Mag-log inสองเดือนต่อมา ณ เมืองหลวง
คณะเดินทางของคุณหนูใหญ่ หลิวอินอิน ได้เดินทางกลับมาถึงเมืองหลวงอย่างปลอดภัย โดยมีพ่อบ้านเกา เป็นผู้ติดตามใกล้ชิด แม้ว่าทหารและสาวใช้ที่ติดตามกลับมา จะมิใช่ชุดเดิมที่เดินทางไปพร้อมกัน เมื่อครั้งออกจากเมืองหลวง
“คุณหนูใหญ่ ถึงจวนแล้วขอรับ”
พ่อบ้านเกา ก้าวลงมาหยุดยืนข้างประตูรถม้า ก่อนจะเอ่ยกับนายสาว ด้วยน้ำเสียงที่ไม่คงที่เช่นทุกครั้ง การมีชีวิตรอดของเขา มันคือตราบาปในใจ ที่วันนั้นเขาไม่อาจปกป้องคุณหนูใหญ่เอาไว้ได้ ทั้งที่คนแรกที่ควรจะตาย มันควรคือตัวเขา
“ไปเปิดประตูเถอะ”
หญิงสาวปรับเสียงให้อ่อนหวานลง ทว่ามันยังคงแฝงไปด้วยความเย็นชาเช่นเดิม สาวใช้คนสนิทวางมือบนหลังมือของนายสาวอย่างปลอบประโลม ไม่มีผู้ใดจะเห็นความอ่อนไหวของท่านหลิวเอินมาก่อน เว้นแค่นางที่อยู่รับใช้มาตั้งแต่เยาว์วัย
“ข้ายังไม่เหมือนพี่หญิงสินะ ชุ่ยผิน”
“เหมือนหรือไม่ คนที่นี่ไม่มีทางแยกออกเจ้าค่ะ ถ้าคนพวกนั้นมิได้เปลื้องผ้าของคุณหนู เราลงไปกันเถอะเจ้าค่ะ”
ชุ่ยผินที่รับใช้มานาน ยังคงมีน้ำเสียงที่อ่อนโยน ประหนึ่งนางเองก็คือสตรีที่ไม่เคยจับอาวุธ ซึ่งมันตรงกันข้ามกับตัวตนแท้จริงยิ่งนัก
“อืม...”
หญิงสาวลุกเดินลงจากรถม้า เพียงเท้าแตะพื้น ดวงตาคู่คมได้หลับแน่น พร้อมกับการสุดลมหายใจลึก ๆ เพื่อที่จะไม่ให้ความวูบไหวในสายตา ทำให้พ่อแม่ขวัญเสียไปมากกว่านี้
“พี่หญิงใหญ่กลับมาแล้วหรือเจ้าคะ”
เสียงที่นางไม่คุ้นเคย ดังขึ้นจากด้านหน้าประตู หญิงสาวชุดสีหวานแหวว เดินนวยนาทออกมาจากในจวน รอยยิ้มที่เสแสร้ง อาจดูอ่อนหโยนในสายตาผู้อื่น เหอะ! แต่สำหรับนางมันช่างน่าสะอิดสะเอียนนัก
“คุณหนูหรง บุตรสาวคนเล็กของหรงฮูหยินขอรับ”
พ่อบ้านเการีบมากระซิบใกล้ ๆ หลิวอินอินแสยะยิ้มน้อย ๆ ก็คือบุตรสาวของอาเล็กนางนี่เอง ช่างสอนกันได้ดีนี่
“หากข้าไม่กลับมา เจ้าจะได้เห็นรึ!”
คำตอบที่ควรจะอ่อนหวาน ราวกับน้ำผึ้ง กลับกลายเป็นเย็นชา จนทำให้หรงหลิ่วถึงกับหน้าเสีย หญิงที่ไม่เคยต่อคำกับผู้ใด ไยจึงอาจหาญ แสดงความเย็นชาต่อนางเช่นนี้ได้
“พี่หญิง มิใช่ไปชายแดนเพียงไม่กี่เดือน ความหยาบช้ากลืนกินตัวตนไปแล้วนะเจ้าคะ”
“ความหยาบช้าเช่นนั้นรึ! แล้วอย่างไร....หรือเจ้าต้องให้ข้าแสร้งมีจริตเยี่ยงเจ้า เช่นนั้นสินะ! จึงจะเรียกว่าไม่ถูกกลืนกิน หรงหลิ่ว”
เพียงบุตรสาวขุนนางชั้นผู้น้อย กล้ามากที่คิดจะมาทำกิริยาข่มเหงพี่สาวของนาง หรือเพราะคิดว่าความสดใสจอมปลอม จะทำให้ครอบครัวของนาง เมินเฉยต่อพี่หญิง และละเลยต่อฐานะเยี่ยงนั้นรึ! ผู้ใดกันกล้าให้ท้ายคนเช่นหรงหลิ่ว
“พี่หญิง! ไยจึงกล้าดูหมิ่นข้าเพียงนี้ ท่านกำลังจะแต่งงานออกเรือน ท่านใช้วาจาเช่นนี้ต่อข้า คิดหรือว่าท่านพี่เหยาโจวจะไม่ตำหนิท่าน”
หรงหลิ่ว หวีดร้องขึ้นด้วยความไม่พอใจ หลิวอินอิน ปกติก็ไม่เคยที่จะมีปากเสียง ไยไปชายแดนกลับมาครานี้ จึงได้ฝีปากกล้านักเล่า
“เหอะ! ก็แค่คนสกุลเหยา มีค่าอันใดให้ข้าหลิวอินอินต้องแยแส ความสามารถของเขา ยังเทียบน้องชายข้าไม่ได้เลย จะเอาความกล้าใดมาตำหนิข้า”
เมื่อนึกถึงคู่หมายของพี่สาว นางก็รู้สึกเจ็บแค้น และนางหวังยิ่งนักว่าคนที่ลงมือในครั้งนี้ จะไม่ใช่คนโง่ใกล้ตัวพวกนี้ของพี่สาว ที่ลงมือกำจัดพี่สาวของนางให้พ้นทางรัก นางมิใช่คนเขลาที่จะมองไม่ออก ว่าหรงหลิ่วต้องมีสัมพันธ์ลึกซึ้ง กับเหยาโจวอย่างแน่นอน หาไม่แล้ว...มีหรือเขาจะเข้าข้างคนเสแสร้งจนออกนอกหน้า
“จะมากไปแล้วนะหลิวอินอิน เท้าเพิ่งเหยียบเมืองหลวง เจ้าก็กล้าที่จะท้าทายข้า ไม่กลัวว่าการแต่งงานจะไม่เกิดขึ้นหรือ”
ชายหนุ่มหน้าตาจัดว่าดี แต่ดูสพอางเกินกว่าจะปกป้องใครได้ ก้าวมายืนเคียงข้างญาติผู้น้องของนาง เหอะ! ทำเหมือนรักที่เกิดขึ้น เหมือนที่นักเล่าเรื่อง สร้างขึ้นเพื่อหาเงินตามตลาด ไร้สาระเกินไปแล้ว ก็แค่บุราอ้อนแอ่น จะเอาสิ่งใดมาคู่ควรต่อพี่สาวของนาง ยิ่งกับตัวนางเอง คนผู้นี้ยิ่งไม่เทียบเคียงเลยแม้แต่น้อย
“จะเกิดขึ้นหรือไม่ มิใช่เรื่องที่คนนอกเยี่ยงเจ้าจะมาสอดปาก จำเอาไว้ให้ดี เหยาโจว ข้ายังไม่ได้ตัดสินใจที่จะเลือกบุรุษใดมาร่วมเคียง จนกว่าคนผู้นั้น จะได้รับการเห็นชอบจากน้องชายและน้องสาวของข้า อย่าได้มากำแหงในพื้นที่ของข้า ส่วนเจ้าจะเห็นดีกับนาง นั่นก็เรื่องของเจ้า เพราะที่นี่คือสกุลหลิว มิใช่สกุลหรงหรือสกุลเหยา”
ทุกคำพูดของหลิวอินอิน ชัดถ้อยชัดคำ และหนักแน่นดั่งหินผา นั่นทำให้สองสามีภรรยาสกุลหลิว ต่างนิ่งงันราวถูกสาป เพราะต่อให้อินอินจะไม่ชื่นชอบเพียงใด ก็จะไม่ต่อคำด้วยน้ำเสียงเช่นนี้ ใช่ว่าบุตรสาวตรงหน้าไร้ความสูงค่า แต่มันคนละแบบกับบุตรสาวคนโต คนเป็นพ่อแม่หรือจะไม่รู้ ว่านี่มิใช่อินอิน แต่เป็นหนวนหนวน หรือเอินเอ๋อร์แห่งแดนเหนือ
“เจ้า!”
“พี่สาวข้ายังพูดไม่ชัดอีกหรือ รึ! คนเมืองหลวงเป็นพวกเข้าใจสิ่งใดยาก”
เจียงสือในชุดสีนิล ก้าวมายืนเคียงพี่สาว รูปร่างสูงใหญ่ของเขา ทำให้หลิวหนวนหนวน ในคราบของพี่สาวดูตัวเล็กลงบ้างในชุดของสตรี นั่นทำให้คนยากจะแยกออก ว่านางมิใช่หลิวอินอิน เพราะถ้าเทียบระหว่างนางกับพี่สาวแล้ว นางในคราบของขุนพล จะมีรูปร่างสูงกว่าและเอวหนากว่าพี่สาวอยู่พอสมควร
“สือเอ๋อร์ เจ้ามากับพี่หญิงด้วยหรือ”
แต่ก่อนที่เหยาโจวจะได้เอ่ยสิ่งใดต่อ เสียงเรียกอย่างคนที่สนิทสนมกัน ดังแทรกขึ้นมาเสียก่อน หลิวฮูหยินก้าวเร็ว ๆ เข้าหาหลานชาย ที่ส่งยิ้มกว้างให้แก่ผู้เป็นป้า
“หากข้าไม่มา คนพวกนี้คงทึ้งร่างพี่หญิงออกเป็นชิ้น ๆ แน่เลยขอรับ”
เจียงสือ เบนสายตาไปยังคู่หนุ่มสาว ที่ยืนทำหน้าบึ้งตึงมาที่เขาและญาติผู้พี่ คนพวกนี้ควรขอบคุณเขา ที่แทรกแซงเรื่องนี้ หาไม่แล้วเขาไม่อยากจะคิด สภาพอันยับเยิน ภายใต้น้ำมือของพี่หญิงหนวนหนวนอย่างไม่ต้องสงสัย
ครึ่งชั่วยามต่อมา ณ จวนแม่ทัพสกุลจ้าวหลิวอินอิน ได้ก้าวลงจากรถม้า ก่อนจะเดินตรงไปยังหน้าประตูจวน วันนี้นางตั้งใจนำขนม ที่ซื้อหอชุ่นเทียน เพื่อเอามาฝากจ้าวหรูอี้ และว่าที่สามี ทว่ายังไม่ทันได้ก้าวขึ้นบันไดหน้าจวน ก็มีรถมาคันหนึ่ง เคลื่อนเข้ามาจอดเสียก่อน หญิงสาวจึงหันกลับไปมอง ก่อนจะคลี่ยิ้มน้อย ๆ เมื่อเห็นแล้วว่าคนที่ลงมาจากรถม้าคือผู้ใด “ดูเหมือนความยุ่งยาก เฉกเช่นคนเมืองหลวง เริ่มขึ้นอีกครั้งแล้วสินะ!” หญิงสาวเอ่ยเบา ๆ กับชุ่ยผิง นางไม่ได้ชื่นชอบความวุ่นวาย กับการช่วงชิงบุรุษ ของหญิงสาวมากมายในเมืองหลวง เพียงเพื่อให้ตนเองมีจุดยืน เพราะสำหรับนางแล้ว นับตั้งแต่จำความได้ นางมีจุดยืนอันแน่วแน่ของตนเอง มาตั้งแต่ต้น มิเว้นแม้แต่พี่สาวผุ้ล่วงลับของนาง ก็ไม่ต้องพึ่งพิงอำนาจของบุรุษ ในการมีชีวิตรอด นี่อาจเป็นหนึ่งเหตุผล ที่พี่สาวของนางถูกลอบสังหาร จิ้งจอกหลายตัวเริ่มโผล่หัวออกมาแล้ว นางแค่ยังคงแสดงต่อไป “อ้าว...นึกว่าผู้ใด หนูใหญ่หลิวนี่เอง ลมอันใดหอบให้เจ้า มาที่จวนแม่ทัพเล่า” ยังไม่ทันที่หลิวอินอิน จะได้ตัดสินใจก้าว เข้าไปในจวนตามความตั้งใจเดิม เสียงจาก
“เอาเป็นว่าเรื่องนี้ แล้วค่อยมาคุยกันเมื่อ เจ้าอารมณ์เย็นลงกว่านี้อีกสักหน่อย” จ้าวเทียนหลง เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียง ดูสงบนิ่งที่สุด เพื่อยุติปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้ ด้วยอารมณ์ของภรรยา กำลังเดือดดาลอย่างที่สุด หากเวลานี้ เขายังขัดขวางตอนนางอยู่ ผลที่ออกมา ย่อมมิใช่เรื่องที่ดี ซึ่งนางไม่เคยที่จะพูดจา หรือแสดงสีหน้าเช่นนี้ ต่อเขาและมารดามาก่อนเลย แต่เมื่อนางกล้าที่จะทำ นั่นหมายความว่านางเอาจริงแล้ว “แต่นาง...” “ท่านแม่ กลับไปพักผ่อนที่เรือนสักครู่เถอะขอรับ นางมีหน้าที่ดูแลจวน อย่างไรเสีย ก็เป็นหน้าที่ของนาง ท่านแม่ควรอยู่ให้สบายเถอะขอรับ” ยังไม่ทันที่เจ้าฮูหยิน จะได้เอ่ยสิ่งใดออกมา จ้าวเทียนหลง รีบเอ่ยขัดขึ้นมาเสียก่อน เขารู้ดีว่ามารดา กำลังไม่พอใจ กับสิ่งที่ภรรยาของเขา เอ่ยออกมา แต่จะให้เขาทำอย่างไรได้เล่า ในเมื่อ ทั้งจวนรอง ล้วนอยู่ได้เพราะนาง หากมารดายังดึงดันไม่ให้เรื่องยุติ คงเกิดเรื่องใหญ่ตามมา จนยากที่จะประสานรอยร้าว ให้กลับมาเหมือนเดิมได้ “นับเจ้ายังรู้คิดจ้าวเทียนหลง แต่นี่ไม่ได้หมายความว่า ข้าจะยินยอม เป็นเบี้ยในกระดานของเจ้า หาก
“หนิงเซียว เจ้าหยุดได้แล้ว เรื่องในอดีตเจ้าจะขุดคุ้ย ขึ้นมาเพื่อสิ่งใดกัน หรือเจ้าคิดว่าเวลานี้ เจ้าช่วยเหลือเจ้าได้มากอย่างนั้นหรือ” เมื่อได้ยินคำสบประมาทจากภรรยา จ้าวเทียนลง อยากที่จะพุ่งเข้าไป บีบคอนางเสียให้ตายคามือ แต่เพราะเวลานี้ นางยังมีประโยชน์ สำหรับเขาและมารดา หากจะลงมือให้นางถึงตาย ย่อมไม่ใช่เรื่องที่ดี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เขาจะยินยอม ให้นางแสดงความโอหัง เหนือเค้าที่เป็นสามีได้ตามแต่ใจ ตราบใดที่เขายังขึ้นชื่อว่าเป็นผู้นำครอบครัว นางจะพอใจต่อการกระทำของเขาหรือไม่ นั่นมิใช่สิ่งที่นาง จะมาแสดงออกต่อหน้าเขา “เหอะ! ข้าขุดคุ้ยเยี่ยงนั่นรึ การที่ข้ากล้าที่จะเอ่ยปาก ถึงความบกพร่องในตัวของเจ้าออกมา นั่นเพราะข้ายังมีความรู้สึกดี ๆ ให้เจ้าในฐานะสามีอยู่ แต่จำไว้ให้ดี ว่าถ้าวันไหน ข้าไม่เอ่ยสิ่งใดออกมาจากปากอีก นั่นหมายความว่า ในสายตาของข้า เจ้าก็มีต่างจากขยะชิ้นหนึ่ง ที่ข้าพร้อมจะโยนทิ้งเมื่อใดก็ได้” “นังคนสารเลว! เจ้าอาจหาญด่าทอบุตรชายของข้า ทั้งยังหยามหมิ่นเขา ต่อหน้าข้าที่เป็นมารดา เจ้าช่างไม่รู้ที่ตายเอาเสียเลย” จ้าวฮูหยิน ตวาดด่าทอลูกสะใภ้เส
จวนจ้าวสายรอง จ้าวฮูหยิน กำลังมองตรงไปยังลูกสะใภ้คนรอง ด้วยแววตาชิงชัง อย่างไม่คิดที่จะปกปิดเอาไว้แม้แต่น้อย ลูกสะใภ้ที่นางเคยหมายมั่นเอาไว้ ว่าจะต้องนำพาบุตรชายคนรองของนาง ให้ก้าวสู่อำนาจในภายหน้า ด้วยการหนุนนำจากสกุลเดิมของลูกสะใภ้ ทว่าจนถึงเวลานี้ บุตรชายสุดที่รักของนาง ยังไม่ก้าวข้ามตำแหน่ง ขุนนางชั้นเล็ก ๆ ไปไม่ได้เลย ครั้งก่อนที่บุตรชาย ได้ก้าวเข้าสู่ราชสำนัก ก็ด้วยอำนาจของบุตรชายคนโต ที่แลกมากับการรับจ้าวหรูอี้ เป็นบุตรสาวสายตรง แต่เวลานี้ทุกอย่าง ไม่เป็นไปตามที่นางคาดหวัง แม้เพียงครึ่งเสียว “ท่านแม่มองข้าเยี่ยงนี้ หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ หรือกำลังตำหนิว่าขา ไม่อาจทำในสิ่งที่ต้องการได้เจ้าคะ” หนิงเชียวเอ่ยถามแม่สามี ด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้อ่อนน้อม อย่างที่เคยเป็น นางอดทนมามาก พอแล้ว กับการถูกกดดัน และข่มเหงทางความรู้สึก ผู้ใดจะไปรู้เล่า ว่าการถอนหมั้นกับเจ้าเทียนฉี แล้วเลือกแต่งงานกับเจ้าเทียนหลง ชีวิตของนางจะแปรเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้ มิใช่ดีขึ้น ทว่ามันตรงกันข้าม... “หนิงเชียว เจ้ากล้านักนะ ที่ใช้น้ำเสียงและสายตาเช่นนี้ต่อขา ใช่และอย่างไร! ข้าก
“เช่นนั้น! ก็อย่าได้หาว่า พวกข้ารังแกสตรี” หัวหน้าของผู้มาเยือน ชี้ปลายกระบี่ไปยังหน้าของสาวใช้ นางก็แค่สตรีพูดหนึ่ง ที่เรียนรู้วิชายุทธ์ก็เท่านั้น หากเทียบกับบุรุษแล้ว เขามั่นใจว่า นางไม่มีทางทัดเทียมก็ได้ หากเป็นชายเจ้าของบ้าน นั่นใช่! เขายอมรับว่าคนผู้นั้น เขารู้สึกหวั่นไหวและกริ่งเกรงอยู่ในใจ แต่กับนาง สาวใช้ต่ำชั้น หาได้ทำให้เขา มีความรู้สึกหวาดกลัวได้เลยแม้แต่น้อย “อย่าเสียเวลาเลย หากชาหมดกา นายข้าต้องรีบกลับจวน สตรีในห้องหอ มิอาจเที่ยวเล่นนอกจวน ได้ตามอำเภอใจ” แค่ก ๆ เสียง ไอถี่ดังขึ้น จากชายเจ้าของบ้าน ก่อนที่เขาจะชำเลืองมอง ไปยังสตรีในห้องหอ ผู้ที่ไม่อาจไปไหนตามอำเภอใจได้ ช่างเป็นคำนิยาม ที่ไม่เป็นความจริงเอาเสียเลย ด้วยรู้จักกันมานาน ทั้งยังทำการค้าด้วยกันมาหลายปี หญิงงามผู้นี้ ยังห่างไกลคำว่า สตรีในห้องหอประหนึ่งท้องฟ้าสูงกับหุบเหวลึก! “ท่านจะรีบดื่มไปทำไม ไม่ต้องเร่งเร้าให้ข้ารีบกลับบ้าน อย่างไรเสียค่าสตรีผู้บอบบาง ย่อมมิรั้งอยู่ รบกวนท่านนานอย่างแน่นอน” หญิงสาวเอ่ยกับเจ้าของบ้าน ผู้ที่กำลังหน้าดำหน้าแดง จากการสำลักน้ำชา มีหรือน
“ดูท่าแล้วคุณหนูรองหลิว จะมั่นใจเหลือเกิน ว่าจะต่อกรกับพวกข้าได้ เพียงให้สาวใช้คนเดียวลงมือ” เมื่อถูกสตรีหยามหมิ่น แม้ไม่พูดออกมาตรง ๆ แต่การใช้ถ้อยคำของนาง มันเป็นการบอกชัด ว่าพวกเขาเสมือนเศษขยะ ที่รกหูรกตานาง จนต้องให้สาวใช้ทำความสะอาด นางสมควรตายนัก! “ข้าชอบดื่มด่ำกับความสงบ” หญิงสาวไม่ได้ตอบโต้ ต่อถ้อยคำของบุรุษแปลกหน้าผู้นั้น ทว่านางก็ยังคงเน้นย้ำ ว่าชอบดื่มด่ำกับความสงบราบเรียบ นักฆ่าระดับนี้ นางมั่นใจว่าไม่ขลาดเขลา จนมองไม่ออก ว่าหากตัวตนของนางถูกค้น ย่อมต้องทำให้แน่ใจ ว่าจะไม่ถูกนำไปเผยต่อบุคคลอื่นเพิ่มเติม เพราะสิ่งที่จะทำให้มั่นใจได้ ว่ามันจะเป็นความลับไปชั่วชีวิต นั่นคือความตายเท่านั้นกฎข้อนี้ ไม่ว่าจะเป็นคนสามัญทั่วไป หรือนักฆ่าทุกระดับ ย่อมรู้มันดีอยู่แก่ใจ ความลับที่ดีที่สุด ยอมเป็นความลับ ที่ไม่มีลมหายใจ ทั้งที่คราแรก นางไม่คิดที่จะใส่ใจ ว่าคนพวกนี้จะรู้เห็นสิ่งใด เพราะต่อให้รู้ก็เพียงเท่าที่นางให้รู้ แต่สิ่งที่ผิดคาดคือ พวกมันไม่ได้ติดตามนางต่อ แต่เลือกที่จะมาหาที่ตายในบ้านหลังนี้ ดังนั้นเพื่อความแน่ใจ ว่าสิ่งที่นางส่งให้กับเจ้าของบ้าน จะยัง







