LOGINเริ่มรัชศก เฉิงฮวาที่ 1 หลังจากจักรพรรดิเอี๋ยนจง สวรรคตจากกบฏขันทีซีฉ่าง ก็เกิดการจลาจลใหญ่จากขุนนางแหละเหล่ากองทัพทั้งสี่ที่ปกป้องแคว้นต้าเฉิง คือทัพเฉิง ทัพเหลียง ทัพอี๋ และทัพ เพราะต่างไม่ยอมสวามิภักดิ์ต่อขันทีต่ำทราม โดยมีผู้นำทัพสี่สกุลใหญ่ที่ยอมพลีชีพเพื่อปกป้องบ้านเมือง และขจัดทรราชอย่างขันทีซีฉ่าง ทั้งยังตั้ง เฉิงฮวาขึ้นเป็นจักรพรรดิสืบทอดบัลลังก์ต่อจากนั้น เพราะนำทัพเข้าล้อมเมืองหลวง และสังหารขันทีซีฉ่างขันทีของกุ้ยเฟยในจักรพรรดิเอี๋ยนจงสำเร็จ และยึดคืนความผาสุกสู่เมืองหลวงต้าเฉิงอีกครั้ง
เมื่อขึ้นครองราชย์ ปีแรกก็รับฮองเฮาและสนม มาจากทั้งสี่สกุลที่ร่วมกับพลีชีพเพื่อรักษาแผ่นดินไว้ได้ โดยฮองเฮามาจากสกุลหวัง กุ้ยเฟยจากสกุลว่าน ซู่เฟยสกุลมู่ และเสียนเฟยสกุลไป๋
ฮ่องเต้เฉิงฮวาขึ้นชื่อเรื่องความยุติธรรม เพราะต้องการสร้างฐานอำนาจในราชสำนักให้มั่นคง จึงโปรดให้ทำพิธีบวงสรวง เพื่อขอโอรสจากสวรรค์ เพื่อกำเนิดในครรภ์ทั้งสี่สกุล อย่างเท่าเทียม
ในวันขึ้นแปดค่ำเดือนแปดเริ่มรัชศกแรก ในวังหลวงต่างวุ่นวายในการตระเตรียม จัดพิธีบวงสรวงเพื่อขอโอรสของฝ่าบาท เหล่านางกำนัลขันทีต่างทำงานกันทั้งวันและคืนเพื่อให้งานได้สำเร็จลุลวง เมื่อถึงวันงานจากท้องฟ้าแจ่มใส ยามตะวันตรงศีรษะ เมื่อฝ่าบาทกล่าวโองการของพรจากฟ้า ก็เกิดพายุใหญ่ขึ้น แล้วก็ฝนโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย แต่หลังจากเสร็จสิ้นพิธีท้องฟ้าพลันกลับแจ่มใสเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
นั่นจึงเป็นนิมิตหมายอันดีของการเริ่มรัชศกเฉิง ฮวา เมื่อเข้าพิธีบวงสรวงเสร็จ ฝ่าบาทเสด็จตำหนักต่างๆ อย่างเท่าเทียม ไม่แสดงความเอนเอียงหรือรักใคร่สนมหรือฮองเฮาคนใดเป็นพิเศษ แม้ว่าพระองค์จะทรงปลื้มใจ มีใจรักผู้ใดก็เพียงแต่เก็บงำไว้ภายใน เพื่อไม่ให้สกุลใด หรือเหล่าขุนนางที่หวังใช้ประโยชน์จากการโปรดปรานของตนเอง มาทำในราชสำนักของพระองค์แปดเปื้อน
เมื่อเดือนถัดมาฮองเฮาและเหล่าสนมทั้งสามก็ทยอยตั้งครรภ์ นั่นจึงมีการจัดการเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่ เพราะฟ้าประทานโอรสมังกรให้กับเฉิงฮวา เขาดีใจยิ่งและพระราชทานของขวัญให้กับทุกคนอย่างเท่าเทียมกันเช่นเดิม
เมื่อวันประสูติก็ได้องค์ชายทั้งสี่เช่นกัน นั่นยิ่งทำให้แคว้นต้าเฉิงมั่นคงเป็นปึกแผ่น มีองค์ชายกำเนิดปีเดียวกันตั้งสี่พระองค์ ฮ่องเต้เฉิงฮวาจึงได้โปรดสร้างตำหนักทั้งสี่ทิศ เพื่อให้องค์ชายทั้งสี่ได้ประทับอยู่ในตำหนักอย่างหรูหรา เพราะว่าเป็นโอรสจากฟ้า
องค์ชายทั้งสี่รักใคร่ปรองดองกันเป็นอย่างดี ไม่มีใครอิจฉาหรือริษยาใคร มีเพียงเหล่ามารดาที่ต่างฝ่ายต่างอยากแย่งชิงความโปรดปราน แต่ทว่าฝ่าบาทก็หาได้แสดงว่ารักใคร่ผู้ใดอีกเช่นเคย กล่าวกันว่าเป็นฮ่องเต้ไร้ใจ หัวใจสร้างจากหินผา และไม่รับสนมเพิ่มอีก เพราะต้องการใช้เงินในคลังเพื่อสร้างรากฐานบ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่น
สิบห้าปีผ่าน องค์ชายได้เติบใหญ่ ฝ่าบาททรงพระราชทานตำแหน่งชินอ๋องให้กับทุกคน และฮองเฮาก็เริ่มหาสตรีที่เป็นทายาท ลูกหลานเหล่าขุนนางเพื่อจะเข้ามาแต่งกับโอรสของตน
ด้วยนิสัยของเฉิงชินอ๋อง ที่ไม่ชอบให้คนมาบีบบังคับ และระแวดระวังไม่คบหาสมาคมกับผู้ใดเป็นพิเศษ เพราะอาจจะถูกเพ่งเล็งได้ ตนอยู่ตำหนักบูรพา คนที่เข้าหาก็มักจะมาหาประโยชน์ จึงขอเสด็จพ่อออกไปฝึกฝนวิชาและการวางแผนกลยุทธ์ด้านศึกสงคราม กับท่านกุนซือ หม่าเหยา และต้องการหลบเลี่ยงการหมั้นหมายใดๆ
“เสด็จพ่อ ลูกอยากทูลขอเสด็จพ่อออกไปร่ำเรียนวิชากับอาจารย์หม่าเหยาได้หรือไม่” เฉิงชินอ๋องกล่าวทูลขอต่อหน้าเสด็จแม่ของตน
“เหตุใดต้องเดินทางไปไกล และอันตรายเช่นนั้นหากมีคนปองร้าย” เสี่ยวเจินฉุนฮองเฮาเอ่ยขึ้นแต่ยังไม่ทันจบประโยคก็โดนฝ่าบาทขัดขึ้นเสียก่อน
“ใจเย็นก่อนฮองเฮาของข้า ลูกชายของเรายังต้องศึกษาหาความรู้อีกมาก อนาคตยังต้องช่วยกันปกครองบ้านเมือง อาจารย์หม่าเหยาขึ้นชื่อว่าไม่เดินทาง ไม่พบปะ ไม่สมาคม ปลีกวิเวก หากคิดอยากฝากตัวเป็นศิษย์ ต้องเดินทางไปยังสำนัก ต่อให้ข้ายศใหญ่เทียมฟ้าเป็นเจ้าชีวิตทุกคนในต้าเฉิง หากท่านอาจารย์ซือหม่าเหยาไม่อยากมา ข้าก็ไม่มีสิทธิ์”
“แต่ว่า...!”
“วางใจเถิด ข้าส่งองครักษ์ฝีมือดีไปกับเขาด้วย และข้างกายเขามีองครักษ์ชั้นหนึ่งถึงสองคน จะไม่เป็นอันใดเด็ดขาด”
เฉิงฮวา ปลื้มใจ ที่ลูกชายใฝ่เรียนใฝ่รู้จึงอนุญาต แม้จะขัดใจฮองเฮาเขาก็ต้องยอมเดิมเขาก็เป็นนักรบมาก่อน ย่อมชื่นชอบที่ลูกช้าอยากศึกษทางด้านกลยุทธ์การรบ
“เช่นนั้นก็แล้วแต่ฝ่าบาทเถอะเพคะ” แม้นางอยากห้ามใจจะขาด กลัวว่าหากสูญเสียลูกชายไป จะไม่มีอำนาจต่อรองกับสนมทั้งสาม แม้นว่าแต่ละคนจะไม่แสดงออกว่าบาดหมางคลางแคลงใจ แต่ทุกคนล้วนมองออกว่า ต่างก็อยากช่วงชิงความเป็นหนึ่งเพื่อโอรสของตนอยู่เช่นกัน
แต่มีหรือนางจะยอม ต้องรีบจับลูกชายแต่งงาน เพื่อจะได้รับการแต่งตั้งเป็นไท่จื่อเสียโดยเร็ว แต่ว่าลูกชายตัวดีที่เอาแต่ฝักใฝ่ร่ำเรียน ไม่ยอมคิดเรื่องแต่งงาน จนนางที่เป็นแม่เริ่มอ่อนใจ
เมื่อคิดหาสตรีมาแต่งงาน ลูกชายก็หนีไปร่ำเรียนเสียอีก ขัดใจนางยิ่งนักหากแต่เป็นพระประสงค์ฝ่าบาทนางก็มิอาจจะขัดได้
“ขอบพระทัยเสด็จพ่อที่ทรงกรุณา” เฉิงชินอ๋องรีบทูลลาเพื่อจะได้ไปเตรียมตัว แต่เมื่อถึงวันเดินทาง กลับเอาของที่จำเป็นกับรถม้าเพียงหนึ่งคัน ไม่ได้จัดขบวนใหญ่โต เพียงรับรู้กันภายในไม่กี่คน เพื่อป้องกันคนลอบโจมตี
“เสด็จพี่ เสด็จพี่ เสด็จพี่ ท่าน...ฮึก! ท่านให้พวกข้าไปด้วยได้หรือไม่” เหล่าชินอ๋องที่เหลืออีกสามคน รีบวิ่งกระหืดกระหอบมาให้ทันองค์ชายใหญ่ เพราะอยากติดตามไปเรียนวิชาด้วย เบื่อนักเชียววังหลวง
เฉิงอวี้ หรือเฉิงชินอ๋อง ปวดขมับทันที เพราะหากไปกันหมดนี่ได้พังพินาศย่อยยับเป็นแน่ วังหลวงคงระส่ำระสาย ทายาทชินอ๋องทั้งสี่ออกจากวังหลวง
“ไม่ได้...” เฉิงอวี้รีบปฏิเสธทันที เขากอดอกเชิดหน้าขึ้น ไม่ยอมมองสายตาที่ส่งมาอย่างขอร้องของเจ้าพวกนั้นเด็ดขาด
เดี๋ยวแผนหนีด่านเคราะห์รักของมารดาเป็นอันต้องล่ม
“ท่านจะทิ้งพวกเราให้เหล่าพระมารดากรอกหูเรื่องไม่เป็นเรื่องเช้าเย็นเช่นนี้ได้อย่างไร” องค์ชายรองเหลียงชินอ๋องไม่ยอม ที่พี่ใหญ่จะหนีออกจากวังไปเที่ยวเล่นสนุกเพียงผู้เดียว
“ฮึ๋ย...! พวกเจ้า...” เขาละหน่ายยิ่งนัก น้องชายตัวแสบของเขามักชอบมาวุ่นวายเป็นประจำ
“อื้อ...พี่ใหญ่...พี่ใหญ่...ท่านใจร้าย ข้ารู้นะท่านหนีการแต่ง ของเหล่าท่านหญิงพวกนั้น ข้าจะฟ้องฮองเฮา”
“หยุดนะ...เจ้า...อย่าแม่แต่จะคิด” เจ้าพวกนี้ล่วงรู้แผนการของเขา อุตส่าห์ส่งคนไปเป็นสายที่ตำหนักเสด็จแม่ เมื่อรู้ข่าวเรื่องการแต่งงาน เขาก็คิดหาทางหนี เจ้าพวกนี้จะทำให้เขาเสียเรื่อง
เหล่าสามพี่สองที่เหลือประณามองค์ชายใหญ่ที่ตัดช่องน้อยแต่พอตัว หนีเอาตัวรอดเพียงผู้เดียว ทิ้งให้ทั้งสามฝ่ามรสุมที่โหมกระหน่ำอยู่ทุกวันจนเบื่อหน่ายวังหลวงเต็มทน ทั้งหมดต่างไม่อวยพรเขา
องค์ชายใหญ่โบกมือลาด้วยรอยยิ้มที่แสนขบขัน กับท่าทางเจ้าน้องชายที่เหลือทั้งสาม
แม้ว่าเหล่ามารดาของทั้งสี่คนจะเสี้ยมให้เอาชนะ แย่งชิงความเป็นหนึ่งอย่างไร แต่ทั้งสี่ก็เชื่อฟังท่านพ่อและเห็นแก่เหล่าราชฎรของต้าเฉิงมากกว่า รักใคร่กลมเกลียว ช่วยกันดูแลบ้านเมือง แบ่งเบาภาระงานของเสด็จพ่อ
เสวียตงซานกลับถึงตำหนักอุดร ที่มีกองทัพของท่านแม่ทัพว่านคอยดูแลความปลอดภัยอยู่ เขารู้จากชิงชางแล้วว่า พี่รองไปรบแทนตัวเขาที่บาดเจ็บ แต่ไม่รู้ว่าตอนนี้การรบเป็นอย่างไรกันบ้าง หลังจากถึงตำหนัก เมียรักของเขาก็เอาแต่บังคับให้เขากินยาและนอนหลับ จนกว่าแผลจะสมานดี และใช่เขาไม่ได้ร่วมรักกับนางเลยตลอดสองสัปดาห์ที่กลับมาอยู่ตำหนักอุดร “เมียข้าไปไหน” ความหงุดหงิดงุ่นง่านเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่ออ๋องหนุ่มไม่ได้ปลดปล่อยอารมณ์ “กล่อมท่านอ๋องน้อยพ่ะย่ะค่ะ” “ตงหานทำไมกลับมาอยู่บ้านงอแงนัก” เขารู้สึกขัดใจเสียจริงจะหวานกับเมีย ลูกก็คอยจะขัด แล้วก็ยังโดนนางสั่งให้นอนแยกห้อง เนื่องจากวันนั้นเขาตักตวงจากนางมากไปหน่อย ‘ก็ใครใช้ให้นางตัวหอมเช่นนี้เล่า’ “ประเดี๋ยวก็คงมาพ่ะย่ะค่ะ” ชิงชางเริ่มเข้าหน้าเจ้านายไม่ติด เพราะอะไรก็รู้ ๆ กันอยู่ ยามนี้พระชายามีสิทธิขาด ทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าขัด คำสั่งพระชายาดุจเหมือนคำสั่งท่านอ๋อง “ก็คงต้องเป็นเช่นนั้น” เขาทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว จะออกแรงมานางก็ห้าม แถมขู่หากไม่เชื่อฟังจะกลับไปแคว้นเหลียงอีกต่างหาก ‘ใช่สิ
“อื้อ...มันแน่นเกินไป...ถอนออกก่อน” ต่อให้นางเคยร่วมรักกับเขามานานแล้ว แต่ช่วงเวลาที่ห่างกันร่างกายของนางก็ไม่ชินกับเขาเหมือนเดิม “อ๊ะ...อดทนหน่อย...ข้าจะทำอย่างระวัง” อ๋องหนุ่มกัดฟันแน่น เขาแช่ตัวตนไว้ในกายของนาง ก่อนจะค่อย ๆ ขยับท่อนล่างให้เคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า แต่ไม่ได้เบามากนัก ริมฝีปากคนตัวโตจูบขึ้นบดขยี้ริมฝีปากของนาง เสียงครางในลำคออย่างพึงพอใจของสองร่าง ปลุกไฟสวาทให้โชติช่วงขึ้น เขาทั้งตื่นเต้นและดีใจ ที่ได้รักกับภรรยาคนสวยของเขาอีกครั้ง สองขาของนางโอบกอดสะโพกของเขา ยิ่งทำให้ตัวตนนั้นฝังลึกลงสู่ร่างเล็ก เสียงฟืดฟาดของลมหายใจของทั้งคู่รินรดกัน แรงเขยื้อนของอ๋องหนุ่มรุนแรงขึ้นจนร่างเล็กต้องทักท้วง กลัวแผลที่ใกล้จะสมานนั้นปริขึ้นมาอีก “เบาแรงหน่อยเพคะ...เดี๋ยวแผลฉีก” “ข้ายังแรงได้อีก รู้หรือไม่ข้าอยากรักเจ้าทุกที่ ในตำหนักนอกตำหนัก ระเบียง หรือห้องครัวก็ตาม ขอเพียงมีเจ้าข้าก็พร้อมจะรัก” “ท่านอ๋องเกินไปแล้วเพคะ” “ข้าคิดถึงยามที่เจ้าโยกกายบนตัวข้า วันนั้นข้าจำได้ขึ้นใจ แล้วก็ยามที่ตัวตนของข้าอยู่ในปากเจ้า”
เมื่อเรียวลิ้นของเขาเข้ามาดูดกลืนนางอย่างย่ามใจ สองมือเล็กก็ร่วมมือกับเขาอย่างดี นางโหยหาเขา...! เป็นนานกว่าเขาจะถอนจุมพิตออกจากริมฝีปากนุ่มของนาง เท่านั้นยังไม่พอ เขายังบดขยี้ริมฝีปากของอิงฮั่วก่อนจะปล่อยให้เป็นอิสระ “หวานไม่เปลี่ยน” เขามองใบหน้าสวย ที่มีเพียงแสงจันทร์ด้านนอกส่องสว่าง ขับให้ใบหน้านางนวลผ่องยามกระทบแสง อิงฮั่วทุบแผงอกกำยำของเขาหนึ่งที “ชะ...อุ๊ย...เจ้าทำร้ายสามี” แรงนางที่ทุบอกไม่ได้รุนแรงนัก แต่ก็ทำให้ปวดหนึบที่แผลอยู่ไม่น้อย “เจ็บด้วยหรือเพคะ” นางเชิดจมูกขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ เขาใช้ความเจ้าเล่ห์หลอกล่อนาง ปลายจมูกโด่งสวยได้รูปของเขา กดมาที่แก้มของนางอีกครั้ง บดขยี้ความหอมกรุ่นเข้าเต็มปอด ฟอด...! “ท่านอ๋องพอแล้วเพคะ” อิงฮั่วเริ่มสั่นไหวกับความอ่อนโยนที่เขามอบให้ ทั้งรสจูบที่นุ่มนวล ชวนให้นางเคลิบเคลิ้ม และจมูกกับปากที่ไม่ยอมละข้างแก้มของนาง “ท่านหมอบอกให้ข้าขยับกายบ้าง เลือดลมจะได้ไหลเวียนดี” “ก็เดินออกกำลังกายสิเพคะ” เขาส่ายหน้า แล้วก็กดจมูกเข้าที่กกหู ทำให้ร่า
“ชิงชาง พระชายาไปไหน” คนที่ตื่นมาไม่เห็นทั้งแม่และลูกก็เริ่มโวยวายทันที “ไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ” ชิงชางมุ่ยหน้า เขามีหน้าที่ตามพระชายาที่ไหนกันล่ะ วังหลังบุรุษทั่วไปก็ห้ามเพ่นพ่านเหมือนกับต้าเฉิงนั่นแหละ “ทำไมเจ้าไม่เฝ้าไว้” คนป่วยหงุดหงิดทันที เขาไม่อยากให้นางไปไหน อยากให้นางอยู่ใกล้ ๆ ตลอดเวลา “ท่านอ๋อง...แม่นางอิงฮั่วของกระหม่อม ตอนนี้เป็นพระสนมเอกเหลียงอ๋องตั๋วลู่อันข่าน ท่านไม่ได้ความจำเสื่อมใช่หรือไม่” คนเป็นบ่าวอย่างเขาเริ่มชักปวดใจเสียแล้ว พอเริ่มหาย อาการวู่วามขี้โวยวายก็กลับมาทันที ตอนเจ็บทำไมหมอไม่ตัดนิสัยเอาแต่ใจส่วนนี้ไปด้วยนะ “เจ้า...ยอกย้อน ข้าหายเมื่อไหร่จ้าโดนแน่” “รีบหายเถอะพ่ะย่ะค่ะ อยากกลับต้าเฉิง ป่านนี้น้องนางของกระหม่อมถูกชายอื่นคาบไปแล้ว” ไอ้ห่วงนายก็ห่วงอยู่หรอก แต่ทว่ามันก็อยากห่วงบรรดาสาวงามที่นั่นด้วย “เจ้า...!” เสียงนายบ่าวทะเลาะกันออกไปด้านนอก เรียกรอยยิ้มให้กับคนที่กำลังมาถึง ตั๋วลู่อันข่านกับอิงฮั่วเดินเข้ามาด้านในเรือนพักรับรอง เห็นคนป่วยโวยวายก็คิดว่าใกล้จะหายแล้วกระมัง “ว่าอย่
สองมือของนางกุมประสานกับมือของเสวียตงซานไว้ นางเจ็บปวดใจนักเมื่อเห็นเขานอนนิ่งไม่ไหวติงเช่นนี้ คิดถึงยามเขาเจ้าเล่ห์กับนาง “เจ้าตายไม่ได้นะอ๋องโง่...ข้ายังไม่ได้แก้แค้นเจ้า” เสียงสั่นเครือของอิงฮั่ว ทำให้เสวียตงซานรู้สึกตัวเล็กน้อย มือเขาขยับ “เจ้า...ฟื้นแล้วใช่หรือไม่” นางตกใจเมื่อรู้สึกว่ามือเขาขยับ แต่ทว่าเมื่อมองอีกทีกลับมีแค่ร่างที่ไม่ไหวติงของเขานอนแน่นิ่งเท่านั้น “เจ้าหลอกข้า” นางตัดพ้อกับร่างที่ไร้สติของเขา หลอกให้นางดีใจ แล้วก็ไม่ขยับตัวเลยสักนิด นางเฝ้าเขาจนถึงเวลาให้นมกับตงหาน นางจึงลุกขึ้นแล้วให้นางกำนัลนำลูกเข้ามาในห้อง ที่นี่ล้วนมีแต่นางกำนัลที่ไว้ใจได้ของพระชายา และตั๋วลู่อันข่าน พวกที่พูดมากล้วนโดนกำจัดทิ้งหมดแล้ว นางนั่งให้นมลูกไปก็มองหน้าผู้เป็นบิดาของเขาไป “ตงหาน เจ้าต้องเรียกให้พ่อเจ้ากลับมา เหมือนที่เรียกแม่รู้หรือไม่” นางฝากความหวังไว้กับบุตรชายของตน เอง ต่อให้เขาร้ายเพียงใด ก็เป็นแค่แผนการที่เขาจัดฉากขึ้น ไม่ได้คิดร้ายกับนางจริง ๆ เมื่อรู้ความจริง นางก็น้อยใจอยู่บ้าง แต่ว่าไม่คิดโกรธเขาอีกแล
หลังจากส่งข่าวไปยังต้าเฉิงแล้ว เหลียงอ๋องตั๋วลู่ ก็เข้าไปดูอาการของเสวียตงซานทันที เมื่อเห็นสีหน้าของหมอหลวงก็ทำให้เคร่งเครียดลงไปอีก “เป็นอย่างไรบ้าง” “ท่านอันข่าน ตงชินอ๋องเสียเลือดมาก กระหม่อมเกรงว่า...” “รักษาให้ดี เอายาดีที่สุดของเรามา” “ธนูที่ปักร่างของตงชินอ๋อง อาบยาพิษด้วยพ่ะย่ะค่ะ” หมอหลวงกล่าว เพื่ออยากให้ทำใจ เพราะตอนมาถึงพิษเริ่มแล่นเข้าสู่หัวใจ ดีที่ท่านอ๋องกดจุดตัวเองได้ จึงยังประคองอาการมาถึงเมืองเหลียง “ไม่มีใครในแผ่นนี้เก่งเรื่องพิษมากกว่าต้าเหลียง จำไว้” ตั๋วลู่อันข่านเจ็บใจนัก ไม่คิดว่าเผ่าเหลียวนั้นลอบกัดมหามิตรของตนเองเช่นนี้ หลังจากฟังคำจากองครักษ์ส่วนตัวของตงชินอ๋อง และส่งข่าวไปเมืองหลวง คาดว่าอีกไม่นานกองทัพต้าเฉิงก็กรีฑาประชิดชายแดนทางเหนือ ขณะที่ภายในนั้นวุ่นวายกับการรักษาตัวของตงชินอ๋อง อิงฮั่วก็เดินอุ้มลูกมา แต่เมื่อพบชิงชางที่นั่งร้องไห้อยู่ด้านนอกก็ใจสั่นขึ้นมาทันที “ชิงชาง เจ้าร้องไห้ทำไม” “แม่นางอิงฮั่ว...ท่านอ๋อง...ฮึก...ฮึก...” “ท่านอ๋องเป็นอะไร” เสียงร้องไห้ของชิงชาง ทำใ







