LOGINหากใครคิดจะขวางอย่าได้หมาย ไม่เพียงร่างกายของเธอที่ต้องตกอยู่ใต้อาณัติของเขา หัวใจของทานตะวันก็ต้องตกเป็นทาสเสน่หาของเขา
หากไม่แล้ว...
ฆ่าเขาให้ตายเสียดีกว่า...
เพราะรักจึงอยากครอบครองให้สมรัก เป็นหนึ่งเดียวกับเด็กสาวที่เฝ้าทนุถนอมมานาน เธอทำให้เขารู้สึกเร่าร้อนรุนแรงขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่หรือเป็นเพราะโชคชะตาที่ทำให้เขาได้พบเธอ เด็กหญิงผู้ถูกทิ้งไว้ที่ท้ายรถกระบะของเขาเมื่อยี่สิบปีก่อนก็ไม่อาจรู้ได้...
“ตาภูมิ! เป็นอะไร ตาภูมิ!”
ภูมิที่กำลังฝันค้างถึงกับสะดุ้งตื่น ขยี้ตามองร่างตะคุ่มเจ้าของเสียงเรียกที่เห็นเลือนรางจากแสงสลัวที่ลอดผ่านม่านหน้าต่างเข้ามาแล้วต้องพรูลมหายใจหนักหน่วงเมื่อเห็นสายตาเป็นห่วงจากมารดา
“แม่”
“ก็แม่น่ะสิ เป็นอะไรล่ะเรา”
เจ้าของร่างท้วมผมสีดอกเลาลงนั่งข้างเตียงอังหลังมือกับหน้าผากชื้นเหงื่อของบุตรชาย ภูมิคว้ามือมารดาลงมากุมเหนือตักส่ายหน้าปฏิเสธ
“ผมไม่เป็นไรครับ”
“นี่ขนาดไม่เป็นไรนะ ร้องหาตะวันมันซะเสียงหลงเลย”“ผมเปล่าซะหน่อย”
“ย่ะ ให้มันจริงเถอะ แม่ก็นึกว่าแกว้าวุ่นเรื่องที่ไร่โน้นส่งคนมาทาบทามตะวันให้หนุ่มๆ บ้านเขาซะอีก”
“แล้วพวกบ้านนั้นเกี่ยวอะไรกับผมล่ะ”
“อ้าว! ตกลงเรื่องสู่ขอตะวันไม่เกี่ยวกับแกหรอกเหรอ”
“ก็ไม่เกี่ยวสิครับ ผมว่าพรุ่งนี้เช้าจะเข้าไร่ไปดูเด็กเก็บผลไม้รอบสุดท้ายซะหน่อย”
“แล้วจะได้แจ้นไปรับตะวันสินะ” มารดาหยอก
“ไม่ใช่ซะหน่อยน่ะแม่!”
ภูมิถึงกับหงุดหงิด รีบผุดลุกยืนคว้าผ้าขนหนูมาพันเอวปิดบ็อกเซอร์ที่สวมนอน มารดาได้แต่ส่ายหน้าระอาใจ พลันเหลือบไปเห็นบางอย่างที่บนเตียงนอนลูกชาย นางจึงได้แต่ยิ้มอย่างมีเลศนัย
“คนเรานี่ก็นะ ปากแข็งเหมือนหินแต่ใจไม่ยักกะแข็งเหมือนปาก นี่คงคิดมากจนเก็บเอาไปฝันถึงสิท่า”
“โธ่ แม่ครับ!” ภูมิเหลือบไปเห็นคราบวาวบนที่นอนแล้วถึงกับตาเหลือก รีบก้าวยาวๆ กระโดดขึ้นเตียงแล้วคว้าผ้าห่มคลุมปิดมิดคอ ก่อนจะเอ่ยคำพูดแก้เก้อ “แม่ไปนอนเถอะ”
“ไม่อยากรู้เรื่องบ้านโน้นจริงเหรอ”
“ก็เรื่องตะวันกับไอ้พวกไร่ฝั่งโน้นมันไม่ได้เกี่ยวกับผมซะหน่อย...”
“ฉันจะคอยดู”
“คอยดูได้เลย” ภูมิเสียงสั่นเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆ ปรับอารมณ์ให้นิ่งแต่ก็ต้องหลบสายตามารดาที่มองจ้องจับผิด ได้แต่ยิ้มกลบเกลื่อน ”จริงๆ นะแม่!”
“ย่ะ แกจะตัดสินใจยังไงก็รีบๆ เข้าล่ะ ขืนชักช้าอย่ามาร้องไห้งอแงให้ฉันเห็นก็แล้วกัน”
“โธ่! แม่! ผมไม่ใช่เด็กๆ”
“ในสายตาคนเป็นแม่ ถึงลูกจะโตกว่าควายยังไง ก็ยังเด็กอยู่ดีนั่นล่ะ”
“แม่เอาผมไปเปรียบกับควายเลยเหรอ”
“ก็ใช่น่ะสิ” ภาคินีค้อนขวับเข้าให้ “จะทำอะไรก็ให้รีบๆ เข้า ระวังจะเสียใจทีหลัง”
ภูมิอ่อนอกอ่อนใจ นี่ใครใช้ให้แม่ของเขารู้ทันเสียทุกเรื่องกัน...
ภูมิรู้สึกอับจนคำพูด ไม่ว่าตอนนี้หรือตอนไหน เขาก็พ่ายแพ้ต่อคำพูดของผู้หญิงบ้านนี้มาตลอด ทานตะวันก็คนนึงเก่งนักพูดให้ใจหวั่นไหว คราวนี้มารดาของเขาก็พอกัน ขยันเติมเชื้อไฟเสียจริง
เขาเริ่มหวั่นใจว่าจะโดนแย่งของรักแล้วสิ!
“ไม่กวนแกแล้ว นอนได้แล้ว”
“ครับ”
ภูมิมองตามหลังมารดาที่ปิดประตูห้องเสร็จ เขาจึงล้มตัวลงนอนนึกถึงความฝันเมื่อครู่ มันเสมือนจริงจนเขาแทบบ้า
โธ่! ไอ้ภูมิ ไอ้สมภารคิดจะกินไก่วัด!”
ภูมิก่นด่าตัวเองในใจด้วยความหงุดหงิด คิดว่าเพราะไม่ได้เจอทานตะวันนานพอที่จะทำให้ความรู้สึกเสน่หาที่มีต่อเธอเบาบางลง
แต่ไม่ใช่เลย...
มันยังคุกรุ่นอยู่ในใจ เหมือนตกอยู่ในบ่วงรักลุ่มหลงในตัวทานตะวัน
เธอเป็นสมบัติของเขา...
ของเขาคนเดียว...
ภูมิหลับตาล้มตัวลงนอนอีกหนพยายามข่มตาหลับ แต่ภาพในฝันเมื่อครู่ยังวนเวียน เขาหลับตาแล้วปล่อยใจล่องลอยไปไกลในจินตนาการ ยิ่งรู้ข่าวว่าคนไร่ข้างๆ มาทาบทามสู่ขอทานตะวันให้หลานชาย เขายิ่งนอนไม่ได้
โธ่โว้ย! ไอ้บ้า!
ภูมิผุดลุกนั่งกุมขมับทึ้งดึงหัวตัวเองอย่างบ้าคลั่ง จะทำยังไงให้หลับตาลงได้ แค่คิดว่าจะมีใครมาแย่งของรักก็แทบจะทนไม่ไหวแล้ว!
ในที่สุดภูมิก็นอนไม่หลับ...
ร่างสูงกำยำผุดลุกผุดนั่งทั้งคืนกว่าจะได้งีบก็เกือบเช้า กระทั่งแสงจากโทรศัพท์สว่างขึ้นพร้อมเสียงนาฬิกาปลุกแผดร้อง ภูมิจึงสะดุ้งตื่น
ด้านนอกฟ้ายังมืดแต่ภูมิตัดสินใจว่าจะรีบออกเดินทางไปรับทานตะวันกลับไร่ก่อนฟ้าสาง
ชายหนุ่มสตาร์ทรถญี่ปุ่นสี่ประตูคู่ใจ แต่ไม่ทันจะได้ออกรถก็โดนเงาของใครคนหนึ่งกระโดดเข้ามาขวางเสียก่อน ชายหนุ่มถึงกับสะดุ้งที่ถูกจับได้จึงเปิดหน้าต่างชะโงกหน้าออกไปหาคนที่สีหน้าไม่สู้ดีตรงหน้า
“โดดมาขวางอยากตายรึไง” ภูมิเอ็ด
แทนที่คนโดนให้พรแต่เช้าจะสลดกลับหรี่ตามองพร้อมคำฝากฝังชุดใหญ่
“แม่นายฝากมาบอกว่าให้พ่อเลี้ยงรีบพาคุณตะวันกลับบ้าน อย่าพาไปเถลไถลที่ไหนค่ะ”
“ฉันไม่ได้จะไปรับตะวัน” ภูมิคอแข็งตอบแต่พอเห็นสีหน้าเจ้าเล่ห์ราวกับรู้ทันของคนสนิทมารดา เขาจึงรีบบอก “ฉันจะไปดูไร่ตะหาก”
“แต่ทุกทีถ้าพ่อเลี้ยงไม่มีธุระไปต่างจังหวัดก็ไม่ขับคันนี้... เอ หรือแม่นายเข้าใจผิด”
“เออ... ก็ประมาณนั้นแหละ ไปไร่ก่อนแล้วจะแวะไปธุระในเมืองน่ะ”
“อ๋อ... ไปธุระในเมือง”
“แต่ไมได้ไปรับตะวัน”
“อ๋อ....”
น้ำเสียงยานคางรู้ทันของอีกฝ่ายทำให้ภูมิจิ๊จ๊ะขัดใจก่อนโบกมือไล่แล้วรีบขับรถออกไปทันที เขาทันได้เห็นมารดามองมาจากริมระเบียง สีหน้าของมารดานั้นดูนิ่งสงบ แต่ริมฝีปากที่ยกยิ้มขณะมองตามทำให้ภูมิรู้สึกสะท้าน เพราะถูกจับได้ไล่ทันเข้าให้
“งั้นก็จัดการตามที่แกเห็นสมควร แต่บอกไว้ก่อนว่าถ้าแกจัดการเรื่องนี้ไม่ได้อย่าหวังว่าแม่จะยกตะวันให้”ไม่ให้ก็ได้มาแล้วด้วยความเต็มใจของทานตะวันด้วยซ้ำหึ...“ว่าไง”“ผมรู้น่า” ภูมิจำใจรับปากอย่างหงุดหงิด“อีกอย่างที่แม่อยากขอร้องแก”“อะไรอีกครับ”คราวนี้น้ำเสียงภูมิติดรำคาญเล็กน้อย ภาคินีค้อนขวับลูกชายแล้วบอกน้ำเสียงจริงจัง“แม่ขอร้องว่าระหว่างที่ยังไม่ได้จัดงานตบแต่งเป็นเรื่องเป็นราว แกอย่าได้ทำแบบเมื่อคืนนี้อีก แล้วก็อย่าเที่ยวแสดงความเป็นเจ้าของตะวันจนออกนอกหน้าให้ใครรู้”“ได้ไงครับ” ภูมิแย้งทันที“แม่สงสารหลาน ลำพังเป็นกำพร้าก็น่าสงสารพออยู่แล้ว แกอย่าซ้ำเติมตะวันด้วยคำพูดติฉินนินทาของคนอื่นอีกเลย”“แต่ผม....”“แกรักตะวันจริงรึเปล่าล่ะ ถ้ารักก็เชื่อแม่สักครั้ง”ภูมิได้แค่คิดตามจริงสิ...เขาเอาแต่ใจ คิดเอาแต่ได้ ลืมนึกถึงเกียรติยศศักดิ์ศรีของทานตะวันที่เขารักยิ่งดวงใจจริงๆเฮ้อ! ไอ้ภูมิ คนเลว!ภูมิหน้าสลด แต่เมื่อเงยหน้าเจอแววตาคมกริบของมารดา เขาก็ต้องรับปากรับคำ มารดาของเขาเพิ่งหายป่วย คงไม่ดีนักถ้ายังเป็นแบบนี้“ก็ได้ครับแม่ ผมจะพยายาม”“ก็แค่นั้นแหละชอบทำตัวงี่เง่าไม่เข้าเรื่อง
จวงถึงกับลนลานมองนายทั้งสองสลับไปมาเห็นสีหน้าไม่สู้ดีก็รีบลงไปทันที เพียงคล้อยหลังแม่บ้านเก่าแก่ ภาคินีก็สะบัดตัวออกจากการพยุงของลูกชายเดินตรงไปยังห้องพระ ภูมิถึงกับถอนหายใจก่อนจะเดินตามไปคุกเข่าต่อหน้าพระประธานเคียงข้างมารดาที่นั่งมองภาพบิดาผู้ล่วงลับไปแล้วของเขา ครู่ใหญ่ภาคินีจึงเอ่ยเสียงเรียบราวสะกดกลั้นอารมณ์เต็มที่“สารภาพต่อหน้าพระเดี๋ยวนี้”“สารภาพอะไรครับแม่” ชายหนุ่มถามกลับเสียงอ่อยเมื่อมองสบตามารดาเห็นแววขึ้งโกรธคงอยู่“ก็สารภาพต่อหน้ารูปพ่อแกกับพระท่านว่าที่ทำแบบนั้นกับตะวันว่าแกจริงจังหรือเห็นเด็กเป็นของเล่น”“โธ่! แม่ครับ!” ภูมิอุทาน คิ้วขมวดมุ่นด้วยความหงุดหงิดกับคำพูดมารดา “ผมรักตะวันแม่ก็รู้”“รู้ที่ไหน แกไม่เคยบอกสักคำ”“ก็ผม” พ่อเลี้ยงหนุ่มอึกอักพูดไม่ออก “ผมรู้ว่าแม่รู้ อย่ามาบีบผมให้พูดเลย”“ฉันไม่ได้บีบแต่แกเองที่อมพะนำอ้ำอึ้งไม่ชัดเจน”“ก็ผมจะชัดเจนได้ไงในเมื่อตอนนั้นตะวันยังเด็กอยู่”“แต่ตอนนี้ตะวันเป็นผู้ใหญ่แล้ว แกต้องชัดเจน” “ผมก็กำลังชัดเจนอยู่ในแบบของผม” ภูมิแก้ตัวทั้งที่จริงแล้วก็รู้ว่าสิ่งที่ทำเหมือนไม่ให้เกียรติทานตะวัน ซึ่งมารดาของเขาก็ไม่ชอ
“ตะวันรู้ ตะวันขอโทษค่ะคุณย่า ฮืออ” ทานตะวันละล่ำละลักกอดเท้าแนบหน้ากับเท้าผู้มีพระคุณแน่ภาคินีถอนหายใจหนักหน่วง น้ำตาปริ่มตาสงสารเด็กน้อยน่ารักที่เลี้ยงมาแต่อ้อนแต่ออกไม่วาย แต่นางต้องสั่งสอนให้ทานตะวันรู้ว่าสิ่งที่ทำนั้นไม่ถูกต้องถึงแม้คนสองคนรักกันจะไม่ผิด แต่ผิดที่ใจเร็วด่วนได้โดยไม่ทำให้ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม“หยุดพูดคำว่าขอโทษแล้วตอบย่าว่าทำไมไม่ฟังคำย่าสอน ทำไมไม่รักนวลสงวนตัว” นางถามเสียงเครียดพลางทุบแผ่นหลังบอบบางสั่งสอนหลายครั้ง ถึงไม่แรงแต่มันอาจทำให้คนถูกทุบและตัวต้นเหตุรู้สึกเจ็บได้“แม่ครับ! หยุดตีตะวันสักที” ภูมิยื้อข้อมือมารดาที่เงี้อค้างจ้องตาเขียวปัดมาที่เขา“ปล่อย”“ไม่ครับ” “แม่จะสั่งสอนหลาน” นางว่าพลางเงื้อมือจะทุบต่อ แต่ถูกรั้งไว้อีก “หรือว่าแกอยากโดนแทน”ทานตะวันเห็นสองแม่ลูกยื้อยุดก็โผเข้าคั่นกลาง พยายามปลดมือภูมิออก “ปล่อยมือคุณย่าค่ะอาภูมิ ตะวันผิดไปแล้ว ตีตะวันแต่อย่าโกรธอาภูมิเลยนะคะคุณย่า”“อยากโดนตีใช่ไหม ทานตะวัน!” ภาคินีเอ่ยเสียงเบาลงด้วยความอ่อนใจ“ค่ะคุณย่า”“ได้!”ทานตะวันสะอึกสะอื้นคุกเข่าคลานเข้ากอดขาอย่างจำนนให้ผู้เป็นย่าทุบตี ภาคินี
“มีที่ไหนล่ะครับ ผมนอนคนเดียว”“สภาพแบบนี้เนี่ยนะ”ภูมิที่เพิ่งออกจากห้องน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า และกำลังรูดซิปกางเกงยีนส์ขึ้นถึงกับชะงักก่อนจะกวาดตามองไปรอบๆ พบทั้งเสื้อผ้าเกลื่อนพื้น ที่นอนยับยู่ยี่ ผ้าห่มม้วนขยุกขยุยไม่เป็นระเบียบ อีกทั้งกลางที่นอนนั่นชิบหายละ!ชายหนุ่มรู้ว่าที่ถูกไล่ต้อนแบบนี้เพราะมารดากำลังจับพิรุธเขาอยู่ ใจพลันคิดถึงทานตะวัน หวังว่าเธอจะออกไปจากห้องทันก่อนมารดาจะเข้ามา แต่เมื่อเหลือบมองไปทางผ้าม่านประตูระเบียงที่ไหวพะเยิบพะยาบตามแรงลมก็รู้แล้วว่ามีอะไรที่ด้านนอกนั่น“ว่าไง” นางถามย้ำพลางหรี่ตามองจับผิด “ตอบมา ตอบให้ดีๆ ด้วยล่ะ ฉันรอฟัง”ภูมิรู้เลยว่ามารดากำลังฉุนใจขาด ดูจากสรรพนามที่เรียกแทนตัวเองก็รู้“โธ่ แม่ก็รู้ว่าผมนอนดิ้น”“แค่นี้”“ครับ”ภาคินีส่ายหน้าระอาเพราะรู้อยู่แก่ใจ นางเคยถามลูกชายเรื่องความรู้สึกที่มีต่อทานตะวัน แต่คำตอบที่ได้รับกลับไม่ชัดเจน นางร้อนใจไม่อยากให้ทานตะวันตกลงปลงใจกับใครไวนัก อย่างน้อยก็ไม่ใช่เวลานี้ ถึงยังไงเรือล่มในหนองก็ย่อมดีกว่า นางหมายตาทานตะวันไว้ให้แต่ใครจะรู้ใจลูกชายที่เริ่มแก่ หัวดื้อ แถมยังปากหนักนี่สิ!“แกจะทำอะไรก็ให้มันชัด
ให้รู้ซะบ้างว่าทานตะวันเป็นของเขา ใครหน้าไหนอย่าสะเออะเหอะ!ร่างสูงล่ำคล้ำแดดไม่สวมเสื้อผ้ากลับมาทิ้งตัวลงนอนข้างร่างนุ่มโอบกอดเธอไว้ ทานตะวันส่งเสียงงึมงำในลำคอแล้ววาดมือโอบเอวของเขาเช่นกัน เพียงเท่านั้นไฟราคะก็ลุกโชนอีกรอบ ร่างบางถูกรุกรานจากรสสัมผัสและดำกฤษณาต้องโอนอ่อนผ่อนตามไปอีกตามเคยภูมิพินิจดวงหน้าชื้นเหงื่อของหลานสาวที่ตอนนี้แปรเปลี่ยนสถานะเป็นภรรยาทางพฤตินัยของตนด้วยแววตารักใคร่ เรียวนิ้วไล้พวงแก้มนวลจนอีกฝ่ายรู้ตัวขยับกาย“กี่โมงแล้วคะอาภูมิ”อาหนุ่มยกยิ้มจ้องนาฬิกาข้างฝาผนังแล้วตอบ “เกือบเก้าโมงแล้วจ้ะ หิวรึยัง อาจะได้ทำอะไรให้กิน”“ห๊า! เก้าโมง!”ทานตะวันทะลึ่งพรวดลุกนั่ง สีหน้าเหยเก “ทำไมไม่ปลุกคะ ตะวันต้องรีบไปหาคุณย่า”“เดี๋ยวค่อยไปสายหน่อยก็ได้”“อาภูมิไม่ห่วงคุณย่าเหรอคะ ”“ไม่ใช่อย่างนั้น แต่อาว่า...”“คุณย่าเป็นแม่อาภูมินะ!” เด็กสาวเสียงขุ่นก่อนลุกพรวดพราดแต่โดนดึงแขนไว้จึงหันกลับมาทำหน้าตูมเสียงเข้ม “ตะวันจะไปหาคุณย่าค่ะ”“อย่าเพิ่งเลยน่า”“เอ๊ะ! อาภูมิทำไมดื้อ”เธอไม่ฟังที่ถูกยื้อ แต่ภูมิโอบเอวไว้ไม่ให้ลุก ทำให้ทานตะวันถึงกับหน้าบึ้งดึงมือออกแล้วผลุบหายเข้าไปใน
“พักนึงแล้ว อานอนไม่หลับเลยออกมาคิดอะไรเพลินๆ ริมระเบียง”“คิดอะไรอยู่เหรอคะ มีตะวันอยู่ในความคิดอาภูมิรึเปล่า” เธอถามหยอกเย้าแต่นึกได้ก็รีบบอก “ตะวันขอโทษที่ละลาบละล้วงค่ะ”“ละลาบละล้วงอะไรกัน”“ก็ที่ถาม”“ตะวันสงสัยว่าอาคิดเรื่องตะวันรึเปล่าน่ะเหรอ”“ค่ะ ตะวันไม่อยากให้อาภูมิรู้สึกผิดที่ทำแบบนี้ ตะวันอยากให้อาภูมิรู้ว่าตะวันเต็มใจ”ภูมินั่งลงข้างเตียงจ้องหน้าเด็กสาวที่ยังผมเผ้ารุงรังเพราะบทรักเมื่อคืน มือหนายกขึ้นลูบพวงแก้มสีชมพูระเรื่อก่อนจะโน้มตัวจูบริมฝีปากบวมเจ่อเบาๆ“อารักตะวัน”“รู้แล้วค่ะ อาภูมิบอกหลายรอบแล้ว”“อาอยากพูดให้ฟังทุกวัน”“ตะวันก็จะรอฟังทุกวัน” เธอตอบยิ้มๆ“ฟังอย่างเดียวไม่พอ ต้องให้อารักทุกวันด้วย”“หา!”ทานตะวันอ้าปากค้างเข้าใจความหมายแฝงในนั้น ภูมิยิ้มกริ่มจูบริมฝีปากอิ่มรวดเร็วอีกครั้งก่อนจะโอบร่างเล็กไว้ในอ้อมแขน“ตกใจขนาดนั้นเชียว หรือว่าที่อาทำตะวันไม่มีความสุข”“ปะ... เปล่าค่ะ ตะวันมีความสุข... แต่ทุกวันมันเจ็บ”“ทำหลายๆ วัน ไม่นานก็หายเจ็บค่ะ” อาหนุ่มพูดสองแง่สองง่าม ในขณะที่เด็กสาวถึงกับหน้าแดงซ่าน“อาภูมิทะลึ่ง|“แน่ะ ว่าอาอีกแล้ว เอาเถอะอาไม่แกล้งแล้ว
ทานตะวันอาศัยทีเผลอเปิดล็อคประตูรถจะก้าวลงไป มือหนาๆ ของเขาก็คว้าข้อมือเธอไว้แล้วกระชากกลับก่อนจะปิดล็อคจากฝั่งตัวเอง“เจ็บนะคะ!” เธอร้องบอก“เจ็บก็ดีแล้ว กล้าดียังไงดื้อกับอาแบบนี้ ลงไปเกิดอันตรายจะทำยังไง”“อยู่ที่นี่ก็อันตรายพอกันแหละค่ะ” เธอตอบพลันน้ำตาก็หยาดหยด “โอ๊ย! ตะวันเจ็บค่ะอา”ภูมิกัดฟั
ทานตะวันผงะกับถ้อยคำประหลาด หัวใจเธอพองโตอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แต่ภูมิมีศักดิ์เป็นอาส่วนเธอมีฐานะเป็นเพียงหลานบุญธรรมของคุณภาคินีมารดาของภูมิ เธอไม่กล้าแม้แต่จะอาจเอื้อมคิดเผยอเทียบเคียงกับเขาได้เลย“อา... คือว่า... อา”ภูมิตั้งท่าจะสารภาพความรู้สึกกับทานตะวัน ถึงยังไงเขาก็ไม่ปล่อยให้เธอเป็นของใคร
แค่คิดก็เบื่อ ดีที่มีชลทิศมาคุยเป็นเพื่อน แต่คุยได้ไม่นานภูมิก็เดินตรงเข้ามาสีหน้าถมึงทึงจนทานตะวันที่กำลังหัวเราะร่วนถึงกับหุบยิ้มอย่างรวดเร็ว“คุยอะไรอยู่หัวเราะสนุกเชียว”คำถามราบเรียบแต่น้ำเสียงดุดันของอาหนุ่ม ทั้งมองเธอและตวัดหางตามาทางชลทิศ ทำให้ทานตะวันขนคอลุกชัน เธอยิ้มแหยๆ แนะนำอีกฝ่ายกับอ
สองสาวถึงกับเหวอโดยเฉพาะมัสลินที่ไม่ทันจะอ้าปากพูดใดๆ ภูมิก็โบกมือห้ามทำให้หญิงสาวถึงกับค้าง “นี่นายคงไม่คิดจะให้หนูตะวันไปจมปลักอยู่ที่ไร่กับนายหรอกนะ นายภูมิ” “ก็แล้วทำไมล่ะ ไร่ฉันมันเป็นไง” “ก็มันทั้งเก่า ทั้งโทรมจะตาย ฉันว่านายอย่าเก็บหนูตะวันไว้คนเดียวเลย...







