LOGIN“เจ้าถึงกับกล้าไปพังสถานที่จัดงานแต่งงาน อีกทั้งยังมิยอมไปวัดตัวตัดเย็บชุดแต่งงานด้วยมิใช่หรือ เจ้าคิดว่าพี่ชายของเจ้าคนนี้โง่งมมากนักหรืออย่างไร จึงจะมิรู้ทันในทุกวีรกรรมที่เจ้าก่อ”
องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสพลางพยายามสูดลมหายใจเข้า
ปอดไปลึกๆ อย่างคนที่พยายามระงับโทสะของตนเอาไว้อย่างเต็มที่
“ที่แท้หม่อมฉันก็นึกว่าเสด็จพี่ทรงเรียกตัวหม่อมฉันให้มา
เข้าเฝ้าด้วยเรื่องใดกัน สุดท้ายแล้วก็เป็นเรื่องราวเหล่านี้เอง เช่นนั้นก็ปล่อยนางกำนัลในตำหนักของหม่อมฉันไปเถิดเพคะ พวกเขา มิได้มามีส่วนรู้เห็นอันใดกับหม่อมฉันด้วย จึงมิใช่เรื่องสมควรที่พวกเขาจะต้องมาถูกเสด็จพี่สั่งลงโทษโบยเอาเช่นนี้”องค์หญิงเฟยฮุ่ยเอ่ยขึ้นมาน้ำเสียงนุ่ม
“ข้าขอออกคำสั่งให้เจ้าไปวัดตัวตัดเย็บชุดแต่งงานกับหลินปังหยวนเดี๋ยวนี้ และต่อไปนี้ข้าขอออกคำสั่งให้กักบริเวณเจ้าอยู่แต่ในตำหนักของเจ้าเอง จนกว่างานพิธีมงคลสมรสพระราชทานจะเสร็จเรียบร้อยไปแล้วด้วยดี เจ้าจึงจะสามารถก้าวขาออกนอกตำหนักได้”
องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสออกมาทีละถ้อยคำอย่างช้าๆ และชัดเจนเป็นอย่างยิ่ง
“เสด็จพี่อย่าได้บ้าอำนาจเกินไปนักเลยเพคะ”
“เจ้ากล้าดีอย่างไรจึงเอ่ยกับข้าเช่นนี้?”
คราวนี้ฮ่องเต้ไม่เพียงตบโต๊ะเสียงดัง แต่ยังลุกเดินเข้าไปจ้องหน้าน้องสาวใกล้ๆ ซึ่งนางเองก็ได้เชิดหน้าขึ้นอย่างไม่อนาทรต่อบารมีของพี่ชายที่แผ่ความเย็นชาออกมาอย่างเต็มพิกัด
“หม่อมฉันมีเส้นทางของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องให้เสด็จพี่มา
ขีดเขียน”
“แต่เจ้าเป็นถึงองค์หญิง ไม่อาจขีดเขียนเส้นทางของตัวเองได้ อย่ายโสโอหังให้มากเกินไปนัก”
“ถึงจะขีดเขียนเส้นทางของตัวเองไม่ได้ แต่การเลือกคู่ครองไม่ใช่สิ่งที่เสด็จพี่จะมาบังคับ พระองค์ก็รู้ดีว่าหม่อมฉันเป็นคนเช่นไร รักอิสระ ชอบทำอะไรตามใจตัวเอง แต่ทุกสิ่งทุกอย่างไม่เคยเป็นพิษเป็นภัยที่จะทำให้บัลลังก์ของเสด็จพี่คลอนแคลน หม่อมฉันเป็นหมอเพื่อไปรักษาชาวบ้านยากไร้ ตรวจสอบดูแลความเรียบร้อยของเมืองหลวงได้ดีเสียยิ่งกว่าผู้ตรวจการเสียอีก หอนางโลมเถื่อนก็ไม่ใช่
หม่อมฉันหรือที่จัดการจนเรียบร้อย โจรขโมยก่อกวนเมืองก็เป็นองครักษ์ในสังกัดของหม่อมฉันเป็นผู้จับกุม ขอถามเสด็จพี่ว่าทั้งหมดคือความผิดที่ทำให้เสด็จพี่บังคับให้น้องต้องแต่งงานหรือเพคะ?”“ข้ามิเคยบอกว่าทุกสิ่งที่เจ้าทำนั้นมันผิด แต่การเลือกคู่ครองนั้น เราเป็นเชื้อพระวงศ์มิสามารถกระทำการที่จะตัดสินใจเองได้ว่าต้องเลือกแต่งหรือมิแต่งกับผู้ใด ทุกอย่างล้วนต้องกระทำไปตามความเหมาะสม หลินปังหยวนเขาเป็นถึงบุตรชายอัครมหาเสนาบดีฝั่งขวาหลินไห่กัง บิดาของเขามีความดีความชอบต่อบ้านเมืองมาถึงสองยุคสมัย ตัวเขาเองก็เป็นถึงขุนนางฝ่ายบุ๋นขั้นสี่ของวังหลวง อนาคตข้างหน้าของเขาย่อมก้าวหน้าก้าวไกล ทุกอย่างเขาล้วนมีแต่ความเหมาะสมกับเจ้าเป็นอย่างยิ่ง ข้าเองก็มิอยากที่จะรับฟังเหตุผลบ้าบอคอแตกอันไร้แก่นสารใดจากเจ้าอีก ตัวเจ้าเองอายุก็เลยวัย
ปักปิ่นมาแล้วมิใช่น้อย เหตุใดจึงยังคงคิดมิได้ และกระทำตนเป็นคนเอาแต่ใจตนเองเช่นนี้อีก เจ้าเคยคิดบ้างหรือไม่ว่าการกระทำของเจ้าในครั้งนี้จะทำให้ดวงวิญญาณของเสด็จพ่อทรงปวดร้าวมากเพียงใด?”“เสด็จพี่อย่ามาทรงกล่าวอ้างถึงดวงวิญญาณของเสด็จพ่อเลยเพคะ หากเสด็จพี่ทรงอยากเกี่ยวดองกับทางจวนสกุลหลินนัก เหตุใดเสด็จพี่จึงมิรับทายาทสายตรงของคนในสกุลหลินมาเข้ารับการแต่งตั้งเป็นสนมในวังเองเล่าเพคะ "จะทรงมายุ่งยาก กะเกณฑ์
ขีดเขียนเส้นทางเดินในชีวิตของหม่อมฉันไปด้วยเหตุใดกัน แม้วันนี้เสด็จพี่จะทรงสั่งลงโทษหม่อมฉัน สั่งให้กักขังหม่อมฉัน หรือจะสั่งให้ประหารชีวิตของหม่อมฉันไปก็ตามแต่ แต่หม่อมฉันก็ยังจะขอยืนยันคำพูดของตนเองเช่นเดิมว่าหม่อมฉันมิแต่งกับเขา หม่อมฉันมิแต่งกับหลินปังหยวนเพคะ"องค์หญิงเฟยฮุ่ยตรัสพร้อมเชิดใบหน้างามขึ้นด้วยความถือดี เพราะถึงอย่างไรวันนี้ แม้องค์ฮ่องเต้จะทรงมีรับสั่งให้นางแต่งงานกับผู้ใดก็แล้วแต่ นางย่อมมิยินยอมที่จะแต่งงานด้วยทั้งสิ้น นอกจากบุรุษผู้นั้น ผู้ที่นางได้ยอมมอบกายถวายชีวิต ยอมที่จะมอบหัวจมท้ายไปกับเขาแล้ว มิว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นตายร้ายดีเช่นไรก็ตามแต่
แต่นางก็จะมิมีวันปล่อยมือของนางให้หลุดไปจากเขาเป็นอันขาด
“เฟยฮุ่ย น้องสาวมิรักดี เจ้ากล้ามาต่อปากต่อคำกับข้า เจ้ากล้าขัดคำสั่งของข้าเช่นนั้นหรือ นับวันเจ้าก็ชักจะเอาใหญ่แล้ว ข้ามีคำสั่งให้เจ้าแต่งกับหลินปังหยวน เจ้าก็ต้องแต่ง ทหารเข้ามาในตำหนัก จับมัดตัวขององค์หญิงเฟยฮุ่ยเอาไว้เดี๋ยวนี้”
องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงทรงมีรับสั่งออกมาน้ำเสียงเฉียบขาด เหล่าทหารที่ยืนรักษาการณ์นอกตำหนักจึงได้วิ่งกรูกันเข้ามาปฏิบัติตามรับสั่งขององค์ฮ่องเต้ในทันใด
เพียงแต่ว่าพวกเขานั้นกับมิสามารถเข้าถึงตัวขององค์หญิงเฟยฮุ่ยได้เลยแม้แต่น้อยเพราะองค์หญิงเฟยฮุ่ยได้ทำการต่อสู้กับ
พวกเขาเอาไว้อย่างเต็มที่ก่อนจะถูกองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงสะบัดฝ่ามือเข้าใส่ใบหน้างามอย่างแรงเสียจนมีหยาดเลือดไหลซึมออกมาจากมุมปาก ทำเอาเหล่าทหาร และข้ารับใช้ที่อยู่ในบริเวณนั้นต่างพากันตกตะลึงจน
อ้าปากกว้างดวงตาค้างไปตามๆ กัน“เสด็จพี่ทรงตบตีหม่อมฉัน เสด็จพี่ทรงตบหน้าของ
หม่อมฉัน”องค์หญิงเฟยฮุ่ยพูดพร้อมหยุดการต่อสู้กับเหล่าทหารในตำหนักตงชางนี่ลงเสีย พร้อมเงยหน้าขึ้นมองดูพี่ชายคนโตด้วย
แววตาเศร้าโศกเสียใจและสะเทือนใจอย่างรุนแรงนัก นางพยายามข่มกลั้นหยาดน้ำตาเอาไว้มิให้ไหลออกมา พร้อมจ้องมองดูใบหน้า อันหล่อเหลาของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นพี่ชายคนโตที่นางรักมากมาโดยตลอดด้วยแววตาอันเจ็บช้ำ‘นี่นะหรือองค์รัชทายาทผู้แสนจิตใจดีที่นางเคยติดตามออกไปช่วยรักษาผู้ป่วย ณ ดินแดนต่างๆ เมื่อหลายปีก่อนนั้น นี่นะหรือพี่ชายที่นางเคยรักและเทิดทูนบูชาเขามาโดยตลอด แต่เหตุใดวันนี้เขาจึงได้มีท่าทีดุร้าย และบ้าอำนาจจนขาดสติเอาเช่นนี้กันด้วยเล่า?’
“หม่อมฉันเกลียดเสด็จพี่ฮ่องเต้แล้ว หม่อมฉันทรงรู้สึกรังเกียจฝ่าบาทมากแล้วจริงๆ หม่อมฉันมิน่ามีพี่ชายแบบฝ่าบาทเลย”
องค์หญิงเฟยฮุ่ยเอ่ยขึ้นน้ำเสียงเจือสะอื้นพร้อมรีบหันหลังกลับวิ่งหนีออกจากตำหนักตงชางไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อออกมานอกเขตตำหนักตงชางแล้ว ร่างเล็กก็ถึงกับ
ทรุดตัวนั่งร้องไห้อยู่ที่พื้นด้วยอาการของคนที่ดวงใจแตกสลายด้านองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงเอง เมื่อทรงรู้สึกตัวขึ้นมาว่าพระองค์ได้ทรงเผลอลืมตัว ทำตัวน่ารังเกียจชิงชังออกไปดังนั้นแล้ว จึงได้ยกหมัดขึ้นมาชกเข้าไปที่ผนังตำหนักอย่างแรงหลายครั้งติดๆ กัน อีกทั้งยังได้อาละวาดขว้างปาข้าวของในตำหนักตงชางนี้จนราบเป็นหน้ากลอง แม้ว่ามู่กงกงจะพยายามร้องห่มร้องไห้อ้อนวอนองค์ฮ่องเต้ให้สงบจิตสงบใจมากเพียงไรก็มิเป็นผล เพราะยามที่มังกรได้แผลงฤทธิ์ดุร้ายแล้ว ก็ยากที่จะสงบลงได้อย่างง่ายดายนักนั่นเอง...
“เจ้าถึงกับกล้าไปพังสถานที่จัดงานแต่งงาน อีกทั้งยังมิยอมไปวัดตัวตัดเย็บชุดแต่งงานด้วยมิใช่หรือ เจ้าคิดว่าพี่ชายของเจ้าคนนี้โง่งมมากนักหรืออย่างไร จึงจะมิรู้ทันในทุกวีรกรรมที่เจ้าก่อ”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสพลางพยายามสูดลมหายใจเข้าปอดไปลึกๆ อย่างคนที่พยายามระงับโทสะของตนเอาไว้อย่างเต็มที่“ที่แท้หม่อมฉันก็นึกว่าเสด็จพี่ทรงเรียกตัวหม่อมฉันให้มาเข้าเฝ้าด้วยเรื่องใดกัน สุดท้ายแล้วก็เป็นเรื่องราวเหล่านี้เอง เช่นนั้นก็ปล่อยนางกำนัลในตำหนักของหม่อมฉันไปเถิดเพคะ พวกเขามิได้มามีส่วนรู้เห็นอันใดกับหม่อมฉันด้วย จึงมิใช่เรื่องสมควรที่พวกเขาจะต้องมาถูกเสด็จพี่สั่งลงโทษโบยเอาเช่นนี้”องค์หญิงเฟยฮุ่ยเอ่ยขึ้นมาน้ำเสียงนุ่ม“ข้าขอออกคำสั่งให้เจ้าไปวัดตัวตัดเย็บชุดแต่งงานกับหลินปังหยวนเดี๋ยวนี้ และต่อไปนี้ข้าขอออกคำสั่งให้กักบริเวณเจ้าอยู่แต่ในตำหนักของเจ้าเอง จนกว่างานพิธีมงคลสมรสพระราชทานจะเสร็จเรียบร้อยไปแล้วด้วยดี เจ้าจึงจะสามารถก้าวขาออกนอกตำหนักได้”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสออกมาทีละถ้อยคำอย่างช้าๆ และชัดเจนเป็นอย่างยิ่ง“เสด็จพี่อย่าได้บ้าอำนาจเกินไปนักเลยเพคะ” “เ
เมื่อได้ยินพระสนมอันกุ้ยเหรินมาแจ้งต่อตนดังนั้น มู่กงกงก็พลันรู้สึกตกใจจนหน้าถอดสี เรื่องที่เหล่าสนมในวังหลังมิได้รับอนุญาตให้ตั้งครรภ์นั้น เหล่าขุนนางก็ได้รับรู้กันไปจนทั่วจากการที่องค์ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งแจ้ง ณ ที่ประชุมขุนนางตั้งแต่เมื่อครั้นที่พระองค์ทรงเสด็จขึ้นครองราชย์ใหม่ๆ แล้ว เนื่องด้วยองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงทรงมีความปรารถนาที่จะให้การทุ่มเทพระวรกายในการทำนุบำรุงฟื้นฟูบัลลังก์มังกรให้มั่นคงรอบด้านเสียก่อนจึงจะคิดวางแผนเรื่องการมีบุตรเป็นลำดับถัดไป เช่นนั้นแล้วสำหรับพระสนมแซ่คังผู้นี้ จึงมิใช่เพียงแค่การให้นางได้ดื่มน้ำแกงห้ามการตั้งครรภ์เพียงอย่างเดียวแต่อย่างใด นางจำต้องถูกทำทุกวิถีทางในการรีดเร้นสายธารสวรรค์ครั้งนี้ออกมาด้วยเมื่อมู่กงกงเสร็จสิ้นจากภารกิจในครั้งนี้แล้ว จึงได้เดินทางกลับตำหนักตงชางไปด้วยความหวาดวิตก หากจะนับถึงสิ่งที่ผิดพลาดจากการทำงานของเขานี่คงนับได้ว่าเป็นครั้งแรกเลยกระมังการบริหารจัดการราชกิจต่างๆ ในวังหลวง ล้วนผ่านพ้นไปได้อย่างสงบราบเรียบ เรียบร้อย เป็นระยะเวลาถึงหนึ่งสัปดาห์เต็มหากเพียงแต่ว่าองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงจะมิทรงเรียกขุนนางกรมพ
องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิง ทรงเป็นผู้ที่เปี่ยมล้นไปด้วยพละกำลังอย่างแท้จริง เมื่อคราแรกเริ่มของการร่วมรัก พระองค์จะทรงนอนนิ่งให้เหล่าสนมได้ปรนนิบัติโดยการควบขี่ขย่มลงบนเรือนกายของพระองค์จนพวกนางแทบจะสิ้นเรี่ยวแรงกันไปแทบจะทั้งสามคนไปก็แล้วแต่ แต่กับคังหยุนหลีที่นางพึ่งจะเข้ามาถวายการรับใช้ปรนนิบัติพระองค์ในคราแรกนั้น กลับปรนนิบัติพระองค์ได้มิถูกพระทัยนัก มิรู้ว่าพระองค์ทรงมีขนาดอาวุธคู่ใจใหญ่โตมากเกินไปหรือไม่ นางจึงได้มีเลือดไหลมิหยุดเอาเช่นนี้ จนองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงได้สั่งให้คนไปตามหมอหลวงและให้คนมานำตัวของพระสนมคังหยุนหลีออกไปรักษานออกตำหนักจวี๋ฮวาหวง พร้อมทรงมีรับสั่งมิให้นางได้เข้ามาปรนนิบัติพระองค์อีกผ่านไปเนิ่นนานราวสองชั่วยามกว่าองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงจะทรงรู้สึกผ่อนคลายลงไปบ้าง กลีบบุปผางามของเหล่าบรรดาพระสนมเองต่างก็อ้าออกกว้างแทบจะหุบไม่ลงกันเลยทีเดียว หลังเสร็จสิ้นจากภารกิจ องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนจึงดำริจะเสด็จกลับตำหนักตงชางไป พระองค์ทรงอนุญาตให้เหล่าสนมพักผ่อนกันต่อไป มิต้องลุกขึ้นมาส่งเสด็จพระองค์ก็ย่อมได้โดยก่อนที่องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเ
"ฝ่าบาท"เป็นเสียงของมู่กงกงที่เอ่ยเรียกขึ้นน้ำเสียงอ่อนโยน"วันๆ ก็ดีแต่ส่งเสียงเรียกอยู่ได้ทั้งวัน น่ารำคาญสิ้นดี"องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสขึ้นด้วยน้ำเสียงมิสบพระทัย"ฝ่าบาททรงแช่พระวรกายมาเนิ่นนานนักแล้ว กระหม่อมเกรงว่าฝ่าบาทอาจจะทรงเป็นหวัดได้นะพ่ะย่ะค่ะ"มู่กงกงกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน"คนไม่มีใครรักเช่นข้า จะเจ็บป่วยหรือล้มตายไป ก็มิมีผู้ใดมาสนใจหรอก"องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสพลางลุกขึ้นจากบ่อน้ำพุร้อนอวดเรือนร่างเปลือย แข็งแกร่งกำยำ มีมัดกล้ามอันแข็งแรงอยู่ทั่วทุกส่วนของร่างกาย ทำเอามู่กงกงที่ได้เห็นอาหารตาชั้นเลิศเช่นนั้นแล้วต้องยืนตาค้างอ้าปากกว้างอยู่นานนัก จนกระทั่งลืมตัวไปเสียสิ้นว่ายามนี้ตนเองต้องส่งชุดคลุมมาให้กับองค์ฮ่องเต้แล้วด้วยซ้ำไป"มู่จินชิง เจ้าจะยืนจ้องมองข้าอีกนานหรือไม่ ข้าจะได้สั่งตัดหัวเจ้าแล้ว"สุรเสียงเย็นเยียบที่เปล่งออกมานั้นทำเอามู่กงกงต้องรีบแจ้นเดินแกมวิ่งนำชุดคลุมมังกรมาสวมคลุมให้กับองค์ฮ่องเต้โดยเร็วพลัน หลังจากนั้นมินานองค์ฮ่องเต้ก็เสด็จไปยังตำหนักจวี๋ฮวาหวงต่อเมื่อเสด็จไปถึงก็ทรงพบว่าพระสนมหม่ากุ้ยเฟย พร้อมด้วยสนมอันกุ้ยเหริน เสิ่น
แต่ดูจากท่าทีแล้วองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิง คงจะมิได้มีเรื่องใดให้ชวนผ่อนคลายสบายใจได้เลยแม้แต่เพียงนิด หลังจากทรงสั่งลงโทษองครักษ์กั๋วโม่โฉวเสร็จ และเสด็จกลับมาถึงตำหนักตงชางของพระองค์แล้ว ก็ทรงพบว่ามู่กงกงกำลังยืนรอคอยการกลับมาของตนอยู่ด้วยสีหน้าที่กระอักกระอ่วนใจพิกลนัก“เจ้ามีอะไรจะพูด ก็พูดมา”น้ำเสียงที่เจือไปด้วยความเอือมระอานั้น ทำเอามู่กงกงต้องพลอยหน้าม่อยลงไปหลายส่วน จึงได้ตอบองค์ฮ่องเต้ออกไปน้ำเสียงอ้อมแอ้มว่า“ขณะนี้พระสนมหม่ากุ้ยเฟย มารอคอยฝ่าบาทอยู่ยังห้องรับรองแล้วพ่ะย่ะค่ะ”“วังหลังชักจะสงบราบเรียบไร้งานการ ไร้แก่นสารมากนักแล้วกระมัง เหตุใดตำหนักตงชางที่ประทับส่วนพระองค์ของข้าจึงได้มีแต่เหล่าสนมเทียววนเวียนเข้าออกมาหาราวกับว่าตำหนักของข้าเป็นร้านตลาดนอกวังเอาเช่นนี้”น้ำเสียงกระแทกแดกดัน พร้อมสายพระเนตรที่จ้องมองมายังมู่กงกงตาขวางนั้น ทำเอาขันทีที่ค่อนไปทางวัยกลางคนปลายๆ เช่นเขา แทบจะหลบสายพระเนตรของโอรสสวรรค์มิทันเลยทีเดียวเพียงก้าวแรกที่เหยียบย่างเข้าไปในห้องรับรอง องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงก็พบว่าหม่ากุ้ยเฟย หรือก็คือหม่าซูเหลียนบุตรีเสนาบดีกรมกลาโหมกำลัง
องค์หญิงเฟยฮุ่ยมองค้อนพี่ชายของตัวเอง แล้วรีบลุกจากเตียงโดยไม่คิดจะล้างหน้า เปลี่ยนชุด หรือแม้แต่จัดแต่งทรงผมให้ดูดี นางใช้วิชาตัวเบาทะยานไปยังลานขี่ม้าทันที ก็เห็นกั๋วโม่โฉวที่สวมเพียงกางเกงสีดำนั่งคุกเข่าด้วยท่วงท่าสง่างาม ไม่อนาทรต่อลมหรือเกร็ดหิมะแม้แต่น้อย เขาต้องหนาวมากเป็นแน่ “ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้!” หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด ขณะที่ยืนมองเขานิ่งแววตาแสดงความไม่พอใจเป็นอย่างมาก ถ้าเขาโดนลงโทษก็สมควรให้คนมาปลุกนางเพื่อช่วยเขาไม่ใช่หรืออย่างไร “ฝ่าบาทยังไม่มีรับสั่งให้กระหม่อมลุกขึ้นพ่ะย่ะค่ะ” “แต่ท่านเป็นองครักษ์ส่วนพระองค์ของข้า ท่านต้องฟังคำสั่งของข้าสิ” “กระหม่อมมีความผิดที่ดูแลองค์หญิงไม่ดีพอ สมควรถูกลงโทษแล้ว” “คนที่ผิดคือข้า โอ๊ย! ทำไมท่านต้องยอมให้เสด็จพี่รังแกอยู่เรื่อย เขาเห็นท่านเป็นอะไรจึงชอบทารุณไม่หยุดหย่อน” องค์เฟยฮุ่ยโวยวายอย่างเหลืออด นางจะเป็นบ้าตายอยู่แล้ว ตั้งแต่เสด็จพี่พระองค์โตของนางครองบัลลังก์ ก็กลายเป็นคนบ้าอำนาจ มองโลกในแง่ร้าย ชอบลงโทษผู้คน นางอยากให้มีใครสักคนมาลงโทษเขาเสียบ้าง







