เข้าสู่ระบบเช้าวันใหม่ --------- บ้านลิปดา
ในสวนที่เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่และหญ้าเขียวขจี เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วรับบรรยากาศยามเช้าดังไปทั่วบริเวณ
แสงอาทิตย์อ่อนส่องลอดเข้ามาภายในครัวของบ้าน
รำพึงกำลังทำข้าวต้มกุ้งอยู่ริมหน้าต่างห้องครัว กลิ่นหอมอบอวลลอยไปทั่วทั้งบ้าน
เสียงฝีเท้าเล็ก ๆ วิ่งลงบันไดเข้ามาใกล้ ลิปดาวิ่งมากอดแม่จากด้านหลัง
“หอมจังเลยค่ะแม่ มื้อเช้านี้ต้องเป็นข้าวต้มกุ้งใช่ไหมค่ะ”
เธอพูดพลางหอมแก้มแม่ไปหนึ่งฟอดใหญ่
“จ้า... ลูกสาวใครช่างปากหวานเสียจริง ๆ”
รำพึงตอบพร้อมหอมลูกสาวกลับ ก่อนจะเผลอมองดูว่าลิปดาโตเป็นสาวแล้ว
ย้อนคิดไปเมื่อสิบห้าปีก่อน... วันที่พ่อแท้ ๆ ของลิปดาจากไป รำพึงไม่เคยคิดเลยว่าจะเลี้ยงลูกเพียงลำพังได้ กระทั่งเธอได้พบกับนิคม ชายหนุ่มที่มีลูกติดเช่นกัน ทั้งสองแต่งงานและใช้ชีวิตร่วมกันจนถึงทุกวันนี้
“ลิปดา... ไปตามพ่อกับพี่พอลมาทานอาหารเช้าหน่อยลูก แม่เตรียมเสร็จแล้ว”
“รับทราบค่ะแม่ หนูจะรีบไปเดี๋ยวนี้เลยค่ะ!”
ลิปดาตอบเสียงสดใสก่อนวิ่งออกไปตามพี่ชายทันที แม้พอลจะเป็นเพียงพี่ชายต่างพ่อ ต่างแม่ แต่สำหรับเธอแล้ว... เขาก็คือพี่ชายแท้ ๆ ที่เธอรักและเคารพไม่ต่างกันเลย
แต่สำหรับพอล เขาพยายามบอกตัวเองเสมอว่าลิปดาคือ “น้องสาว” ทว่าในบางครั้ง... หัวใจของเขากลับเผลอคิดไกลเกินกว่าคำว่า พี่น้อง ไปบ้าง
“พี่พอล แม่เรียกให้ไปทานข้าวค่ะ”
“โอเค ลิปดา... เดี๋ยวพี่ลงไปนะ ขอบใจมาก”
“รีบลงมานะคะ งั้นลิปดาไปตามพ่อก่อน น่าจะอยู่ที่สวนข้างบ้าน”
ลิปดายิ้มให้พี่ชายอย่างสดใส ก่อนจะวิ่งไปยังสวนเพื่อหานิคม พ่อเลี้ยงของเธอ
“พ่อคะ แม่ให้มาตามไปทานข้าวค่ะ... พ่อทำอะไรอยู่ ทำไมดูเหม่อ ๆ สีหน้าไม่ค่อยดีเลย ไม่สบายหรือเปล่าคะ?”
เด็กสาวถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย
“เปล่าหรอกลูก... ไปเถอะ ไปทานข้าวกัน”
นิคมตอบเสียงเบา ก่อนจะลุกขึ้น ยกแขนโอบไหล่ลิปดา แล้วพาเดินกลับเข้าบ้านไปยังโต๊ะอาหาร
บนโต๊ะอาหาร รำพึงเสิร์ฟข้าวต้มกุ้งร้อน ๆ พร้อมปาท่องโก๋และน้ำเต้าหู้ให้กับทุกคน ครอบครัวเล็ก ๆ นี้เต็มไปด้วยความสุขและความอบอุ่น
แม้นิคมจะเป็นเพียงพ่อเลี้ยง แต่เขาก็รักและเอ็นดูลิปดาไม่ต่างจากลูกสาวแท้ ๆ ไม่แปลกเลยที่ลิปดาจะเป็นที่ตามใจของทุกคนในบ้าน
“ลิปดา ทานเยอะ ๆ นะลูก มื้อนี้แม่ทำสุดฝีมือเลย”
รำพึงบอกลูกสาวด้วยรอยยิ้มอบอุ่น แต่ไม่ทันไรเธอก็ไอออกมาเบา ๆ
“แค่ก ...แค่ก ...แค่ก”
รำพึงใช้มือปิดปากไอจนตัวงอเธอใช้มือทาบอกด้วยอาการที่เหนื่อยล้า
“แม่... เป็นอะไรไปคะ? ช่วงนี้หมอบอกให้แม่พักเยอะ ๆ ไม่อย่างนั้นโรคอาจจะกำเริบ”
เสียงของลิปดาสั่นเครือด้วยความห่วงใยแม่ของเธอ
นิคมรีบยื่นแก้วน้ำให้ภรรยา ขณะที่พอลเองก็ส่งทิชชูให้รำพึงอย่างร้อนรน
เมื่อสองเดือนก่อนรำพึงตรวจพบว่าเป็นโรคมะเร็งปอด ทุกคนในบ้านต่างรู้ดีว่าการรักษาต้องใช้เงินจำนวนมาก หากในวันนั้นเธอทำประกันสุขภาพไว้ก็คงไม่ต้องกังวลหนักเช่นนี้...
นิคมเห็นภรรยาไอหนักเขาจึงลุกขึ้นพยุงภรรยา
“คุณไปพักก่อนเถอะ เดี๋ยวผมพาไปที่ห้องเอง”
รำพึงพยักหน้าก่อนจะลุกขึ้นเดินเคียงข้างไปกับนิคมผู้เป็นสามี
“ขอบคุณนะคะ ฉันไม่เป็นไรแล้ว คุณไปทานมื้อเช้ากับลูก ๆ ต่อเถอะค่ะ... ฉันพักสักครู่ เดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง”
รำพึงพูดเสียงอ่อนแรง ก่อนจะยิ้มให้นิคมอย่างฝืน ๆ
“ได้..ถ้าคุณต้องการอะไรเรียกผมนะเดี๋ยวผมมาดูแลคุณเอง”
สามคนนั่งทานอาหารเช้าด้วยกันจนเกลี้ยง พอลอาสาเก็บจานไปล้างในครัว ทว่าทันใดนั้น
“โครม!”
เสียงถีบประตูดังสนั่นลั่นบ้าน
แรงกระแทกสะเทือนจนแก้วน้ำบนโต๊ะสั่นไหว
“นายนิคมอยู่ไหน! ออกมาเดี๋ยวนี้!”
เสียงตะโกนก้องจากชายชุดดำสี่คนดังสะท้อนในโถงบ้าน เสียงรองเท้าหนังหนัก ๆ ก้าวย่ำบนพื้นไม้ดังก้อง สายตาของพวกมันกวาดไปรอบ ๆ ราวกับนักล่าที่กำลังเล็งเหยื่อ
ลิปดาตัวแข็งทื่อ หัวใจเต้นระรัวจนแทบหลุดออกมา เธอสั่นสะท้านด้วยความกลัวแต่ยังตะโกนกลับไป
“พวกแกเป็นใคร! มาตามหาพ่อฉันทำไม!?”
สิ้นเสียงนั้น พอลที่กำลังล้างจานในครัวรีบวิ่งออกมา เขายืนประจันหน้ากับชายแปลกหน้า กางแขนออกปกป้องน้องสาวทันที
“อย่าแตะต้องลิปดา!” เสียงเขากดต่ำ เต็มไปด้วยความโกรธ
ชายชุดดำคนหนึ่งหัวเราะหยัน
“พวกเรามาทวงหนี้ห้าล้านที่มันติดไว้! ถ้าไม่จ่ายก็ไม่ต้องหวังจะอยู่อย่างสงบสุขอีกต่อไป!”
“พวกแกโกหก! ถ้าเป็นมิจฉาชีพรีบออกไปซะ ไม่อย่างนั้นฉันจะโทรหาตำรวจ!”
ลิปดาตะโกนกลับทั้งที่เสียงสั่นเครือ
“ตำรวจเหรอ? ฮึ! คิดว่าตำรวจจะกล้าทำอะไรพวกฉันงั้นเหรอ”
ชายอีกคนกระแทกเสียงพร้อมก้าวมาข้างหน้า ดวงตาเย็นชาจนลิปดารู้สึกหวั่นกลัว
ขณะนั้นเอง... เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังขึ้นจากทางเดิน
นิคมเดินเข้ามาในห้องโถง สีหน้าหนักอึ้ง ราวกับรู้ดีว่าวันนี้เขาหนีไม่พ้นอีกต่อไป
“ฉันอยู่นี่... มีอะไรมาคุยกับฉัน”
เสียงเข้มของเขาสั่นเล็กน้อย แต่เต็มไปด้วยความเครียด
“ดี!” ชายชุดดำหัวหน้าแสยะยิ้มเย็นชา
“วันนี้นายต้องเคลียร์หนี้ห้าล้าน ถ้าไม่มี... ก็เตรียมเอาชีวิตไปแลกซะ!”
อาวุธครบมือในมือพวกมันแวววับสะท้อนกับแสงแดดยามเช้า
“อย่าทำอะไรพ่อฉันนะ! ไอ้พวกสารเลว!”
ลิปดาวิ่งเข้าไปขวาง ดวงตาเอ่อคลอด้วยน้ำตา
พอลพยายามพุ่งตามไปช่วย แต่กลับถูกชายอีกสองคนกระชากแขน ล็อกไว้แน่นจนแทบหายใจไม่ออก
“ปล่อยกู! ไอ้เวร ปล่อยนะโว้ย!” เ
ขาดิ้นสุดแรง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวและสิ้นหวัง
“แต่ไม่มีเงินก็ไม่เป็นไร...”
ชายชุดดำกระตุกยิ้มมุมปาก เสียงทุ้มต่ำแฝงอันตราย
“วิธีเดียวที่จะใช้หนี้หรือขัดดอกได้... ก็คือส่งลูกสาวแกไปกับพวกเรา หน้าตาอย่างลูกสาวแกน่าจะพอเป็นนางบำเรอนายพวกเราได้อยู่”
“อย่าแตะต้องเธอเด็ดขาด! เธอไม่ใช่ผู้หญิงที่พวกแกจะมายุ่งด้วยได้!”
พอลพูดเสียงเข้ม เส้นเลือดบนขมับปูดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ลิปดาหันไปมองพ่อด้วยน้ำตาคลอเบ้า
“พ่อคะ... เป็นเรื่องจริงหรือคะ ที่พ่อติดหนี้พนันห้าล้าน?”
นิคมเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนถอนหายใจหนัก พยักหน้าช้า ๆ ดวงตาหม่นหมอง
“พ่ออยากได้เงินมารักษาแม่... พ่อหลงเชื่อคำพูดพวกมัน คิดว่าจะหาเงินมาคืนได้ แต่สุดท้ายกลับหมดตัว...”
“พ่อ!”
เสียงลิปดาสั่นเครือ
“ทั้งที่พ่อสอนพวกเราเองว่าอย่าข้องเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้... แต่ทำไมพ่อถึงทำแบบนี้คะ...”
น้ำตาไหลพรากลงอาบแก้ม ราวกับหัวใจกำลังแตกสลาย
นิคมน้ำตาไหลอาบแก้ม มือสั่นยกมือขึ้นปิดหน้า
“พ่อ... ขอโทษ... พ่อมันเลว...” เสียงเขาสั่นเครือเต็มไปด้วยความเสียใจและความผิดหวังในตัวเอง
รำพึงยืนเงียบอยู่ด้านหลัง เธอถอนหายใจเบา ๆ ก่อนพูดเสียงนุ่มแต่หนักแน่น
“เอาบ้านหลังนี้ไปไปแทนได้ไหม อย่าเอาลูกสาวฉันไปเลย”
คำพูดของเธอเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความห่วงใย เธอไม่โกรธสามี เพราะรู้ดีว่า นิคมรักเธอมากเพียงใด ถึงแม้จะทำสิ่งที่ผิดพลาดจนทำให้ครอบครัวต้องตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก
“แม่... แม่ไม่สบาย ทำไมออกมาละค่ะ?”
ลิปดาปาดน้ำตา ดวงตาแดงก่ำด้วยความกลัว
ชายชุดดำยังยืนกราน กดดันจนบรรยากาศในบ้านอึดอัด
“เลือกเอา... จะยอมตายเอง หรือจะให้ลูกสาวแกไปใช้หนี้ขัดดอก”
รำพึงทรุดตัวลง ร้องไห้สะอึกสะอื้น นิคมคุกเข่าลงข้าง ๆ เธอ พอลยืนสั่นด้วยความโกรธ น้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว
“ว่าไง... เลือกเร็ว พวกเราไม่มีเวลารอคำตอบเป็นวันหรอกนะ”
ชายชุดดำตะคอกเสียงต่ำ ก้าวเข้ามาใกล้ราวกับจะกดทับทุกความหวัง
นิคมสูดหายใจลึก กำมือแน่น น้ำเสียงแน่วแน่
“เอาชีวิตฉันไป... ปล่อยลูกสาวฉันเถอะ!”
“พ่อ!”
ลิปดาตะโกนสุดเสียง น้ำตาไหลพราก เธอวิ่งเข้ามากอดนิคมแน่น ดวงตาเต็มไปด้วยความกลัวและความเจ็บปวด
“ลิปดาถ้าพ่อจากไปทุกอย่างจะได้จบนะลูก”
เขายืนอยู่นานในห้องน้ำ น้ำอุ่นไหลผ่านร่าง แต่สมองกลับไม่หยุดคิด เขากังวลว่าเธอจะหยุดร้องไห้หรือยังเสียงสะอื้นก่อนหน้านี้ยังหลอนอยู่ในหัว ทำเอาใจเขาสั่น เขาไม่เคยรู้สึกสับสนกับผู้หญิงคนไหนแบบนี้มาก่อนใช่…แม้เธอจะมาเพื่อใช้หนี้แทนพ่อ แต่เขาไม่เคยคิดจะทำร้าย ไม่เคยตั้งใจย่ำยีให้เธอเจ็บปวด ความจริงแล้วเขาต้องการเธอ…อยากครอบครอง แต่ไม่รู้ว่าเขาต้องแสดงออกอย่างไร เพราะที่ผ่านมาเขาใช้เงินซื้อแล้วมีแต่คนเสนอมาบริการเขาอย่างเต็มใจ ผิดแต่เธอที่แตกต่างจากผู้หญิงพวกนั้น“ยัยนั้นจะหยุดร้องไห้หรือยัง… ไม่ใช่ออกไปแล้วยังร้องอยู่ไห้หรอกนะ ถ้าเป็นแบบนั้นจะทำยังไง โอ๊ยมาร์คเอ๊ยทำไมต้องใส่ใจเธอขนาดนั้นนะ”เขาพึมพำคนเดียว ลมหายใจช้า ๆ พยายามสงบใจไม่นาน เขาอาบน้ำเสร็จ เปิดประตูออกมา สิ่งที่เห็นคือร่างเล็ก ๆ ของเธอ นั่งกอดเข่าอยู่มุมห้อง เสียงสะอื้นเบา ๆ ดังอยู่ในความเงียบเขาถอนหายใจลึก ก่อนเอ่ย“ทำไมยังไม่หยุดร้องไห้อีก…ผมไม่ได้จับคุณมาฆ่ามาแกงเสียที่ไหน เลิกร้องสะทีน่ารำคาญมาก.....มันดึกแล้วไม่ง่วงนอนบ้างหรือไง”เธอยังคงสะอื้นต่อไป น้ำตาไหลไม่หยุด ราวกับไม่ได้ยินคำพูดของเขาเลยสักนิดเขาเดินเข้าไปใกล้
ลิปดาก้าวเข้ามาในห้องนอนกว้างใหญ่ที่หรูหรา ทุกสิ่งล้อมรอบเธอด้วยความโอ่อ่า แต่ในใจกลับอึดอัดเหมือนถูกกักขังอยู่ในกรงทองเสียงประตูปิดลงอย่างช้า ๆ ก่อนที่ร่างสูงจะเดินตามเข้ามา แววตาคมกริบของเขาไม่ละไปจากเธอแม้แต่วินาทีเดียว“ไปอาบน้ำสะคืนนี้ผมจะให้คุณมาปรนนิบัติผม”เสียงทุ้มเอ่ยแผ่วแต่หนักแน่นหัวใจลิปดาเต้นแรงจนแทบทะลุออกมา เธอรู้ว่าถ้าปล่อย ให้สถานการณ์ดำเนินไปต่อ เธออาจเสียสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตไปโดยไม่เต็มใจ ความกลัวผลักดันให้เธอต้องหาทางเอาตัวรอด“เอ่อ…ฉัน…ปวดหัว…แล้วก็ปวดท้องด้วยค่ะ”เธอจับท้องตัวเอง ทำหน้าซีดเผือด พยายามแกล้งน้ำเสียงสั่นเหมือนคนหมดแรง“คงจะ…ใกล้มีรอบเดือนแล้ว อาการเลยเป็นแบบนี้”เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย จ้องเธออย่างจับผิด แต่เมื่อเห็นเหงื่อผุดบนหน้าผากเธอ เขาก็เริ่มใจอ่อน“ปวดขนาดนั้นเลยหรือ”เสียงเขายังคงเรียบเย็น แต่สายตากลับอ่อนลงโดยไม่รู้ตัวลิปดาพยักหน้าเบา ๆ กอดท้องตัวเองแน่นราวกับเจ็บจริง เธอหลุบตาหนี ไม่กล้าสบกับสายตาแหลมคมที่เหมือนมองทะลุทุกอย่างเขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจยาวเหมือนหงุดหงิดตัวเองที่กำลังใจอ่อน “ก็ได้…งั้นคืนนี้คุณพักไปก่อน”พูดจบเขาเ
“แต่พ่อค่ะ…ลิปดาคือลูกของพ่อ ลิปดาจะไม่ยอมให้พ่อต้องจากไปแบบนี้แน่ค่ะ”“ลิปดา…” นิคมพูดเสียงสั่น น้ำตาเอ่อคลอ“ลิปดาโตแล้วค่ะ ขอให้ลิปดาได้ตัดสินใจนะคะพ่อ ลิปดาคือส่วนหนึ่งของครอบครัว เมื่อครอบครัวเจอกับปัญหา ลิปดาจะไม่ทอดทิ้งครอบครัวค่ะ”“ไม่นะ…ลูก…” นิคมพูดทั้งน้ำตา ใจแทบขาด ทุกคนในครอบครัวต่างเจ็บปวด“ลิปดาเลือกที่จะไปใช้หนี้ให้พ่อค่ะ พี่ค่ะช่วยดูแลพ่อแม่แทนลิปดาด้วยนะคะ อย่าห่วงลิปดา… หนูเข้มแข็งกว่าที่คิดค่ะ”“ลิปดา!…” พอลพูดออกมาเพียงเสียงสั่น เขารู้สึกเจ็บที่ช่วยเหลือน้องและครอบครัวไม่ได้รำพึงนั่งอยู่กับพื้น ร้องไห้เจ็บปวด เธอเจ็บปวดที่เห็นลูกสาวต้องแบกรับภาระแบบนี้ลิปดาเดินมานั่งลงข้าง ๆ กอดแม่ไว้ทันที“แม่ค่ะ… ไม่เป็นไรนะ ลิปดาเรียนจบอย่างที่แม่หวังแล้ว การที่ลิปดาจะไปเป็นภรรยามาเฟียมันก็ไม่น่าจะแย่ขนาดนั้น หนูเอาตัวรอดได้ค่ะ แม่อย่าห่วงเลยนะ จากนี้ไปแม่กับพ่อและพี่… ต้องดูแลตัวเองนะคะ ไว้ลิปดาจะมาเยี่ยมค่ะ”อาคมเดินเข้ามาโอบกอดลูกสาวและภรรยา พอลก็เดินเข้ามาร่วมกอดครอบครัว บรรยากาศเต็มไปด้วยความเศร้า“พอแล้ว...นี่จะลากันอีกนานไหม ไปได้แล้ว” เสียงตะโกนขู่ดังขึ้นจากชายชุดดำ“
เช้าวันใหม่ --------- บ้านลิปดาในสวนที่เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่และหญ้าเขียวขจี เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วรับบรรยากาศยามเช้าดังไปทั่วบริเวณแสงอาทิตย์อ่อนส่องลอดเข้ามาภายในครัวของบ้านรำพึงกำลังทำข้าวต้มกุ้งอยู่ริมหน้าต่างห้องครัว กลิ่นหอมอบอวลลอยไปทั่วทั้งบ้านเสียงฝีเท้าเล็ก ๆ วิ่งลงบันไดเข้ามาใกล้ ลิปดาวิ่งมากอดแม่จากด้านหลัง“หอมจังเลยค่ะแม่ มื้อเช้านี้ต้องเป็นข้าวต้มกุ้งใช่ไหมค่ะ”เธอพูดพลางหอมแก้มแม่ไปหนึ่งฟอดใหญ่“จ้า... ลูกสาวใครช่างปากหวานเสียจริง ๆ”รำพึงตอบพร้อมหอมลูกสาวกลับ ก่อนจะเผลอมองดูว่าลิปดาโตเป็นสาวแล้วย้อนคิดไปเมื่อสิบห้าปีก่อน... วันที่พ่อแท้ ๆ ของลิปดาจากไป รำพึงไม่เคยคิดเลยว่าจะเลี้ยงลูกเพียงลำพังได้ กระทั่งเธอได้พบกับนิคม ชายหนุ่มที่มีลูกติดเช่นกัน ทั้งสองแต่งงานและใช้ชีวิตร่วมกันจนถึงทุกวันนี้“ลิปดา... ไปตามพ่อกับพี่พอลมาทานอาหารเช้าหน่อยลูก แม่เตรียมเสร็จแล้ว”“รับทราบค่ะแม่ หนูจะรีบไปเดี๋ยวนี้เลยค่ะ!”ลิปดาตอบเสียงสดใสก่อนวิ่งออกไปตามพี่ชายทันที แม้พอลจะเป็นเพียงพี่ชายต่างพ่อ ต่างแม่ แต่สำหรับเธอแล้ว... เขาก็คือพี่ชายแท้ ๆ ที่เธอรักและเคารพไม่ต่างกันเลยแต่สำหรับพอ
“นี่! คุณปล่อยฉันได้แล้วค่ะ!”สองมือของลิปดาผลักอกเขาออก แต่ร่างสูงกลับรัดเธอแน่นไม่ขยับ“ผมอุตส่าห์ช่วยคุณ ไม่อย่างนั้นคุณคงชนผมล้มไปกองกับพื้นแล้ว”“ฉันต้องขอบคุณ..คุณ? ...ว่างั้น”เขาพยักหน้าแล้วโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ ลมหายใจร้อนฉ่ารดบนแก้มเนียนของเธอลิปดาหน้าแดงฉ่า ในชีวิตเธอไม่เคยใกล้ผู้ชายแบบนี้เธอสบตาเขา และรู้ทันทีว่าผู้ชายคนนี้น่ากลัวที่สุดที่เธอเคยเจอเธอกลืนน้ำลายลงคอแล้วเอ่ยคำสั้น ๆ“ขะ…ขอบคุณค่ะ ปล่อยฉันได้แล้ว”เขายังคงจ้องเธอไม่ขยับ ลิปดาพยายามมองหาคนมาช่วย แต่ไม่มีใครกล้าเข้ามาใกล้“มองหาใครก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาหรอก…ถ้าผมไม่ต้องการให้เข้ามา”“คุณหมายความว่าอะไร?”“ที่นี่ ผมคุม” เขายิ้มมุมปากเจ้าเล่ห์“คุณต้องการอะไร ที่ตามฉันมาแบบนี้?”“ก็ดูออกนี่ว่าผมตามคุณมา”แรงอ้อมแขนของเขากระชับแน่นขึ้นอีก“ชื่ออะไร”ลิปดาเมินหน้า ใจสั่นกลัว แต่ต้องข่มใจไม่ให้เขาได้ใจ“ผมถาม...ตอบ” เขาทำเสียงเข้มจนเธอรู้สึกหวั่นใจ“ลิปดาค่ะ”“อืม…ชื่อน่ารักดี ผมสนใจคุณนะ...คืนนี้ไปกับผม คุณอยากได้เงินเท่าไหร่ บอกมาได้”ลิปดาโกรธจัด น้ำตาคลอ มือพยายามทุบอกเขา แต่ร่างสูงแข็งแรงเกินไป“ฉันแค่มาเที่ยวก
ผับแห่งหนึ่งย่านเอกมัยเสียงดนตรีครึกครื้นดังสนั่นสะเทือนจังหวะหัวใจ แสงไฟหลากสีสลับวูบวาบท่ามกลางฝูงชนที่โยกย้ายส่ายสะโพกตามจังหวะของเพลงคู่รักหลายคู่ยกแก้วขึ้นชนพลางคลอเคลียกอดจูบกันไม่สนสายตาใครในบรรยากาศเย็นมืดสลัว ๆท่ามกลางความวุ่นวายนั้นลิปดา สาวน้อยวัย 22 นักศึกษาจบใหม่ หน้าตาสวยหวาน ดวงตากลมโต ผมยาวสลวย ผิวขาวนวลผ่อง เธอสวมเดรสสีดำสั้นเหนือเข่า คอเต่าแขนสั้นที่ขับผิวให้ดูเด่นยิ่งขึ้น กำลังยกแก้วดื่มพลางโยกย้ายไปมากับเพื่อนสาวอีกสองคน“นี่ถ้าไม่ใช่ฉลองเรียนจบนี่ ลิปดาไม่มีทางมากับพวกเราแน่ ๆ เลย”เสียงยี่หวา เพื่อนสนิทตะโกนแซวแข่งกับเสียงเพลงที่ดังกลบไปทั่ว“ก็ที่นี่มืดและเสียงดังมาก ลิปดาไม่ค่อยชอบบรรยากาศแบบนี้เท่าไหร่”ลิปดาตอบพร้อมกวาดสายตามองรอบ ๆ แสงไฟที่กระทบผนังและมุมมืดทำให้เธอรู้สึกแปลกตาสายตาเธอเหลือบไปเห็นคู่วัยรุ่นกำลังจูบกันอย่างดูดดื่มตรงมุมด้านข้างห่างออกไปเพียงสามโต๊ะเท่านั้น“อื้อหือ…เล่นกันโจ่งแจ้งขนาดนี้เลยเหรอ คนเยอะก็ไม่เกรงใจสายตาใครเลยนะ”เธอบ่นพึมพำเบา ๆ พลางเบือนสายตากลับ“เป็นปกติของคนเที่ยวกลางคืน มีทั้งเพื่อน คู่รัก มั่วกันไปหมด พวกเรามาเที่ยวปล







