All Chapters of บุปผาร่วงโรย เงารักมิอาจหวนคืน: Chapter 1 - Chapter 10

22 Chapters

บทที่ 1

แต่ระหว่างทางกลับถูกโจรดักปล้น เด็กที่ร่วมทางมากับนางล้วนตายกันหมด มีเพียงนางคนเดียวที่หนีรอดมาในสภาพบาดแผลทั่วร่าง หมดแรงล้มลงไปนอนรอความตายท่ามกลางหิมะเป็นรถม้าของเซียวหลิ่นที่แล่นมาจอดตรงหน้านางปีนั้นเซียวหลิ่นเพิ่งจะอายุสิบหกปีเท่านั้น แต่กลับมีอำนาจสั่นสะเทือนราชสำนักแล้วเขาก้มต่ำมองนางที่นอนหายใจรวยรินบนพื้น เสื้อคลุมตัวยาวสีนิลสะบัดพึ่บพั่บตามแรงลม“อยากรอดไหม?” เสียงเด็กหนุ่มเย็นเยือกดุจน้ำแข็งนางพยักหน้าอย่างเอาเป็นเอาตาย“นับจากนี้เป็นต้นไป ชีวิตของเจ้าเป็นของข้า”เขามอบโจ๊กร้อน ๆ ให้นางหนึ่งชาม ชุดกันหนาวบุฝ้ายหนึ่งตัว และกริชหนึ่งเล่มเก้าปีมานี้ เขาลงมือฝึกฝนนางด้วยตัวเองจนนางกลายเป็นดาบที่แหลมคมที่สุด เป็นองครักษ์เงาที่ฆ่าคนได้อย่างเลือดเย็นเจียงเยี่ยถังไม่รู้ตัวเลยว่าความรู้สึกที่นางมีต่อเซียวหลิ่น มันเริ่มเปลี่ยนแปลงไปตั้งแต่เมื่อใดบางทีอาจเป็นตอนที่นางทำภารกิจและได้รับบาดเจ็บหนัก เขาเฝ้าดูแลอยู่ข้างกายสามวันสามคืน หรือบางทีอาจเป็นตอนที่เขาสอนนางให้คัดอักษรอย่างใกล้ชิด จนลมหายใจอุ่นร้อนเป่าผ่านข้างหู หรืออาจจะเป็นงานเลี้ยงไหว้พระจันทร์เมื่อปีก่อน ตอนที่เ
Read more

บทที่ 2

เสียงดัง ‘เพล้ง’ ถ้วยชาในมือของเซียวหลิ่นหล่นกระแทกพื้นจนแตกกระจาย“เจ้าว่าอะไรนะ?!”เสียงของเขาเย็นเฉียบดุจน้ำแข็ง หมอหลวงหมอบตัวติดพื้นไม่กล้าแหงนหน้าขึ้นมา “กระหม่อมมิกล้าพูดจาส่งเดช แม่นางเจียงนาง...”“ไปให้พ้น!”หมอหลวงรีบถอยออกไปอย่างลนลาน เจียงเยี่ยถังนอนนิ่งไม่ไหวติง นางรู้ดีแก่ใจว่ายาแสร้งตายเริ่มแสดงอาการให้เห็นแล้วจนกระทั่งความเงียบเข้าครอบงำในตำหนัก เซียวหลิ่นจึงใช้มือแหวกผ้าม่านออก เผยให้เห็นใบหน้าซีดขาวของเจียงเยี่ยถัง มือสองข้างที่มักจะกุมกระบี่ ในตอนนี้กลับแผ่หลาอยู่บนผ้านวมอย่างไร้เรี่ยวแรง“จิ่วเชียนซุ่ยเคยกล่าวคำสาบานกับข้า” เสียงของเขาเย็นเยียบดุจเคลือบน้ำแข็ง “ถ้าหากกล้าทำให้เจ้าเป็นอันตรายถึงชีวิต ข้าจะเป็นคนทำให้เขาทุกข์ทรมานยิ่งกว่าตาย เจียงเยี่ยถัง เจ้าไปแอบไปสมรู้ร่วมคิดกับหมอหลวง ให้แสดงละครตบตาว่าเจ้ากำลังจะตายตั้งแต่เมื่อใดกัน?”เจียงเยี่ยถังหลับตาลงอย่างเชื่องช้า ไม่เอื้อนเอ่ยอะไรทั้งสิ้นครั้นเห็นว่านางไม่พูดแก้ต่าง เซียวหลิ่นก็ยิ่งมั่นใจว่านางกำลังโกหก จึงออกคำสั่งอย่างเย็นชา “ทหาร โยนยาของนางทิ้งไปให้หมด! ในเมื่อนางชอบเสแสร้งมากนัก งั้นก็ปล่อยใ
Read more

บทที่ 3

ในที่สุดก็ขึ้นมาถึงวัดเลือดที่หัวเข่าของเซียวหลิ่นแข็งตัวไปนานแล้ว แต่เขายังคงดื้อดึงจะพาเจียงเยว่เจียวไปจุดธูปก่อนภายในพระวิหาร ควันธูปลอยอ้อยอิ่ง เซียวหลิ่นกุมมือของเจียงเยว่เจียว คุกเข่าต่อหน้าพระพุทธรูปด้วยจิตศรัทธาแรงกล้า“ขอพระพุทธองค์โปรดคุ้มครอง ให้เจียวเจียวปลอดภัยและมีความสุขตลอดไป”เจียงเยี่ยถังยืนอยู่นอกพระวิหาร หยาดฝนไหลหยดจากปลายเส้นผมของนางหลังจุดธูปไหว้พระเรียบร้อย ท่านเจ้าอาวาสมาต้อนรับพวกเขาด้วยตัวเอง “ท่านอ๋องทำบุญบริจาคให้วัดมานานหลายปี อาตมาไม่มีอะไรจะตอบแทน มีเพียงบัวพุทธรัศมีกระถางนี้ที่มอบให้ท่านได้ ช่วยคุ้มครองบ้านเรือนให้สงบสุขปลอดภัย”เจียงเยว่เจียวกลับอยากได้ดอกไม้อีกกระถางหนึ่งมากกว่า “ขอเปลี่ยนเป็นกระถางนี้ได้หรือไม่?”ท่านเจ้าอาวาสมีสีหน้าลำบากใจ “ปทุมทองเก้าวัฏกระถางนี้ อาตมารับปากจะมอบมันให้ท่านชายน้อยแล้ว...”เซียวหลิ่นหันไปมองท่านชายน้อยที่อยู่ข้าง ๆ “ข้าขอใช้ร้านเครื่องหอมทางเหนือของเมืองแลกกับบัวกระถางนี้ เจ้าคิดเห็นว่าอย่างไร?”ท่านชายน้อยโพล่งด้วยความตกใจ “ท่านอ๋อง ร้านค้านั่นมีค่ามหาศาลยิ่งกว่าบัวกระถางนี้มาก...”“เจียวเจียวอยากได้ ต
Read more

บทที่ 4

“บังอาจ!” เซียวหลิ่นตบโต๊ะแล้วลุกขึ้นอย่างโมโห “นางมอบเงินให้เจ้ากี่ตำลึง ถึงได้ยอมเล่นละครตบตากับนางไม่รู้จักจบจักสิ้นเช่นนี้?”เจียงเยี่ยถังลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก มองเสี้ยวหน้าที่เดือดดาลของเซียวหลิ่นเขาจ้องหมอหลวงคนนั้นเขม็ง ดวงตาฉายแววโกรธจัดแบบที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน“รักษาอย่างสุดความสามารถ! ถ้านางตาย พวกเจ้าก็ลงหลุมไปกับนางด้วย!”หลายวันหลังจากนั้น เรือนเล็กของเจียงเยี่ยถังก็มีกลิ่นยาคละคลุ้งไม่จางหายสติของเจียงเยี่ยถังล่องลอยท่ามกลางความมืดมิด บางครั้งจะได้ยินเสียงหมอหลวงกระซิบกัน บางครั้งก็รู้สึกเจ็บแผลจี๊ดขึ้นมาจวบจนกระทั่งรุ่งสางของวันหนึ่ง นางถึงได้ฟื้นขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ ภาพที่ปรากฏสู่สายตาคือมุ้งเตียงสีเขียวครามอันคุ้นเคย“ท่านอ๋อง แม่นางเจียงฟื้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ”เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังมาจากนอกประตู เซียวหลิ่นในอาภรณ์สีน้ำหมึกก้าวเข้ามาในห้อง ป้ายหยกที่แขวนบริเวณเอวแกว่งไปมาตามจังหวะการเคลื่อนไหว เสี้ยวหน้าคมคายที่เย็นชาของเขาตัดกับแสงยามเช้าเขายืนอยู่หน้าเตียง ก้มมองนางด้วยสายตาพิจารณา “ฟื้นแล้วสินะ?”เจียงเยี่ยถังอยากจะลุกขึ้นทำความเคารพ แต่ความเจ็บที่แล่นริ้วขึ
Read more

บทที่ 5

ทหารองครักษ์สองสามคนก้าวมาข้างหน้า จับเจียงเยี่ยถังกดกับโต๊ะด้วยความหยาบคาย“ล่วงเกินแล้ว” หมอหลวงหยิบกริชขึ้นมา จ่อตรงส่วนปลายแหลมคมลงบนหน้าอกนาง“พรู่ด!”พริบตาที่กริชปักลงไป เจียงเยี่ยถังก็กัดริมฝีปากจนแตก นางรู้สึกได้ถึงคมมีดที่กำลังขยับไปมาอยู่ใกล้ ๆ หัวใจของตัวเอง เลือดอุ่นร้อนสายหนึ่งค่อย ๆ ไหลลงชามเงินที่วางอยู่ด้านข้างติ๋ง ติ๋งหนึ่งชาม สองชาม สามชาม...ตอนที่ภาพตรงหน้าเริ่มพร่ามัว หูได้ยินเพียงเสียงของเลือดหยดติ๋ง ๆและเก็บเลือดได้ครบสี่ชามนั้น ในที่สุดเจียงเยี่ยถังก็ทนไม่ไหวและหมดสติไปตอนที่ได้สติขึ้นมาอีกครั้ง นางก็ถูกส่งตัวกลับมาที่เรือนหลังเล็กของตัวเองแล้วบาดแผลตรงหน้าอกไม่ได้รับการดูแลรักษา คราบเลือดแห้งกรังทำให้เสื้อผ้าแนบติดกับบาดแผล ขยับเพียงนิดเดียวก็เจ็บเหมือนหัวใจถูกฉีกขาดเจียงเยี่ยถังกัดฟันทน ค่อย ๆ ลอกเนื้อผ้าที่แห้งติดกับบาดแผลออกทีละนิด ทุกครั้งที่ลอกออกแม้เพียงนิดเดียว ก็รู้สึกราวกับมีคนเอามีดมาเฉือนหัวใจของนางแล้วนางหลั่งเหงื่อเย็นจนเปียกชุ่มผ้าปูที่นอน แต่กลับไม่มีกระทั่งแรงจะเปล่งเสียงครวญครางออกมาหลังจัดการบาดแผลเรียบร้อย เจียงเยี่ยถังก
Read more

บทที่ 6

ในกรงเหล็ก หมาป่าหิวโซสิบกว่าตัวกำลังแยกเขี้ยวแหลมคม ดวงตาวาววับจ้องเขม็งมาทางเจียงเยี่ยถังอาการบาดเจ็บของนางยังไม่ทันหายดี การเคลื่อนไหวจึงช้ากว่าปกติหลายเท่าตัว“โฮก!”ตอนที่หมาป่าตัวหนึ่งพุ่งเข้าใส่ เจียงเยี่ยถังเบี่ยงตัวหลบไปข้าง ๆ แล้วใช้กระบี่ในมือแทงใส่ท้องหมาป่าตัวนั้นจนเลือดอุ่นร้อนสาดกระเซ็นลงบนหน้านาง ทำให้หมาป่าตัวอื่น ๆ แสดงท่าทีดุร้ายยิ่งกว่าเดิมตัวที่สอง ตัวที่สาม...นางควบคุมตัวเองลำบากขึ้นเรื่อย ๆ เผลอไผลเพียงเล็กน้อย แขนขวาของนางก็ถูกคมเขี้ยวฉีกกระชากจนเกิดแผลเหวอะ“อึก...” นางครางเสียงทุ้มในลำคอ ก่อนจะเซถอยหลังขณะกำลังมึนงง นางคล้ายจะมองเห็นเซียวหลิ่นที่อยู่บนอัฒจันทร์ลุกพรวดขึ้นมาแต่ครู่ต่อมา เจียงเยว่เจียวก็ดึงแขนเสื้อของเขาไว้แน่น ไม่รู้ว่าพูดอะไรกับเขา เซียวหลิ่นถึงได้ลังเลอยู่สักพักก่อนจะโน้มตัวลงอุ้มเจียงเยว่เจียว ก่อนจะเดินออกจากสนามประลองไปโดยไม่หันกลับมาเจียงเยี่ยถังจิตใจด้านชาโดยสมบูรณ์เมื่อไม่มีคำสั่งจากเซียวหลิ่น ก็ไม่มีใครกล้าเปิดกรงเหล็กเข้ามาช่วยเหลือ นางทำได้เพียงกัดฟันอดทนไล่ฆ่าหมาป่าไปทีละตัวยามที่หมาป่าตัวสุดท้ายล้มลง ภายในกรงเหล็กก
Read more

บทที่ 7

ตอนที่เซียวหลิ่นควบม้ากลับจวน เจียงเยว่เจียวก็เฝ้ารออยู่ที่หน้าจวนตั้งนานแล้ว มือของนางยกชายกระโปรงตั้งท่ารอพอเห็นเงาของเขาจากที่ไกล ๆ ดวงตาของนางก็เต็มไปด้วยความปิติยินดี วิ่งออกไปข้างหน้าราวกับผีเสื้อที่โผบิน“ท่านอ๋อง!” นางร้องเรียกเสียงหวาน กระโจนเข้าสู่อ้อมกอดของเขาเต็มแรง สองแขนกอดรัดเอวสอบของเขาแน่น “ในที่สุดท่านก็กลับมาเสียที เจียวเจียวคิดถึงท่านอยู่ทุกช่วงเวลาทุกลมหายใจเลยเพคะ...”“หลังจากนี้ไปข้าจะอยู่กับเจ้าทุกวันเลยดีไหม?”เซียวหลิ่นก้มมองนางด้วยมุมปากประดับรอยยิ้ม พร้อมกันนั้นก็สวมกอดนางกลับบรรดาข้ารับใช้ต่างพากันมารวมตัวอยู่ข้าง ๆ พวกเขามองห่านป่าที่องครักษ์ด้านหลังชูขึ้นสูงด้วยความตื่นเต้นตัวนี้น่าจะเป็นจ่าฝูงของห่านป่า ทั่วทั้งร่างปกคลุมไปด้วยขนสีแดงฉานราวเปลวเพลิงที่กำลังลุกไหม้ ดวงตาสีทองคู่หนึ่งเปล่งประกายมีชีวิตชีวา อีกทั้งปีกยังใหญ่โตจนน่าตกตะลึงในพิธีเสกสมรสของราชวงศ์หรืองานแต่งของตระกูลใหญ่ ฝ่ายเจ้าบ่าวทั้งหลายมักจะนิยมจับห่านป่ามาเพื่อพิสูจน์ว่าตนเองรักภรรยามากแค่ไหนบรรดาสาวใช้ต่างเผยสีหน้าอิจฉาออกมาให้เห็น ท่านอ๋องเซียวช่างดีต่อแม่นางเจียงยิ่งนัก
Read more

บทที่ 8

หลังจากเซียวหลิ่นเดินเล่นชมดอกไม้ในสวน และเขียนบทกวีเป็นเพื่อนเจียงเยว่เจียวเรียบร้อยแล้ว เขาก็รู้สึกเหนื่อยล้ามากขึ้นเรื่อย ๆเขาไม่รู้สึกอยากอาหารจริง ๆ จึงปฏิเสธคำเชิญไปทานอาหารค่ำด้วยความรำคาญเล็กน้อยหลังอาบน้ำเสร็จก็ล้มตัวนอนบนเตียงแล้วผล็อยหลับไปทันทีไม่รู้ว่านอกห้องมีฝนตกหนักตั้งแต่เมื่อไหร่ สายฝนโปรยกระหน่ำลงบนพื้นหินส่งเสียงดังชวนให้หงุดหงิดยิ่งนักเซียวหลิ่นนอนหลับทั้งที่ขมวดคิ้วเขาฝันร้าย มันเป็นความฝันที่ยาวนานมากภายในความฝัน เจียงเยี่ยถังขี่ม้าสีขาวตัวหนึ่ง วิ่งขนาบข้างเขาบนทางเส้นเล็ก ๆ ระหว่างภูเขานางสวมชุดกระโปรงสีขาวสะอาดตา เส้นผมปลิวสยายตามแรงลม แต่กลับก้มหน้าก้มตาตลอดทาง ไม่พูดไม่จาเลยสักคำเขารู้สึกว่ามันผิดปกติ จึงเอียงศีรษะไปถามนางว่าเป็นอะไรไปเจียงเยี่ยถังถึงได้เงยหน้าขึ้นมาอย่างเชื่องช้าดวงตาที่เคยสงบนิ่งดุจผิวน้ำของนางกลับเต็มไปด้วยน้ำตา มันไหลรินลงมาเปรอะเปื้อนแก้มที่ซีดขาวอย่างเงียบงัน“ท่านอ๋อง ข้าต้องไปแล้ว” เสียงของนางเบามากจนแทบไม่ได้ยินความกระวนกระวายและหวาดหวั่นก่อตัวขึ้นในใจ เขายื่นมือออกไปหมายจะคว้าตัวนางได้ แต่ร่างกายกลับถูกตรึงอย
Read more

บทที่ 9

เซียวหลิ่นยืนนิ่งอยู่ที่เดิม องครักษ์จึงพูดอะไรบางอย่างต่ออีกสองสามประโยค แต่เขากลับไม่ได้ยินเลยสักอย่าง เพราะตอนนี้หูของเขามีเพียงเสียงวิ้ง ๆ ดังก้อง“ชีพจรอ่อนแอ เพราะบาดแผลเก่าส่งผลกระทบกับร่างกายหนักมากเกินไป เกรงว่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานแล้ว...”“ภายในร่างของแม่นางเจียงมีพิษสะสมอยู่จนเรื้อรัง ตอนนี้ไร้หนทางรักษาแล้ว...”คำพูดที่หมอหลวงเคยบอกกับเขา ตอนนี้ดังสะท้อนในห้วงสมองของเขาอย่างชัดเจนครั้งแล้วครั้งเล่าหัวใจของเขาปวดแปลบขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุม ราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นบีบรัดเอาไว้แน่น จนกระทั่งหายใจยังทำได้ยากลำบาก“ท่านอ๋อง!” เสียงของเจียงเยว่เจียวดังมาจากด้านหลัง แฝงการสะอื้นไห้เบา ๆ “ที่ผ่านมาพี่สาวมักจะใช้วิธีการแบบนี้เรียกร้องความสนใจของท่านอ๋องเสมอ ท่านคิดจะทิ้งข้าไว้ในโถงพิธีงานแต่งเพียงลำพังจริง ๆ หรือเพคะ?”สายตาของแขกทั้งห้องต่างหันมาจับจ้องที่เขาพร้อมกัน เสียงซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นไม่ขาดสายแถมยังหนักข้อขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย“ข้าจำได้ว่าท่านอ๋องเซียวไม่ค่อยจะสนใจใยดีองครักษ์เงาที่ฆ่าคนเหมือนผักปลาคนนั้นสักเท่าไหร่นะ? แต่พอเห็นสีหน้าท่าทางของเขาในยามนี้
Read more

บทที่ 10

เซียวหลิ่นไม่รู้ตัวเลยว่านั่งอยู่ตรงนี้นานแค่ไหนท้องฟ้านอกหน้าต่างจากสว่างแจ้งก็ค่อย ๆ มืดมิด จนกระทั่งมืดสนิทเป็นสีดำภายในห้องไม่ได้จุดตะเกียงไฟ มีเพียงแสงจันทร์เย็นเยียบส่องเข้ามา ตกกระทบใบหน้าที่ซีดขาวของเจียงเยี่ยถังแพขนตายาวทอดเงาเล็ก ๆ บนเปลือกตา เงียบสงบราวกับว่านางเพียงนอนหลับไปเท่านั้นแต่เขารู้ดี นางไม่มีทางตื่นขึ้นมาอีกแล้ว“ทำไมถึงกลายเป็นอย่างนี้ไปได้...” เซียวหลิ่นพึมพำเบา ๆ นิ้วมือของเขาลูบหลังมือเย็นเฉียบของนางอย่างเหม่อลอยเขานึกถึงเรื่องเมื่อหลายปีก่อนขึ้นมา ตอนที่นางฆ่าคนเป็นครั้งแรกและเสียขวัญจนตัวสั่นเทิ้ม เขาคว้าตัวนางเข้ามากอดและปลอบใจอยู่นานมากมีครั้งหนึ่งในวันที่หิมะโปรยปราย นางทำภารกิจจนได้รับบาดเจ็บหนัก กระอักเลือดเยอะมากจนอาการเป็นตายเท่ากัน เขาอยู่เฝ้านางถึงสามวันสามคืนนึกถึงคืนงานเลี้ยงเทศกาลไหว้พระจันทร์ เขากดนางไว้ด้านหลังฉากกันลม ตอนที่นางกัดปากตัวเองแน่นเพราะไม่กล้าส่งเสียงออกมา...เขาในตอนนั้น เอาใจใส่นางถึงเพียงนั้นแท้ ๆตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ ที่ทุกอย่างเปลี่ยนไป?เซียวหลิ่นมองสำรวจไปรอบห้อง ก่อนจะพบกล่องไม้เก่า ๆ ที่วางอยู่ตรงมุมห้อง
Read more
PREV
123
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status