Masukนางคือ 'หลินหว่านเอ๋อร์' ฮูหยินเอกคู่ทุกข์คู่ยากของเขา สตรีผู้แสนดีที่ร่างกายอ่อนแอจากเหตุการณ์เมื่อหลายปีก่อนที่สร้างความหวาดระแวงในใจนางจนถึงทุกวันนี้
แววตาอำมหิตของหยางเจี้ยนอ่อนแสงลงวูบหนึ่ง เขาเดินเข้าไปประคองภรรยาอย่างเบามือ ราวกับกลัวว่าแรงบีบเพียงนิดเดียวจะทำให้นางบุบสลาย
"หว่านเอ๋อร์ ลมข้างนอกแรงนัก เหตุใดเจ้าจึงออกมารอข้า" น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและนุ่มนวล แต่ก็แฝงความเหินห่างอยู่ในที
"ข้าให้คนเตรียมน้ำแกงไก่ตุ๋นยาจีนไว้ให้ท่านพี่เจ้าค่ะ" หว่านเอ๋อร์ยิ้มแย้ม พยายามจะช่วยถอดเสื้อคลุมของเขา แต่ หยางเจี้ยนกลับเบี่ยงตัวหลบเล็กน้อยอย่างเป็นธรรมชาติ
"ไม่ต้องลำบากเจ้า ข้าจะไปจัดการตัวเอง เจ้าพักผ่อนเถิด"
เขาตัดบทอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเดินแยกไปยังเรือนพักของตนเอง ทิ้งให้ฮูหยินเอกมองตามแผ่นหลังกว้างด้วยแววตาหม่นหมอง นางรู้ดีว่าสามีรักและให้เกียรตินางยิ่งกว่าสิ่งใด และต้องอดทนกับสิ่งที่อยู่ในใจเพียงใด หากแต่นางเอกต่างหากที่ไม่อาจรับมันแรงปรารถนานั้นได้
หยางเจี้ยนเดินเข้าห้องนอนส่วนตัว ปลดชุดเกราะหนักอึ้งวางลงบนแท่น เขาถอนหายใจยาว พยายามข่มความร้อนรุ่มในกายที่มักเกิดขึ้นทุกครั้งหลังกลับจากการฝึกหนัก ร่างกายของเขาเปี่ยมไปด้วยพละกำลังมหาศาล ความต้องการตามสัญชาตญาณบุรุษเพศพลุ่งพล่านรุนแรงราวกับสัตว์ป่า
แต่เขาทำไม่ได้... เขาไม่อาจแตะต้องหว่านเอ๋อร์ได้ ร่างกายของนางรับรองพายุอารมณ์ของเขาไม่ไหว ครั้งหนึ่งเขาเคยเผลอไผลกระทำกับนางแรงไปเพราะอารมณ์ราคะยามค่ำคืน จนทำนางช้ำในและล้มป่วยไปหลายเดือน นับตั้งแต่นั้นมา เขาจึงขังตัวเองอยู่ในกรงแห่งศีลธรรม เก็บกดความดิบเถื่อนไว้ภายใต้หน้ากากบุรุษผู้เย็นชา
"น้ำร้อนพร้อมแล้วขอรับท่านแม่ทัพ" บ่าวรับใช้ชายรายงาน
หยางเจี้ยนพยักหน้า เขาเดินเข้าฉากกั้นเพื่อผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ มือหนาคว้ากางเกงผ้าไหมตัวสะอาดที่วางเตรียมไว้ขึ้นมาสวมใส่
ทว่าทันทีที่เนื้อผ้าสัมผัสผิวกาย... กลิ่นหอมจางๆ บางอย่างก็ลอยมาแตะจมูก
มันไม่ใช่กลิ่นดอกไม้ฉุนกึกแบบที่สตรีในหอคณิกาใช้ และไม่ใช่กลิ่นสมุนไพรขมปร่าแบบยาของฮูหยิน แต่มันเป็นกลิ่นที่... ยั่วยวน
กลิ่นนี้เหมือนมือที่มองไม่เห็น มันชำแรกผ่านรูขุมขน ปลุกเลือดลมในกายให้เดือดพล่านขึ้นมาอย่างฉับพลัน ความรู้สึกวาบหวามแล่นปราดจากท้องน้อยลงสู่เบื้องล่าง หยางเจี้ยนขมวดคิ้วมุ่น ดวงตาคมกริบวาวโรจน์ขึ้นด้วยความดุดัน
เขาก้มลงดมเนื้อผ้าอีกครั้ง สูดกลิ่นนั้นเข้าเต็มปอด มันหอมหวานแต่ก็ปลุกสัญชาตญาณนักล่าให้ตื่นตัว
"ใครเป็นคนซักผ้าชุดนี้!" เขาตะโกนถามเสียงดังจนบ่าวหน้าห้องสะดุ้ง
"อะ... เอ่อน่าจะเป็นสาวใช้จากเรือนซักล้างขอรับ ท่านแม่ทัพมีสิ่งใด..."
"นางชื่ออะไร?"
"ข้า... ข้าน้อยไม่ทราบแน่ชัด แต่วันนี้เวรซักล้างเป็นหน้าที่ของสาวใช้ใหม่ น่าจะชื่อเสี่ยวหลานขอรับ"
หยางเจี้ยนกำหมัดแน่น เส้นเลือดปูดโปนบนหลังมือ เขาไม่ได้โกรธที่ผ้ามีกลิ่น แต่เขาโกรธที่ร่างกายของเขากำลังตอบสนองต่อกลิ่นนี้อย่างรุนแรงและหยาบโลน เขารู้สึกเหมือนถูกท้าทาย
"พานางมาหาข้า... เดี๋ยวนี้!"
เฟิงชุ่ยหลานคาดการณ์ไว้แล้วว่าเขาจะต้องเรียกหา แต่นางไม่คิดว่าจะเร็วเพียงนี้
นางถูกบ่าวชายลากตัวมายังเรือนใหญ่ในสภาพที่ดูน่าเวทนา เส้นผมยุ่งเหยิงเล็กน้อย เสื้อผ้าสาวใช้ตัวเก่ามีรอยเปียกชื้นแนบเนื้อเผยให้เห็นสัดส่วนโค้งเว้าที่ซ่อนรูป ใบหน้าก้มต่ำแสดงท่าทางหวาดกลัวตัวสั่นงันงก
เมื่อมาถึงห้องหนังสือของแม่ทัพ บ่าวคนนั้นก็ถูกไล่ออกไป เหลือเพียงนางและพยายมหน้าหยกตามลำพัง
บรรยากาศในห้องหนักอึ้งราวกับมีหินผาทับถม หยางเจี้ยนนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ประดู่ตัวใหญ่ เบื้องหน้ามีแสงเทียนวูบไหวส่องกระทบใบหน้าที่บึ้งตึงและดวงตาที่แดงก่ำผิดปกติ
"เจ้าหรือ... เสี่ยวหลาน?" น้ำเสียงของเขาต่ำลึก เย็นเยียบจนขนลุกชัน
ชุ่ยหลานคุกเข่าลงโขกศีรษะกับพื้น "จะ... เจ้าค่ะ บ่าวชื่อเสี่ยวหลาน บ่าวทำสิ่งใดผิดหรือเจ้าคะท่านแม่ทัพ โปรดเมตตาด้วย..."
นางแสร้งทำเสียงสั่นเครือ แต่ในใจกลับเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น นางสัมผัสได้ถึงรังสีบางอย่างจากตัวเขา มันไม่ใช่แค่ความโกรธ แต่มันคือความกระหาย
หยางเจี้ยนลุกขึ้นยืน ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาหานางช้าๆ เสียงรองเท้ากระทบพื้นไม้ดังกึก... กึก... ราวกับเสียงมัจจุราชย่างสามขุม
เขาหยุดตรงหน้านาง ก่อนจะใช้ปลายเท้าเชยคางมนของนางให้เงยหน้าขึ้น
การกระทำนั้นหยาบคายและไร้ซึ่งความปรานี แรงจากปลายเท้าทำให้ชุ่ยหลานเจ็บจนน้ำตาซึม นางเงยหน้าสบตาเขา ดวงตาหงส์คลอหน่วยไปด้วยน้ำตาใส ท่าทางเหมือนลูกกวางที่กำลังจะถูกเสือขย้ำ
วินาทีนั้น หยางเจี้ยนชะงักไป
ความงามของนางไม่ใช่ความงามที่สว่างไสว แต่มันคือความงามที่เย้ายวนและลึกลับ ดวงตาที่ฉ่ำน้ำคู่นั้น ริมฝีปากแดงระเรื่อที่เผยอขึ้นเล็กน้อย และทรวดทรงที่อัดแน่นอยู่ในชุดสาวใช้เก่าๆ... ทุกอย่างกระแทกเข้าที่ความดิบเถื่อนในใจเขาอย่างจัง
"เจ้าใส่อะไรลงไปในเสื้อผ้าของข้า?" เขาถามเสียงลอดไรฟัน ก้มตัวลงต่ำจนใบหน้าห่างกันเพียงคืบ ลมหายใจร้อนผ่าวของเขารดรินผิวหน้านาง
"บะ... บ่าวไม่ได้ใส่อะไรเลยเจ้าค่ะ บ่าวเพียงใช้น้ำสมุนไพรสูตรบ้านเกิดเพื่อดับกลิ่นคาวเลือด... บ่าวเห็นว่าท่านแม่ทัพต้องกรำศึกหนัก จึงอยากให้ท่านผ่อนคลาย" ชุ่ยหลานแก้ตัวด้วยเสียงสั่นๆ ดวงตาจ้องมองเขาอย่างใสซื่อ
"ผ่อนคลาย?" หยางเจี้ยนแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงคำราม "เจ้าทำให้ข้า... อยากจะฉีกทึ้งทุกอย่างให้แหลกคามือเสียมากกว่า"
"ข้อที่ 2: ผลกระทบทางจิตใจ... ข้าพบว่าตัวเองมีอาการ 'หวงแหนทรัพยากร' อย่างรุนแรงเมื่อมีบุรุษอื่นเข้าใกล้เจ้า ซึ่งจากการเทียบเคียงกับตำราแพทย์และนิยายประโลมโลกของท่านแม่ทัพ... อาการนี้เรียกว่า 'ความหึงหวง'"อาหลิงเริ่มหน้าแดง นางไม่รู้ว่าจะขำหรือจะเขินดี "ท่าน... ท่านพูดอะไรเนี่ย""ฟังให้จบก่อน... ข้อมูลยังไม่หมด" โม่เหยียนกระแอมไอ "ข้อที่ 3: การประเมินอนาคต... จากการคำนวณความน่าจะเป็น หากข้าไม่มีเจ้า ชีวิตของข้าจะมีค่าความสุขติดลบ อาหารจะไร้รสชาติ และโลกจะกลับไปเป็นสีขาวดำเหมือนเมื่อก่อน"เขาม้วนกระดาษเก็บ แล้วก้าวเข้ามาใกล้นางอีกก้าว คุกเข่าลงข้างหนึ่งท่ามกลางหิมะ สายตาของเขาจ้องมองนางอย่างแน่วแน่และเปิดเผย ไม่มีแววลังเลอีกต่อไป"สรุปผลการวิเคราะห์..." เสียงของเขาสั่นเครือเล็กน้อย "ข้า... ขาดเจ้าไม่ได้""อาหลิง... ข้ารักเจ้า"คำว่ารักที่หลุดออกมาจากปากคนที่พูดคำนี้ยากที่สุด ทำให้หัวใจของอาหลิงเต้นรัวราวกองศึก น้ำตาแห่งความตื้นตันเอ่อล้นออกมา"และเพื่อยืนยันความจริงใจ... ข้าได้เตรียมสินสอดมาให้เจ้าพิจารณา"โม่เหยียนดีดนิ้ว พรึ่บ! ทหารหน่วยเงาสิบนาย กระโดดลงมาจากหลังคาและกำแพง พร้อมกับ
เขาก้าวเข้าไปใกล้นางอีกก้าว "อยู่ที่นี่เถอะนะ... ถ้าเจ้าอยากได้เงินเพิ่ม ข้าจะยกเบี้ยหวัดข้าให้เจ้าหมดเลย"อาหลิงมองดูผู้ชายตรงหน้า ผู้ชายที่ซื่อบื้อ พูดจาภาษาคนไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่กลับจริงใจและทุ่มเทให้ขนาดนี้ นางหลุดขำออกมาทั้งน้ำตาคลอเบ้า "ตาบ้าเอ๊ย... เบี้ยหวัดท่านน่ะ พอค่าเครื่องปรุงข้าหรือเปล่าก็ไม่รู้""ข้าจะรับจ้างทำงานพิเศษเพิ่ม" โม่เหยียนรีบเสนอ "ไปลอบสังหาร รับจ้างแบกหาม...""พอแล้วๆ!" อาหลิงยกมือปิดปากเขา "ข้าไม่ไปไหนหรอก... ข้าก็แค่ลังเลไปอย่างนั้นเอง"นางเขย่งเท้าขึ้น กระซิบเบาๆ "เพราะข้าคำนวณดูแล้ว... การไปทำอาหารให้ฮ่องเต้กิน อาจจะได้เงินเยอะ... แต่คงไม่มีใครกินแล้วทำหน้ามีความสุขเหมือน 'เจ้าหนูยักษ์' แถวนี้หรอก"โม่เหยียนตาโต "เจ้า... เจ้าวิเคราะห์ข้า?""ก็ท่านสอนข้าเองนี่นา" อาหลิงยิ้มกว้างโม่เหยียนยิ้มตอบ เป็นรอยยิ้มที่กว้างที่สุดเท่าที่เขาเคยยิ้ม "สมการนี้... ดูเหมือนจะหาคำตอบได้แล้วสินะ"เขาหยิบสมุดบันทึกออกมา จดด้วยความเร็วแสง ‘สรุปภารกิจ: พื้นที่ยุทธศาสตร์ปลอดภัย... เป้าหมาย (อาหลิง) ยังคงประจำการ ผลข้างเคียง: หัวใจเต้นแรงผิดปกติ... แต่รู้สึกดี หมายเหตุ: คืนนี้
"แล้ว... ข้าต้องทำอย่างไรขอรับ?" โม่เหยียนถามอย่างคนหมดหนทาง "ในตำราพิชัยสงครามไม่มีวิธีแก้โรคหึง""มีสิ! บทที่ว่าด้วยการ 'ประกาศอธิปไตย' ไง!" เซี่ยหานยุส่ง "ศัตรูบุกรุกพื้นที่ เจ้าจะมัวแต่นั่งวิเคราะห์ไม่ได้! เจ้าต้องบุกเข้าไปยึดพื้นที่คืน! แสดงให้มันรู้ว่าใครคือเจ้าของที่แท้จริง!""ยึดพื้นที่คืน..." โม่เหยียนทวนคำ แววตาเริ่มมีประกายมุ่งมั่น "รับทราบขอรับ... ภารกิจกู้คืนพื้นที่ยุทธศาสตร์ เริ่มต้นเดี๋ยวนี้"กลับมาที่โรงครัวซ่งจื่อเชียน พ่อครัวหนุ่มรูปงามยังคงใช้คารมคมคายหว่านล้อมอาหลิงอย่างต่อเนื่อง เขาไม่ได้มาแค่สอนทำอาหาร แต่เขามีเป้าหมายแฝง "แม่นางอาหลิง... ฝีมือระดับเจ้า อยู่ในจวนแม่ทัพนี้ก็น่าเสียดายแย่" ซ่งจื่อเชียนเอ่ยเสียงนุ่ม วางมือลงบนมือของนางที่กำลังจับมีด "ข้ากำลังมองหาผู้ช่วยมือขวาในห้องเครื่องหลวง... สนใจจะไปทำงานกับข้าไหม? เงินเดือนสูงกว่าที่นี่สามเท่า และข้า... จะดูแลเจ้าเป็นพิเศษ"อาหลิงชะงัก นางลังเลเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะเงินหรือความหล่อ แต่เพราะ 'ห้องเครื่องหลวง' คือความฝันสูงสุดของคนทำอาหาร "เอ่อ... ข้า...""ไปเถอะนะ" ซ่งจื่อเชียนรุกคืบ ขยับหน้าเข้าไปใกล้ "ดวงตาของ
นางตักข้าวต้ม เป่าให้หายร้อน แล้วยื่นไปจ่อที่ปากเขา "อ้าปาก!"โม่เหยียนกระพริบตาปริบๆ นี่เป็นสถานการณ์ที่อยู่นอกเหนือการคำนวณของเขา เขาอ้าปากรับข้าวต้มคำนั้น... รสชาติหวานละมุนของเนื้อปลา ผสมกับความหอมของขิงซอย และความอบอุ่นของน้ำซุป... และเหนือสิ่งอื่นใด... สายตาที่เป็นห่วงเป็นใยของคนป้อน"เป็นไง?" อาหลิงถาม "เค็มไปไหม? หรือต้องเพิ่มน้ำตาลกรวด?"โม่เหยียนเคี้ยวช้าๆ กลืนลงคอ แล้วยิ้มมุมปาก "การวิเคราะห์รสชาติอรอ่ย..เหนือกว่ามาตรฐานใดๆ ในโลก""คนบ้า!" อาหลิงยิ้มแก้มปริ ตักคำต่อไปป้อน "กินให้หมดนะ ถ้าเหลือแม้แต่เม็ดเดียว ข้าจะโกรธ!""รับทราบ... ภารกิจกวาดล้างชามข้าวต้ม เริ่มต้น"ท่ามกลางความวุ่นวายของงานเลี้ยงในเรือนใหญ่ ที่หลังครัวเงียบสงบ... องครักษ์หนุ่มผู้เย็นชา นั่งให้แม่ครัวสาวจอมดุป้อนข้าวต้มทีละคำ ระยะห่างระหว่างหัวใจของทั้งสองคน... ลดลงจนเหลือศูนย์โม่เหยียนมองใบหน้าที่ตั้งใจเป่าข้าวต้มของอาหลิง แล้วจดบันทึกลงในใจ ‘สมมติฐานใหม่ บาดแผลอาจไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป... หากมันแลกมาด้วยช่วงเวลาแบบนี้... ข้ายินดีจะโดนแทงอีกสักสิบแผล’แต่ถ้าโดนสิบแผล คงตายก่อนได้กินข้าวต้มแน่ๆ...ตอนพิเศษโ
สายตาของเขาไปหยุดอยู่ที่ชายร่างผอมเกร็งคนหนึ่ง ที่กำลังทำหน้าที่ยกฟืน "เป้าหมาย 3..." โม่เหยียนหรี่ตาลง "มือมีรอยด้านจากการจับอาวุธ ไม่ใช่จับมีดทำครัว... สายตาลอกแลก ไม่มองงานแต่มองหม้อซุปหลัก... อัตราความน่าสงสัยมากที่สุด"ชายคนนั้นค่อยๆ ขยับตัวเข้าไปใกล้หม้อซุปพระกระโดดกำแพง อาศัยจังหวะที่อาหลิงหันไปชิมรสเป็ดอบ เขาล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบห่อกระดาษเล็กๆ ออกมา"ยาถ่าย?" โม่เหยียนวิเคราะห์ "หรือยาพิษสลายกระดูก? ไม่ว่าจะเป็นอะไร... มันจะลงไปในหม้อไม่ได้"ข้างล่างนั้นอาหลิงกำลังวุ่นวายกับการจัดจาน ทันใดนั้น หางตาของนางเหลือบไปเห็นความผิดปกติ ชายยกฟืนคนนั้นกำลังจะเทผงสีขาวลงไปในหม้อซุปหัวใจสำคัญของงาน!"หยุดนะ! เจ้าจะทำอะไร!"อาหลิงตะโกนก้อง ทิ้งทัพพีแล้วพุ่งตัวเข้าไปขวาง นางคว้าข้อมือชายคนนั้นไว้ได้ทันท่วงทีก่อนที่ผงยาจะร่วงลงหม้อ "เจ้าเป็นใคร! ใครส่งเจ้ามา!"คนร้ายเมื่อถูกจับได้ก็เผยธาตุแท้ แววตาเปลี่ยนเป็นเหี้ยมเกรียม "นังตัวดี! แส่หาเรื่อง!"มันสะบัดมืออาหลิงออกอย่างแรงจนนางเซถลา แล้วชัก มีดสั้น ที่ซ่อนไว้ในรองเท้าออกมา เป้าหมายของมันเปลี่ยนไป... ไม่ใช่แค่หม้อซุป แต่คือแม่ครัวที่ขั
ความเงียบกลับคืนมาสู่ตรอก อาหลิงยืนตัวแข็งทื่อ กอดตะกร้าปลาแน่น หัวใจเต้นแรงจนแทบจะได้ยินเสียง นางมองชายหนุ่มตรงหน้า... ชายที่นางเคยเรียกว่า 'หนูขโมยแป้ง' และ 'หน้าจืด' แต่ตอนนี้... ในสายตานาง เขาดู... เท่ชะมัด!"แม่นางอาหลิง" โม่เหยียนหันมาเรียก"คะ... คะ?" อาหลิงสะดุ้ง "ทะ... ท่านบาดเจ็บตรงไหนไหม?""ข้าไม่เป็นไร" โม่เหยียนเดินเข้ามาใกล้ ก้มลงมองในตะกร้า "แต่ปลา...""ปลา?" อาหลิงก้มลงดูด้วยความตกใจ "ปลาเละหรือ?""เปล่า" โม่เหยียนชี้ไปที่หางปลา "หางมันงอเล็กน้อยจากการกระแทกเมื่อครู่... อาจทำให้ความสวยงามลดลง ตอนจัดจาน"อาหลิงถอนหายใจพรืด ความซาบซึ้งเมื่อกี้หายวับไป "ท่านนี่มัน! ห่วงแต่ปลา! ไม่ห่วงตัวเองเลยหรือไง!""ข้าคำนวณแล้วว่าข้าจะไม่บาดเจ็บ" โม่เหยียนตอบหน้าตาย "แต่ปลานี่สำคัญกว่า... มันคืออาหารของฮูหยิน และเป็นผลงานที่เจ้าอุตส่าห์ต่อราคามา"เขาเงยหน้าสบตานาง แววตาคมกริบนั้นดูอ่อนลงเล็กน้อย "และเจ้า... ปลอดภัยดีใช่ไหม? ชีพจรเจ้าเต้นเร็วผิดปกติ... ตกใจหรือ?"อาหลิงหน้าแดงก่ำ รีบหันหน้าหนี "ข้า... ข้าไม่ได้ตกใจ! ข้าแค่เหนื่อยจากการวิ่ง!""งั้นก็รีบกลับกันเถอะ" โม่เหยียนแย่งตะกร้าไป







