Masuk
หิมะแรกของปีโปรยปรายลงมาดั่งกระดาษเงินกระดาษทองที่เผาส่งวิญญาณคนตาย ทว่าสีขาวบริสุทธิ์ของเกล็ดหิมะไม่อาจกลบฝังสีแดงฉานของโลหิตที่นองทั่วลานหินของคฤหาสน์สกุลเฟิงได้
เสียงกรีดร้องโหยหวนเงียบหายไปนานแล้ว เหลือเพียงเสียงปะทุของเปลวเพลิงที่กำลังมอดไหม้ซากปรักหักพัง และกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งจนน่าสะอิดสะเอียน
ท่ามกลางกองซากศพของบิดามารดาและพี่น้องร่วมสายเลือด 'เฟิงชุ่ยหลาน' ในวัยสิบห้าปีซ่อนตัวอยู่ในช่องลับใต้ตู้ไม้เก่าคร่ำครึ นางกัดผ้าเช็ดหน้าในปากแน่นจนรสฝาดเฝื่อนของเลือดซึมออกมา เพื่อกลั้นเสียงสะอื้นที่อาจพรากเอาลมหายใจสุดท้ายของสกุลเฟิงไป
ผ่านช่องไม้แตก นางมองเห็นรองเท้าหนังหุ้มเกราะเหล็กสีดำสนิทคู่หนึ่งย่ำลงบนกองเลือดอย่างไม่ยี่หระ ปลายดาบในมือของบุรุษผู้นั้นหยดหยาดโลหิตลงสู่พื้น ติ๋ง... ติ๋ง... เป็นจังหวะเดียวกับหัวใจที่แหลกสลายของนาง
'แม่ทัพหยางเจี้ยน'
ชื่อนี้สลักลึกลงในกระดูกดำของนางราวกับถูกตีตราด้วยเหล็กเผาไฟ แผ่นหลังกว้างขวางดุจขุนเขาและกลิ่นอายสังหารที่แผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่นั้น คือภาพจำสุดท้ายที่นางมีต่อผู้สังหารล้างตระกูล
‘ข้าจะฆ่าเจ้า... หยางเจี้ยน ข้าจะใช้เลือดของเจ้าเซ่นไหว้ดวงวิญญาณคนสกุลเฟิง แม้ต้องแลกด้วยกายหรือวิญญาณ ข้าก็จักลากเจ้าลงขุมนรกไปด้วยกัน!’
สามปีต่อมา ณ จวนแม่ทัพสกุลหยาง
สายลมปลายฤดูใบไม้ร่วงพัดพาความหนาวเหน็บเข้ามาเยือนเรือนซักล้างที่ตั้งอยู่ท้ายจวน กลิ่นน้ำด่างและสมุนไพรฟอกผ้าลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ บรรดาสาวใช้ต่างก้มหน้าก้มตาขยี้ผ้ากองโตในถังไม้ด้วยมือที่เริ่มแดงก่ำจากความเย็นของน้ำ
ในมุมหนึ่งที่เงียบเชียบ สตรีร่างบอบบางในชุดสาวใช้สีเทาเก่าซีดกำลังง่วนอยู่กับการจัดการอาภรณ์ชุดพิเศษ นางมีเรือนผมสีหมึกที่ถูกเกล้าขึ้นอย่างเรียบง่ายไร้ปิ่นปักผมราคาแพง ใบหน้าแม้มิได้ผัดแป้งแต่งแต้มทว่าผิวพรรณกลับขาวผ่องดุจหิมะแรกแย้ม ดวงตาหงส์เรียวรีก้มต่ำซ่อนประกายบางอย่างที่ลึกซึ้งเกินหยั่งถึง
นางคือ 'เสี่ยวหลาน' สาวใช้ระดับล่างที่เพิ่งเข้ามาทำงานในจวนได้เพียงครึ่งปี
ทว่าภายใต้คราบสาวใช้ผู้เจียมเนื้อเจียมตัว แท้จริงแล้วนางคือเฟิงชุ่ยหลานที่รอดชีวิตมาจากคืนวิปโยคนั้น นางใช้เวลาสามปีในการเปลี่ยนชื่อแซ่ หลบหนีการตามล่า และฝึกฝน 'วิชา' บางอย่างที่ไม่ใช่วรยุทธ์ในการฆ่าฟัน หากแต่เป็นศาสตร์แห่งการควบคุมบุรุษ
มือเรียวบางที่แช่อยู่ในน้ำเย็นจัดจนชาหนึบ ค่อยๆ บรรจงซัก 'กางเกงชั้นในผ้าไหมสีขาว' ของบุรุษ นี่คืออาภรณ์ส่วนตัวของแม่ทัพหยางเจี้ยนที่ไม่มีสาวใช้คนใดกล้าแตะต้อง เพราะเขารังเกียจกลิ่นกายสตรีและหวงแหนความเป็นส่วนตัวยิ่งชีพ แต่ด้วยเล่ห์กลเล็กน้อยของชุ่ยหลาน นางจึงแย่งชิงหน้าที่นี้มาได้
ริมฝีปากอิ่มสีระเรื่อยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นงดงามทว่าแฝงไปด้วยความอำมหิต นางหยิบขวดกระเบื้องใบจิ๋วออกมาจากอกเสื้อ เทของเหลวสีใสเพียงไม่กี่หยดลงในน้ำสุดท้ายที่ใช้ล้างผ้า
มันไม่ใช่ยาพิษ... หากนางวางยาพิษ เขาผู้มีวรยุทธ์สูงส่งย่อมจับพิรุธได้ในทันที
แต่มันคือ 'น้ำมันหอมระเหยจากดอกราตรีย้อมโลหิต' ผสมกับ 'ชะมดเชียง' จางๆ กลิ่นของมันเบาบางจนแทบไม่ได้กลิ่นด้วยจมูก แต่เมื่อผ้าแห้งและถูกสวมใส่ ความร้อนจากร่างกายบุรุษจะกระตุ้นให้กลิ่นนี้แทรกซึมเข้าสู่ผิวหนัง มันมีฤทธิ์กระตุ้นกำหนัดอย่างอ่อนโยนแต่ลึกล้ำ และที่สำคัญ... มันทำลายสมาธิในการควบคุมอารมณ์
"ท่านแม่ทัพหยาง..." ชุ่ยหลานพึมพำเสียงแผ่วเบาขณะบิดผ้าให้หมาด "สัตว์ร้ายที่ท่านขังไว้ในกรง... ข้าจะช่วยเปิดประตูกรงให้มันออกมาเอง"
นิ้วเรียวของนางลูบไล้ไปตามเนื้อผ้าไหมเนื้อดี จินตนาการว่าผ้าผืนนี้จะแนบชิดกับส่วนใดของร่างกายเขา ความแค้นในอกลุกโชนสวนทางกับสัมผัสที่ดูทะนุถนอม นางต้องอดทน... รอคอยจังหวะที่จะทำให้เขาทรมานจนอยากตาย
ยามโหย่ว[1]
เสียงฝีเท้าม้าศึกดังกึกก้องมาแต่ไกล ก่อนจะหยุดลงที่หน้าประตูใหญ่ของจวนสกุลหยาง ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะสีดำทมิฬกระโดดลงจากหลังม้าด้วยท่วงท่าองอาจ ใบหน้าหล่อเหลาคมคายทว่าเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปีทำให้เหล่าทหารยามและบ่าวไพร่ต่างก้มหน้าตัวสั่นงันงก
แม่ทัพหยางเจี้ยน ผู้ได้รับฉายา 'พยายมหน้าหยก' กลับมาถึงจวนแล้ว
เขาส่งสายบังเหียนให้พ่อบ้านชรา ก่อนจะเดินดุ่มๆ เข้าสู่เรือนหลัก รังสีอำมหิตที่ติดตัวมาจากค่ายทหารยังคงแผ่ซ่านรอบกาย ทำให้ไม่มีใครกล้าสบตา
"ท่านพี่... ท่านกลับมาแล้ว"
เสียงหวานใสทว่าแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบดังขึ้นที่หน้าเรือนรับรอง สตรีร่างเล็กบอบบางในชุดสีชมพูอ่อนยืนรอรับเขา ใบหน้าของนางซีดเซียว ร่างกายดูเปราะบางราวกับตุ๊กตาแก้วที่พร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ
[1] (17.00 - 19.00 น.)
"ข้อที่ 2: ผลกระทบทางจิตใจ... ข้าพบว่าตัวเองมีอาการ 'หวงแหนทรัพยากร' อย่างรุนแรงเมื่อมีบุรุษอื่นเข้าใกล้เจ้า ซึ่งจากการเทียบเคียงกับตำราแพทย์และนิยายประโลมโลกของท่านแม่ทัพ... อาการนี้เรียกว่า 'ความหึงหวง'"อาหลิงเริ่มหน้าแดง นางไม่รู้ว่าจะขำหรือจะเขินดี "ท่าน... ท่านพูดอะไรเนี่ย""ฟังให้จบก่อน... ข้อมูลยังไม่หมด" โม่เหยียนกระแอมไอ "ข้อที่ 3: การประเมินอนาคต... จากการคำนวณความน่าจะเป็น หากข้าไม่มีเจ้า ชีวิตของข้าจะมีค่าความสุขติดลบ อาหารจะไร้รสชาติ และโลกจะกลับไปเป็นสีขาวดำเหมือนเมื่อก่อน"เขาม้วนกระดาษเก็บ แล้วก้าวเข้ามาใกล้นางอีกก้าว คุกเข่าลงข้างหนึ่งท่ามกลางหิมะ สายตาของเขาจ้องมองนางอย่างแน่วแน่และเปิดเผย ไม่มีแววลังเลอีกต่อไป"สรุปผลการวิเคราะห์..." เสียงของเขาสั่นเครือเล็กน้อย "ข้า... ขาดเจ้าไม่ได้""อาหลิง... ข้ารักเจ้า"คำว่ารักที่หลุดออกมาจากปากคนที่พูดคำนี้ยากที่สุด ทำให้หัวใจของอาหลิงเต้นรัวราวกองศึก น้ำตาแห่งความตื้นตันเอ่อล้นออกมา"และเพื่อยืนยันความจริงใจ... ข้าได้เตรียมสินสอดมาให้เจ้าพิจารณา"โม่เหยียนดีดนิ้ว พรึ่บ! ทหารหน่วยเงาสิบนาย กระโดดลงมาจากหลังคาและกำแพง พร้อมกับ
เขาก้าวเข้าไปใกล้นางอีกก้าว "อยู่ที่นี่เถอะนะ... ถ้าเจ้าอยากได้เงินเพิ่ม ข้าจะยกเบี้ยหวัดข้าให้เจ้าหมดเลย"อาหลิงมองดูผู้ชายตรงหน้า ผู้ชายที่ซื่อบื้อ พูดจาภาษาคนไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่กลับจริงใจและทุ่มเทให้ขนาดนี้ นางหลุดขำออกมาทั้งน้ำตาคลอเบ้า "ตาบ้าเอ๊ย... เบี้ยหวัดท่านน่ะ พอค่าเครื่องปรุงข้าหรือเปล่าก็ไม่รู้""ข้าจะรับจ้างทำงานพิเศษเพิ่ม" โม่เหยียนรีบเสนอ "ไปลอบสังหาร รับจ้างแบกหาม...""พอแล้วๆ!" อาหลิงยกมือปิดปากเขา "ข้าไม่ไปไหนหรอก... ข้าก็แค่ลังเลไปอย่างนั้นเอง"นางเขย่งเท้าขึ้น กระซิบเบาๆ "เพราะข้าคำนวณดูแล้ว... การไปทำอาหารให้ฮ่องเต้กิน อาจจะได้เงินเยอะ... แต่คงไม่มีใครกินแล้วทำหน้ามีความสุขเหมือน 'เจ้าหนูยักษ์' แถวนี้หรอก"โม่เหยียนตาโต "เจ้า... เจ้าวิเคราะห์ข้า?""ก็ท่านสอนข้าเองนี่นา" อาหลิงยิ้มกว้างโม่เหยียนยิ้มตอบ เป็นรอยยิ้มที่กว้างที่สุดเท่าที่เขาเคยยิ้ม "สมการนี้... ดูเหมือนจะหาคำตอบได้แล้วสินะ"เขาหยิบสมุดบันทึกออกมา จดด้วยความเร็วแสง ‘สรุปภารกิจ: พื้นที่ยุทธศาสตร์ปลอดภัย... เป้าหมาย (อาหลิง) ยังคงประจำการ ผลข้างเคียง: หัวใจเต้นแรงผิดปกติ... แต่รู้สึกดี หมายเหตุ: คืนนี้
"แล้ว... ข้าต้องทำอย่างไรขอรับ?" โม่เหยียนถามอย่างคนหมดหนทาง "ในตำราพิชัยสงครามไม่มีวิธีแก้โรคหึง""มีสิ! บทที่ว่าด้วยการ 'ประกาศอธิปไตย' ไง!" เซี่ยหานยุส่ง "ศัตรูบุกรุกพื้นที่ เจ้าจะมัวแต่นั่งวิเคราะห์ไม่ได้! เจ้าต้องบุกเข้าไปยึดพื้นที่คืน! แสดงให้มันรู้ว่าใครคือเจ้าของที่แท้จริง!""ยึดพื้นที่คืน..." โม่เหยียนทวนคำ แววตาเริ่มมีประกายมุ่งมั่น "รับทราบขอรับ... ภารกิจกู้คืนพื้นที่ยุทธศาสตร์ เริ่มต้นเดี๋ยวนี้"กลับมาที่โรงครัวซ่งจื่อเชียน พ่อครัวหนุ่มรูปงามยังคงใช้คารมคมคายหว่านล้อมอาหลิงอย่างต่อเนื่อง เขาไม่ได้มาแค่สอนทำอาหาร แต่เขามีเป้าหมายแฝง "แม่นางอาหลิง... ฝีมือระดับเจ้า อยู่ในจวนแม่ทัพนี้ก็น่าเสียดายแย่" ซ่งจื่อเชียนเอ่ยเสียงนุ่ม วางมือลงบนมือของนางที่กำลังจับมีด "ข้ากำลังมองหาผู้ช่วยมือขวาในห้องเครื่องหลวง... สนใจจะไปทำงานกับข้าไหม? เงินเดือนสูงกว่าที่นี่สามเท่า และข้า... จะดูแลเจ้าเป็นพิเศษ"อาหลิงชะงัก นางลังเลเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะเงินหรือความหล่อ แต่เพราะ 'ห้องเครื่องหลวง' คือความฝันสูงสุดของคนทำอาหาร "เอ่อ... ข้า...""ไปเถอะนะ" ซ่งจื่อเชียนรุกคืบ ขยับหน้าเข้าไปใกล้ "ดวงตาของ
นางตักข้าวต้ม เป่าให้หายร้อน แล้วยื่นไปจ่อที่ปากเขา "อ้าปาก!"โม่เหยียนกระพริบตาปริบๆ นี่เป็นสถานการณ์ที่อยู่นอกเหนือการคำนวณของเขา เขาอ้าปากรับข้าวต้มคำนั้น... รสชาติหวานละมุนของเนื้อปลา ผสมกับความหอมของขิงซอย และความอบอุ่นของน้ำซุป... และเหนือสิ่งอื่นใด... สายตาที่เป็นห่วงเป็นใยของคนป้อน"เป็นไง?" อาหลิงถาม "เค็มไปไหม? หรือต้องเพิ่มน้ำตาลกรวด?"โม่เหยียนเคี้ยวช้าๆ กลืนลงคอ แล้วยิ้มมุมปาก "การวิเคราะห์รสชาติอรอ่ย..เหนือกว่ามาตรฐานใดๆ ในโลก""คนบ้า!" อาหลิงยิ้มแก้มปริ ตักคำต่อไปป้อน "กินให้หมดนะ ถ้าเหลือแม้แต่เม็ดเดียว ข้าจะโกรธ!""รับทราบ... ภารกิจกวาดล้างชามข้าวต้ม เริ่มต้น"ท่ามกลางความวุ่นวายของงานเลี้ยงในเรือนใหญ่ ที่หลังครัวเงียบสงบ... องครักษ์หนุ่มผู้เย็นชา นั่งให้แม่ครัวสาวจอมดุป้อนข้าวต้มทีละคำ ระยะห่างระหว่างหัวใจของทั้งสองคน... ลดลงจนเหลือศูนย์โม่เหยียนมองใบหน้าที่ตั้งใจเป่าข้าวต้มของอาหลิง แล้วจดบันทึกลงในใจ ‘สมมติฐานใหม่ บาดแผลอาจไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป... หากมันแลกมาด้วยช่วงเวลาแบบนี้... ข้ายินดีจะโดนแทงอีกสักสิบแผล’แต่ถ้าโดนสิบแผล คงตายก่อนได้กินข้าวต้มแน่ๆ...ตอนพิเศษโ
สายตาของเขาไปหยุดอยู่ที่ชายร่างผอมเกร็งคนหนึ่ง ที่กำลังทำหน้าที่ยกฟืน "เป้าหมาย 3..." โม่เหยียนหรี่ตาลง "มือมีรอยด้านจากการจับอาวุธ ไม่ใช่จับมีดทำครัว... สายตาลอกแลก ไม่มองงานแต่มองหม้อซุปหลัก... อัตราความน่าสงสัยมากที่สุด"ชายคนนั้นค่อยๆ ขยับตัวเข้าไปใกล้หม้อซุปพระกระโดดกำแพง อาศัยจังหวะที่อาหลิงหันไปชิมรสเป็ดอบ เขาล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบห่อกระดาษเล็กๆ ออกมา"ยาถ่าย?" โม่เหยียนวิเคราะห์ "หรือยาพิษสลายกระดูก? ไม่ว่าจะเป็นอะไร... มันจะลงไปในหม้อไม่ได้"ข้างล่างนั้นอาหลิงกำลังวุ่นวายกับการจัดจาน ทันใดนั้น หางตาของนางเหลือบไปเห็นความผิดปกติ ชายยกฟืนคนนั้นกำลังจะเทผงสีขาวลงไปในหม้อซุปหัวใจสำคัญของงาน!"หยุดนะ! เจ้าจะทำอะไร!"อาหลิงตะโกนก้อง ทิ้งทัพพีแล้วพุ่งตัวเข้าไปขวาง นางคว้าข้อมือชายคนนั้นไว้ได้ทันท่วงทีก่อนที่ผงยาจะร่วงลงหม้อ "เจ้าเป็นใคร! ใครส่งเจ้ามา!"คนร้ายเมื่อถูกจับได้ก็เผยธาตุแท้ แววตาเปลี่ยนเป็นเหี้ยมเกรียม "นังตัวดี! แส่หาเรื่อง!"มันสะบัดมืออาหลิงออกอย่างแรงจนนางเซถลา แล้วชัก มีดสั้น ที่ซ่อนไว้ในรองเท้าออกมา เป้าหมายของมันเปลี่ยนไป... ไม่ใช่แค่หม้อซุป แต่คือแม่ครัวที่ขั
ความเงียบกลับคืนมาสู่ตรอก อาหลิงยืนตัวแข็งทื่อ กอดตะกร้าปลาแน่น หัวใจเต้นแรงจนแทบจะได้ยินเสียง นางมองชายหนุ่มตรงหน้า... ชายที่นางเคยเรียกว่า 'หนูขโมยแป้ง' และ 'หน้าจืด' แต่ตอนนี้... ในสายตานาง เขาดู... เท่ชะมัด!"แม่นางอาหลิง" โม่เหยียนหันมาเรียก"คะ... คะ?" อาหลิงสะดุ้ง "ทะ... ท่านบาดเจ็บตรงไหนไหม?""ข้าไม่เป็นไร" โม่เหยียนเดินเข้ามาใกล้ ก้มลงมองในตะกร้า "แต่ปลา...""ปลา?" อาหลิงก้มลงดูด้วยความตกใจ "ปลาเละหรือ?""เปล่า" โม่เหยียนชี้ไปที่หางปลา "หางมันงอเล็กน้อยจากการกระแทกเมื่อครู่... อาจทำให้ความสวยงามลดลง ตอนจัดจาน"อาหลิงถอนหายใจพรืด ความซาบซึ้งเมื่อกี้หายวับไป "ท่านนี่มัน! ห่วงแต่ปลา! ไม่ห่วงตัวเองเลยหรือไง!""ข้าคำนวณแล้วว่าข้าจะไม่บาดเจ็บ" โม่เหยียนตอบหน้าตาย "แต่ปลานี่สำคัญกว่า... มันคืออาหารของฮูหยิน และเป็นผลงานที่เจ้าอุตส่าห์ต่อราคามา"เขาเงยหน้าสบตานาง แววตาคมกริบนั้นดูอ่อนลงเล็กน้อย "และเจ้า... ปลอดภัยดีใช่ไหม? ชีพจรเจ้าเต้นเร็วผิดปกติ... ตกใจหรือ?"อาหลิงหน้าแดงก่ำ รีบหันหน้าหนี "ข้า... ข้าไม่ได้ตกใจ! ข้าแค่เหนื่อยจากการวิ่ง!""งั้นก็รีบกลับกันเถอะ" โม่เหยียนแย่งตะกร้าไป







