Share

บทที่ 6

Penulis: โฮก โฮก โฮก
ในกรงเหล็ก หมาป่าหิวโซสิบกว่าตัวกำลังแยกเขี้ยวแหลมคม ดวงตาวาววับจ้องเขม็งมาทางเจียงเยี่ยถัง

อาการบาดเจ็บของนางยังไม่ทันหายดี การเคลื่อนไหวจึงช้ากว่าปกติหลายเท่าตัว

“โฮก!”

ตอนที่หมาป่าตัวหนึ่งพุ่งเข้าใส่ เจียงเยี่ยถังเบี่ยงตัวหลบไปข้าง ๆ แล้วใช้กระบี่ในมือแทงใส่ท้องหมาป่าตัวนั้นจนเลือดอุ่นร้อนสาดกระเซ็นลงบนหน้านาง ทำให้หมาป่าตัวอื่น ๆ แสดงท่าทีดุร้ายยิ่งกว่าเดิม

ตัวที่สอง ตัวที่สาม...นางควบคุมตัวเองลำบากขึ้นเรื่อย ๆ เผลอไผลเพียงเล็กน้อย แขนขวาของนางก็ถูกคมเขี้ยวฉีกกระชากจนเกิดแผลเหวอะ

“อึก...” นางครางเสียงทุ้มในลำคอ ก่อนจะเซถอยหลัง

ขณะกำลังมึนงง นางคล้ายจะมองเห็นเซียวหลิ่นที่อยู่บนอัฒจันทร์ลุกพรวดขึ้นมา

แต่ครู่ต่อมา เจียงเยว่เจียวก็ดึงแขนเสื้อของเขาไว้แน่น ไม่รู้ว่าพูดอะไรกับเขา เซียวหลิ่นถึงได้ลังเลอยู่สักพักก่อนจะโน้มตัวลงอุ้มเจียงเยว่เจียว ก่อนจะเดินออกจากสนามประลองไปโดยไม่หันกลับมา

เจียงเยี่ยถังจิตใจด้านชาโดยสมบูรณ์

เมื่อไม่มีคำสั่งจากเซียวหลิ่น ก็ไม่มีใครกล้าเปิดกรงเหล็กเข้ามาช่วยเหลือ นางทำได้เพียงกัดฟันอดทนไล่ฆ่าหมาป่าไปทีละตัว

ยามที่หมาป่าตัวสุดท้ายล้มลง ภายในกรงเหล็กก็เต็มไปด้วยซากหมาป่ากองพะเนินแล้ว ส่วนนาง...ก็กลายเป็นมนุษย์เลือดที่แดงฉานทั้งตัว

นางลากสังขารที่เต็มไปด้วยบาดแผลออกจากกรงเหล็ก ทุกย่างก้าวล้วนทิ้งรอยเท้าเปื้อนเลือดไว้บนพื้น

ตอนที่เดินผ่านเรือนของเจียงเยว่เจียว นางได้ยินเสียงพูดคุยหัวเราะดังออกมาจากด้านใน

มองลอดช่องหน้าต่างเข้าไป นางเห็นว่าเซียวหลิ่นกำลังหวีผมให้เจียงเยว่เจียวอย่างอ่อนโยน

“พี่สาวยังสู้กับฝูงหมาป่าอยู่เลยนะเพคะ” เจียงเยว่เจียวทักท้วงขึ้นมา “ท่านอ๋องจะไม่ไปดูหน่อยหรือเพคะ? หากเกิดอะไรขึ้นมา...”

“นางเป็นองครักษ์เงา มีวรยุทธ์สูงส่ง ไม่มีทางเป็นอะไรได้หรอก” เซียวหลิ่นตอบด้วยเสียงราบเรียบ นิ้วมือเรียวยาวไล้ผ่านเส้นผมของเจียงเยว่เจียวอย่างแผ่วเบา “เจียวเจียวไม่ต้องเป็นห่วงนะ”

เจียงเยี่ยถังยืนมองอยู่นอกหน้าต่าง ก้มมองแขนที่เป็นแผลเหวอะหวะของตัวเองแล้วหลุดหัวเราะออกมา รอยยิ้มของนางย่ำแย่กว่าการร้องไห้เสียอีก แต่จนสุดท้ายแล้วก็ไม่มีน้ำตาไหลลงมาสักหยด

นางหันกลับอย่างเชื่องช้า ค่อย ๆ พาตัวเองเดินกลับเรือนเล็กทีละก้าว ทีละก้าว

สองสามวันหลังจากนั้น เจียงเยี่ยถังเก็บตัวเงียบเพื่อรักษาบาดแผล

ฤทธิ์ของยาแสร้งตายรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว นางมักจะหมดสติโดยไม่รู้ตัวบ่อยครั้ง ชีพจรก็อ่อนแอลงทุกวัน

วันนี้ นางฝืนสังขารตัวเองออกมาจากเรือนที่พัก ก่อนจะพบว่าภายในจวนอ๋องประดับโคมไฟและผ้าสีสันสดใส บรรยากาศมงคลทุกหนแห่ง

“นี่มัน...?” นางเอ่ยถามสาวใช้คนหนึ่งที่ผ่านทางมา

“ท่านอ๋องจะแต่งคุณหนูเจียวเจียวเป็นพระชายาน่ะสิ!” สาวใช้คนนั้นพูดอย่างตื่นเต้น “กำหนดการคือวันมะรืนนี้!”

เจียงเยี่ยถังชะงักไปพักใหญ่ แต่กลับไม่รู้สึกปวดใจอย่างที่คิด

ที่แท้จิตใจตายด้าน มันเป็นเช่นนี้เองสินะ

“เจียงเยี่ยถัง” เซียวหลิ่นมาอยู่ด้านหลังนางตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ “ข้าจะออกไปจับห่านป่าที่นอกเมืองมาเป็นสินสอด ช่วงสองสามวันนี้ เจ้าต้องดูแลปกป้องเจียวเจียวให้ดีนะ ห้ามให้นางได้รับบาดเจ็บแม้แต่นิดเดียว”

“ต่อให้ต้อง...สละชีวิตของบ่าวงั้นหรือ?” เจียงเยี่ยถังถามเสียงแผ่ว

“ใช่” เซียวหลิ่นตอบอย่างไม่ลังเล

“ผู้น้อยรับพระบัญชา” นางก้มหน้าลง กลืนคำพูดที่เหลือทั้งหมดลงไป

ยังจะมีอะไรต้องถามอีกล่ะ?

ถามว่าหลายปีที่ผ่านมานี้เขาเคยมีใจให้นางบ้างไหมหรือ? ถามเขาว่าค่ำคืนที่กอดเกี่ยวกันหลังฉากกันลมนั้นเกิดขึ้นเพียงเพราะฤทธิ์ยาใช่หรือไม่? ถามเขาว่าทำไมถึงทอดทิ้งนางได้อย่างง่ายดายราวกับเป็นรองเท้าเก่า ๆ คู่หนึ่งงั้นหรือ?

ไม่มีความหมายอีกต่อไปแล้ว

สองสามวันนับจากนั้นมา นางก็ตามประกบเจียงเยว่เจียวไม่เคยห่าง เห็นนางเดินโอ้อวดบารมีไปทั่วจวนอ๋อง ฟังนางพูดจาโอ้อวดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“พี่สาว ท่านรู้หรือไม่? ท่านอ๋องบอกว่าชีวิตนี้จะแต่งงานกับข้าเพียงคนเดียวเท่านั้น”

“พี่สาว ท่านดูไข่มุกบนมงกฎหงส์นี่สิ เป็นของที่ท่านอ๋องตั้งใจเสาะหามาจากหนานไห่เลยนะ”

“พี่สาว ท่านอยู่กับท่านอ๋องมาตั้งนานหลายปี ทำไมเขาถึงไม่เคยชายตามองท่านเลยล่ะ?”

ตั้งแต่ต้นจนจบเจียงเยี่ยถังเพียงเงียบ ราวกับนางเป็นหุ่นเชิดที่ไร้วิญญาณ

จนกระทั่งถึงวันที่เจ็ด

ในที่สุดยาแสร้งตายก็จะออกฤทธิ์เต็มที่

เจียงเยี่ยถังใบหน้าซีดขาว สัมผัสได้ว่าร่างกายของตัวเองอ่อนแอลงทีละนิด นางรู้ดีว่าตัวเองเหลือเวลาอีกไม่นานแล้ว

ยามพลบค่ำ นางใช้ข้ออ้างว่าไม่ค่อยสบายเพื่อกลับเรือนเล็ก เตรียมจะรอรับ ‘ความตาย’ อย่างสงบ

แต่เพิ่งจะเอนตัวนอน ก็ได้ยินเสียงกรีดร้องของเจียงเยว่เจียวจากด้านนอก “มีนักฆ่า!”

ร่างกายตอบสนองโดยสัญชาตญาณ เจียงเยี่ยถังคว้ากระบี่แล้วพุ่งตัวออกไปข้างนอก คว้าเจียงเยว่เจียวที่กำลังแตกตื่นไปไว้ด้านหลัง

มีนักฆ่าคนหนึ่งแทงกระบี่แหลมคมเข้ามา นางหลบไม่พ้นจึงรู้สึกเจ็บแปลบบริเวณหน้าอกวูบหนึ่ง

“พรู่ด!”

กระบี่ยาวแทงทะลุหน้าอกของนาง เลือดสด ๆ ทะลักออกมา เจียงเยี่ยถังกัดฟันเหวี่ยงกระบี่ในมือสวนกลับ สังหารนักฆ่าคนดังกล่าว

หนึ่งคน สองคน...

หลังจากนางจัดการนักฆ่าคนสุดท้ายเสร็จแล้ว ในที่สุดก็ทนพิษบาดแผลไม่ไหว กระอักเลือดออกมาหนึ่งคำ ก่อนจะล้มลงพื้นอย่างแรง

หากเป็นในยามปกติ แผลถูกแทงครั้งเดียวคงไม่ถึงขั้นทำให้นางตายได้ แต่เพราะยาแสร้งตายออกฤทธิ์อย่างสมบูรณ์แบบในเวลาเดียวกัน สายตาของนางจึงเริ่มพร่ามัว ลมหายใจแผ่วเบาลงทุกที

ขณะกำลังมึนงง นางราวกับได้ย้อนกลับไปในคืนหิมะตกหนักเมื่อเก้าปีก่อน เซียวหลิ่นในวัยหนุ่มยืนบดบังแสงสว่าง ยื่นมือมาหานางที่นอนหายใจรวยริน

หากย้อนกลับไปได้อีกครั้ง...

นางจะยังติดตามเขากลับไปไหมนะ?

เจียงเยี่ยถังเองก็ไม่รู้เหมือนกัน

นางรู้เพียงว่า นางในตอนนี้ใช้ ‘ชีวิต’ ของตัวเองปกป้องคนในดวงใจของเขาแล้ว นับว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณตลอดหลายปีที่ผ่านมาของเขา

นับจากนี้ไป พวกเขาไม่ติดค้างอะไรกันอีก

นางหลับตาลงอย่างเชื่องช้า ก่อนจะหมดลมหายใจลงอย่างสมบูรณ์

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • บุปผาร่วงโรย เงารักมิอาจหวนคืน   บทที่ 22

    หลังจากเซียวหลิ่นเดินทางกลับไปรายงานเรื่องโรคระบาดในเมืองเล็ก ๆ แถบเจียงหนานต่อฮ่องเต้ ทางราชสำนักก็ส่งหมอหลวงฝีมือดีมาสมทบอีกเป็นจำนวนมาก ในที่สุด โรคระบาดก็ถูกควบคุมไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จทุกสิ่งทุกอย่างกลับคืนสู่ความงดงามและสงบสุขดังเดิมชาวบ้านต่างพากันซาบซึ้งในความเสียสละของเจียงเยี่ยถังและซูอวิ๋นโจวจนน้ำตาคลอเบ้า พวกเขาต่างเสาะหาของสิ่งที่ดีที่สุดในบ้านมามอบให้พวกเขาทั้งสอง“นี่เป็นไข่ที่ไก่บ้านฉันออกเองเลยนะ พวกท่านรับไปชิมดูเถอะ!”“ท้อในสวนออกลูกดกเชียวล่ะ ฉันคัดลูกที่ใหญ่ที่สุดมาให้ พวกท่านต้องชิมให้ได้นะ!”“หากไม่มีพวกท่าน พวกเราจะมีโอกาสรอดชีวิตมาจนถึงวันนี้ได้อย่างไร!”คนทั้งสองโอบกอดข้าวของที่ชาวบ้านมอบให้จนเต็มอ้อมแขน ก่อนจะหันมาสบตาและส่งยิ้มให้กันหลังจากนั้นอีกไม่กี่เดือน ในวันหนึ่งที่แสงแดดอบอุ่นกำลังดีเจียงเยี่ยถังและซูอวิ๋นโจวได้เข้าพิธีแต่งงาน ท่ามกลางความยินดีของชาวบ้านในเมืองที่พร้อมใจกันมาอวยพร เป็นงานมงคลที่เรียบง่ายทว่าอบอุ่นยิ่งนักพิธีมงคลสมรสนี้ไม่ได้ตกแต่งอย่างหรูหราอลังการ ทั้งยังไม่จำเป็นต้องเคร่งครัดในกฎระเบียบหรือธรรมเนียมใด ๆทว่าซูอวิ๋นโจวก็

  • บุปผาร่วงโรย เงารักมิอาจหวนคืน   บทที่ 21

    ผลกระทบจากโรคระบาดทำให้มีประชาชนเจ็บป่วยล้มตายมากขึ้นเรื่อย ๆ มีผู้คนมากมายที่ยอมแพ้และถอดใจไม่รักษาซูอวิ๋นโจววนเวียนอยู่ระหว่างหม้อต้มยากับเตียงผู้ป่วยไม่เว้นแต่ละวัน เขาทดสอบยาและฝังเข็มรักษาผู้คนอย่างไม่หยุดหย่อนทั้งวันทั้งคืนนัยน์ตาของเขาแดงก่ำ ใบหน้าขาวซีดเผือดอย่างคนอมโรค ทั้งยังเริ่มมีอาการไอโขลกออกมาให้เห็นเจียงเยี่ยถังเห็นเช่นนั้นก็ร้อนรุ่มดั่งไฟลน นางพยายามเกลี้ยกล่อมเขาอยู่หลายครั้ง ทว่าเขากลับดันชามน้ำที่นางยื่นให้ด้วยความอ่อนโยนเสมอ "ข้าไม่เป็นไร อีกเพียงนิดเดียวเท่านั้น ข้าใกล้จะหาตัวยาสมุนไพรที่เป็นกุญแจสำคัญเจอแล้ว"เช้าตรู่วันนั้น เมื่อเจียงเยี่ยถังยกยาที่เพิ่งต้มเสร็จอุ่น ๆ เข้าไปข้างใน ก็พบว่าเขานอนฟุบแน่นิ่งอยู่บนโต๊ะ โดยมีเทียบยาที่เขียนค้างไว้ครึ่งหนึ่งกางอยู่ข้าง ๆนางคิดว่าเขาเพียงแต่เหนื่อยล้าจนหลับไป จึงหมายจะปลุกให้ตื่น ทว่ากลับไร้เสียงตอบสนองลางสังหรณ์อันเลวร้ายพลันแล่นปราดเข้ามาในหัวนางยื่นมือไปผลักไหล่ของเขา จึงได้พบว่าทั่วทั้งร่างของเขาร้อนรุ่มดั่งไฟแผดเผาซูอวิ๋นโจวล้มป่วยแล้วในที่สุดเขาก็ผลาญแรงกายแรงใจจนหมดสิ้น ทั้งยังติดโรคระบาดเข้าจนได

  • บุปผาร่วงโรย เงารักมิอาจหวนคืน   บทที่ 20

    ซูอวิ๋นโจวกับเจียงเยี่ยถังเดินทางลงจากเขาครั้งนี้ ก็เพื่อจะรักษาโรคระบาดให้ชาวบ้านในเมืองทว่าการแพร่ระบาดของโรคกลับรุนแรงและลุกลาม เกินกว่าที่พวกเขาจะคาดคิดเอาไว้ช่วงแรกมีเพียงอาการไอและไข้เป็นระยะ ๆ เท่านั้น แต่ไม่นานนักก็แพร่กระจายไปทั่วตรอกซอกซอยหน้าร้านขายยาถูกเบียดเสียดไปด้วยชาวบ้านตัวซูบผอมและสีหน้าเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง พวกเขาคิดว่าตนเองเป็นโรคร้ายที่รักษาไม่หาย ต่างนอนทรุดอยู่กับพื้น ร่ำไห้ราวกับยอมรับชะตากรรมโรงหมอของซูอวิ๋นโจวแทบจะรับภาระไม่ไหวแล้วใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ดวงตาแดงช้ำเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย เขาแทบไม่ได้หลับไม่นอน พลิกตำราสมุนไพรและทดลองปรุงยาโดยไม่หยุดพักลานบ้านเต็มไปด้วยกลิ่นยาขมลอยอบอวลตลอดทั้งวันเจียงเยี่ยถังคอยอยู่เคียงข้างเขาอย่างเงียบงัน ร่วมแบ่งเบาภาระทุกอย่างโดยไม่พูดอะไรนางไม่ได้ทำแค่บดยาสมุนไพรและบรรจุใส่ซองอีกต่อไป แต่ยังเริ่มเรียนรู้การจดบันทึกอาการของคนไข้ให้ซูอวิ๋นโจว รวมถึงอาการไม่พึงประสงค์หลังจากกินยาด้วยนางยังลงมือพันแผลและป้อนยาสำหรับชาวบ้านที่มีอาการรุนแรงด้วยตัวเองการเคลื่อนไหวของนางยังคงเด็ดขาดคล่องแคล่วเหมื

  • บุปผาร่วงโรย เงารักมิอาจหวนคืน   บทที่ 19

    เซียวหลิ่นไม่ได้จากไปไหนกว่าเขาจะหาเจียงเยี่ยถังพบไม่ใช่เรื่องง่าย ถึงจะพานางกลับจวนไม่ได้ เขาก็ไม่คิดจะรามือง่าย ๆเขาตัดสินใจซื้อโรงเตี๊ยมที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับโรงหมอ เลือกห้องพักส่วนตัวที่ดีที่สุด เปิดหน้าต่างออกจะมองเห็นภาพบรรยากาศภายในโรงหมอได้อย่างชัดเจนเขาเห็นนางตื่นแต่เช้าตรู่ทุกวันมาช่วยซูอวิ๋นโจวเปิดประตูโรงหมอ เห็นนางนำทางสตรีและเด็กเล็กที่มาตรวจรักษาอย่างใจเย็นเห็นนางย่อตัวรดน้ำให้สมุนไพรชนิดใหม่ที่เพิ่งลงปลูกในแปลงภายในเรือนทุกฉากทุกเหตุการณ์ทำให้เขาปวดใจเหมือนถูกเฉือนเป็นชิ้น ๆ แต่กระนั้นก็ยังโลภมากมองนางต่อจึงไม่อาจละสายตาได้เจียงเยี่ยถังที่สดใสมีชีวิตชีวา เรียบง่ายและมีรอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏให้เห็นบนใบหน้าเป็นพัก ๆ เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยได้ครองครองอย่างแท้จริงมาก่อน แต่กลับต้องสูญเสียมันไปตลอดกาลความเศร้าโศกเสียใจกัดกินจิตใจและสติสัมปชัญญะของเขาทุกขณะเขาเริ่มทำตัวโง่เขลา ใช้วิธีการที่คิดว่าชดเชยให้นางได้เพื่อเข้าใกล้นางเขาสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาควบม้าเร็วออกไป รวบรวมสมุนไพรล้ำค่าในแผ่นดินโดยไม่สนใจว่าจะต้องแลกด้วยอะไรโสมป่าอายุร้อยปี บัวหิมะที่ใสดุจผลึกแก้ว

  • บุปผาร่วงโรย เงารักมิอาจหวนคืน   บทที่ 18

    ช่วงที่ผ่านมาจู่ ๆ ก็มีโรคระบาดเกิดขึ้นในเมือง ซูอวิ๋นโจวจัดข้าวของแล้วเตรียมตัวลงจากเขาอย่างเร่งรีบ“ครั้งนี้พาข้าไปด้วยเถอะ” เจียงเยี่ยถังอุ้มตระกร้าใส่สมุนไพรขึ้นมาแล้วบอกกับเขาเบา ๆ“ได้” ซูอวิ๋นโจวตอบยิ้ม ๆแผงตรวจรักษาโรคเพื่อการกุศลในเมืองเพิ่งจะเปิดได้ไม่นาน ก็มีผู้คนจำนวนไม่น้อยมารุมล้อมซูอวิ๋นโจวตรวจรักษาคนไข้อย่างใจเย็น เจียงเยี่ยถังที่อยู่ข้าง ๆ ก็คอยบดยาและแบ่งบรรจุอย่างเชี่ยวชาญ บางครั้งก็ยื่นเข็มเงินให้ พวกเขาทำงานเข้าขากันเป็นอย่างมากนางชอบช่วงเวลาเช่นนี้ เรียบง่ายและไม่ฟุ้งเฟ้อพอใกล้จะถึงเที่ยงวัน สมุนไพรที่เตรียมมาก็เริ่มไม่เพียงพอ เจียงเยี่ยถังจึงต้องกลับไปเอาที่เรือนหลังเล็ก ที่พักชั่วคราวของพวกเขานางเดินบนถนนที่ปูด้วยแผ่นหินเพียงลำพัง ระหว่างทางตอนที่ผ่านธารน้ำใสตรงหน้าประตูเมือง เสียงกรีดร้องตื่นตระหนกก็ดังขึ้นทำลายบรรยากาศเงียบสงบ“ลูกของข้า! ลูกของข้าตกลงไปในน้ำแล้ว!”เด็กผู้ชายอายุประมาณห้าหกขวบคนหนึ่งกำลังดำผุดดำว่ายอยู่ในน้ำ อีกทั้งเกือบจะถูกกระแสน้ำพัดพาไปยังส่วนลึกผู้ใหญ่ที่อยู่บนฝั่งพากันแตกตื่นวุ่นวาย แต่กลับไม่มีใครกล้ากระโดดลงไปในน้ำราว

  • บุปผาร่วงโรย เงารักมิอาจหวนคืน   บทที่ 17

    วันเวลาเปรียบดังลำธารสายเล็กในหุบเขา ค่อย ๆ ไหลผ่านอย่างเงียบสงบด้วยการดูแลเอาใจใส่ของซูอวิ๋นโจวตลอดวันคืนที่ผ่านมา รอยแผลทั้งเก่าและใหม่บนร่างของเจียงเยี่ยถังค่อย ๆ จางหาย สุขภาพของนางเองก็ดีขึ้นทีละน้อยจากที่เป็นคนเงียบขรึม นางก็เริ่มพูดมากขึ้นเรื่อย ๆ บางครั้งนางถึงขั้นแอบตำหนิใส่นกกระจอกที่มาก่อความวุ่นวายในแปลงสมุนไพร หรือบางครั้งที่ซูอวิ๋นโจวทดลองยาล้มเหลวจนเขม่าควันเปื้อนหน้าดำปี๋ นางก็ยังหลุดหัวเราะเสียงใสออกมาทุกครั้งที่ซูอวิ๋นโจวกลับมาจากการลงไปตรวจรักษา ภายในย่ามใส่ยาของเขามักจะมีของแปลกใหม่กลับมามอบให้นางเสมอบางครั้งเป็นขนมดอกกุ้ยที่หวานเลี่ยน บางครั้งเป็นนวนิยายที่ออกใหม่ฉบับล่าสุด และบางครั้งก็เป็นปิ่นไม้ที่งานไม่ค่อยละเอียดประณีต แต่ให้ความรู้สึกเรียบง่ายไม่ปรุงแต่งยามบ่ายส่วนมาก เจียงเยี่ยถังมักเอนกายอย่างเกียจคร้านขดตัวอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่กลางลานแสงแดดอุ่น ๆ สาดทอลงมาทั่วร่าง ปลายนิ้วของนางพลิกหน้ากระดาษ ปล่อยจิตใจดำดิ่งไปกับเรื่องราวความรักของกิ่งทองใบหยก หรือไม่ก็เรื่องเล่าของจอมยุทธ์ผู้กล้าในตำนาน จนกระทั่งแสงยามอัสดงทำให้เงาของนางทอดยาวออกไปวันนี้ช่วงพ

  • บุปผาร่วงโรย เงารักมิอาจหวนคืน   บทที่ 5

    ทหารองครักษ์สองสามคนก้าวมาข้างหน้า จับเจียงเยี่ยถังกดกับโต๊ะด้วยความหยาบคาย“ล่วงเกินแล้ว” หมอหลวงหยิบกริชขึ้นมา จ่อตรงส่วนปลายแหลมคมลงบนหน้าอกนาง“พรู่ด!”พริบตาที่กริชปักลงไป เจียงเยี่ยถังก็กัดริมฝีปากจนแตก นางรู้สึกได้ถึงคมมีดที่กำลังขยับไปมาอยู่ใกล้ ๆ หัวใจของตัวเอง เลือดอุ่นร้อนสายหนึ่งค่อย

  • บุปผาร่วงโรย เงารักมิอาจหวนคืน   บทที่ 4

    “บังอาจ!” เซียวหลิ่นตบโต๊ะแล้วลุกขึ้นอย่างโมโห “นางมอบเงินให้เจ้ากี่ตำลึง ถึงได้ยอมเล่นละครตบตากับนางไม่รู้จักจบจักสิ้นเช่นนี้?”เจียงเยี่ยถังลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก มองเสี้ยวหน้าที่เดือดดาลของเซียวหลิ่นเขาจ้องหมอหลวงคนนั้นเขม็ง ดวงตาฉายแววโกรธจัดแบบที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน“รักษาอย่างสุดความสามารถ

  • บุปผาร่วงโรย เงารักมิอาจหวนคืน   บทที่ 3

    ในที่สุดก็ขึ้นมาถึงวัดเลือดที่หัวเข่าของเซียวหลิ่นแข็งตัวไปนานแล้ว แต่เขายังคงดื้อดึงจะพาเจียงเยว่เจียวไปจุดธูปก่อนภายในพระวิหาร ควันธูปลอยอ้อยอิ่ง เซียวหลิ่นกุมมือของเจียงเยว่เจียว คุกเข่าต่อหน้าพระพุทธรูปด้วยจิตศรัทธาแรงกล้า“ขอพระพุทธองค์โปรดคุ้มครอง ให้เจียวเจียวปลอดภัยและมีความสุขตลอดไป”

  • บุปผาร่วงโรย เงารักมิอาจหวนคืน   บทที่ 2

    เสียงดัง ‘เพล้ง’ ถ้วยชาในมือของเซียวหลิ่นหล่นกระแทกพื้นจนแตกกระจาย“เจ้าว่าอะไรนะ?!”เสียงของเขาเย็นเฉียบดุจน้ำแข็ง หมอหลวงหมอบตัวติดพื้นไม่กล้าแหงนหน้าขึ้นมา “กระหม่อมมิกล้าพูดจาส่งเดช แม่นางเจียงนาง...”“ไปให้พ้น!”หมอหลวงรีบถอยออกไปอย่างลนลาน เจียงเยี่ยถังนอนนิ่งไม่ไหวติง นางรู้ดีแก่ใจว่ายาแส

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status