INICIAR SESIÓN
ลึกเข้าไปในชายป่าเมืองหูเป่ย ที่เป็นเขตบูรพาของต้าเฉิง มีสตรีผู้มีนามว่าหย่งเล่อ ได้อยู่อย่างสงบสุขอีกครั้ง หลังต้องฟันฝ่าต่อสู้กับท่านลุง ผู้เป็นญาติหนึ่งเดียวของตน ที่คิดอัปรีย์ อยากได้หลานในไส้เช่นนางมาเป็นหนึ่งได้เมียอีกคน
เบื้องหน้านางเป็นเพียงสตรีบ้านนอก ใช้ชีวิตในหมู่บ้านหลงบุปผาแห่งเขตแดนบูรพา แต่ผู้ใดจะเล่ารู้ว่าภายใต้สตรีที่แต่งตัวธรรมดานั้นจะมีกลิ่นหอมดั่งเหล่ามวลบุปผา ที่แข่งกันส่งกลิ่นหอมออกมาจากตัวนาง หากเมื่อน้ำหวานในกายหลั่งรินจากกลีบสวย บุรุษใดที่ได้กลิ่นไม่ต่างจากโดนพิษรัก จนหน้ามืดตามัวแม้ชีวิตก็ยอมพลี
ในวันฟ้าพิโรธเทเม็ดฝนเทลงมาไม่ขาดสาย จนบุรุษหนึ่งที่ออกมาท่องเที่ยวกับเหล่าองครักษ์หลังจากร่ำเรียนวิชาเสร็จ ต้องวิ่งหนีกันอย่างเปียกปอนไปในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง
ร่างสูงสง่าของบุรุษผู้หนึ่งก้าวเดินเข้าไปในบ้านของหมู่บ้านเล็กๆ หลังหนึ่ง เขาสวมชุดเหมือนจอมยุทธพเนจรทั่วไป แต่ทว่าความงดงามบนใบหน้าที่ฉายแววความหล่อเหล่านั้นเป็นเครื่องแบ่งแยกความแตกต่างของเขาออกจากจอมยุทธทั่วไป
ร่างใหญ่มองเข้าไปยังภายในที่จุดตะเกียงส่องสว่างดวงเล็กๆ ไว้เพียงดวงเดียว สายตาของเขามองลอดไปยังรอยแยกเล็กๆ หน้าประตู เผยให้เห็นหญิงสาวผู้มีใบหน้างดงามราวกับนางฟ้าบนสวรรค์ลงมาจุติ
เขายืนมองอยู่นานด้วยใบหน้าที่หลากหลายอารมณ์ ทั้งลุ่มหลง ทั้งเสน่หา ทั้งอยากครอบครอง รุมเร้าเข้ามาในชั่วเวลาเพียงหนึ่งลมหายใจ ริมฝีปากเป็นกระจับได้รูปจึงเอ่ยออกมาอย่างไม่รั้งรอ
“แม่นาง...ขอข้าไปหลบในบ้านท่านสักครู่ได้หรือไม่”
“ท่านเป็นใคร”
“ข้าเป็นเพียงคนผ่านทางมา”
“เช่นนั้นก็โปรดผ่านไปเถิด ข้าเป็นเพียงสตรีเพียงคนเดียว ไม่อาจจะเปิดรับบุรุษใดเข้ามาในบ้านได้”
คิ้วของเขาขมวดอย่างรู้สึกขัดใจ มีเพียงนางที่ไม่อยากพบหน้าเขา ทั้งที่สตรีทั่วต้าเฉิงปรารถนาจะเป็นคู่เคียงหมอน
“เจ้าใบหน้างดงามเสียเปล่า แต่ใจดำนัก” เขาเชิดหน้าขึ้น แต่ยังไม่ขยับออกห่างจากประตูแม้แต่ครึ่งก้าว แม้ว่าจะถูกปฏิเสธจากเจ้าของบ้าน ทั้งยังยอมยืนตากฝน
หย่งเล่อไม่เคยต้อนรับผู้ใดเข้าบ้าน ชาวบ้านต่างรู้ดี บุรุษผู้นี้ใยดื้อดึงนัก บ้านนางก็เป็นเพียงบ้านหลังเล็กธรรมดา ใยอยากเข้ามาพักจนนางต้องเดินออกมาดูน้ำหน้าคนหน้าด้านว่าคือผู้ใด
แอ่ดดดด...!
เสียงผลักประตูไม้เก่า จนไม่คิดว่ามันจะเป็นประตูได้ออกมาพบกับคนที่กล้าดีต่อว่านาง ใบหน้าที่ง้ำงอเมื่อมีคนมาด่าทอถึงหน้าบ้านก็แปรเปลี่ยน
เมื่อได้ยลโฉมหน้าบุรุษที่ยอมยืนเปียกฝนเพื่อจะเข้ามาในบ้านของนางให้ได้ พลันยิ้มให้กับบุรุษปริศนาอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว ทั้งที่ตนเป็นคนประหยัดรอยยิ้มที่สุด แต่เมื่อได้สติ จึงเก็บรอยยิ้มและกล่าวอย่างคนไม่พอใจ
“ท่าน...ใยถึงไม่ไปบ้านอื่น บ้านข้าหลังเล็กไม่อาจจะรองรับท่านได้หมดทั้งสามคน” พูดไปก็สะดุ้ง เมื่อความหมายสื่อไปทางชู้สาวเสียมากกว่า ให้ที่พักพิงชั่วคราว
“แล้วใครจะให้พวกเขาเข้าไปในบ้านเจ้าด้วย ข้าเป็นนาย ย่อมเป็นข้าเพียงผู้เดียว”
“ท่านต่างหากใจดำ...” นางปิดประตูโดยไวแล้วก็ยืนพิงหอบหายใจอยู่หลังประตู
บุรุษผู้นี้ทำนางหวั่นไหว!
“แม่นาง...” เสียงอ้อนวอนที่หน้าประตูดังขึ้นอีก
“ท่านไปเสียเถิด บ้านข้ามีที่นอนเพียงเตียงเดียว ทั้งยังคับแคบนัก คงไม่เหมาะที่จะต้อนรับคุณชายสูงศักดิ์เช่นท่าน” เสียงสั่นไหวที่พูดออกไปนั่นราวกับตนยืนตากฝนเสียเอง
มาพบนางฟ้าทั้งที ใครจะยอมหนีจากไปเล่า...บุรุษหนุ่มผลักประตูเข้าไป ทั้งยังส่งสัญญาณให้องครักษ์ทั้งสองกลับไป ส่วนเขาจะค้างคืนที่นี่
เมื่อประตูเปิดออกพร้อมกับความตระหนกของนางฟ้าของเขา คำพูดหนึ่งก็เปล่งจากปากอย่างหน้าไม่อาย
“หากแม่นางไม่รังเกียจ จะนอนเบียดกับข้าก็ได้”
เสวียตงซานกลับถึงตำหนักอุดร ที่มีกองทัพของท่านแม่ทัพว่านคอยดูแลความปลอดภัยอยู่ เขารู้จากชิงชางแล้วว่า พี่รองไปรบแทนตัวเขาที่บาดเจ็บ แต่ไม่รู้ว่าตอนนี้การรบเป็นอย่างไรกันบ้าง หลังจากถึงตำหนัก เมียรักของเขาก็เอาแต่บังคับให้เขากินยาและนอนหลับ จนกว่าแผลจะสมานดี และใช่เขาไม่ได้ร่วมรักกับนางเลยตลอดสองสัปดาห์ที่กลับมาอยู่ตำหนักอุดร “เมียข้าไปไหน” ความหงุดหงิดงุ่นง่านเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่ออ๋องหนุ่มไม่ได้ปลดปล่อยอารมณ์ “กล่อมท่านอ๋องน้อยพ่ะย่ะค่ะ” “ตงหานทำไมกลับมาอยู่บ้านงอแงนัก” เขารู้สึกขัดใจเสียจริงจะหวานกับเมีย ลูกก็คอยจะขัด แล้วก็ยังโดนนางสั่งให้นอนแยกห้อง เนื่องจากวันนั้นเขาตักตวงจากนางมากไปหน่อย ‘ก็ใครใช้ให้นางตัวหอมเช่นนี้เล่า’ “ประเดี๋ยวก็คงมาพ่ะย่ะค่ะ” ชิงชางเริ่มเข้าหน้าเจ้านายไม่ติด เพราะอะไรก็รู้ ๆ กันอยู่ ยามนี้พระชายามีสิทธิขาด ทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าขัด คำสั่งพระชายาดุจเหมือนคำสั่งท่านอ๋อง “ก็คงต้องเป็นเช่นนั้น” เขาทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว จะออกแรงมานางก็ห้าม แถมขู่หากไม่เชื่อฟังจะกลับไปแคว้นเหลียงอีกต่างหาก ‘ใช่สิ
“อื้อ...มันแน่นเกินไป...ถอนออกก่อน” ต่อให้นางเคยร่วมรักกับเขามานานแล้ว แต่ช่วงเวลาที่ห่างกันร่างกายของนางก็ไม่ชินกับเขาเหมือนเดิม “อ๊ะ...อดทนหน่อย...ข้าจะทำอย่างระวัง” อ๋องหนุ่มกัดฟันแน่น เขาแช่ตัวตนไว้ในกายของนาง ก่อนจะค่อย ๆ ขยับท่อนล่างให้เคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า แต่ไม่ได้เบามากนัก ริมฝีปากคนตัวโตจูบขึ้นบดขยี้ริมฝีปากของนาง เสียงครางในลำคออย่างพึงพอใจของสองร่าง ปลุกไฟสวาทให้โชติช่วงขึ้น เขาทั้งตื่นเต้นและดีใจ ที่ได้รักกับภรรยาคนสวยของเขาอีกครั้ง สองขาของนางโอบกอดสะโพกของเขา ยิ่งทำให้ตัวตนนั้นฝังลึกลงสู่ร่างเล็ก เสียงฟืดฟาดของลมหายใจของทั้งคู่รินรดกัน แรงเขยื้อนของอ๋องหนุ่มรุนแรงขึ้นจนร่างเล็กต้องทักท้วง กลัวแผลที่ใกล้จะสมานนั้นปริขึ้นมาอีก “เบาแรงหน่อยเพคะ...เดี๋ยวแผลฉีก” “ข้ายังแรงได้อีก รู้หรือไม่ข้าอยากรักเจ้าทุกที่ ในตำหนักนอกตำหนัก ระเบียง หรือห้องครัวก็ตาม ขอเพียงมีเจ้าข้าก็พร้อมจะรัก” “ท่านอ๋องเกินไปแล้วเพคะ” “ข้าคิดถึงยามที่เจ้าโยกกายบนตัวข้า วันนั้นข้าจำได้ขึ้นใจ แล้วก็ยามที่ตัวตนของข้าอยู่ในปากเจ้า”
เมื่อเรียวลิ้นของเขาเข้ามาดูดกลืนนางอย่างย่ามใจ สองมือเล็กก็ร่วมมือกับเขาอย่างดี นางโหยหาเขา...! เป็นนานกว่าเขาจะถอนจุมพิตออกจากริมฝีปากนุ่มของนาง เท่านั้นยังไม่พอ เขายังบดขยี้ริมฝีปากของอิงฮั่วก่อนจะปล่อยให้เป็นอิสระ “หวานไม่เปลี่ยน” เขามองใบหน้าสวย ที่มีเพียงแสงจันทร์ด้านนอกส่องสว่าง ขับให้ใบหน้านางนวลผ่องยามกระทบแสง อิงฮั่วทุบแผงอกกำยำของเขาหนึ่งที “ชะ...อุ๊ย...เจ้าทำร้ายสามี” แรงนางที่ทุบอกไม่ได้รุนแรงนัก แต่ก็ทำให้ปวดหนึบที่แผลอยู่ไม่น้อย “เจ็บด้วยหรือเพคะ” นางเชิดจมูกขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ เขาใช้ความเจ้าเล่ห์หลอกล่อนาง ปลายจมูกโด่งสวยได้รูปของเขา กดมาที่แก้มของนางอีกครั้ง บดขยี้ความหอมกรุ่นเข้าเต็มปอด ฟอด...! “ท่านอ๋องพอแล้วเพคะ” อิงฮั่วเริ่มสั่นไหวกับความอ่อนโยนที่เขามอบให้ ทั้งรสจูบที่นุ่มนวล ชวนให้นางเคลิบเคลิ้ม และจมูกกับปากที่ไม่ยอมละข้างแก้มของนาง “ท่านหมอบอกให้ข้าขยับกายบ้าง เลือดลมจะได้ไหลเวียนดี” “ก็เดินออกกำลังกายสิเพคะ” เขาส่ายหน้า แล้วก็กดจมูกเข้าที่กกหู ทำให้ร่า
“ชิงชาง พระชายาไปไหน” คนที่ตื่นมาไม่เห็นทั้งแม่และลูกก็เริ่มโวยวายทันที “ไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ” ชิงชางมุ่ยหน้า เขามีหน้าที่ตามพระชายาที่ไหนกันล่ะ วังหลังบุรุษทั่วไปก็ห้ามเพ่นพ่านเหมือนกับต้าเฉิงนั่นแหละ “ทำไมเจ้าไม่เฝ้าไว้” คนป่วยหงุดหงิดทันที เขาไม่อยากให้นางไปไหน อยากให้นางอยู่ใกล้ ๆ ตลอดเวลา “ท่านอ๋อง...แม่นางอิงฮั่วของกระหม่อม ตอนนี้เป็นพระสนมเอกเหลียงอ๋องตั๋วลู่อันข่าน ท่านไม่ได้ความจำเสื่อมใช่หรือไม่” คนเป็นบ่าวอย่างเขาเริ่มชักปวดใจเสียแล้ว พอเริ่มหาย อาการวู่วามขี้โวยวายก็กลับมาทันที ตอนเจ็บทำไมหมอไม่ตัดนิสัยเอาแต่ใจส่วนนี้ไปด้วยนะ “เจ้า...ยอกย้อน ข้าหายเมื่อไหร่จ้าโดนแน่” “รีบหายเถอะพ่ะย่ะค่ะ อยากกลับต้าเฉิง ป่านนี้น้องนางของกระหม่อมถูกชายอื่นคาบไปแล้ว” ไอ้ห่วงนายก็ห่วงอยู่หรอก แต่ทว่ามันก็อยากห่วงบรรดาสาวงามที่นั่นด้วย “เจ้า...!” เสียงนายบ่าวทะเลาะกันออกไปด้านนอก เรียกรอยยิ้มให้กับคนที่กำลังมาถึง ตั๋วลู่อันข่านกับอิงฮั่วเดินเข้ามาด้านในเรือนพักรับรอง เห็นคนป่วยโวยวายก็คิดว่าใกล้จะหายแล้วกระมัง “ว่าอย่
สองมือของนางกุมประสานกับมือของเสวียตงซานไว้ นางเจ็บปวดใจนักเมื่อเห็นเขานอนนิ่งไม่ไหวติงเช่นนี้ คิดถึงยามเขาเจ้าเล่ห์กับนาง “เจ้าตายไม่ได้นะอ๋องโง่...ข้ายังไม่ได้แก้แค้นเจ้า” เสียงสั่นเครือของอิงฮั่ว ทำให้เสวียตงซานรู้สึกตัวเล็กน้อย มือเขาขยับ “เจ้า...ฟื้นแล้วใช่หรือไม่” นางตกใจเมื่อรู้สึกว่ามือเขาขยับ แต่ทว่าเมื่อมองอีกทีกลับมีแค่ร่างที่ไม่ไหวติงของเขานอนแน่นิ่งเท่านั้น “เจ้าหลอกข้า” นางตัดพ้อกับร่างที่ไร้สติของเขา หลอกให้นางดีใจ แล้วก็ไม่ขยับตัวเลยสักนิด นางเฝ้าเขาจนถึงเวลาให้นมกับตงหาน นางจึงลุกขึ้นแล้วให้นางกำนัลนำลูกเข้ามาในห้อง ที่นี่ล้วนมีแต่นางกำนัลที่ไว้ใจได้ของพระชายา และตั๋วลู่อันข่าน พวกที่พูดมากล้วนโดนกำจัดทิ้งหมดแล้ว นางนั่งให้นมลูกไปก็มองหน้าผู้เป็นบิดาของเขาไป “ตงหาน เจ้าต้องเรียกให้พ่อเจ้ากลับมา เหมือนที่เรียกแม่รู้หรือไม่” นางฝากความหวังไว้กับบุตรชายของตน เอง ต่อให้เขาร้ายเพียงใด ก็เป็นแค่แผนการที่เขาจัดฉากขึ้น ไม่ได้คิดร้ายกับนางจริง ๆ เมื่อรู้ความจริง นางก็น้อยใจอยู่บ้าง แต่ว่าไม่คิดโกรธเขาอีกแล
หลังจากส่งข่าวไปยังต้าเฉิงแล้ว เหลียงอ๋องตั๋วลู่ ก็เข้าไปดูอาการของเสวียตงซานทันที เมื่อเห็นสีหน้าของหมอหลวงก็ทำให้เคร่งเครียดลงไปอีก “เป็นอย่างไรบ้าง” “ท่านอันข่าน ตงชินอ๋องเสียเลือดมาก กระหม่อมเกรงว่า...” “รักษาให้ดี เอายาดีที่สุดของเรามา” “ธนูที่ปักร่างของตงชินอ๋อง อาบยาพิษด้วยพ่ะย่ะค่ะ” หมอหลวงกล่าว เพื่ออยากให้ทำใจ เพราะตอนมาถึงพิษเริ่มแล่นเข้าสู่หัวใจ ดีที่ท่านอ๋องกดจุดตัวเองได้ จึงยังประคองอาการมาถึงเมืองเหลียง “ไม่มีใครในแผ่นนี้เก่งเรื่องพิษมากกว่าต้าเหลียง จำไว้” ตั๋วลู่อันข่านเจ็บใจนัก ไม่คิดว่าเผ่าเหลียวนั้นลอบกัดมหามิตรของตนเองเช่นนี้ หลังจากฟังคำจากองครักษ์ส่วนตัวของตงชินอ๋อง และส่งข่าวไปเมืองหลวง คาดว่าอีกไม่นานกองทัพต้าเฉิงก็กรีฑาประชิดชายแดนทางเหนือ ขณะที่ภายในนั้นวุ่นวายกับการรักษาตัวของตงชินอ๋อง อิงฮั่วก็เดินอุ้มลูกมา แต่เมื่อพบชิงชางที่นั่งร้องไห้อยู่ด้านนอกก็ใจสั่นขึ้นมาทันที “ชิงชาง เจ้าร้องไห้ทำไม” “แม่นางอิงฮั่ว...ท่านอ๋อง...ฮึก...ฮึก...” “ท่านอ๋องเป็นอะไร” เสียงร้องไห้ของชิงชาง ทำใ







