Mag-log inจบซะที...
ทานตะวันมองไปรอบบริเวณด้วยความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ ตลอดสี่ปีที่เรียนที่นี่ ไม่มีวันไหนที่เธอจะรู้สึกใจหายเหมือนวันนี้ วันที่รู้ว่ากำลังก้าวออกไปสู่โลกกว้างอีกช่วงหนึ่งของชีวิต
เธอไม่รู้เลยว่าต่อจากนี้จะมีสิ่งใดรออยู่...
“ตะวันๆ ดูโน่นสิ”
“อะไร”
“โน่นไง ดูสิ”ทานตะวันปัดมือเพื่อนที่เขย่าแขนเธอขณะกำลังเก็บโน้ตบุ๊กตัวเก่งลงกระเป๋าทำให้กล่องกระดาษสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดเล็กเกือบร่วงหล่นลงพื้นโชคดีที่เด็กสาวคว้าไว้ได้ทัน
“สานี่ยังไง เกือบทำของหวงของตะวันตกพื้นและนะ”
“ช่างของมันก่อนเหอะน่า ดูโน่นก่อนว่าใครมา!”
สารสาไม่วายพยักเพยิดให้ ทานตะวันมุ่นคิ้ว หน้างอเพราะความรำคาญ
“ใครมาก็ช่างสิ ไม่เกี่ยวกับเราซะหน่อย เรากำลังรีบอย่าเพิ่งกวน”
“กลัวคนที่บ้านมารอนานงั้นเหรอ” สารสาลากเสียงยานคาง
ทานตะวันจึงจีบนิ้วเรียวดีดเข้ากลางหน้าผากเพื่อนสนิททันที
“โอ๊ย! ดีดหน้าผากเราทำไมอะตะวัน”
“ก็สากวน ไม่เห็นเหรอเรารีบ”
“ก็เห็นน่ะสิ ถึงได้บอก” สารสาว่าแล้วก็ชี้มือไปอีกทางก่อนเอ่ยเสียงน้อยใจ “นึกว่าตะวันจะดีใจที่ไหนได้.. ฮึ“
เสียงของสารสาทำให้ทานตะวันฉุกใจคิด ในโลกนี้จะมีอะไรที่ทำให้เธอดีใจได้เท่ากับ แค่คิดหญิงสาวก็ถึงกับหน้าเหรอหราทันใด
“หรือว่า...”
“อือ...” สารสาพยักหน้า “เราไปก่อนนะ ขี้เกียจให้อาของตะวันสัมภาษณ์อีก”
“อืม รีบไป”
“แหม...” สารสาทำหน้าล้อเลียน
ทานตะวันแลบลิ้นให้แล้วมองเพื่อนรักผละออกไปก่อนจะรีบเก็บของยัดใส่กระเป๋าลวกๆ กว่าเดิม ตอนนี้หัวใจของเธอพองโตเหนือสิ่งอื่นใด
จะได้เจออาภูมิ...
จะได้กลับบ้านไร่ไปเจอคุณย่าแล้ว...
ทานตะวันยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ คว้ากระเป๋าสะพายกับกระเป๋าเป้เดินทางที่วางบนพื้นใกล้ๆ ขึ้นมาเตรียมพร้อมขณะยืนหันหลังให้เจ้าของเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่กำลังใกล้เข้ามา นาทีนี้ทานตะวันใจเต้นไม่เป็นส่ำ หนำซ้ำหน้ายังบานยิ่งกว่าจานดาวเทียมเสียแล้ว
“ตะวัน!”
ทานตะวันในชุดนิสิตแสร้งทำเหมือนเพิ่งรู้ตัว รีบหันกลับมาตามเสียงเรียก แก้มนวลใสแดงเรื่อโดดเด่นด้วยผมดำสลวยรวบตึงสูงเผยหน้าผากสูงนวลเนียนและดวงหน้าเรียวรูปไข่ ดวงตาระยิบระยับและรอยยิ้มพรายของเด็กสาวบ่งบอกความตื่นเต้นสร้างรอยยิ้มแห่งความพึงพอใจให้หนุ่มใหญ่เร่งฝีเท้ารีบเดินเข้าไปหา
“จบซะทีนะเรา”
“ค่ะ”
ทานตะวันตอบรับพร้อมรอยยิ้มมากมายมหาศาล เธอรู้ตัวว่าความสำเร็จวันนี้จะนำมาซึ่งความภาคภูมิใจของผู้มีพระคุณ และเธอก็รู้ว่าเธอคิดไม่ผิด
“อามารับกลับบ้าน”
“ลมอะไรหอบอาภูมิมาถึงที่นี่คะ”
“ลมพายุของคุณย่าน่ะสิ สั่งกำชับให้อามารับจะได้ขนของใช้เรากลับไร่พร้อมกัน”
“ที่จริงของมีนิดเดียว ตะวันกลับกับเพื่อนได้ค่ะ”
“กลัวใครรู้รึไงว่ามีหนุ่มใหญ่มารับ”
“โธ่! อาภูมิ”
เด็กสาวหน้าง้ำเมื่อสบตาอาหนุ่มแต่เขากลับเมินหนี เธอหุบยิ้มทันที หันรีหันขวางก่อนจะหัวเราะแก้เก้อ
“เห็นอาภูมิมาดนิ่งๆ แบบนี้ก็มีมุกนะคะ”
“มุกอะไรของเรา”
“ก็มุกหนุ่มใหญ่ไงคะ แหม... ใครๆ ก็รู้ค่ะว่าอาภูมิเป็นอาไม่ใช่เป็นอย่างอื่น”
“ก็นั่นสินะ” ภูมิตอบเก้อๆ
แค่อางั้นหรือ...
ก็ได้...
วันนี้ได้เป็นแค่อา แต่วันพรุ่งนี้รับรองไม่ใช่...
“ไปได้แล้วอาเหนื่อยอยากกลับไปพักเต็มที”
พูดจบภูมิก็หันหลังเดินนำไป ทานตะวันได้แต่หันรีหันขวางก้าวตามอาหนุ่มไปติดๆ
“รอตะวันด้วยสิคะอาภูมิ!”
ทานตะวันเรียกไว้แต่อาหนุ่มไม่หันกลับมา เธอหน้าเสียอยากหยอกเย้าแต่ดูเหมือนเขากลับไม่พอใจ เธอมองตามหลังภูมิด้วยความสับสน เมื่อครู่เธอดีใจแทบตายที่เห็นอาหนุ่มมารับ ร้อยวันพันปีไม่เคยสักครั้งที่เขาจะใส่ใจ แล้ววันนี้เกิดอะไรขึ้นหนอ...
เด็กสาวยักไหล่ก่อนหยิบกระเป๋าสะพายเดินตามไป แต่แค่ไม่กี่ก้าวก็ต้องชะงักอีกครั้ง เมื่อเสียงร้องเรียกดังมาแต่ไกล เด็กหนุ่มร่างสูงผมยาวประบ่าในชุดนักศึกษาวิ่งเข้ามาหา ร้องเรียกจนผู้คนพากันเหลียวมอง
“ตะวันรอเดี๋ยว!”
“อ้าว... เพชรเหรอ?” เด็กสาวหยุดยืนกอดอก แกล้งชักสีหน้าหงุดหงิดใส่ “มีอะไร รีบๆ พูดมาเลย อาภูมิหน้างอเป็นม้าหมากรุกแล้ว”
“วันนี้เสือยิ้มยากมารับเหรอ?”
“อือ” เด็กสาวทำปากยื่นพยักเพยิดให้มองตาม “น่ากลัวเนอะ นี่ตะวันเพิ่งโดนดุเลยแหละ”
“เหวอออออ” เด็กหนุ่มอุทานเหลียวมองตามเห็นหน้าหล่อเข้มงอง้ำ ของหนุ่มใหญ่ก็หัวเราะร่วน “เออ... จริง ตอนนี้ไม่ใช่แค่เสือยิ้มยาก เพชรว่าเสือจะขย้ำเหยื่อมากกว่า”
“เห็นมะ เพชรพูดมากระวังจะเป็นเหยื่อให้เสือขย้ำนะ” เด็กสาวกระซิบแล้วห่อไหล่ทำท่ากลัว
พัชระหน้าถอดสีแต่รีบกลบเกลื่อนด้วยยิ้มสว่างไสวพร้อมกับของในมือยื่นให้ “อะ... นี่ เพชรให้”
“อะไรอะ”
“ของขวัญ”
“โห! ทำไมวันนี้เพชรใจดีกับตะวันจัง” หญิงสาวเผยรอยยิ้มน่ารัก จ้องของขวัญในมือพัชระด้วยความตื่นเต้น “ให้เนื่องในโอกาสอะไรเหรอเพชร”
“ของขวัญสำหรับคนเก่งที่สุดในรุ่นเราไง”
“อุ๊ย! น่ารักมาก” เธอมองแล้วยิ้มกว้าง “ตะวันแค่ได้เกียรตินิยมเอง”
“ก็อันดับหนึ่งไหมล่ะ”
“แน่อยู่แล้ว”
“งั้นก็จัดการตามที่แกเห็นสมควร แต่บอกไว้ก่อนว่าถ้าแกจัดการเรื่องนี้ไม่ได้อย่าหวังว่าแม่จะยกตะวันให้”ไม่ให้ก็ได้มาแล้วด้วยความเต็มใจของทานตะวันด้วยซ้ำหึ...“ว่าไง”“ผมรู้น่า” ภูมิจำใจรับปากอย่างหงุดหงิด“อีกอย่างที่แม่อยากขอร้องแก”“อะไรอีกครับ”คราวนี้น้ำเสียงภูมิติดรำคาญเล็กน้อย ภาคินีค้อนขวับลูกชายแล้วบอกน้ำเสียงจริงจัง“แม่ขอร้องว่าระหว่างที่ยังไม่ได้จัดงานตบแต่งเป็นเรื่องเป็นราว แกอย่าได้ทำแบบเมื่อคืนนี้อีก แล้วก็อย่าเที่ยวแสดงความเป็นเจ้าของตะวันจนออกนอกหน้าให้ใครรู้”“ได้ไงครับ” ภูมิแย้งทันที“แม่สงสารหลาน ลำพังเป็นกำพร้าก็น่าสงสารพออยู่แล้ว แกอย่าซ้ำเติมตะวันด้วยคำพูดติฉินนินทาของคนอื่นอีกเลย”“แต่ผม....”“แกรักตะวันจริงรึเปล่าล่ะ ถ้ารักก็เชื่อแม่สักครั้ง”ภูมิได้แค่คิดตามจริงสิ...เขาเอาแต่ใจ คิดเอาแต่ได้ ลืมนึกถึงเกียรติยศศักดิ์ศรีของทานตะวันที่เขารักยิ่งดวงใจจริงๆเฮ้อ! ไอ้ภูมิ คนเลว!ภูมิหน้าสลด แต่เมื่อเงยหน้าเจอแววตาคมกริบของมารดา เขาก็ต้องรับปากรับคำ มารดาของเขาเพิ่งหายป่วย คงไม่ดีนักถ้ายังเป็นแบบนี้“ก็ได้ครับแม่ ผมจะพยายาม”“ก็แค่นั้นแหละชอบทำตัวงี่เง่าไม่เข้าเรื่อง
จวงถึงกับลนลานมองนายทั้งสองสลับไปมาเห็นสีหน้าไม่สู้ดีก็รีบลงไปทันที เพียงคล้อยหลังแม่บ้านเก่าแก่ ภาคินีก็สะบัดตัวออกจากการพยุงของลูกชายเดินตรงไปยังห้องพระ ภูมิถึงกับถอนหายใจก่อนจะเดินตามไปคุกเข่าต่อหน้าพระประธานเคียงข้างมารดาที่นั่งมองภาพบิดาผู้ล่วงลับไปแล้วของเขา ครู่ใหญ่ภาคินีจึงเอ่ยเสียงเรียบราวสะกดกลั้นอารมณ์เต็มที่“สารภาพต่อหน้าพระเดี๋ยวนี้”“สารภาพอะไรครับแม่” ชายหนุ่มถามกลับเสียงอ่อยเมื่อมองสบตามารดาเห็นแววขึ้งโกรธคงอยู่“ก็สารภาพต่อหน้ารูปพ่อแกกับพระท่านว่าที่ทำแบบนั้นกับตะวันว่าแกจริงจังหรือเห็นเด็กเป็นของเล่น”“โธ่! แม่ครับ!” ภูมิอุทาน คิ้วขมวดมุ่นด้วยความหงุดหงิดกับคำพูดมารดา “ผมรักตะวันแม่ก็รู้”“รู้ที่ไหน แกไม่เคยบอกสักคำ”“ก็ผม” พ่อเลี้ยงหนุ่มอึกอักพูดไม่ออก “ผมรู้ว่าแม่รู้ อย่ามาบีบผมให้พูดเลย”“ฉันไม่ได้บีบแต่แกเองที่อมพะนำอ้ำอึ้งไม่ชัดเจน”“ก็ผมจะชัดเจนได้ไงในเมื่อตอนนั้นตะวันยังเด็กอยู่”“แต่ตอนนี้ตะวันเป็นผู้ใหญ่แล้ว แกต้องชัดเจน” “ผมก็กำลังชัดเจนอยู่ในแบบของผม” ภูมิแก้ตัวทั้งที่จริงแล้วก็รู้ว่าสิ่งที่ทำเหมือนไม่ให้เกียรติทานตะวัน ซึ่งมารดาของเขาก็ไม่ชอ
“ตะวันรู้ ตะวันขอโทษค่ะคุณย่า ฮืออ” ทานตะวันละล่ำละลักกอดเท้าแนบหน้ากับเท้าผู้มีพระคุณแน่ภาคินีถอนหายใจหนักหน่วง น้ำตาปริ่มตาสงสารเด็กน้อยน่ารักที่เลี้ยงมาแต่อ้อนแต่ออกไม่วาย แต่นางต้องสั่งสอนให้ทานตะวันรู้ว่าสิ่งที่ทำนั้นไม่ถูกต้องถึงแม้คนสองคนรักกันจะไม่ผิด แต่ผิดที่ใจเร็วด่วนได้โดยไม่ทำให้ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม“หยุดพูดคำว่าขอโทษแล้วตอบย่าว่าทำไมไม่ฟังคำย่าสอน ทำไมไม่รักนวลสงวนตัว” นางถามเสียงเครียดพลางทุบแผ่นหลังบอบบางสั่งสอนหลายครั้ง ถึงไม่แรงแต่มันอาจทำให้คนถูกทุบและตัวต้นเหตุรู้สึกเจ็บได้“แม่ครับ! หยุดตีตะวันสักที” ภูมิยื้อข้อมือมารดาที่เงี้อค้างจ้องตาเขียวปัดมาที่เขา“ปล่อย”“ไม่ครับ” “แม่จะสั่งสอนหลาน” นางว่าพลางเงื้อมือจะทุบต่อ แต่ถูกรั้งไว้อีก “หรือว่าแกอยากโดนแทน”ทานตะวันเห็นสองแม่ลูกยื้อยุดก็โผเข้าคั่นกลาง พยายามปลดมือภูมิออก “ปล่อยมือคุณย่าค่ะอาภูมิ ตะวันผิดไปแล้ว ตีตะวันแต่อย่าโกรธอาภูมิเลยนะคะคุณย่า”“อยากโดนตีใช่ไหม ทานตะวัน!” ภาคินีเอ่ยเสียงเบาลงด้วยความอ่อนใจ“ค่ะคุณย่า”“ได้!”ทานตะวันสะอึกสะอื้นคุกเข่าคลานเข้ากอดขาอย่างจำนนให้ผู้เป็นย่าทุบตี ภาคินี
“มีที่ไหนล่ะครับ ผมนอนคนเดียว”“สภาพแบบนี้เนี่ยนะ”ภูมิที่เพิ่งออกจากห้องน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า และกำลังรูดซิปกางเกงยีนส์ขึ้นถึงกับชะงักก่อนจะกวาดตามองไปรอบๆ พบทั้งเสื้อผ้าเกลื่อนพื้น ที่นอนยับยู่ยี่ ผ้าห่มม้วนขยุกขยุยไม่เป็นระเบียบ อีกทั้งกลางที่นอนนั่นชิบหายละ!ชายหนุ่มรู้ว่าที่ถูกไล่ต้อนแบบนี้เพราะมารดากำลังจับพิรุธเขาอยู่ ใจพลันคิดถึงทานตะวัน หวังว่าเธอจะออกไปจากห้องทันก่อนมารดาจะเข้ามา แต่เมื่อเหลือบมองไปทางผ้าม่านประตูระเบียงที่ไหวพะเยิบพะยาบตามแรงลมก็รู้แล้วว่ามีอะไรที่ด้านนอกนั่น“ว่าไง” นางถามย้ำพลางหรี่ตามองจับผิด “ตอบมา ตอบให้ดีๆ ด้วยล่ะ ฉันรอฟัง”ภูมิรู้เลยว่ามารดากำลังฉุนใจขาด ดูจากสรรพนามที่เรียกแทนตัวเองก็รู้“โธ่ แม่ก็รู้ว่าผมนอนดิ้น”“แค่นี้”“ครับ”ภาคินีส่ายหน้าระอาเพราะรู้อยู่แก่ใจ นางเคยถามลูกชายเรื่องความรู้สึกที่มีต่อทานตะวัน แต่คำตอบที่ได้รับกลับไม่ชัดเจน นางร้อนใจไม่อยากให้ทานตะวันตกลงปลงใจกับใครไวนัก อย่างน้อยก็ไม่ใช่เวลานี้ ถึงยังไงเรือล่มในหนองก็ย่อมดีกว่า นางหมายตาทานตะวันไว้ให้แต่ใครจะรู้ใจลูกชายที่เริ่มแก่ หัวดื้อ แถมยังปากหนักนี่สิ!“แกจะทำอะไรก็ให้มันชัด
ให้รู้ซะบ้างว่าทานตะวันเป็นของเขา ใครหน้าไหนอย่าสะเออะเหอะ!ร่างสูงล่ำคล้ำแดดไม่สวมเสื้อผ้ากลับมาทิ้งตัวลงนอนข้างร่างนุ่มโอบกอดเธอไว้ ทานตะวันส่งเสียงงึมงำในลำคอแล้ววาดมือโอบเอวของเขาเช่นกัน เพียงเท่านั้นไฟราคะก็ลุกโชนอีกรอบ ร่างบางถูกรุกรานจากรสสัมผัสและดำกฤษณาต้องโอนอ่อนผ่อนตามไปอีกตามเคยภูมิพินิจดวงหน้าชื้นเหงื่อของหลานสาวที่ตอนนี้แปรเปลี่ยนสถานะเป็นภรรยาทางพฤตินัยของตนด้วยแววตารักใคร่ เรียวนิ้วไล้พวงแก้มนวลจนอีกฝ่ายรู้ตัวขยับกาย“กี่โมงแล้วคะอาภูมิ”อาหนุ่มยกยิ้มจ้องนาฬิกาข้างฝาผนังแล้วตอบ “เกือบเก้าโมงแล้วจ้ะ หิวรึยัง อาจะได้ทำอะไรให้กิน”“ห๊า! เก้าโมง!”ทานตะวันทะลึ่งพรวดลุกนั่ง สีหน้าเหยเก “ทำไมไม่ปลุกคะ ตะวันต้องรีบไปหาคุณย่า”“เดี๋ยวค่อยไปสายหน่อยก็ได้”“อาภูมิไม่ห่วงคุณย่าเหรอคะ ”“ไม่ใช่อย่างนั้น แต่อาว่า...”“คุณย่าเป็นแม่อาภูมินะ!” เด็กสาวเสียงขุ่นก่อนลุกพรวดพราดแต่โดนดึงแขนไว้จึงหันกลับมาทำหน้าตูมเสียงเข้ม “ตะวันจะไปหาคุณย่าค่ะ”“อย่าเพิ่งเลยน่า”“เอ๊ะ! อาภูมิทำไมดื้อ”เธอไม่ฟังที่ถูกยื้อ แต่ภูมิโอบเอวไว้ไม่ให้ลุก ทำให้ทานตะวันถึงกับหน้าบึ้งดึงมือออกแล้วผลุบหายเข้าไปใน
“พักนึงแล้ว อานอนไม่หลับเลยออกมาคิดอะไรเพลินๆ ริมระเบียง”“คิดอะไรอยู่เหรอคะ มีตะวันอยู่ในความคิดอาภูมิรึเปล่า” เธอถามหยอกเย้าแต่นึกได้ก็รีบบอก “ตะวันขอโทษที่ละลาบละล้วงค่ะ”“ละลาบละล้วงอะไรกัน”“ก็ที่ถาม”“ตะวันสงสัยว่าอาคิดเรื่องตะวันรึเปล่าน่ะเหรอ”“ค่ะ ตะวันไม่อยากให้อาภูมิรู้สึกผิดที่ทำแบบนี้ ตะวันอยากให้อาภูมิรู้ว่าตะวันเต็มใจ”ภูมินั่งลงข้างเตียงจ้องหน้าเด็กสาวที่ยังผมเผ้ารุงรังเพราะบทรักเมื่อคืน มือหนายกขึ้นลูบพวงแก้มสีชมพูระเรื่อก่อนจะโน้มตัวจูบริมฝีปากบวมเจ่อเบาๆ“อารักตะวัน”“รู้แล้วค่ะ อาภูมิบอกหลายรอบแล้ว”“อาอยากพูดให้ฟังทุกวัน”“ตะวันก็จะรอฟังทุกวัน” เธอตอบยิ้มๆ“ฟังอย่างเดียวไม่พอ ต้องให้อารักทุกวันด้วย”“หา!”ทานตะวันอ้าปากค้างเข้าใจความหมายแฝงในนั้น ภูมิยิ้มกริ่มจูบริมฝีปากอิ่มรวดเร็วอีกครั้งก่อนจะโอบร่างเล็กไว้ในอ้อมแขน“ตกใจขนาดนั้นเชียว หรือว่าที่อาทำตะวันไม่มีความสุข”“ปะ... เปล่าค่ะ ตะวันมีความสุข... แต่ทุกวันมันเจ็บ”“ทำหลายๆ วัน ไม่นานก็หายเจ็บค่ะ” อาหนุ่มพูดสองแง่สองง่าม ในขณะที่เด็กสาวถึงกับหน้าแดงซ่าน“อาภูมิทะลึ่ง|“แน่ะ ว่าอาอีกแล้ว เอาเถอะอาไม่แกล้งแล้ว
หนุ่มใหญ่กร่นด่าตัวเองในใจแล้วถึงกับสะดุ้งเมื่อสลิลลาเปิดผ้าม่านเยี่ยมหน้าเข้ามาดู“เป็นยังไงบ้างเลือกได้สักชุดรึยัง”ชายหนุ่มพยักหน้านิ่งๆ แล้วโบกมือให้ “เกือบแล้วๆ”“งั้นก็ช่วยไม่ได้ ดูเองไปก่อนนะ เดี๋ยวลิลไปดูให้ลูกค้าอีกกลุ่มที่ห้องลองฝั่งโน้น ท่าทางจะกระเป๋าหนักน่าดูต้องดูแลมากหน่อย”“ตามสบายเ
ทานตะวันยืนเก้ออยู่ในห้องทำงานของสลิลลากับภูมิสองต่อสองถึงกับเก้อไป ห้องมิดชิดแอร์เย็นฉ่ำมีห้องลองเสื้อขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่อยู่ชิดผนังด้านใน มิดชิดเกินไปจนทานตะวันรู้สึกใจคอไม่ดีแปลกๆ“เข้าไปลองไป” ภูมิออกคำสั่งทานตะวันรับชุดราตรีสีแดงสดมาถือไว้ ภูมิพยักหน้าแล้วดันหลังให้เธอเข้าไปในห้องลอง ส่วนเขานั
“หา! อาภูมิว่าไงนะคะ?”“ก็โตแล้ว จบแล้ว จะได้ทำงานแล้ว มีสามีได้แล้วไง”“ตะวันยังไม่มีแฟนจะให้รีบมีสามีแล้วเหรอคะอาภูมิ”ทานตะวันพูดไปก็หน้าเห่อร้อน เธอสะดุดใจรอบสองที่วันนี้อาหนุ่มดูประหลาด ทั้งดวงตาระยิบระยับและคำพูดชวนคิดนั่น เธอไม่ได้คิดไปเองว่าครั้งนี้ภูมิถามแปลกๆ แต่เธอก็ไม่ได้ถามเอาความด้วยเ
ทานตะวันรีบตะครุบปากตัวเองแทบไม่ทัน อยากทึ้งหัวสมองไม่รักดีเป็นบ้า!ภูมิหันขวับมาที่ทานตะวัน เห็นสีหน้าของเธอนั้นจะว่าแดงก็แดงก่ำเหมือนคนจิบไวน์ ทำให้เขาอดคิดไมได้ว่าหรือที่เธอพูดนั้นเพราะคิดจริงหรือแค่...“ตะวันแค่ยกตัวอย่างค่ะอาภูมิ อย่าคิดมากว่าตะวันแก่แดดเลยนะคะ” เธอรีบบอกหลังจากเงยหน้าสบตาอาหน







