ท่านลุงจวง พรุ่งนี้หณุอี้จะไปสถานศึกษาแล้วนะเจ้าคะ”จ้าวหรูอี้รีบรายงาน ด้วยความลิงโลด ความเป็นคุณหนูผู้สง่า ได้หายไปเมื่อก้าวเข้ามาในประตูบ้านตนเอง หรูอี้เสมือนเด็กน้อยที่ได้ของถูกใจ ทว่านั้นไม่ได้ทำให้หลิวอินอิน คิดตำหนิ เพราะนางเมื่อครั้งวัยเท่า
“บ้าไปแล้ว ก็เห็นอยู่ชัด ๆ ว่านางยังไม่ได้ควักเงินออกมาจ่ายเลย”ฉีหลิงไม่สนว่าหลิวอินอิน กับเจ้าของร้านจะตกลงอันใดกัน เพราะในสายตาของนาง จ้าวหรูอี้ยังไม่จ่ายเงินต่อหน้าเลย “ข้ามั่นใจว่าเถ้าแก่เนี้ย ได้บอกกะเจ้าไปแล้ว ว่าของทุกอย่างที่น้องสามีของข้าเลือก ล้วนถือว่าจ่ายเงินแล้วทั้งสิ้น” “จะเป็นไปได้อย่างไร นางยังไม่ได้วางเงินซักอีแปะ จะเรียกว่านางจ่ายได้อย่างไร” “ข้าจ่ายไว้แล้ว ต่อให้ของอยู่ในถาดนั้น จะมีราคาเป็นหมื่นตำลึงหรือแสนตำลึง ข้าหลิวอินอินก็ไม่ขาดแคลนเงินที่จะจ่าย คำพูดของข้าชัดเจนเสมอ หากบอกว่าจ่ายคือจ่าย เจ้ามีอันใดแคลงใจต่อข้านักเล่า” หลิวอินอิน เรียวปากบิดขึ้นเล็กน้อย แม้จะเบื่อหน่ายกับเรื่องไร้สาระนี้ แต่บทเรียนที่ดี คือการแสดงให้นักเรียนได้เห็น จ้าวหรูอี้จัดการได้ดี แต่ยังขาดเล่ห์เหลี่ยม หากอีกฝ่ายดึงเล่ห์เหลี่ยมออกมาใช้เมื่อใด จ้าวหรูอี้จะเป็นเพียงเบี้ย ที่ถูกกลืนกินในทันที ดังนั้นนางในฐานะพี่สะใภ้ ก็ควรที่จะจัดการหมากในกระดานให้หมด ด้วยเล่ห์กลเล็กน้อยให้เอง “ข้าไม่เอาแล้วก็ได้” เมื่อรู้ตัวว่าตนเอง กำลังจะถูกต้อนให้จนมุม ฉีหลิ
“ดูท่าคุณหนูเล็กจ้าว จะได้นิสัยของฮูหยินมาเต็ม ๆ เลยนะขอรับ” รองแม่ทัพจ่งในคราบของผู้ดูแล เอ่ยเย้าผู้เป็นนาย ที่กำลังยืนยิ้มกริ่ม กับการตอบโต้ของคุณหนูสกุลจ้าว เขามองเห็นได้ชัดเจน ว่าจริง ๆ แล้ว คุณหนูจ้าวมีความหวาดหวั่นอยู่ในใจ แต่พลัง ที่ทำให้คุณหนูจ้าว มีแรงต่อสู้ได้ ก็คงจะเป็นฝีมือของชุ่ยผิง ที่ยืนอยู่เคียงข้างมิได้ห่างไปไหน สาวใช้ที่ไม่เอ่ยสิ่งใด ทว่าสามารถที่จะใช้เพียงฝ่ามือ ปลอบประโลมนายสาว ให้มีพลังใจฮึกเหิม สู้โต้กลับต่อศัตรูได้ นับว่าเป็นพรสวรรค์ของชุ่ยผิงจริง ๆ “นางควรสู้เช่นนี้มานานแล้ว แต่เพราะกำแพงของนาง นอกจากท่านแม่ทัพ ก็ไม่มีผู้ใดอีกเลย บุรุษก็คือบุรุษ ยิ่งเขามิได้เติบโตมากับสตรีมากนัก ไม่แปลกที่เขาจะมิรู้ ถึงจุดด้อยที่น้องสาวมีอยู่ ยกเว้นท่าน ผู้ดูแลจ่ง ท่านอยู่กับท่านตา ท่านยาย ท่านแม่และท่านน้าของข้ามานาน จนกระทั่งเป็นตัวข้าเอง ดังนั้นความอ่อนโยนของท่าน กับสามีของข้า ย่อมแตกต่างกันนัก ถือเสียว่าท่านเห็นนาง เป็นเหมือนบุตรสาวอีกสักคน ช่วยข้าดูแลจ้าวหรูอี้สักหน่อยก็ดี” หญิงสาวเปรียบเทียบความเข้าใจสตรี ของสามีกับรองแม่ทัพ คนที่เติบโตมาแตกต่าง
ครึ่งชั่วยามต่อมา ณ ร้านเครื่องประดับ หลิวอินอิน เดินกลับมายังร้านเครื่องประดับ ที่ปล่อยให้น้องสาวสามี เลือกซื้อของอยู่กับสาวใช้ของนาง เพียงก้าวพ้นประตูเข้าไป ภาพที่เห็นก็ทำให้หญิงสาว ต้องนิ่งไปครู่หนึ่ง คิ้วเรียวงามขมวดจนชิดกัน เมื่อเห็นว่าต้วนมี่ เหมือนจะมีกำลังเสริมมาเพิ่ม “ปิ่นนี้ข้าชอบ เจ้าไม่มีสิทธิ์ ที่จะช่วงชิงข้า หรือเจ้าคิดว่าพี่ชายพิการของเจ้า กับพี่สะใภ้ของเจ้า จะยอมมีปัญหากับบิดาเยี่ยงนั้นหรือ” หญิงสาวสูงศักดิ์ในอาภรณ์สดใส ใบหน้าแต่งแต้มอย่างหรูหรา โดดเด่นที่เรียวปากทาชาดสีแดงเข้ม กำลังยืนโต้เถียงอยู่กับจ้าวหรูอี้ ที่เวลานี้เอาจะยืนกำหมัดนิ่ง แต่ไม่เอ่ยสิ่งใด ดูเหมือนจ้าวหรูอี้กำลังคิดคำนวณสิ่งที่ต้องทำ หลิวอินอิน เลือกที่จะยืนมองเหตุการณ์ อยู่ที่หน้าประตูร้าน นางเองก็อยากรู้เหมือนกัน ว่าคุณหนูสมศักดิ์ผู้นั้น จะอวดเบ่งได้นานเพียงใด และน้องสามีของนาง จะแก้ปัญหานี้ได้เช่นไร “เจ้าจะชอบหรือไม่ นั่นก็คือสิทธิ์ของเจ้า แต่สิทธิ์ข้าพึงมี...คือข้าเลือกก่อน” จ้าวหรูอี้ เอ่ยออกมาในที่สุด หลังจากที่นางยืนนิ่งมาอยู่ชั่วขณะหนึ่ง หญิ
“ข้าน้อยจะฟังท่านขอรับ ว่าแต่...จะให้ข้าน้อย ช่วยสืบหาเรื่องนั้นหรือไม่ขอรับ” รองแม่ทัพจ่ง เอ่ยถามหญิงสาว ด้วยเกรงว่าคำถามของเขา จะกระทบต่อความรู้สึกของนาง จึงยังเอ่ยถาม ด้วยน้ำเสียงกริ่งเกรงอยู่หลายส่วน “ไม่มีผู้ใด เคยเห็นหน้าท่านมาก่อน น่าจะทำงานได้ดีกว่าพวกข้า อีกทั้งเวลานี้ข้าสามคนพี่น้อง เรียกได้ว่าทุกย่างก้าว มีสายตาจับจอง คนผู้นั้นไม่ธรรมดาจริง ๆ แน่นอนว่าต้องเป็นคนหลังกำแพงสูง เพราะเรื่องที่ลึกแค่ไหน เขาก็สามารถที่จะสาวไปจนถึงได้ แต่ยิ่งมือเขายาวมากเพียงใด ดาบในมือข้า ก็พร้อมที่จะบั่นมันทิ้งวันนั้นละ เพียงแค่ตอนนี้ ข้าต้องรอเวลาอีกสักหน่อย ไม่สะดวกลงมือ” หลิวอินอิน เอ่ยด้วยน้ำเสียงกดลึก ก่อนจะยกชาขึ้นจิบ เพื่อดับความเจ็บแค้นในใจ นางจะปล่อยให้ความรู้สึก อยู่เหนือการควบคุม หาไม่แล้วนางจะพลาดท่าให้ศัตรูได้ “ข้าน้อยจะจัดการเรื่องนี้ ให้เป็นที่เรียบร้อยท่านขุนพล ไม่ต้องห่วงไป” รองแม่ทัพจ่ง ตอบรับขุนพลสาว ด้วยความจริงใจ “แต่ข้ามีข้อเสนอที่ดีกว่านั้นนะเจ้าคะ ไหน ๆ ท่านอาจ่งก็มาถึงเมืองหลวงแล้ว มิสู้ให้ไปอยู่ข้างกายพี่หญิง น่าจะดีกว่านะเจ้า







