เข้าสู่ระบบ“ฝ่าบาท! จะทำเช่นนั้นไม่ได้เด็ดขาดพ่ะย่ะค่ะ! พระองค์ทรงเป็นองค์เหนือหัวผู้สูงศักดิ์ ร่างกายของพระองค์เกี่ยวพันกับความมั่นคงของแผ่นดิน! วิธีการอันชั่วร้ายเช่นนี้อาจทำร้ายร่างกายของพระองค์ได้ กระหม่อมมิกล้าทำเช่นนั้น ต่อให้ต้องตายหมื่นครั้งก็ตาม!”“ข้าบอกว่า ให้ใช้ของข้า” ฉู่เซ่อเอ่ยย้ำอีกครั้ง น้ำเสียงเด็ดขาดจนไม่เปิดโอกาสให้โต้แย้ง “ไม่ต้องพูดให้มากความ รีบเตรียมการเดี๋ยวนี้ หากช่วยชีวิตเขาไม่ได้ เจ้าก็เตรียมตัวตายตามไปได้เลย และหากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปแม้เพียงคำเดียว ข้าจะสั่งประหารเก้าชั่วโคตร!”หมอหลวงหน้าซีดเผือด ร่างกายอ่อนแรงจนทรุดลงกับพื้น ตลอดเจ็ดวันต่อจากนั้น ฉู่เซ่ออ้างว่าจะปิดตำหนักบำเพ็ญตน จึงไม่พบผู้ใดทั้งสิ้น ทุกวัน หมอหลวงจะตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว ก่อนดึงเลือดสดอุ่นร้อนหนึ่งชามออกจากบริเวณหัวใจของเขา ในทุกๆ คราวที่กรีดเอาเลือด คล้ายกับได้ก้าวผ่านหน้าประตูนรกไปคราวหนึ่ง ความเจ็บปวดรุนแรง ความอ่อนแรง ความหนาวเย็น และสติที่พร่าเลือนถาโถมเข้ามาพร้อมกัน ฉู่เซ่อขบฟันแน่น ไม่ส่งเสียงคร่ำครวญแม้แต่น้อยภาพที่ปรากฏตรงหน้าเขาคือภาพซ่งซูฉือกอดกระบี่ของเสิ่นหวยจิ่นไว้แน
ไม่นาน ข่าวจากชายแดนก็ถูกส่งกลับมา ซ่งซูฉือกับเสิ่นหวยจิ่นได้กราบไหว้ฟ้าดินเข้าพิธีสมรสกันที่จวนแม่ทัพเล็กๆ ที่เรียบง่ายแต่อบอุ่นในเมืองชายแดน ทันทีที่พิธีเสร็จสิ้น หิมะโปรยปรายบางๆ ก็เริ่มตกลงมาในดินแดนชายแดนที่แทบไม่เคยมีหิมะ เกล็ดหิมะปลิวว่อน ตกลงบนชุดเจ้าสาวและเส้นผมของซ่งซูฉือ นางเงยหน้ามองหิมะที่โปรยปรายเต็มท้องฟ้า ในชั่วขณะหนึ่ง ราวกับได้เห็นภาพเมื่อหลายปีก่อนอีกครั้ง วันที่นางพบองค์รัชทายาทเป็นครั้งแรกที่ตำหนักบูรพา บุรุษผู้ยืนอยู่ท่ามกลางตำหนักอันโอ่อ่าและมองนางด้วยสายตาเย็นชาและหยิ่งทะนง นางเหม่อลอยไปเล็กน้อย ทันใดนั้น ก็ยิ้มออกมาด้วยความปล่อยวางเรื่องราวในอดีตทั้งหมด ทั้งความรัก ความแค้น ความลุ่มหลง ความเจ็บปวด การดิ้นรน รวมถึงการพรากจากและความตาย… ล้วนร่วงหล่น ละลาย และซึมลงสู่ผืนดินไปพร้อมกับหิมะแห่งชายแดน เมื่อฮ่องเต้องค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ สถานการณ์ในราชสำนักก็ค่อยๆ มั่นคงขึ้น เหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ต่างพากันถวายฎีกา ขอให้ฝ่าบาททรงรับพระสนมเข้าวังเพิ่ม เพื่อสืบทอดสายเลือดของราชวงศ์ ฉู่เซ่อปฏิเสธฎีกาเหล่านั้นทั้งหมด มีอยู่คราวหนึ่งในพิธีเข้าเฝ้าขุน
นางยืนนิ่งอย่างเหม่อลอย มองริมฝีปากของทหารที่มารายงานข่าวขยับขึ้นลง ทว่าในหูกลับมีเพียงเสียงอื้ออึง จนไม่ได้ยินอะไรเลย มีเพียงถ้อยคำไม่กี่คำอย่าง "ร่วงหล่นลงสู่หน้าผา" และ "เป็นตายไม่อาจทราบ" ที่กระแทกกระทบแก้วหูของนางซ้ำแล้วซ้ำเล่านางค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่ง ท่ามกลางความยุ่งเหยิงตรงนั้น โดยไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย นั่งตั้งแต่ยามกลางวัน จวบจนยามค่ำคืนดึกดื่นแล้วก็นั่งจากยามค่ำคืนดึกดื่น จวบจนกระทั่งยามรุ่งสางยามเย็นของวันที่สาม เสิ่นหวยจิ่นกลับมาถึงค่ายใหญ่พร้อมบาดแผลทั่วร่างและความเหนื่อยล้า เขาพบฉู่เซ่อห้อยติดอยู่กับต้นไม้แห้งต้นหนึ่งตรงช่วงกลางหน้าผา ร่างของฉู่เซ่อเต็มไปด้วยเลือด กระดูกหักหลายแห่ง ลมหายใจโรยแรงจนแทบสัมผัสไม่ได้ทว่าภายในมือของเขา กลับกุมปิ่นหยกที่เปรอะคราบเลือดเล่มหนึ่งไว้แน่นเสิ่นหวยจิ่นจำได้ว่า นั่นเป็นของของซ่งซูฉือเสิ่นหวยจิ่นช่วยฉู่เซ่อกลับมาด้วยความรู้สึกซับซ้อน ก่อนส่งคนเสี่ยงชีวิตไปเก็บสมุนไพรหายากที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดจากหน้าผาสูงชันบนภูเขาหิมะ เพื่อใช้ยื้อชีวิตเขา ยามที่ฉู่เซ่อถูกแบกกลับมา ก็อยู่ในช่วงเวลาใกล้สิ้นลมหายใจแล้วหมอทหารส่ายห
ไข้สูงทำให้สายตาของเขาพร่ามัว ทว่ากลับทำให้การได้ยินของเขาไวผิดปกติ เสียงสะอื้นไห้แผ่วเบาของสตรี เสียงถอนหายใจกระหึ่มต่ำของบุรุษ เสียงเตียงนอนขยับไหวเบาๆ ที่เล็ดลอดมาจากภายในกระโจมข้างๆ อย่างแผ่วบาง...ราวกับมีดร้อนแดงนับเล่มที่ค่อยๆ กรีดเฉือนแก้วหูและหัวใจของเขาทีละน้อย เขากัดริมฝีปากล่างแน่นจนได้กลิ่นคาวเลือดคล้ายสนิมแผ่ซ่านอยู่ในปาก เล็บจิกลงบนฟูกใต้ร่างลึกจนแทบจะทำให้เลือดไหล เขาอยากจะขยับตัวข้ามไปอยากจะแผดเสียงคำรามอยากจะสังหารคนทว่าร่างกายของเขาเจ็บปวดไปทั่วตัว ไข้สูงจนไร้เรี่ยวแรง แม้แต่จะขยับนิ้วสักนิ้วยังเป็นเรื่องยาก เขาทำได้เพียงลืมตาแดงก่ำ ฟังเสียงที่หมายถึงการสูญเสียทุกสิ่งไปอย่างสิ้นเชิง และฟังเสียงของสตรีอันเป็นที่รักของเขา ขณะอยู่ใต้ร่างของชายอื่น ตลอดทั้งคืนราวกับถูกทรมานอยู่ในกระทะน้ำมันเดือดแห่งนรกตลอดทั้งคืน ยามฟ้าสาง เสียงเหล่านั้นหยุดลงนานแล้วประกายแสงสุดท้ายในดวงตาของฉู่เซ่อ ก็มอดสูญลงเช่นกันเหลือเพียงความมืดมนอันไร้ชีวิตชีวาเท่านั้นในช่วงไม่กี่วันต่อมา บาดแผลของฉู่เซ่อค่อยๆ ดีขึ้นเล็กน้อย พอจะพยุงตัวลงจากเตียงได้บ้างซ่งซูฉือคล้ายกับต
ความโกรธที่ไร้ชื่อปนกับความกังวลอย่างรุนแรงพลันพุ่งขึ้นในใจ ฉู่เซ่อไม่ทันคิดให้มากความ ควบม้าพุ่งไปทางนั้นทันที หมายจะลากตัวนางออกมาแล้วส่งกลับไปยังพื้นที่ด้านหลังที่ปลอดภัย ทว่าในชั่วขณะที่เขากำลังควบม้าพุ่งไปข้างหน้า เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็บังเกิดขึ้น!ลูกธนูเย็นเฉียบดอกหนึ่งถูกยิงออกมาอย่างเงียบเชียบจากกลุ่มทหารที่กำลังชุลมุนทางด้านข้าง พุ่งตรงเข้าใส่กลางหลังของเสิ่นหวยจิ่น! เสิ่นหวยจิ่นกำลังทุ่มกำลังทั้งหมดรับมือกับทหารม้าศัตรูหลายนายด้านหน้า จึงไม่ทันรู้ตัวแม้แต่น้อย!“หวยจิ่น!” ม่านตาของซ่งซูฉือหดเกร็ง นางร้องออกมาด้วยความตกใจ ก่อนจะพุ่งไปข้างหน้าโดยไม่คิดชีวิต ทว่ากลับถูกฝูงชนที่กำลังชุลมุนขวางเอาไว้ ในชั่วพริบตา ร่างในชุดสีดำสนิทพุ่งเข้ามาจากด้านข้าง ก่อนจะกระแทกเสิ่นหวยจิ่นจนตกจากหลังม้าลงไปกับพื้นอย่างแรง! "ฉึก!"เสียงลูกธนูแทงทะลุเนื้อดังขึ้นอย่างชัดเจน ลูกธนูที่เดิมควรพุ่งทะลุกลางหลังของเสิ่นหวยจิ่น กลับปักลึกเข้าไปที่สะบักขวาของฉู่เซ่อ ตำแหน่งนั้น...แทบจะตรงกับจุดที่ซ่งซูฉือเคยรับลูกธนูแทนเขาในวันนั้น ราวกับเวลาหยุดนิ่งไปชั่วขณะ เสิ่นหวยจิ่นถูกกระแทกล้มลง
ฉู่เซ่อค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองนางภายใต้แสงเทียน ใบหน้าของนางสงบนิ่ง เย็นชาเหินห่าง และยังแฝงไว้ด้วยความรังเกียจจางๆ ในแววตานั้น ไม่มีความว่าว่าง่าย หรือความอดทนเหมือนในอดีตอีกต่อไป และยิ่งไม่มีความรักที่เขาเคยคิดว่านางซุกซ่อนไว้อยู่ภายใน มีเพียงความเย็นชาอย่างสิ้นเชิงเท่านั้นในที่สุด เขาก็ตระหนักรู้อย่างชัดเจนยิ่งว่าเขาเสียนางไปแล้วเสียไป...ตลอดกาลเขาพยุงตัวกับขอบเตียง ค่อยๆ ลุกขึ้นอย่างโซเซ ก่อนจะมองนางเป็นครั้งสุดท้ายอย่างลึกซึ้ง ราวกับต้องการสลักใบหน้าของนางเอาไว้ในส่วนลึกของจิตวิญญาณ จากนั้นเขาก็หันหลังกลับ เดินโซเซออกจากห้องไป ราวกับร่างไร้วิญญาณที่ถูกดึงเอาจิตวิญญาณออกไปจนหมด ก่อนจะเลือนหายเข้าไปในราตรีอันมืดมิดด้านนอก คืนนั้น ฉู่เซ่อเดินไปตามถนนหนทางอันเหน็บหนาวของเมืองชายแดนอย่างไร้จุดหมายในที่สุด เขาเดินเข้าไปในร้านสุราซบเซาที่ยังไม่ปิดร้าน ควักของมีค่าทั้งหมดบนตัวออกมา แลกกับสุราดีกรีแรงที่สุดมาหนึ่งไหเขานั่งลงบนขั้นบันไดหินอันเย็นเยียบ เงยหน้าขึ้นแล้วกรอกสุรารสเผ็ดร้อนเข้าคอทีละอึกใหญ่ ราวกับมีเพียงวิธีนี้เท่านั้น จึงจะข่มความเจ็บปวดปวดร้าวถึงกระดูกและคว







