เสียงจอแจในตรอกสี่จั้ง ซึ่งเป็นย่านการค้าที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหูเป่ย ผู้คนในเมืองนี้ต่างขนของมาทำการค้าขายที่บริเวณนี้ ตลอดครึ่งวันสองฟากฝั่งเต็มไปด้วยของป่า เสื้อผ้าแพรพรรณชั้นดีจากเมืองต่างๆ ของพ่อค้าเร่ที่เที่ยวเร่ขายไปทั่ว ส่วนเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มที่เป็นของพื้นเมือง จะมีร้านสำหรับค้าขายเป็นสัดส่วน รวมทั้งสินค้ามีราคาพวกหยกและเครื่องประดับ
โฉมสะคราญสามนางเดินทางออกจากหมู่บ้านแต่เช้าตรู่ โดยอาศัยมากับท่านหัวหน้าหมู่บ้านเนื่องจากต้องมาแจ้งกับทางการเรื่องมีคนย้ายมาอยู่ในหมู่บ้านเพิ่ม
นับว่าดีที่นางทั้งสามไม่ต้องหารถมากันเอง เมื่อซื้อของจนได้ครบแล้ว เพื่อนรักทั้งสองของนางก็แยกกลับบ้านเกิดไป และสัญญากันหากมีเวลาว่างจะมาเยี่ยมเยียนหย่งเล่อ
นางเองก็รู้สึกใจหาย แม้ปากจะบอกว่าอยู่ได้ แต่นางไม่เคยอยู่คนเดียวเลยสักครั้ง ชีวิตต้องสู้ต่อดังนั้นนางต้องเข้มแข็ง
เมื่อได้ชุดเสื้อผ้าที่เหมือนกับชาวบ้านที่นี่ แล้วก็เครื่องนอน ด้วยทั้งอุปกรณ์เครื่องครัวต่างๆ จนครอบแล้ว นางก็ให้ขนขึ้นรถม้าของหัวหน้าหมู่บ้าน เพื่อรอกลับพร้อมกัน ระหว่างนั้นนางคิดว่าหากซื้อพวกเนื้อหมูไปหมักเกลือตากแห้งเก็บไว้กินนานๆ ก็คงดี นางอยู่คนเดียวจะเดินทางออกนอกหมู่บ้านบ่อยๆ ก็เห็นจะไม่สะดวกนัก
เมื่อคิดได้ดังนั้นนางก็เดินไปจัดการซื้อพวกเนื้อสัตว์ตามที่ต้องการ แต่รอเวลาเกือบค่อนวันแล้ว ท่านหัวหน้าหมู่บ้านก็ยังไม่มาสักที นางจึงไปซื้อซาลาเปาเมื่อกินเพื่อประทังความหิว แต่ระหว่างที่กำลังจ่ายเงินนั้น ก็มีบุรุษอันธพาลคนหนึ่งมาเกี๊ยวนาง
“แม่นางน้อย...เจ้ามาคนเดียวหรือ...” เสียงบุรุษน่าเกลียดน่ากลัว ท่าทางเป็นคนขี้เหล้า เพราะแค่พูดอยู่ห่างนางตั้งครึ่ง[1]จั้ง กลิ่นเหล้ากลับโชยมาอย่างชัดเจน
“พี่ชาย ข้ามากับท่านลุง” นางตอบแค่สั้นๆ ถอยห่างไปด้านหลังแม่ค้าที่ขายซาลาเปาให้กับนาง ด้วยท่าทางหวาดกลัว
“นี่พวกเจ้า...ไปให้พ้นร้านข้า ลูกค้าข้าหนีหมด” แม่ค้าขายซาลาเปาเห็นท่าทางแม่หนูน้อยหวาดกลัว จึงช่วยไล่ให้อีกทาง
“ไม่...ข้าอยากรู้จักนาง” บุรุษกริยาหยาบช้าผู้นั้นเดินรุกเข้ามาหมายจะลวนลามนาง แต่ทว่ามีมือหนึ่งมาจับไว้เสียก่อน
หย่อเล่อยืนตัวสั่น ไม่คิดว่านางจะเจอคนแบบนี้ ขณะที่กำลังตกใจอยู่นั้นก็มีบุรุษผู้มีสายตากร้าวดุจพญาเหยี่ยว มารั้งมืออันแสนสกปรกนั้นไว้
“ปล่อย...ปล่อยข้า” เฉิงอวี้ระหว่างที่เดินดูของต่างๆ และความเป็นอยู่ของคนที่นี่ ก็ได้ยินเสียงเอะอะของบุรุษผู้หนึ่ง ที่กำลังรังแกสตรีก็รีบรุดเข้ามาห้ามไว้
“ปล่อยเหรอ...ปล่อยให้เจ้าไปรังแกผู้ที่อ่อนแอกว่างั้นรึ” เสียงทรงพลังและมีอำนาจของเฉิงชินอ๋องเปล่งออก เมื่อได้ยลโฉมสตรีที่กำลังจะถูกรังแก
“นั่นมันเมียข้า” บุรุษผู้นั้นกล่าวอ้าง
เขาหันมองหน้าสตรีแน่งน้อยและคำตอบของนางคือส่ายหน้าด้วยน้ำตาคลออย่างน่าสงสาร แรงที่รั้งมือของชายผู้นี้ก็เพิ่มขึ้นด้วยความโกรธอย่างไม่รู้ตัว
“เมียเจ้างั้นรึ...เช่นนั้นขอถามได้หรือไม่ เมียเจ้านามว่าอะไร... แกรบ!... กร็อบ!” สิ้นคำถามนั้นก็มาพร้อมกับเสียงลั่นของกระดูก เพราะเขาจับมันบิดแล้วไขว้ไปด้านหลังของชายผู้นั้น
“โอ๊ย...ท่านปล่อยข้า...ไว้ชีวิตข้าด้วย” ความเจ็บปวดทรมานของชายผู้นั้นทำให้ต้องร้องขอให้เขาไว้ชีวิต และไม่กล้ามากร่างรังแกสตรีอีก
“เจ้ายังไม่ได้ตอบข้าเลย ว่าสตรีผู้นี้ที่เจ้ากล่าวอ้างว่าเป็นเมีย มีนามว่าอันใด” เขาเข่นเขี้ยวข่มเจ้าชายอันธพาล ที่ริอาจรังแกสตรีกลางตลาด ในเวลากลางวันแสกๆ มิได้เกรงกลัวกฎหมายใดๆ ของต้าเฉิงนับว่ากล้ายิ่งนัก
สององครักษ์อาจางกับอาลี่มองหน้ากันอย่างสงสัย เหตุใดไม่ให้พวกเขาสองคนจัดการ เรื่องนี้เล็กน้อยนักแต่เมื่อเห็นสตรีน้อยตรงหน้า ก็ได้แต่ยืนนิ่งปล่อยให้ผู้เป็นนายอวดความสามารถไปคนเดียวจะดีกว่า
“เจ้าว่าคุณชายเราจะมีใจให้แม่นางผู้นั้นหรือไม่” อาจางกระซิบถามเสมองเพียงหางตา
“ข้าว่าใช่”
“ข้าก็ว่าใช่”
เสียงซุบซิบหยุดลงเมื่อผู้เป็นนายให้พลักชายผู้นั้นลงกับพื้น แล้วมันก็รีบหนีไป สองคนยืนนิ่งรอดูท่าทีของผู้เป็นนายตัวเองว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี
“แม่นาง เป็นอันใดหรือไม่” เสียงโหดเหี้ยมเมื่อครู่แปรเปลี่ยนโดยฉับพลันเป็นเสียงนุ่มนวลอบอุ่น ยามเมื่อเดินเข้าไปพูดคุยกับสตรีคนนั้น
หย่งเล่อตะลึง เมื่อน้ำเสียงสายตา ใบหน้าล้วนคล้ายกับคนผู้หนึ่งอย่างกับถอดพิมพ์ออกมา หรือว่าจะเป็นเขาแต่ว่าไม่ได้อยู่เมืองหลวงหรอกหรือ หรือนางเพียงแค่จำคนผิดไป
“แม่นาง...แม่นาง...” เมื่อนางไม่มีเสียงตอบรับ และจ้องมองใบหน้าของเขาอย่างตื่นตะลึง ก็ชวนในเฉิงอวี้แปลกใจ แต่ก็คิดได้ว่าแม่นางคงจะตกใจเรื่องชายอันธพาลเมื่อครู่
“เอ่อ...คุณชาย” เมื่อได้ยินเสียงเขาเรียกหนักขึ้นจึงได้สติคืนกลับมา แต่ว่าเขาจ้องมองใบหน้านางระยะใกล้เพียงนี้ ทำให้สตรีที่ไม่เคยอยู่ใกล้บุรุษอื่นใด หน้าแดงระเรือด้วยความเขินอาย
“เจ้ายังกลัวหรือไม่” เขายื่นมือไปดึงมือนางมากอบกุมโดยไม่ได้ขออนุญาต แววตาที่ส่งไปเจือด้วยความเป็นห่วง ร่างใหญ่ก้าวไปยืนเคียงข้างราวกับรู้จักกันมานานนม
ห้วงความคิดหนึ่ง เขาเหมือนจดจำแววตานี้ได้ แต่เลือนรางนักไม่รู้ว่าเคยพบเมื่อใด เขามองประสานสายตากับนางเพื่อค้นหาคำตอบอยู่ชั่วอึดใจ
“อืม...ถึงเนื้อถึงตัว” องครักษ์อ้าปากด้วยความตกใจหันมองแล้วกระซิบ ขยิบตากันอย่างรู้งาน ปกติผู้เป็นนายไม่ค่อยชอบเข้าใกล้สตรีในเมืองหลวง หรือเฉิงชินอ๋องของพวกเขาชอบสตรีต่างเมือง
“หย่งเอ๋อร์...ข้ามาแล้ว...ข้ามาแล้ว” เสียงหัวหน้าหมู่บ้านเหยียนจงวิ่งตะโกนมาแต่ไกลอย่างกระหืดกระหอบ เขาพบสหายเก่าจึงคุยกันยาวนาน เมื่อคิดได้ว่าไม่ได้มาเพียงผู้เดียว จึงรีบวิ่งมายังรถม้าที่ตนจอดไว้ แล้วก็เห็นบุรุษแปลกหน้ากำลังยืนห้อมล้อมนางกลัวจักมีเรื่องอันใดกัน
“เอ่อ...ท่านลุง” หย่งเล่อรีบชักมือออกจากการเกาะกุม แล้วหลบเลี่ยงเดินออกไปอีกทางหนึ่ง เพื่อไปหาท่านหัวหน้าหมู่บ้าน
“หย่งเอ๋อร์” เฉิงอวี้ทวนชื่อที่ชายวัยกลางคนผู้นั้นเรียกขาน นามของนางช่างไพเราะนัก
“มีอะไรกันหรือไม่” เหยียนจงเอ่ยขณะมองบุรุษที่ยืนรายล้อมตัวนาง
“เมื่อครู่มีอันธพาลมารังแกข้า คุณชายผู้นี้ช่วยข้าไว้เจ้าค่ะ” หย่งเล่อบอกกับท่านลุงเหยียนจง
“ขอบคุณท่านทั้งหลายที่ช่วยไว้ นางเพิ่งมาอยู่เมืองนี้ใหม่ๆ ไม่ค่อยรู้เรื่องอันใด” เหยียนจงกล่าวแทนนาง ดูท่าทางนางหวาดกลัวยังฉายชัดอยู่บนใบหน้าเล็ก คงยังตกใจอยู่
“มิเป็นอันใด ขอถามท่านหนึ่งเรื่อง ท่านมาจากที่ใดกัน” เฉิงอวี้ที่อยากสานสัมพันธ์กับสตรีตรงหน้า จึงไม่ปล่อยโอกาสที่จะถามชื่อเสียงเรียงนาม และที่พักของนาง
“ข้าอยู่หมู่บ้านหลงบุปผา อยู่ชานเมืองทางผ่านไปสำนักอาจารย์หม่าเหยา หากท่านอยากไปเที่ยวชมหมู่บ้านข้ายินดีต้อนรับ แต่วันนี้เวลาสายมากแล้ว ข้าขอตัวพานางกลับก่อน” เหยียนจงรีบพานางกลับ เพื่อจะไม่ให้เสียเวลาจนเย็นย่ำเกินไปนัก ทั้งนางจะได้มีเวลาเก็บของที่ซื้อมาอีกด้วย
“แล้วพบกัน” ชายหนุ่มพูดกับชายวัยกลางคน แต่สายตามองไปยังสตรีด้านหลังไม่วางตา
สององครักษ์ลอบยิ้มอย่างรู้ทัน ที่แท้ก็ออกมาบ้านป่าเพื่อหาม้าดีสตรีชั้นเลิศที่ยากยิ่งจักได้พบพานในเมืองหลวงนี่เอง
หย่งเล่อนั่งรถม้าจากตัวเมืองหูเป่ยไปนานราวหนึ่งชั่วยามแล้ว แต่หัวใจกลับอยู่ที่ตลาดสี่จั้งนั่น ใช่เขาหรือไม่ นางไม่แน่ใจนัก แต่ว่าไม่ได้พบกันหลายปีเขาดูเป็นบุรุษรูปงามขึ้น จนนางไม่อาจจะลบภาพเขาออกจากใจได้เลย
กลิ่นหอมราวกับกลีบบุปผากองอยู่บนตัวนางยามเข้าใกล้ ทำให้เฉิงอวี้ควบม้าตามออกมาห่างๆ เขาหมายใจอยากพบนางอีก
‘หมู่บ้านหลงบุปผา เหตุใดข้าไม่เคยคิดสนใจที่นี่ จนเมื่อเจอนางกันนะ’
“คุณชายขอรับ กลับสำนักเลยหรือขอรับ” สององครักษ์ที่แสนเสียดาย อุตส่าห์ได้ออกมาจากสำนักแล้ว น่าจะกินดื่มให้หายคิดถึงเหล้ารสเลิศในเมืองหลวงเสียหน่อย
“ไปหมู่บ้านหลงบุปผา” เขาตอบสั้นๆ แต่ไม่ได้เร่งรีบนัก เพียงแค่ควบม้ารักษาระยะห่างเพียงไกลๆ ทั้งยังแอบดูแลความปลอดภัยให้นางอีกด้วย
บ่ายคล้อยเมฆฝนสีดำลอยต่ำ กับเสียงฟ้าร้องครืนๆ ทำให้รู้ได้ว่าอีกไม่นานนี้ฝนน่าจะตกเป็นแน่
“คุณชายขอรับ เอ่อ...ฝนจะตกแล้วนะขอรับ”
“ช่างฝนสิ...!”
“แต่...” อาจางจะเอ่ยต่อ แต่ว่าโดนเพื่อนขัดเสียก่อน
“น้ำกำลังเชี่ยวเจ้าเอาเรือเข้าขวาง เดี๋ยวก็เรือแตก” อาลี่มองก็รู้ว่านายตัวเองลุ่มหลงหญิงงามล่มเมืองผู้นั้นเป็นแน่แท้ ถึงขนาดตามมาถึงเรือนเช่นนี้
“ท่านลุงฝนใกล้ตกแล้ว” หย่งเล่อเปิดผ้าม่านออกมาเมื่อได้กลิ่นฝนที่กระทบกับไอดิน จากที่ไกลๆลอยโชยตามลมมา
“ข้าจะเร่งแล้วเจ้านั่งดีๆ เล่า” เหยียนจงเร่งบังคับม้าให้กลับถึงหมู่บ้าน เมื่อมาถึงก็ตรงไปหน้าบ้านของนางเลย และช่วยยกข้าวของต่างๆ ลงจากรถ
หย่งเล่อ เมื่อถึงบ้านเรียบร้อยแล้ว ก็จัดการเนื้อที่ได้มาก่อนเลย นางเอาผ้าสะอาดสีขาวห่อมันแล้ววางไว้ในไหเกลือ เพื่อไม่ให้มันเน่าเสีย วิธีนี้ยี่เอ๋อร์เป็นคนสอนนาง และนางก็จดจำเอาไว้
เมื่อจัดการของต่างๆ ที่ซื้อหามาจัดเก็บเข้าที่จนเรียบร้อยแล้ว แต่ฝนด้านนอกยังไม่หยุดตก นางจึงเอาผลไม้ตากแห้งมากินก่อน เพื่อคลายความหิว
นางอยู่คนเดียวจึงไม่อยากทำอาหาร อีกอย่างแค่ของที่ทำให้อิ่มท้องก็นับว่าดีมาแล้ว
เมื่อ[2]ยามห้าย ฝนด้านนอกยังตกหนัก ไม่ยอมหยุดร่างสูงสง่าของบุรุษก้าวเข้ามาในหมู่บ้านเล็กๆ ชุดที่สวมหลังจากออกจาสำนัก ยามนี้เปียกปอนไปหมดแล้ว
ร่างใหญ่มองไปตรงหน้าบ้านหลังเก่า ที่ตั้งห่างออกจากบ้านหลังอื่น ภายนอกแม้ดูทรุดโทรม แต่ใจบุรุษหมายใจอยากเข้าไปพักเป็นที่สุด
เสียงคนเดินบนพื้นที่เปียกไปด้วยน้ำฝน ยามเมื่อก้าวย่างทำให้เสียงนั้นดังจนไม่อาจจะกักเก็บเสียงไว้ได้ หัวใจดวงน้อยของหย่งเล่อเต้นระรัว เมื่อเสียงนั้นหยุดลงตรงหน้าบ้านนาง
ตึกตัก...ตึกตัก...!
หญิงสาวแทบหยุดลมหายใจ การอยู่คนเดียวครั้งแรกมันก็จะตื่นกลัวเสียงรอบข้างไปเสียหมด ในใจภาวนาว่าอย่าให้เป็นคนที่คิดร้ายต่อนางเลย
[1] จั้งเป็นหน่วยวัดจีนโบราณโดย 1 จั้ง ประมาณ 3.33 เมตร
[2] ยามห้าย: 21.00 - 22.59 น.