ทินกรนอนค้างอยูที่โรงพยาบาลตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมา เพราะโดนแม่ยึดทุกอย่างของเขา แม้กระทั้งคีย์การ์ดของคอนโดเอาไว้ด้วย และตั้งแต่วันนั้น ก็ยังไม่กล้าเข้าไปที่บ้าน จึงมาอาศัยอยู่ที่โรงพยาบาลแทน มีห้องพักส่วนตัวไว้สำหรับผู้บริหาร และถือว่าได้เรียนรู้งานของเหล่าบุคลากร และศึกษาเกี่ยวกับที่นี่ไปในตัวพร้อมๆเลย ก่อนที่จะเข้ามาบริหารงานที่นี่อย่างเต็มรูปแบบ
“เมื่อไหร่ จะเข้าไปหาแม่เขาที่บ้านสักทีล่ะ ไปขอโทษแม่ส่ะน่ะ นี่ก็ผ่านมาเป็นมาสัปดาห์แล้วน่ะ แล้วต่อไปก็อย่าไปทำอะไรแบบอีก จริงอยู่ที่เมืองนอกทีมใช้ชีวิตในแบบของทีมได้ แต่ที่นี่ไม่เหมือนกันน่ะ รู้จักให้เกียรติคนอื่น แล้วทีมจะเจอคนที่ดี คนที่รักทีมจริงๆเอง” หมอโปรดพูดขึ้นมาก่อนทันที เมื่อเห็นทินกรเปิดประตูเดินเข้ามาภายในทำงานของเขา และพร่ำสอนบอกทินกรออกไปอย่างยาวเหยียด
“ถ้าเย็นนี้ว่าง จะแวะไปครับ” ทินกรเอ่ยตอบ แล้วนั่งลงที่โชฟาตัวยาวข้างโต๊ะทำงานของหมอโปรด
“แล้วเรื่องที่ จะเข้ามาทำงานที่นี่ล่ะ ตอนนี้พร้อมยัง” หมอโปรดเอ่ยถามเรื่องงานขึ้นมาบ้าง เมื่อเห็นว่าให้เวลากับทินกรมามากพอสมควรแล้ว
“พร้อมครับ พรุ่งนี้เริ่มงานได้เลย” ทินกรเอ่ยตอบออกไปพอแต่ให้มันจบๆ โดยไม่ได้คิดอะไร
“ให้มันได้อย่างนี้สิลูกพ่อ” หมอโปรดส่ายหน้าอย่างเบื่อหน่าย ในความดื้อของลูกชายให้ทันที เพราะบังคับมากก็ไม่ได้
“...” ทินกรได้แต่นั่งอยู่เงียบๆ เมื่อไม่เห็นว่าพ่อจะพูดอะไรออกมายาวกว่านี้
“เดือนหน้าจะมีนักศึกษาทุน ที่ทางโรงพยาบาลของเราได้มอบทุนให้ทางภาคอีสาน และจะเข้าฝึกงานที่นี่เป็นเวลา 6 เดือน พ่อจะให้เขามาเป็นผู้ช่วยของทีมน่ะ และจะมอบหมายให้ทีมเป็นคนจัดการเลย” หมอโปรดขึ้นมา เมื่อเห็นว่าทินกรนั่งเงียบ
“ทำไมต้องเป็นทีมด้วยครับ” ทินกรหันไปถามทันที เพราะปกติ ถ้ามีพยาบาลฝึกหัดเข้ามา หมอโปรดจะเป็นคนดูแล และจัดการเองทุกอย่าง
“ก็ต่อไป ทีมต้องเป็นคนบริหารงานที่นี่แทนพ่อยังไงล่ะ” หมอโปรดบอกออกไปตามตรง เพราะต่อไปเขาจะวางมือ และยกทุกอย่างให้ทินกรเป็นคนดูแลแทน เพราะลูกสาวก็ไม่ได้เอาดีทางด้านนี้
“คือตอนนี้ ทีมไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธอะไรได้เลยใช่ไหมครับ” ทินกรถามออกไป แต่คำตอบที่ได้ก็ยังเหมือนเดิมอยู่ดี ก็คือไม่มีทางปฏิเสธนั้นแหล่ะ
“ใช่ครับ...คุณลูก ถ้าทีมไม่อยากทำ พ่อจะส่งกลับไปเรียนต่ออีก เลือกเอาน่ะ ว่าจะไปเรียนต่อ หรืออยู่สอนพยาบาลฝึกหัดที่นี่ เผื่อดีไม่ดีลูกอาจจะถูกใจ ได้สารสัมพันธ์กันยาวก็ได้น่ะ พ่อได้ข่าวมาว่า พยาบาลคนนี้สวย และเก่งเสียด้วยสิ แถมเป็นนักเรียนทุนมาจากมหาลัยชื่อดังทางตอนเหนืออีก”
“ถ้ามาจากมหาลัยดัง แล้วจะเลือกเข้ามาฝึกที่โรงพยาบาลของเราทำไมกันครับ”
“น่าจะมีเหตุผลอะไรบางอย่างแหล่ะ พ่อว่า”
“เฮ้อ...ครับคุณศาสตราจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ในย่านนี้” ทินกรถอนหายใจยาว และเอ่ยแซวพ่อออกไป
“เตรียมตัวให้พร้อมล่ะ นายแพทย์ทินกร” หมอโปรดเอ่ยแซวกลับมาบ้างโดยไม่มีใครยอมใครเลยจริงๆ พ่อลูกคู่นี้
หากใครที่ไม่เคยรู้ภูมิหลังของทั้งคู่มาก่อน ต่างก็อาจจะคิดว่าทั้งคู่คือสายเลือดกันจริงๆ เพราะทั้งหน้าตา นิสัย แถมรูปลักษณ์ยังถอดแบบกันมาส่ะขนาดนี้ เหมือนกันยังกับร่างสะท้อนอย่างเห็นๆ
“หึ...” ทินกรเค้นหัวเราะออกมาทันที พร้อมกับส่ายหน้าเบาๆ อย่างรู้ทันกัน
“แล้วนี้จะไปไหนอีกล่ะ” หมอโปรดถามขึ้น เมื่อเห็นลูกชายลุกขึ้น กำลังจะเดินออกไป
“ไปหาเพื่อนครับ...วันนี้ต้องได้ปลดปล่อย เพราะพรุ่งนี้จะต้องทำงานแล้ว คงไม่ได้ออกไปอีกนาน” ทินกรเอ่ยตอบออกไป แล้วเดินออกจากห้องทันที
“...” หมอโปรดได้แต่ส่ายหน้าให้แก่ความดื้อรันของทินกรเบาๆ เมื่อชายหนุ่มเดินออกไปแล้ว
กลางดึก ณ Smile Club
ผับหรูใจกลางเมืองกรุง ทินกรตั้งใจ เอาไว้แล้วว่าวันนี้จะต้องได้มาปลดปล่อยอย่างเต็มที่ ก่อนที่จะเริ่มงานในวันพรุ่งนี้ จึงได้โทรนัดกับเพื่อนเก่า สมัยที่เรียนตั้งแต่มัธยมอย่าง คามิน ที่สนิทกันและยังติดต่อกันตลอดเพียงคนเดียวของเขาที่นี่ เพราะพึ่งจะเข้าเรียนมหาลัยได้ปีสอง หมอโปรดก็สั่งย้ายทินกรไปเรียนเฉพาะทาง ที่ต่างประเทศทันที เมื่อสืบรู้มาว่าลูกชายไปแอบใช้ความเร็วในแข่งรถ
“ว่าไงเพื่อนยาก” คามินถามขึ้นมาทันที ที่เดินเข้ามายังห้องวีไอพีของผับ ที่ได้นัดกันไว้ตั้งแต่ก่อน
“สบายดี ก็อย่างที่มึงรู้นั้นแหล่ะ” ทินกรตอบกลับไป พร้อมยกแก้วเครื่องดื่มขึ้นมากระดกทีเดียวหมดแก้ว
“ไปเป็นเด็กนอกมาตั้ง 7 ปี กูคิดแต่ว่า มึงจะหิ้วเมียฝรั่งมาฝากกูเสียอีกน่ะ” คามินเอ่ยแซวขึ้นมา เพราะก็แอบรู้มาบ้างว่ามีสาวตาน้ำข้าวแอบมาติดพันธ์เพื่อนของเขาอยู่บ้างไม่น้อย
“ก็เหมือนมึงตอนนี้แหล่ะ...เพียงแต่กูไม่เคยไปผูกมัดกับใคร” ทินกรสวนคำพูกลับมาทันที
“เออ...กูไม่เถียง ทำไงได้ว่ะ มึงหนีกูไปตั้ง 7 ปี แถมกูก็ไม่มีเพื่อนที่ไหน พอแต่กูมีมันเป็นเพื่อน ใครจะคิดว่ะ ว่าอยู่ๆ จากเพื่อนที่สนิท จะกลายมาเป็นเมียกูอยู่ตอนนี้ แถมแมร่งโคตรเด็ดเลย ไม่น่ะปล่อยผ่านมาตั้งหลายปีเลย” คามินยอมรับออกมาตามตรง
เพราะตั้งแต่ที่ทินกรไปเรียนที่ต่างประเทศ เขาก็ไม่มีเพื่อนเลย จนวันหนึ่งมีหญิงสาวลุคห้าวๆคนหนึ่ง ชื่อว่า เหมือนฝัน ที่พึ่งจะย้ายหน่วยกิจเข้ามาเรียนที่คณะเดียวกัน และเป็นจังหวะที่อาจารย์ในคลาสสั่งให้ทำงานคู่ชายหญิงพอดี และทั้งสองก็ต่างไม่มีเพื่อน จึงจับกลุ่มกันเอง และจากนั้นก็สนิท และเรียนด้วยกันมาจนจบ ทั้งคู่ไปดื่มเลี้ยงฉลองกันที่คอนโดของคามิน เพราะต่างคนต่างคิดว่าสนิทกัน และเชื่อใจ เมาจนแทบไม่ได้สนิท จนทั้งคู่เผลอมีความสัมพันธ์กัน และตอนนี้ทั้งก็แต่งงานกันมาและใช้ชีวิตด้วยกันมาจะเข้า 4 ปีแล้ว
“ยังมาคุยอวดกูอีกน่ะมึง สงสารคนโสดแบบกูบ้างเถอะ ใครบอกให้มึงเอาผู้หญิงมาเป็นเพื่อนว่ะ ร้อยทั้งร้อยเสร็จมึงทั้งนั้นแหล่ะ แต่แปลกน่ะ ผู้หญิงคนนี้ทำคนแบบมึงเชื่องได้ไง กูชักจะอยากเห็นหน้าแล้วล่ะสิ”
“มึงอยากรู้เหรอ ว่าทำไมเธอถึงเอาคนแบบกูอยู่ได้” คามินถามกลับไป
“อื้ม กูก็แค่สงสัยไปอย่างนั้นแหล่ะ” ทินกรพยักหน้าเพียงเล็กน้อย แล้วหันมาเลิกคิ้วขึ้นถามอย่างสงสัย
“มันเอากูโคตรเก่งเลยเว้ย กูก็ยังงงว่าคนแบบมันไปแอบเรียนเรื่องพวกนี้มาจากไหนกัน ทั้งๆที่ภายนอกไม่มีใครกล้าจีบมันเลย” คามินพูดออกมาแบบไม่อาย
“แล้วไม่คิดจะมีลูกกันเหรอ แต่งกันมาก็พอสมควรแล้วนี้” ทินกรถามขึ้นมา
“กูรอให้มึงแต่งงานก่อน กูค่อยมี” คามินพูดพร้อมกับยกแก้วเครื่องดื่มขึ้นบ้าง
ความจริงที่เก็บเอาไว้(จบ)สัปดาห์ต่อมาวันนี้ทินกรได้พาพ่อและแม่ของเขา เดินทางไปที่บ้านพ่อและแม่ของพิพิม เพื่อที่จะได้ปรึกษาหารือกันเรื่องจัดงานแต่งของทั้งคู่ต่อจากนี้ เพราะตอนนี้พิพิมท้องก็เริ่มโตขึ้นมาเยอะแล้ว อาจจะเป็นเพราะท้องลูกแฝดด้วย เลยทำให้ท้องโตเร็วกว่าคนอื่นเป็นพิเศษ“เอาเป็นว่า งานแต่งของเจ้าทีมกับหนูพิม จะจัดอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าต่อจากนี้เลยก็แล้วกันน่ะไอ้คิม เพราะอีกสามเดือนกูก็จะจัดงานแต่งของปั้นหยาลูกสาวกูต่ออีก” หมอโปรดพูดขึ้นมากับคิมหันต์ เมื่อได้ขอสรุปเรียบร้อยแล้วเรื่องจัดงานแต่งของทินกรและพิพิม เพราะหลังจากที่ลูกสาวกลับมาจากต่างจังหวัดในวันต่อมา นพดลก็เข้าไปสารภาพกับพวกเขาทุกอย่างว่า ได้ล่วงเกินลูกสาวของเขาไปแล้ว และกำลังคบหากันอยู่ และอยากจะแต่งงานกันทันที“อื้ม...เอาตามนั้นเลย เพราะตอนนี้ท้องก็เริ่มโตขึ้นเยอะแล้ว เดี๋ยวจะเดิน ลุกนั่งลำบากเอา” คิมหันต์พยักหน้ารับ พร้อมกับจ้องมองไปที่หน้าท้องนูนๆของพิพิม“หนูพิมจ๊ะ หนูมีอะไรที่อยากจะบอกหรืออธิบายให้ทุกคนฟังหรือเปล่า กับเรื่องที่ผ่านมาทั้งหมดใน 5 ปีนี้ ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง” เป็นปิ่นลดาเอง ที่พูดถึงประเด็นของเรื่องน
ปั้นหยา-นพดล NCส่วนทางด้านฝั่งของปั้นหยาและหมอหนุ่มอย่างนพดล ก็ออกเดินทางมาได้เกินครึ่งทางแล้ว ทามกลางถนนที่เริ่มเงียบสงัด และท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้มเหมือนฝนกำลังจะตก“ฝนทำท่าจะตกเลยค่ะ เราแวะหาที่พักกันก่อนไหมค่ะหมอนพ” ปั้นหยาพูดขึ้นบอกกับร่างสูงที่ตั้งใจขับรถอยู่“ไม่เป็นไหร่หรอกคุณ ใกล้จะถึงกรุงเทพแล้ว” นพดลเอ่ยบอก พร้อมกับรีบเหยียบคันเร่งเพิ่มขึ้นอีกระดับทันที“แต่มันอันตรายนะหมอ” ปั้นหยาพยายามเอ่ยบอกอีกที“ผมมีงานเช้าครับ...ขืนพักคงต้องไปไม่ทันแน่” นพดลเอ่ยบอกถึงเหตุผลที่ต้องรีบไปให้อย่างเร็วที่สุด“เดี๋ยวฉันโทรบอกให้คุณพ่อเข้าแทนก็ได้ค่ะ หมอนพก็รอเข้าบ่ายเอาก็แล้วกันนะ” ปั้นหยาพูดขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับกำลังจะคว้าหาโทรศัพท์มือถือของตัวเองในกระเป๋า“แต่ว่า...” นพดลกำลังจะหาคำเอ่ยมาพูดแย้ง“ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้นค่ะ หมอนพขับรถเร็วแบบนี้ฉันกลัวน่ะค่ะ อยากให้หยาหัวใจวายตายก่อนถึงกรุงเทพใช่ไหม” ปั้นหยาพูดระบายออกด้วยน้ำเสียงที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสั่นๆ เล็กน้อย พร้อมกับหลับตาลงแล้วกำหมัดไว้แน่นไปกล้ามองถนนตรงหน้า ที่หมอหนุ่มขับรถด้วยความเร็วสูงนพดลเห็นอาการและน้ำเสียงของหญิงสาวที่เปลี่ยนไป
คามิน-เหมือนฝัน (NCนิดหน่อย)หลังจากที่พาภรรยาสาวออกมาจากกลุ่มของคนตั้งมากมาย คามินก็มุ่งหน้าตรงพาภรรยาสาวออกไปหาแวะเข้าโรงแรมจริงๆ อย่างที่ได้กล่าวเอาไว้ และก็ทำตามที่ได้พูดเอาไว้จริงๆ“ตัว...โทรศัพท์ตัวดังขึ้นอีกแล้ว” หญิงสาวเอ่ยบอกขึ้นมา เมื่อโทรศัพท์มือถือของคามินดังขึ้นมาอีกรอบ เพราะตั้งแต่ที่เขาเริ่มมอบบทเพลงรักกับหญิงสาว โทรศัพท์มือถือของคามินก็ดังขึ้นมาตลอด“ช่างเถอะ...ต่อกันอีกหน่อยนะ อ่าห์” เสียงกระเส่าของคามินเอ่ยบอก อย่างไม่สนใจในคำพูดที่หญิงสาวบอกเลยแม้แต่น้อยตับ ตับ ตับร่างสูงไม่ได้สนใจที่ภรรยาสาวพูดเลย เอาแต่โหมแรงกระแทกใส่หญิงสาวแบบไม่ยับยั้ง อย่างหนักหน่วง แทบไม่ได้พักเลยตั้งแต่ที่เข้ามาถึงห้อง“ตัว...รับก่อนเถอะ เผื่อเขามีธุระ” หญิงสาวเอ่ยบอกอีกครั้ง พร้อมกับพยายามดันอกแกร่งของชายหนุ่มไว้ เพื่อให้หยุดการกระทำนั้นไว้เสียก่อน“ว่าไงว่ะ ขัดจังหวะชิป...อ่าห์...” ร่างสูงของคามิม จึงจำใจยอมกดรับสายคนที่โทรมารบกวน ด้วยนำเสียงที่เรียบนิ่ง พร้อมกับพยายามกักเก็บอารมณ์เอาไว้[ไอ้เพื่อนเวร...กูโทรเป็นสิบๆสาย นึกว่ามึงตายคาเตียงไปแล้ว พักยกก่อนแล้วมาเลี้ยงฉลองให้เมียกูด้วยกัน ไ
บทส่งท้าย(ตอนจบ)“แสดงความยินดีอีกครั้งนะครับ ภรรยาคนเก่งของพี่” เสียงนุ่มของทินกรเอ่ยบอกเมื่อเดินมาถึง พร้อมกับยืนตรงหน้าของหญิงสาว แล้วยื่นดอกไม้ที่ถือมาด้วย ให้แก่พิพิมทามกลางสายตาของคนตั้งมากมายที่มองมาทั้งคู่อย่างงุนงง“ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวเอ่ยขอบคุณ พร้อมกับยื่นมือไปรับช่อดอกไม้กับร่างสูงตรงหน้าทันทีอ แล้วส่งยิ้มไปให้ด้วยความปราบปลื้ม“ภรรยา...นี้ พิม!” เพื่อนคนเดิมของพิพิมมองทั้งสองคนสลับไปมา อย่างตกใจที่ร่างสูงเรียกเพื่อนของเธอว่าภรรยา“อ้ายทีม...เพิ้นเป็นหมออยู่กรุงเทพ แล้วกะเป็นผัวของมู่เฮานำตอนนี้ กับพ่อของอาเธอร์นำ”(พี่ทีม...เขาหมออยู่กรุงเทพ แล้วก็เป็นสามีของเพื่อนเราอยู่ตอนนี้ กับพ่อของอาเธอร์ด้วย) เป็นอมีนาที่เดินเข้ามาอีกทาง และอธิบายบอกเพื่อนอีกกลุ่มของพิพิมฟัง“พิมนี้กะเก่งเนาะ...เรียนไปนำ เทิ้งเฮ็ดงาน เทิ้งเลี้ยงลูก แถมยังจบเทื่อเดียวได้ปริญญาตั้งสองใบ สุดยอดอีหลี แต่ตอนนี้เหลือใจแฮงแหม่ ได้ผัวหล่อคัก หล่อกะด้อกะเดี้ย...”(พิมนี้ก็เก่งน่ะ...เรียนไปด้วย ทั้งทำงาน ทั้งเลี้ยงลูก แถมยังจบที่เดียวได้ปริญญาตั้งสองใบ สุดยอดจริงๆ แต่ตอนนี้อิจฉา ได้สามีหล่อมาก หล่อเกินหน้าเกินต
ร่วมแสดงความยินดีหนึ่งสัปดาห์ต่อมาณ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(ภาคอีสาน)วันนี้เป็นวันที่พิพิมต้องกลับไปรับเกียรติบัตรใบจบการศึกษาที่มหาวิทยาลัยต่างจังหวัดที่เธอศึกษาอยู่ และครั้งนี้ทินกรก็เป็นเดินทางไปด้วยอีกครั้ง“พี่ทีมชักจะอู้งานบ่อยไปแล้วน่ะค่ะ พิมบอกแล้วไงว่าพิมมาเองได้” พิพิมพูดใส่ทินกรขึ้นมา เมื่อกำลังแต่งตัวเตรียมที่จะเดินทางไปมหาวิทยาลัย เพราะทั้งคู่เดินทางมาถึงตั้งแต่เมื่อวาน จึงแวะเข้าพักที่โรงแรมใกล้ๆกับ มหาวิทยาลัย เพื่อที่จะได้สะดวกต่อการเดินทางมาของครอบครัวที่จะมาร่วมแสดงความยินดีกับเธอในวันนี้ด้วย“เมียจ๋าท้องอยู่ใครจะยอมให้เดินทางมาคนเดียวครับ ส่วนเรื่องงานไม่ต้องห่วงหรอก มีหมอนพคอยจัดการแทนแล้ว” เสียงนุ่มของทินกรเอ่ยบอก พร้อมกับเดินเข้ามาสวมกอดหญิงสาวจากทางด้านหลัง อยู่หน้ากระจก“อย่างว่าแหล่ะเนอะ เป็นถึงลูกเจ้าของโรงพยาบาลนี้น่า จะทำอะไรก็ได้ใครจะกล้าว่า” พิพิมเอ่ยแซวขึ้นมา“รีบแต่งตัวกันเถอะครับ เพื่อนพิมน่าจะมารอกันแล้ว” ทินกรรีบเปลี่ยนเรื่องคุยทันที แล้วรีบช่วยแต่งตัวให้หญิงสาว“พิมไปพร้อมเพื่อนไม่ได้เหรอค่ะ” หญิงสาวหันหน้ามาอ้อนวอน เอ่ยขอร่างสูงตรงหน้าขึ้นมา“ไม่ไ
คุณพ่อลูกสามรุ่งเช้าทินกรพาหญิงสาวไปจดทะเบียนสมรส และทำเรื่องเปลี่ยนนามสกุลของลูกชายให้เรียบร้อย แล้วพาทั้งสองแม่ลูกไปเดินห้างชอปปิ้งซื้อของเล็กๆ น้อยๆ แล้วก็ไม่ลืมที่จะทำตามสัญญาพาลูกชายไปทานไอศกรีมตามที่เคยให้สัญญาเอาไว้“ยื่นมือมาหน่อยครับ” เสียงนุ่มของทินกรพูดขึ้นมาเมื่อขึ้นมาบนรถ แล้วแบมือขอมือของพิพิม“ทำไมค่ะ” พิพิมท่าทางงุนงง แต่ก็ยอมยื่นมือออกไป ตามที่ทินกรบอก และก็ไม่รู้ว่าทินกรจะทำอะไร“ข้างโน้นครับ” ทินกรเอ่ยบอกอีกครั้ง เมื่อพิพิมยื่นข้างขวาไปให้พิพิมจึงต้องยอมยื่นมือข้างซ้ายไปให้แก่ร่างสูง ที่ยื่นมือมารอรับ ทินกรไม่พูดอะไร แต่กลับเอาแหวนออกมาสวมให้แก่หญิงสาวที่นิ้วนางข้างซ้ายอบ่างบรรจงเบามือ“พี่ทีม” หญิงสาวตาเบิกกว้างขึ้นมาทันที เมื่อเห็นว่าทินกรทำอะไร“สวมวงนี้ไปก่อนน่ะ ไว้เรากลับมาจากต่างจังหวัด พี่จะเปลี่ยนวงใหม่ให้ แล้วเราค่อยมาจัดงานแต่งกันน่ะ” เสียงนุ่มเอ่ยบอก พร้อมกับจุมพิตลงไปที่แหวนบนนิ้ว“...” พิพิมไม่เอ่ยตอบอะไร เพราะมัวแต่เขินอายหน้าแดงอยู่อย่างทำตัวไม่ถูก“สวยไหมครับอาเธอร์” ทินกรยกมือของพิพิมที่สวมแหวนให้เมื่อสักครู่ หันไปให้ลูกชายดูแล้วถามขึ้นมา“ฉวยครั