แชร์

บทที่ 3

ผู้เขียน: โฮก โฮก โฮก
ในที่สุดก็ขึ้นมาถึงวัด

เลือดที่หัวเข่าของเซียวหลิ่นแข็งตัวไปนานแล้ว แต่เขายังคงดื้อดึงจะพาเจียงเยว่เจียวไปจุดธูปก่อน

ภายในพระวิหาร ควันธูปลอยอ้อยอิ่ง เซียวหลิ่นกุมมือของเจียงเยว่เจียว คุกเข่าต่อหน้าพระพุทธรูปด้วยจิตศรัทธาแรงกล้า

“ขอพระพุทธองค์โปรดคุ้มครอง ให้เจียวเจียวปลอดภัยและมีความสุขตลอดไป”

เจียงเยี่ยถังยืนอยู่นอกพระวิหาร หยาดฝนไหลหยดจากปลายเส้นผมของนาง

หลังจุดธูปไหว้พระเรียบร้อย ท่านเจ้าอาวาสมาต้อนรับพวกเขาด้วยตัวเอง “ท่านอ๋องทำบุญบริจาคให้วัดมานานหลายปี อาตมาไม่มีอะไรจะตอบแทน มีเพียงบัวพุทธรัศมีกระถางนี้ที่มอบให้ท่านได้ ช่วยคุ้มครองบ้านเรือนให้สงบสุขปลอดภัย”

เจียงเยว่เจียวกลับอยากได้ดอกไม้อีกกระถางหนึ่งมากกว่า “ขอเปลี่ยนเป็นกระถางนี้ได้หรือไม่?”

ท่านเจ้าอาวาสมีสีหน้าลำบากใจ “ปทุมทองเก้าวัฏกระถางนี้ อาตมารับปากจะมอบมันให้ท่านชายน้อยแล้ว...”

เซียวหลิ่นหันไปมองท่านชายน้อยที่อยู่ข้าง ๆ “ข้าขอใช้ร้านเครื่องหอมทางเหนือของเมืองแลกกับบัวกระถางนี้ เจ้าคิดเห็นว่าอย่างไร?”

ท่านชายน้อยโพล่งด้วยความตกใจ “ท่านอ๋อง ร้านค้านั่นมีค่ามหาศาลยิ่งกว่าบัวกระถางนี้มาก...”

“เจียวเจียวอยากได้ ต้องจ่ายแพงแค่ไหนก็คุ้มค่าอยู่ดี”

น้ำเสียงเซียวหลิ่นสงบนิ่ง แต่กลับทำให้ใจของเจียงเยี่ยถังสั่นสะท้าน

เพียงแค่วันเดียวเท่านั้น นางกลับตระหนักได้ว่าเซียวหลิ่นรักและห่วงใยเจียงเยว่เจียวมากมายเพียงใด

ที่แท้เขาก็ไม่ใช่คนที่รักใครไม่เป็น เพียงแต่คนที่เขารักไม่ใช่นางก็เท่านั้นเอง

ท่านชายน้อยประสานมือคำนับ “ในเมื่อท่านอ๋องเอ่ยปากแล้ว บัวกระถางนี้ย่อมต้องเป็นของคุณหนูเจียง”

สาวใช้รับบัวกระถางนั้นมาด้วยความระมัดระวัง เจียงเยว่เจียวยื่นมือไปรับต่อด้วยความดีใจ

ชั่วพริบตาที่ปลายนิ้วของนางสัมผัสโดนกระถางบัว นางก็ร้อง “โอ๊ย” แล้วชักมือกลับด้วยความตกใจ ข้อมือที่ขาวผ่องปรากฏรอยเขี้ยวเล็ก ๆ สองจุด

ทุกคนถึงสังเกตเห็นว่าใต้กระถางบัวงูขนาดเล็กซ่อนตัวอยู่ และนางก็ถูกงูตัวนั้นกัดข้อมือไปแล้ว

เซียวหลิ่นหน้าเปลี่ยนสีฉับพลัน เขาคว้าข้อมือของเจียงเยว่เจียวมาดู ก่อนจะก้มตัวลงดูดพิษออกอย่างไม่ลังเล

เจียงเยี่ยถังที่อยู่ข้าง ๆ เห็นท่าทางร้อนรนใจเพราะเป็นห่วงเจียงเยว่เจียวของเขาชัดเต็มตา พลันนึกขึ้นได้ว่าตัวเองก็เคยถูกพิษอยู่ครั้งหนึ่ง ตอนนั้นเซียวหลิ่นเพียงพูดด้วยความเฉยชาว่า ‘อดทนไว้’ แล้วก็เดินจากไปเลย

หมอหลวงมาถึงอย่างรวดเร็ว หลังตรวจชีพจรแล้วจึงกล่าวว่า “พิษชนิดนี้ต้องใช้บัวหิมะในการรักษา แต่บัวหิมะมักจะขึ้นอยู่ตามหน้าผาสูงชัน ทำให้เก็บยากอย่างยิ่งพ่ะย่ะค่ะ...”

“ข้าจะไปเก็บเอง” เซียวหลิ่นเพิ่งจะลุกขึ้นยืน ชายแขนเสื้อของเขากลับถูกเจียงเยว่เจียวกำไว้แน่น

“ท่านอ๋องอย่าไปนะเพคะ...ข้ากลัว...” เจียงเยว่เจียวออดอ้อนทั้งน้ำตา

เซียวหลิ่นขมวดคิ้วแน่นก่อนจะกวาดตามองไปรอบ ๆ สุดท้ายสายตาของเขาก็หยุดที่เจียงเยี่ยถัง “เจ้าไปเก็บมาซะ”

“ผู้น้อยรับพระบัญชา!”

เจียงเยี่ยถังรับคำสั่งแล้วเดินออกไป

บนหน้าผาสูงชัน สายฝนโถมกระหน่ำยามค่ำคืน

เจียงเยี่ยถังปีนหน้าผาสูงชันที่ลื่นมากด้วยมือเปล่า เล็บของนางฉีกขาดจนมีเลือดไหลผสมกับน้ำฝน ทิ้งร่องรอยเป็นทางยาวบนหน้าผา ลมหนาวพัดกระทบร่างจนนางลืมตาไม่ขึ้น เสื้อผ้าบางเฉียบเปียกชุ่มจนแนบเรือนกายที่เต็มไปด้วยบาดแผลสารพัดของนาง

“อึก...”

หินก้อนหนึ่งหลุดออกจากหน้าผา ทำให้ร่างของนางร่วงตกลงมา ในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายนางคว้ากิ่งไม้ที่ยื่นออกมาจากหน้าผาได้ ปลายกิ่งไม้คมกริบแทงเข้ากลางฝ่ามือของนาง นางกัดฟันอดทนต่อความเจ็บปวดอย่างสุดความสามารถ

ตอนที่ท้องฟ้าเริ่มมีแสงรำไร ในที่สุดนางก็หาบัวหิมะที่อยู่บนหน้าผาเจอ

ระหว่างทางกลับ นางหมดสติไปหลายครั้งเพราะเสียเลือดมาก แต่ก็ฝืนอดทนจนกระทั่งกลับมาถึงวัดได้

ตอนที่นางมอบบัวหิมะให้เซียวหลิ่นในสภาพเลือดอาบทั่วร่าง เขากลับไม่ยอมเหลือบมองนางแม้แต่นิดเดียว คว้าบัวหิมะไปจากนางแล้วยื่นให้หมอหลวงโดยตรง “รีบทำยาถอนพิษ!”

เจียงเยี่ยถังโซเซจนเกือบล้ม แต่เพราะคว้าขอบประตูไว้ทันจึงยังยืนอยู่ได้

หมอหลวงนำบัวหิมะไปต้มเป็นยาน้ำ แต่ทำอย่างไรเจียงเยว่เจียวก็ไม่ยอมกินเสียที

เซียวหลิ่นก้าวฉับ ๆ เข้ามาในห้อง โอ๋นางด้วยเสียงแผ่วเบา “เด็กดี ดื่มเถอะนะ”

“มันขมเพคะ...” เจียงเยว่เจียวแหงนหน้ามองเขาด้วยดวงตาฉ่ำวาว

เซียวหลิ่นจ้องมองนางสักพักหนึ่ง ก่อนจะคว้ายาถ้วยนั้นมากระดกดื่มรวดเดียวหมด แล้วโน้มตัวลงไปประกบริมฝีปากนาง ค่อย ๆ ป้อนยาให้นางทีละคำ

เจียงเยี่ยถังที่อยู่หน้าประตูชะงักงันเมื่อเห็นฉากดังกล่าว หัวใจของนางเหมือนถูกคนคว้านออกไปทั้งเป็น

นางหมุนตัวกลับอย่างเงียบเชียบ แผลบนหลังคล้ายจะปริแตกอีกแล้ว แต่ถ้าเทียบกับความเจ็บปวดในใจ แผลแค่นี้ทำอะไรนางไม่ได้หรอก

เพราะเจียงเยว่เจียวถูกพิษ เซียวหลิ่นจึงตัดสินใจเดินทางกลับเมืองหลวงในคืนนั้นเลย

เส้นทางยามค่ำคืนเต็มไปด้วยอันตราย เขาสั่งให้ทหารองครักษ์หลายร้อยคนเตรียมคบเพลิง จนทางบนภูเขาสว่างไสวเหมือนตอนกลางวัน

ทันใดนั้น ก็มีเสียงหวีดหวิวดังทะลุอากาศ!

“มีคนซุ่มโจมตี!”

ห่าธนูจำนวนมากพุ่งลงมา เซียวหลิ่นคว้าเจียงเยว่เจียวเข้ามากอดไว้โดยสัญชาตญาณ ตะโกนสั่งเสียงเย็นชาโดยไม่หันกลับไปมอง “เจียงเยี่ยถัง คุ้มกันท้ายขบวนซะ!”

เจียงเยี่ยถังชักกระบี่วิ่งออกไป คมกระบี่สะท้อนแสงเย็นเยียบ

แต่นางได้รับบาดเจ็บหนักและแผลยังไม่หายดี การเคลื่อนไหวจึงเชื่องช้าลงทีละนิด

จังหวะที่ไม่ทันระวังตัว ดาบยาวเล่มหนึ่งก็แทงเข้ากลางอก

“พรวด!”

เลือดแดงฉานกระเซ็นออกมา นางเสียหลักทรุดลงไปกองกับพื้น

ตอนที่สายตาเริ่มพร่ามัว นางเห็นภาพของเซียวหลิ่นอุ้มเจียงเยว่เจียวห่างออกไปเรื่อย ๆ อีกฝ่ายไม่เหลือบมองนางด้วยซ้ำไป

“ท่านอ๋อง...” นางอ้าปากเบา ๆ เลือดแดงสดไหลซึมจากมุมปาก

ตอนที่ได้สติกลับมาอีกครั้ง กลิ่นยาเหม็นฉุนทำให้นางสำลักไม่หยุด

นางได้ยินหมอหลวงเอ่ยเสียงสั่น “ท่านอ๋อง แม่นางเจียงชีพจรอ่อนแรงมาก ต่อให้ใช้โอสถที่ดีที่สุดทำให้นางฟื้นขึ้นมาได้...แต่หลังจากนั้น เกรงว่านางจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานแล้วพ่ะย่ะค่ะ...”

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • บุปผาร่วงโรย เงารักมิอาจหวนคืน   บทที่ 22

    หลังจากเซียวหลิ่นเดินทางกลับไปรายงานเรื่องโรคระบาดในเมืองเล็ก ๆ แถบเจียงหนานต่อฮ่องเต้ ทางราชสำนักก็ส่งหมอหลวงฝีมือดีมาสมทบอีกเป็นจำนวนมาก ในที่สุด โรคระบาดก็ถูกควบคุมไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จทุกสิ่งทุกอย่างกลับคืนสู่ความงดงามและสงบสุขดังเดิมชาวบ้านต่างพากันซาบซึ้งในความเสียสละของเจียงเยี่ยถังและซูอวิ๋นโจวจนน้ำตาคลอเบ้า พวกเขาต่างเสาะหาของสิ่งที่ดีที่สุดในบ้านมามอบให้พวกเขาทั้งสอง“นี่เป็นไข่ที่ไก่บ้านฉันออกเองเลยนะ พวกท่านรับไปชิมดูเถอะ!”“ท้อในสวนออกลูกดกเชียวล่ะ ฉันคัดลูกที่ใหญ่ที่สุดมาให้ พวกท่านต้องชิมให้ได้นะ!”“หากไม่มีพวกท่าน พวกเราจะมีโอกาสรอดชีวิตมาจนถึงวันนี้ได้อย่างไร!”คนทั้งสองโอบกอดข้าวของที่ชาวบ้านมอบให้จนเต็มอ้อมแขน ก่อนจะหันมาสบตาและส่งยิ้มให้กันหลังจากนั้นอีกไม่กี่เดือน ในวันหนึ่งที่แสงแดดอบอุ่นกำลังดีเจียงเยี่ยถังและซูอวิ๋นโจวได้เข้าพิธีแต่งงาน ท่ามกลางความยินดีของชาวบ้านในเมืองที่พร้อมใจกันมาอวยพร เป็นงานมงคลที่เรียบง่ายทว่าอบอุ่นยิ่งนักพิธีมงคลสมรสนี้ไม่ได้ตกแต่งอย่างหรูหราอลังการ ทั้งยังไม่จำเป็นต้องเคร่งครัดในกฎระเบียบหรือธรรมเนียมใด ๆทว่าซูอวิ๋นโจวก็

  • บุปผาร่วงโรย เงารักมิอาจหวนคืน   บทที่ 21

    ผลกระทบจากโรคระบาดทำให้มีประชาชนเจ็บป่วยล้มตายมากขึ้นเรื่อย ๆ มีผู้คนมากมายที่ยอมแพ้และถอดใจไม่รักษาซูอวิ๋นโจววนเวียนอยู่ระหว่างหม้อต้มยากับเตียงผู้ป่วยไม่เว้นแต่ละวัน เขาทดสอบยาและฝังเข็มรักษาผู้คนอย่างไม่หยุดหย่อนทั้งวันทั้งคืนนัยน์ตาของเขาแดงก่ำ ใบหน้าขาวซีดเผือดอย่างคนอมโรค ทั้งยังเริ่มมีอาการไอโขลกออกมาให้เห็นเจียงเยี่ยถังเห็นเช่นนั้นก็ร้อนรุ่มดั่งไฟลน นางพยายามเกลี้ยกล่อมเขาอยู่หลายครั้ง ทว่าเขากลับดันชามน้ำที่นางยื่นให้ด้วยความอ่อนโยนเสมอ "ข้าไม่เป็นไร อีกเพียงนิดเดียวเท่านั้น ข้าใกล้จะหาตัวยาสมุนไพรที่เป็นกุญแจสำคัญเจอแล้ว"เช้าตรู่วันนั้น เมื่อเจียงเยี่ยถังยกยาที่เพิ่งต้มเสร็จอุ่น ๆ เข้าไปข้างใน ก็พบว่าเขานอนฟุบแน่นิ่งอยู่บนโต๊ะ โดยมีเทียบยาที่เขียนค้างไว้ครึ่งหนึ่งกางอยู่ข้าง ๆนางคิดว่าเขาเพียงแต่เหนื่อยล้าจนหลับไป จึงหมายจะปลุกให้ตื่น ทว่ากลับไร้เสียงตอบสนองลางสังหรณ์อันเลวร้ายพลันแล่นปราดเข้ามาในหัวนางยื่นมือไปผลักไหล่ของเขา จึงได้พบว่าทั่วทั้งร่างของเขาร้อนรุ่มดั่งไฟแผดเผาซูอวิ๋นโจวล้มป่วยแล้วในที่สุดเขาก็ผลาญแรงกายแรงใจจนหมดสิ้น ทั้งยังติดโรคระบาดเข้าจนได

  • บุปผาร่วงโรย เงารักมิอาจหวนคืน   บทที่ 20

    ซูอวิ๋นโจวกับเจียงเยี่ยถังเดินทางลงจากเขาครั้งนี้ ก็เพื่อจะรักษาโรคระบาดให้ชาวบ้านในเมืองทว่าการแพร่ระบาดของโรคกลับรุนแรงและลุกลาม เกินกว่าที่พวกเขาจะคาดคิดเอาไว้ช่วงแรกมีเพียงอาการไอและไข้เป็นระยะ ๆ เท่านั้น แต่ไม่นานนักก็แพร่กระจายไปทั่วตรอกซอกซอยหน้าร้านขายยาถูกเบียดเสียดไปด้วยชาวบ้านตัวซูบผอมและสีหน้าเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง พวกเขาคิดว่าตนเองเป็นโรคร้ายที่รักษาไม่หาย ต่างนอนทรุดอยู่กับพื้น ร่ำไห้ราวกับยอมรับชะตากรรมโรงหมอของซูอวิ๋นโจวแทบจะรับภาระไม่ไหวแล้วใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ดวงตาแดงช้ำเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย เขาแทบไม่ได้หลับไม่นอน พลิกตำราสมุนไพรและทดลองปรุงยาโดยไม่หยุดพักลานบ้านเต็มไปด้วยกลิ่นยาขมลอยอบอวลตลอดทั้งวันเจียงเยี่ยถังคอยอยู่เคียงข้างเขาอย่างเงียบงัน ร่วมแบ่งเบาภาระทุกอย่างโดยไม่พูดอะไรนางไม่ได้ทำแค่บดยาสมุนไพรและบรรจุใส่ซองอีกต่อไป แต่ยังเริ่มเรียนรู้การจดบันทึกอาการของคนไข้ให้ซูอวิ๋นโจว รวมถึงอาการไม่พึงประสงค์หลังจากกินยาด้วยนางยังลงมือพันแผลและป้อนยาสำหรับชาวบ้านที่มีอาการรุนแรงด้วยตัวเองการเคลื่อนไหวของนางยังคงเด็ดขาดคล่องแคล่วเหมื

  • บุปผาร่วงโรย เงารักมิอาจหวนคืน   บทที่ 19

    เซียวหลิ่นไม่ได้จากไปไหนกว่าเขาจะหาเจียงเยี่ยถังพบไม่ใช่เรื่องง่าย ถึงจะพานางกลับจวนไม่ได้ เขาก็ไม่คิดจะรามือง่าย ๆเขาตัดสินใจซื้อโรงเตี๊ยมที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับโรงหมอ เลือกห้องพักส่วนตัวที่ดีที่สุด เปิดหน้าต่างออกจะมองเห็นภาพบรรยากาศภายในโรงหมอได้อย่างชัดเจนเขาเห็นนางตื่นแต่เช้าตรู่ทุกวันมาช่วยซูอวิ๋นโจวเปิดประตูโรงหมอ เห็นนางนำทางสตรีและเด็กเล็กที่มาตรวจรักษาอย่างใจเย็นเห็นนางย่อตัวรดน้ำให้สมุนไพรชนิดใหม่ที่เพิ่งลงปลูกในแปลงภายในเรือนทุกฉากทุกเหตุการณ์ทำให้เขาปวดใจเหมือนถูกเฉือนเป็นชิ้น ๆ แต่กระนั้นก็ยังโลภมากมองนางต่อจึงไม่อาจละสายตาได้เจียงเยี่ยถังที่สดใสมีชีวิตชีวา เรียบง่ายและมีรอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏให้เห็นบนใบหน้าเป็นพัก ๆ เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยได้ครองครองอย่างแท้จริงมาก่อน แต่กลับต้องสูญเสียมันไปตลอดกาลความเศร้าโศกเสียใจกัดกินจิตใจและสติสัมปชัญญะของเขาทุกขณะเขาเริ่มทำตัวโง่เขลา ใช้วิธีการที่คิดว่าชดเชยให้นางได้เพื่อเข้าใกล้นางเขาสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาควบม้าเร็วออกไป รวบรวมสมุนไพรล้ำค่าในแผ่นดินโดยไม่สนใจว่าจะต้องแลกด้วยอะไรโสมป่าอายุร้อยปี บัวหิมะที่ใสดุจผลึกแก้ว

  • บุปผาร่วงโรย เงารักมิอาจหวนคืน   บทที่ 18

    ช่วงที่ผ่านมาจู่ ๆ ก็มีโรคระบาดเกิดขึ้นในเมือง ซูอวิ๋นโจวจัดข้าวของแล้วเตรียมตัวลงจากเขาอย่างเร่งรีบ“ครั้งนี้พาข้าไปด้วยเถอะ” เจียงเยี่ยถังอุ้มตระกร้าใส่สมุนไพรขึ้นมาแล้วบอกกับเขาเบา ๆ“ได้” ซูอวิ๋นโจวตอบยิ้ม ๆแผงตรวจรักษาโรคเพื่อการกุศลในเมืองเพิ่งจะเปิดได้ไม่นาน ก็มีผู้คนจำนวนไม่น้อยมารุมล้อมซูอวิ๋นโจวตรวจรักษาคนไข้อย่างใจเย็น เจียงเยี่ยถังที่อยู่ข้าง ๆ ก็คอยบดยาและแบ่งบรรจุอย่างเชี่ยวชาญ บางครั้งก็ยื่นเข็มเงินให้ พวกเขาทำงานเข้าขากันเป็นอย่างมากนางชอบช่วงเวลาเช่นนี้ เรียบง่ายและไม่ฟุ้งเฟ้อพอใกล้จะถึงเที่ยงวัน สมุนไพรที่เตรียมมาก็เริ่มไม่เพียงพอ เจียงเยี่ยถังจึงต้องกลับไปเอาที่เรือนหลังเล็ก ที่พักชั่วคราวของพวกเขานางเดินบนถนนที่ปูด้วยแผ่นหินเพียงลำพัง ระหว่างทางตอนที่ผ่านธารน้ำใสตรงหน้าประตูเมือง เสียงกรีดร้องตื่นตระหนกก็ดังขึ้นทำลายบรรยากาศเงียบสงบ“ลูกของข้า! ลูกของข้าตกลงไปในน้ำแล้ว!”เด็กผู้ชายอายุประมาณห้าหกขวบคนหนึ่งกำลังดำผุดดำว่ายอยู่ในน้ำ อีกทั้งเกือบจะถูกกระแสน้ำพัดพาไปยังส่วนลึกผู้ใหญ่ที่อยู่บนฝั่งพากันแตกตื่นวุ่นวาย แต่กลับไม่มีใครกล้ากระโดดลงไปในน้ำราว

  • บุปผาร่วงโรย เงารักมิอาจหวนคืน   บทที่ 17

    วันเวลาเปรียบดังลำธารสายเล็กในหุบเขา ค่อย ๆ ไหลผ่านอย่างเงียบสงบด้วยการดูแลเอาใจใส่ของซูอวิ๋นโจวตลอดวันคืนที่ผ่านมา รอยแผลทั้งเก่าและใหม่บนร่างของเจียงเยี่ยถังค่อย ๆ จางหาย สุขภาพของนางเองก็ดีขึ้นทีละน้อยจากที่เป็นคนเงียบขรึม นางก็เริ่มพูดมากขึ้นเรื่อย ๆ บางครั้งนางถึงขั้นแอบตำหนิใส่นกกระจอกที่มาก่อความวุ่นวายในแปลงสมุนไพร หรือบางครั้งที่ซูอวิ๋นโจวทดลองยาล้มเหลวจนเขม่าควันเปื้อนหน้าดำปี๋ นางก็ยังหลุดหัวเราะเสียงใสออกมาทุกครั้งที่ซูอวิ๋นโจวกลับมาจากการลงไปตรวจรักษา ภายในย่ามใส่ยาของเขามักจะมีของแปลกใหม่กลับมามอบให้นางเสมอบางครั้งเป็นขนมดอกกุ้ยที่หวานเลี่ยน บางครั้งเป็นนวนิยายที่ออกใหม่ฉบับล่าสุด และบางครั้งก็เป็นปิ่นไม้ที่งานไม่ค่อยละเอียดประณีต แต่ให้ความรู้สึกเรียบง่ายไม่ปรุงแต่งยามบ่ายส่วนมาก เจียงเยี่ยถังมักเอนกายอย่างเกียจคร้านขดตัวอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่กลางลานแสงแดดอุ่น ๆ สาดทอลงมาทั่วร่าง ปลายนิ้วของนางพลิกหน้ากระดาษ ปล่อยจิตใจดำดิ่งไปกับเรื่องราวความรักของกิ่งทองใบหยก หรือไม่ก็เรื่องเล่าของจอมยุทธ์ผู้กล้าในตำนาน จนกระทั่งแสงยามอัสดงทำให้เงาของนางทอดยาวออกไปวันนี้ช่วงพ

  • บุปผาร่วงโรย เงารักมิอาจหวนคืน   บทที่ 6

    ในกรงเหล็ก หมาป่าหิวโซสิบกว่าตัวกำลังแยกเขี้ยวแหลมคม ดวงตาวาววับจ้องเขม็งมาทางเจียงเยี่ยถังอาการบาดเจ็บของนางยังไม่ทันหายดี การเคลื่อนไหวจึงช้ากว่าปกติหลายเท่าตัว“โฮก!”ตอนที่หมาป่าตัวหนึ่งพุ่งเข้าใส่ เจียงเยี่ยถังเบี่ยงตัวหลบไปข้าง ๆ แล้วใช้กระบี่ในมือแทงใส่ท้องหมาป่าตัวนั้นจนเลือดอุ่นร้อนสาดก

  • บุปผาร่วงโรย เงารักมิอาจหวนคืน   บทที่ 5

    ทหารองครักษ์สองสามคนก้าวมาข้างหน้า จับเจียงเยี่ยถังกดกับโต๊ะด้วยความหยาบคาย“ล่วงเกินแล้ว” หมอหลวงหยิบกริชขึ้นมา จ่อตรงส่วนปลายแหลมคมลงบนหน้าอกนาง“พรู่ด!”พริบตาที่กริชปักลงไป เจียงเยี่ยถังก็กัดริมฝีปากจนแตก นางรู้สึกได้ถึงคมมีดที่กำลังขยับไปมาอยู่ใกล้ ๆ หัวใจของตัวเอง เลือดอุ่นร้อนสายหนึ่งค่อย

  • บุปผาร่วงโรย เงารักมิอาจหวนคืน   บทที่ 4

    “บังอาจ!” เซียวหลิ่นตบโต๊ะแล้วลุกขึ้นอย่างโมโห “นางมอบเงินให้เจ้ากี่ตำลึง ถึงได้ยอมเล่นละครตบตากับนางไม่รู้จักจบจักสิ้นเช่นนี้?”เจียงเยี่ยถังลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก มองเสี้ยวหน้าที่เดือดดาลของเซียวหลิ่นเขาจ้องหมอหลวงคนนั้นเขม็ง ดวงตาฉายแววโกรธจัดแบบที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน“รักษาอย่างสุดความสามารถ

  • บุปผาร่วงโรย เงารักมิอาจหวนคืน   บทที่ 2

    เสียงดัง ‘เพล้ง’ ถ้วยชาในมือของเซียวหลิ่นหล่นกระแทกพื้นจนแตกกระจาย“เจ้าว่าอะไรนะ?!”เสียงของเขาเย็นเฉียบดุจน้ำแข็ง หมอหลวงหมอบตัวติดพื้นไม่กล้าแหงนหน้าขึ้นมา “กระหม่อมมิกล้าพูดจาส่งเดช แม่นางเจียงนาง...”“ไปให้พ้น!”หมอหลวงรีบถอยออกไปอย่างลนลาน เจียงเยี่ยถังนอนนิ่งไม่ไหวติง นางรู้ดีแก่ใจว่ายาแส

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status