เข้าสู่ระบบ“ก็เท่ากับทิ้งคุณย่ากับตะวันอยู่ดี” เด็กหญิงอิดออดเสียงสั่น โผเข้ากอด
“ตะวัน... ปล่อยอา” ภูมิส่งเสียงสั่นเทาโดยไม่หันกลับไปมอง ก้มมองสองมือเรียวที่กำแน่นอยู่เหนือหน้าท้องของเขาด้วยความรู้สึกอึดอัด “ปล่อยอา... ตะวัน”
“ไม่ปล่อยค่ะ ตะวันไม่ปล่อย!”
เด็กสาวดื้อแพ่ง สองมือกุมกันแน่นเข้าทำให้ภูมิรู้สึกถึงสรีระที่เปลี่ยนไปของเธอ
ทานตะวันเริ่มเป็นสาวแล้ว...
เธอไม่ใช่เด็กหญิงที่เขาอุ้มพาดบ่าหรือพาขี่คอเที่ยวชมทุ่งหญ้าแปลงดอกไม้ใบหญ้าบานสะพรั่งเหมือนเดิม
เขากลัวว่าจะอดใจไม่ไหวจนทำเรื่องเลวร้ายกับเธอ...
“กอดพอแล้ว ทีนี้จะปล่อยอาได้รึยัง” ภูมิเอ่ยเสียงแผ่วแกะมือน้อยๆ ที่ยังขัดขืนอยู่
“ทำไมอาภูมิต้องไปอยู่ที่อื่นด้วย” เธอถามเสียงเศร้าสร้อย
“ก็อาบอกหลายรอบแล้วว่าต้องไปทำงาน”
“ทำที่ไร่นี้ได้นี่คะ”
“งานอาไม่ได้มีแต่ที่ไร่นะตะวัน”
“อาภูมิคิดอีกทีไมได้เหรอคะ ตะวันขอร้อง”
เฮ้อ...
ภูมิอ่อนใจ อะไรมันจะพูดยากพูดเย็นขนาดนี้กัน!
“ช่วงที่อาไปทำงานในเมือง ตะวันก็คอยอยู่กับคุณย่าดูแลคุณย่าแทนอาด้วยนะ อาไม่มีใครอีกแล้วนอกจากตะวัน ทำให้อาได้ไหม” เขาตอบพลางย้อนถามเธอไม่เต็มเสียง
“ตะวันไม่อยากแยกจากอาภูมิเลย ทำไมอาภูมิใจร้าย ฮือออ” เด็กสาวเสียงสั่น
แต่ทำไงได้...
ไม่ใช่เพราะใจดำกับเด็กสาวที่เลี้ยงดูมาแต่ถึงจะอยากอยู่แทบตายแต่คงอยู่ไมได้แล้ว เพราะใจของเขามันไม่รักดี เขาหลงรักทานตะวัน รักทั้งที่รู้ว่าไม่เหมาะสม
เขาไม่ควรรักเธอ
ไม่ควรเลย...
ภูมิกลั้นน้ำตา สงสารร่างสั่นระริกที่แนบแผ่นหลังเขาอยู่ เธอคงไม่รู้ตัวว่าเขาคิดอะไรเกินเลยไปแล้ว และเขาต้องไปจากเธอจะได้ไม่เป็นไอ้ชั่วให้เธอเสียใจ ภูมิเหลียวหลังไปหาต้นเสียงด้วยสีหน้าแดงก่ำ แต่อ้อมกอดที่รัดแน่นของเด็กสาวแรกแย้มทำให้เขาไม่สามารถทำได้อย่างใจ ทานตะวันซบหน้ากับแผ่นหลังของเขาด้วยน้ำตา
มันอุ่น...
อุ่นไปถึงผิวสัมผัสแต่เจ็บช้ำไปถึงสุดขั้วหัวใจ...
“ไปได้แล้วมั้ง ตาภูมิ จะค่ำแล้ว”
ภูมิหันขวับไปหาต้นเสียง ขณะเดียวกันกับทานตะวันที่รีบปล่อยมือ ถอยออกไปยืนข้างๆ ภูมิเหลือบมองเธอครู่หนึ่งจึงค่อยๆ เผยอยิ้มฝืนให้มารดา
“ผมไปก่อนนะแม่”
“จ้ะ”
ภูมิยกมือไหว้มารดาก่อนจะเหลือบมองทานตะวันอีกแวบหนึ่งแล้วหันหลังจากไป เขารู้ว่าที่ไปคือกายหยาบแต่หัวใจหล่นหายอยู่ที่ไร่ไปเสียแล้ว...
หลายปีผ่านไป...
“อาภูมิ! อย่าค่ะ”
เสียงโอดครวญของร่างขาวผ่องในชุดกระโปรงสั้นหวานเสียจนคนโดนห้ามต้องตรึงข้อมือเล็กของเด็กสาวเอาไว้ เธอปัดป้องเมื่อเขาพยายามสอดมือเข้าไปที่ชายเสื้อแผ่วเบา
“อย่าอะไร อย่าทำหรือว่า... อย่าหยุด”
“ยะ... อย่าค่ะ”
เด็กสาวร้องห้ามเสียงแผ่ว สองแขนเกี่ยวกระหวัดรอบเอวอาหนุ่ม ร่างกายร้อนเร่าดิ้นทุรนทุรายภายใต้ร่างแข็งแกร่ง กล้ามแขนเป็นมัดของเขากักขังเธอไว้ให้จมหายไปกับที่นอนนุ่ม
ริมฝีปากหนาซอนจูบเริ่มจากหน้าผาก ไล้ลงมาเปลือกตาที่ขนตาหนาเป็นแพดำขลับของเธอ ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดแก้มนุ่มด้วยอารมณ์โหยหา กอด จูบลูบไล้จนเธอระทวย
“ให้อา... เป็นของอานะ” หนุ่มใหญ่กระซิบ เสียงกระเส่าไปด้วยอารมณ์ปรารถนาพราวเพริด
“แต่มันไม่เหมาะนะคะ... อาภูมิ”
“ไม่เหมาะตรงไหน ตะวันไม่ใช่หลานแท้ๆ ของอาสักหน่อย”
“แต่ว่า...”
เด็กสาวพูดได้เพียงเท่านั้นก็โดนริมฝีปากหนาประกบลงมา เธอป้องปัดไปมาเป็นเชิงห้ามแต่กลับอ่อนแรง ริมฝีปากเผยอยามที่เขาสอดลิ้นเกี่ยวกระหวัดจนเธอไร้เรี่ยวแรงขัดขืน
หนุ่มใหญ่ละริมฝีปากออกแล้วยิ้มเล็กน้อย “อย่าห่วงเลย อาจะทำให้ตะวันมีความสุข”
“แต่ตะวันกลัว”
“ไม่ต้องกลัว... แค่ปล่อยใจไปกับอา” เขาเอ่ยกระเซ้า
ทานตะวันจ้องตอบ ดวงตามีแววลังเล แม้อยากให้เขาลูบไล้เปิดเปลือยอารมณ์ดำกฤษณาภายใน แต่มันไม่ถูกต้อง เธอกับเขาไม่สมควรทำเรื่องแบบนี้
“แต่คุณย่า...”
“อาจะจัดการเอง ไหนๆ เราก็เริ่มมาถึงตรงนี้แล้ว” ชายหนุ่มยังคงไล้นิ้วไปตามแก้มนุ่ม ดวงตาระยิบระยับบ่งบอกความปรารถนาลิบลิ่ว “อาทนไม่ไหวแล้วตะวัน”
มือแข็งแรงปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตสีชมพูอ่อนของเด็กสาวช้าๆ จากเม็ดล่างสุดถึงบนสุด เปิดสาบเสื้อออกทีละข้างจนเห็นอกตูมล้นทะลักใต้บราสีชมพูอ่อน แววตาอาหนุ่มวาววับถูกใจ
“สวยสมกับที่รอคอย...”
ไม่พูดเปล่ามือแข็งแรงยกแผ่นหลังบอบบางเด็กสาวขึ้นจัดการปลดตะขอบรามือไม้สั่น เพียงสิ้นสิ่งพันธนาการ อกตูมก็เปิดเปลือยต่อหน้า
“อย่าค่ะ... อาภูมิ” เด็กสาวเสียงสั่น “ตะวันกลัว”
“อย่ากลัวอา”
เสียงพึมพำในลำคอ ไม่ได้แปลว่าเขาจะหยุด แต่มันหมายถึงแรงอารมณ์ที่เริ่มโหมทะยาน ริมฝีปากหนาฉกวูบริมฝีปากนุ่มที่คอยอุทธรณ์ร้องขอ
แค่ริมฝีปากประกบกัน ราวกับไฟฟ้าหลายร้อยโวลต์ดึงดูด จากนุ่มนวลเลาะเล็มความนุ่มหยุ่นดูดดึงริมฝีปากบนล่างก็แปรเปลี่ยนเป็นเรียวลิ้นเกี่ยวกระหวัด จากคำขอร้องกลายเป็นเสียงครางในลำคอเด็กสาว
อืมมม
ภูมิยกยิ้มมุมปากด้วยความพึงใจที่ร่างเล็กขาวจั๊วะเลิกร้องขอกลับเปลี่ยนเป็นครวญครางแทน คราวนี้ไม่ต้องรอให้ตั้งตัวมือสากหนาเลื่อนจากข้างหมอนไล้ลงมาที่แก้มนุ่มระเรื่อยลงมาที่ลำคอผ่านแผงอกเปลือยเปล่าจนในที่สุดก็ครอบครองเนินอกตูม
“อาภูมิ!”
“อย่าปฏิเสธ ถ้าตะวันคิดเหมือนอา” หนุ่มใหญ่ปลอบประโลม ริมฝีปากวนเวียนดูดดุนปทุมถันราวกับเป็นของหวานข้างแล้วข้างเล่า ก่อนจะเหลือบมองดวงหน้าบิดเบี้ยวของเด็กสาว
ดวงตาปริ่มน้ำตาของทานตะวันแตะหัวใจของเขา
นาทีนี้จะให้หยุดก็คงไม่ทันเสียแล้ว…
“งั้นก็จัดการตามที่แกเห็นสมควร แต่บอกไว้ก่อนว่าถ้าแกจัดการเรื่องนี้ไม่ได้อย่าหวังว่าแม่จะยกตะวันให้”ไม่ให้ก็ได้มาแล้วด้วยความเต็มใจของทานตะวันด้วยซ้ำหึ...“ว่าไง”“ผมรู้น่า” ภูมิจำใจรับปากอย่างหงุดหงิด“อีกอย่างที่แม่อยากขอร้องแก”“อะไรอีกครับ”คราวนี้น้ำเสียงภูมิติดรำคาญเล็กน้อย ภาคินีค้อนขวับลูกชายแล้วบอกน้ำเสียงจริงจัง“แม่ขอร้องว่าระหว่างที่ยังไม่ได้จัดงานตบแต่งเป็นเรื่องเป็นราว แกอย่าได้ทำแบบเมื่อคืนนี้อีก แล้วก็อย่าเที่ยวแสดงความเป็นเจ้าของตะวันจนออกนอกหน้าให้ใครรู้”“ได้ไงครับ” ภูมิแย้งทันที“แม่สงสารหลาน ลำพังเป็นกำพร้าก็น่าสงสารพออยู่แล้ว แกอย่าซ้ำเติมตะวันด้วยคำพูดติฉินนินทาของคนอื่นอีกเลย”“แต่ผม....”“แกรักตะวันจริงรึเปล่าล่ะ ถ้ารักก็เชื่อแม่สักครั้ง”ภูมิได้แค่คิดตามจริงสิ...เขาเอาแต่ใจ คิดเอาแต่ได้ ลืมนึกถึงเกียรติยศศักดิ์ศรีของทานตะวันที่เขารักยิ่งดวงใจจริงๆเฮ้อ! ไอ้ภูมิ คนเลว!ภูมิหน้าสลด แต่เมื่อเงยหน้าเจอแววตาคมกริบของมารดา เขาก็ต้องรับปากรับคำ มารดาของเขาเพิ่งหายป่วย คงไม่ดีนักถ้ายังเป็นแบบนี้“ก็ได้ครับแม่ ผมจะพยายาม”“ก็แค่นั้นแหละชอบทำตัวงี่เง่าไม่เข้าเรื่อง
จวงถึงกับลนลานมองนายทั้งสองสลับไปมาเห็นสีหน้าไม่สู้ดีก็รีบลงไปทันที เพียงคล้อยหลังแม่บ้านเก่าแก่ ภาคินีก็สะบัดตัวออกจากการพยุงของลูกชายเดินตรงไปยังห้องพระ ภูมิถึงกับถอนหายใจก่อนจะเดินตามไปคุกเข่าต่อหน้าพระประธานเคียงข้างมารดาที่นั่งมองภาพบิดาผู้ล่วงลับไปแล้วของเขา ครู่ใหญ่ภาคินีจึงเอ่ยเสียงเรียบราวสะกดกลั้นอารมณ์เต็มที่“สารภาพต่อหน้าพระเดี๋ยวนี้”“สารภาพอะไรครับแม่” ชายหนุ่มถามกลับเสียงอ่อยเมื่อมองสบตามารดาเห็นแววขึ้งโกรธคงอยู่“ก็สารภาพต่อหน้ารูปพ่อแกกับพระท่านว่าที่ทำแบบนั้นกับตะวันว่าแกจริงจังหรือเห็นเด็กเป็นของเล่น”“โธ่! แม่ครับ!” ภูมิอุทาน คิ้วขมวดมุ่นด้วยความหงุดหงิดกับคำพูดมารดา “ผมรักตะวันแม่ก็รู้”“รู้ที่ไหน แกไม่เคยบอกสักคำ”“ก็ผม” พ่อเลี้ยงหนุ่มอึกอักพูดไม่ออก “ผมรู้ว่าแม่รู้ อย่ามาบีบผมให้พูดเลย”“ฉันไม่ได้บีบแต่แกเองที่อมพะนำอ้ำอึ้งไม่ชัดเจน”“ก็ผมจะชัดเจนได้ไงในเมื่อตอนนั้นตะวันยังเด็กอยู่”“แต่ตอนนี้ตะวันเป็นผู้ใหญ่แล้ว แกต้องชัดเจน” “ผมก็กำลังชัดเจนอยู่ในแบบของผม” ภูมิแก้ตัวทั้งที่จริงแล้วก็รู้ว่าสิ่งที่ทำเหมือนไม่ให้เกียรติทานตะวัน ซึ่งมารดาของเขาก็ไม่ชอ
“ตะวันรู้ ตะวันขอโทษค่ะคุณย่า ฮืออ” ทานตะวันละล่ำละลักกอดเท้าแนบหน้ากับเท้าผู้มีพระคุณแน่ภาคินีถอนหายใจหนักหน่วง น้ำตาปริ่มตาสงสารเด็กน้อยน่ารักที่เลี้ยงมาแต่อ้อนแต่ออกไม่วาย แต่นางต้องสั่งสอนให้ทานตะวันรู้ว่าสิ่งที่ทำนั้นไม่ถูกต้องถึงแม้คนสองคนรักกันจะไม่ผิด แต่ผิดที่ใจเร็วด่วนได้โดยไม่ทำให้ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม“หยุดพูดคำว่าขอโทษแล้วตอบย่าว่าทำไมไม่ฟังคำย่าสอน ทำไมไม่รักนวลสงวนตัว” นางถามเสียงเครียดพลางทุบแผ่นหลังบอบบางสั่งสอนหลายครั้ง ถึงไม่แรงแต่มันอาจทำให้คนถูกทุบและตัวต้นเหตุรู้สึกเจ็บได้“แม่ครับ! หยุดตีตะวันสักที” ภูมิยื้อข้อมือมารดาที่เงี้อค้างจ้องตาเขียวปัดมาที่เขา“ปล่อย”“ไม่ครับ” “แม่จะสั่งสอนหลาน” นางว่าพลางเงื้อมือจะทุบต่อ แต่ถูกรั้งไว้อีก “หรือว่าแกอยากโดนแทน”ทานตะวันเห็นสองแม่ลูกยื้อยุดก็โผเข้าคั่นกลาง พยายามปลดมือภูมิออก “ปล่อยมือคุณย่าค่ะอาภูมิ ตะวันผิดไปแล้ว ตีตะวันแต่อย่าโกรธอาภูมิเลยนะคะคุณย่า”“อยากโดนตีใช่ไหม ทานตะวัน!” ภาคินีเอ่ยเสียงเบาลงด้วยความอ่อนใจ“ค่ะคุณย่า”“ได้!”ทานตะวันสะอึกสะอื้นคุกเข่าคลานเข้ากอดขาอย่างจำนนให้ผู้เป็นย่าทุบตี ภาคินี
“มีที่ไหนล่ะครับ ผมนอนคนเดียว”“สภาพแบบนี้เนี่ยนะ”ภูมิที่เพิ่งออกจากห้องน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า และกำลังรูดซิปกางเกงยีนส์ขึ้นถึงกับชะงักก่อนจะกวาดตามองไปรอบๆ พบทั้งเสื้อผ้าเกลื่อนพื้น ที่นอนยับยู่ยี่ ผ้าห่มม้วนขยุกขยุยไม่เป็นระเบียบ อีกทั้งกลางที่นอนนั่นชิบหายละ!ชายหนุ่มรู้ว่าที่ถูกไล่ต้อนแบบนี้เพราะมารดากำลังจับพิรุธเขาอยู่ ใจพลันคิดถึงทานตะวัน หวังว่าเธอจะออกไปจากห้องทันก่อนมารดาจะเข้ามา แต่เมื่อเหลือบมองไปทางผ้าม่านประตูระเบียงที่ไหวพะเยิบพะยาบตามแรงลมก็รู้แล้วว่ามีอะไรที่ด้านนอกนั่น“ว่าไง” นางถามย้ำพลางหรี่ตามองจับผิด “ตอบมา ตอบให้ดีๆ ด้วยล่ะ ฉันรอฟัง”ภูมิรู้เลยว่ามารดากำลังฉุนใจขาด ดูจากสรรพนามที่เรียกแทนตัวเองก็รู้“โธ่ แม่ก็รู้ว่าผมนอนดิ้น”“แค่นี้”“ครับ”ภาคินีส่ายหน้าระอาเพราะรู้อยู่แก่ใจ นางเคยถามลูกชายเรื่องความรู้สึกที่มีต่อทานตะวัน แต่คำตอบที่ได้รับกลับไม่ชัดเจน นางร้อนใจไม่อยากให้ทานตะวันตกลงปลงใจกับใครไวนัก อย่างน้อยก็ไม่ใช่เวลานี้ ถึงยังไงเรือล่มในหนองก็ย่อมดีกว่า นางหมายตาทานตะวันไว้ให้แต่ใครจะรู้ใจลูกชายที่เริ่มแก่ หัวดื้อ แถมยังปากหนักนี่สิ!“แกจะทำอะไรก็ให้มันชัด
ให้รู้ซะบ้างว่าทานตะวันเป็นของเขา ใครหน้าไหนอย่าสะเออะเหอะ!ร่างสูงล่ำคล้ำแดดไม่สวมเสื้อผ้ากลับมาทิ้งตัวลงนอนข้างร่างนุ่มโอบกอดเธอไว้ ทานตะวันส่งเสียงงึมงำในลำคอแล้ววาดมือโอบเอวของเขาเช่นกัน เพียงเท่านั้นไฟราคะก็ลุกโชนอีกรอบ ร่างบางถูกรุกรานจากรสสัมผัสและดำกฤษณาต้องโอนอ่อนผ่อนตามไปอีกตามเคยภูมิพินิจดวงหน้าชื้นเหงื่อของหลานสาวที่ตอนนี้แปรเปลี่ยนสถานะเป็นภรรยาทางพฤตินัยของตนด้วยแววตารักใคร่ เรียวนิ้วไล้พวงแก้มนวลจนอีกฝ่ายรู้ตัวขยับกาย“กี่โมงแล้วคะอาภูมิ”อาหนุ่มยกยิ้มจ้องนาฬิกาข้างฝาผนังแล้วตอบ “เกือบเก้าโมงแล้วจ้ะ หิวรึยัง อาจะได้ทำอะไรให้กิน”“ห๊า! เก้าโมง!”ทานตะวันทะลึ่งพรวดลุกนั่ง สีหน้าเหยเก “ทำไมไม่ปลุกคะ ตะวันต้องรีบไปหาคุณย่า”“เดี๋ยวค่อยไปสายหน่อยก็ได้”“อาภูมิไม่ห่วงคุณย่าเหรอคะ ”“ไม่ใช่อย่างนั้น แต่อาว่า...”“คุณย่าเป็นแม่อาภูมินะ!” เด็กสาวเสียงขุ่นก่อนลุกพรวดพราดแต่โดนดึงแขนไว้จึงหันกลับมาทำหน้าตูมเสียงเข้ม “ตะวันจะไปหาคุณย่าค่ะ”“อย่าเพิ่งเลยน่า”“เอ๊ะ! อาภูมิทำไมดื้อ”เธอไม่ฟังที่ถูกยื้อ แต่ภูมิโอบเอวไว้ไม่ให้ลุก ทำให้ทานตะวันถึงกับหน้าบึ้งดึงมือออกแล้วผลุบหายเข้าไปใน
“พักนึงแล้ว อานอนไม่หลับเลยออกมาคิดอะไรเพลินๆ ริมระเบียง”“คิดอะไรอยู่เหรอคะ มีตะวันอยู่ในความคิดอาภูมิรึเปล่า” เธอถามหยอกเย้าแต่นึกได้ก็รีบบอก “ตะวันขอโทษที่ละลาบละล้วงค่ะ”“ละลาบละล้วงอะไรกัน”“ก็ที่ถาม”“ตะวันสงสัยว่าอาคิดเรื่องตะวันรึเปล่าน่ะเหรอ”“ค่ะ ตะวันไม่อยากให้อาภูมิรู้สึกผิดที่ทำแบบนี้ ตะวันอยากให้อาภูมิรู้ว่าตะวันเต็มใจ”ภูมินั่งลงข้างเตียงจ้องหน้าเด็กสาวที่ยังผมเผ้ารุงรังเพราะบทรักเมื่อคืน มือหนายกขึ้นลูบพวงแก้มสีชมพูระเรื่อก่อนจะโน้มตัวจูบริมฝีปากบวมเจ่อเบาๆ“อารักตะวัน”“รู้แล้วค่ะ อาภูมิบอกหลายรอบแล้ว”“อาอยากพูดให้ฟังทุกวัน”“ตะวันก็จะรอฟังทุกวัน” เธอตอบยิ้มๆ“ฟังอย่างเดียวไม่พอ ต้องให้อารักทุกวันด้วย”“หา!”ทานตะวันอ้าปากค้างเข้าใจความหมายแฝงในนั้น ภูมิยิ้มกริ่มจูบริมฝีปากอิ่มรวดเร็วอีกครั้งก่อนจะโอบร่างเล็กไว้ในอ้อมแขน“ตกใจขนาดนั้นเชียว หรือว่าที่อาทำตะวันไม่มีความสุข”“ปะ... เปล่าค่ะ ตะวันมีความสุข... แต่ทุกวันมันเจ็บ”“ทำหลายๆ วัน ไม่นานก็หายเจ็บค่ะ” อาหนุ่มพูดสองแง่สองง่าม ในขณะที่เด็กสาวถึงกับหน้าแดงซ่าน“อาภูมิทะลึ่ง|“แน่ะ ว่าอาอีกแล้ว เอาเถอะอาไม่แกล้งแล้ว
ในเมื่อเขาบอกว่ารักเธอและเธอก็รักเขาอยู่เต็มหัวใจ อีกทั้งบุญคุณล้นพ้นที่เขาเก็บเธอมาชุบเลี้ยงให้ความรักให้การศึกษา เธออยากตอบแทนเขาด้วยความรักทั้งหมดที่มี เธอผิดหรือไม่ที่ตามใจเขาอย่างนี้ ภูมิขับรถเข้าโรงจอดข้างตัวบ้านก่อนจะรีบลงจากรถวิ่งอ้อมมาเปิดประตู ค้อมตัวลงมายิ้มให้ดวงตาเปล่งประกายสุกใสทานต
“อาภูมิอย่าประชดแบบนี้สิคะ มันไม่ใช่อย่างนั้นนะคะ!”“อารุ้แค่ว่าตะวันรังเกียจความรู้สึกของอา”“ตะวันไม่ได้รังเกียจ!”เธอหรือจะกล้าคิดอย่างนั้น...เด็กสาวน้ำตาหยดทันที ไวเท่าความคิดเท้าที่เจ็บเมื่อครู่กลับไร้ซึ่งความเจ็บปวด มันก้าวนำเธอไปทางฝั่งที่อาหนุ่มกำลังเปิดประตูรถโดยไม่นำพาว่าภูมิจะคิดยังไง“
เธอร้องเสียงหลงเหลียวหาคนช่วยแต่ถนนยามดึกเปลี่ยวจนน่าใจหาย ไม่มีรถแม้สักคันติดไฟแดงหรือผ่านไปมา ภูมินึกโมโหจนต้องตวาด“หยุดเดี๋ยวนี้! ร้องยังกะวัวถูกเชือดไปได้ อาไม่ได้จะพาไปฆ่าสักหน่อย”“อาภูมิไมได้ฆ่าให้ตายแต่อาภูมิจะฆ่าตะวันทั้งเป็นรู้ตัวรึเปล่าคะ” เธออุทธรณ์น้ำตาท่วมแก้ม“อาฆ่าตะวันทั้งเป็นตรงไ
เธอตัดสินใจผลักอาหนุ่มเต็มแรงจนร่างหนาเซชนกระจกฝั่งคนขับ ศอกชายหนุ่มสัมผัสโดนปุ่มกระจกเต็มแรง หน้าต่างฝั่งคนขับเลื่อนลงโดยอัตโนมัติ ทันใดนั้นเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น “คุณ... คุณ”“อย่ายุ่งน่า ใครวะ!” ภูมิสบถหันขวับไปมองถึงกับเบิกตาค้าง “เฮ้ย! ตำรวจ!”“ก็ตำรวจสิครับ” นายตำรวจหนุ่มถอนหายใจเฮ







