LOGINเช้าวันใหม่ --------- บ้านลิปดา
ในสวนที่เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่และหญ้าเขียวขจี เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วรับบรรยากาศยามเช้าดังไปทั่วบริเวณ
แสงอาทิตย์อ่อนส่องลอดเข้ามาภายในครัวของบ้าน
รำพึงกำลังทำข้าวต้มกุ้งอยู่ริมหน้าต่างห้องครัว กลิ่นหอมอบอวลลอยไปทั่วทั้งบ้าน
เสียงฝีเท้าเล็ก ๆ วิ่งลงบันไดเข้ามาใกล้ ลิปดาวิ่งมากอดแม่จากด้านหลัง
“หอมจังเลยค่ะแม่ มื้อเช้านี้ต้องเป็นข้าวต้มกุ้งใช่ไหมค่ะ”
เธอพูดพลางหอมแก้มแม่ไปหนึ่งฟอดใหญ่
“จ้า... ลูกสาวใครช่างปากหวานเสียจริง ๆ”
รำพึงตอบพร้อมหอมลูกสาวกลับ ก่อนจะเผลอมองดูว่าลิปดาโตเป็นสาวแล้ว
ย้อนคิดไปเมื่อสิบห้าปีก่อน... วันที่พ่อแท้ ๆ ของลิปดาจากไป รำพึงไม่เคยคิดเลยว่าจะเลี้ยงลูกเพียงลำพังได้ กระทั่งเธอได้พบกับนิคม ชายหนุ่มที่มีลูกติดเช่นกัน ทั้งสองแต่งงานและใช้ชีวิตร่วมกันจนถึงทุกวันนี้
“ลิปดา... ไปตามพ่อกับพี่พอลมาทานอาหารเช้าหน่อยลูก แม่เตรียมเสร็จแล้ว”
“รับทราบค่ะแม่ หนูจะรีบไปเดี๋ยวนี้เลยค่ะ!”
ลิปดาตอบเสียงสดใสก่อนวิ่งออกไปตามพี่ชายทันที แม้พอลจะเป็นเพียงพี่ชายต่างพ่อ ต่างแม่ แต่สำหรับเธอแล้ว... เขาก็คือพี่ชายแท้ ๆ ที่เธอรักและเคารพไม่ต่างกันเลย
แต่สำหรับพอล เขาพยายามบอกตัวเองเสมอว่าลิปดาคือ “น้องสาว” ทว่าในบางครั้ง... หัวใจของเขากลับเผลอคิดไกลเกินกว่าคำว่า พี่น้อง ไปบ้าง
“พี่พอล แม่เรียกให้ไปทานข้าวค่ะ”
“โอเค ลิปดา... เดี๋ยวพี่ลงไปนะ ขอบใจมาก”
“รีบลงมานะคะ งั้นลิปดาไปตามพ่อก่อน น่าจะอยู่ที่สวนข้างบ้าน”
ลิปดายิ้มให้พี่ชายอย่างสดใส ก่อนจะวิ่งไปยังสวนเพื่อหานิคม พ่อเลี้ยงของเธอ
“พ่อคะ แม่ให้มาตามไปทานข้าวค่ะ... พ่อทำอะไรอยู่ ทำไมดูเหม่อ ๆ สีหน้าไม่ค่อยดีเลย ไม่สบายหรือเปล่าคะ?”
เด็กสาวถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย
“เปล่าหรอกลูก... ไปเถอะ ไปทานข้าวกัน”
นิคมตอบเสียงเบา ก่อนจะลุกขึ้น ยกแขนโอบไหล่ลิปดา แล้วพาเดินกลับเข้าบ้านไปยังโต๊ะอาหาร
บนโต๊ะอาหาร รำพึงเสิร์ฟข้าวต้มกุ้งร้อน ๆ พร้อมปาท่องโก๋และน้ำเต้าหู้ให้กับทุกคน ครอบครัวเล็ก ๆ นี้เต็มไปด้วยความสุขและความอบอุ่น
แม้นิคมจะเป็นเพียงพ่อเลี้ยง แต่เขาก็รักและเอ็นดูลิปดาไม่ต่างจากลูกสาวแท้ ๆ ไม่แปลกเลยที่ลิปดาจะเป็นที่ตามใจของทุกคนในบ้าน
“ลิปดา ทานเยอะ ๆ นะลูก มื้อนี้แม่ทำสุดฝีมือเลย”
รำพึงบอกลูกสาวด้วยรอยยิ้มอบอุ่น แต่ไม่ทันไรเธอก็ไอออกมาเบา ๆ
“แค่ก ...แค่ก ...แค่ก”
รำพึงใช้มือปิดปากไอจนตัวงอเธอใช้มือทาบอกด้วยอาการที่เหนื่อยล้า
“แม่... เป็นอะไรไปคะ? ช่วงนี้หมอบอกให้แม่พักเยอะ ๆ ไม่อย่างนั้นโรคอาจจะกำเริบ”
เสียงของลิปดาสั่นเครือด้วยความห่วงใยแม่ของเธอ
นิคมรีบยื่นแก้วน้ำให้ภรรยา ขณะที่พอลเองก็ส่งทิชชูให้รำพึงอย่างร้อนรน
เมื่อสองเดือนก่อนรำพึงตรวจพบว่าเป็นโรคมะเร็งปอด ทุกคนในบ้านต่างรู้ดีว่าการรักษาต้องใช้เงินจำนวนมาก หากในวันนั้นเธอทำประกันสุขภาพไว้ก็คงไม่ต้องกังวลหนักเช่นนี้...
นิคมเห็นภรรยาไอหนักเขาจึงลุกขึ้นพยุงภรรยา
“คุณไปพักก่อนเถอะ เดี๋ยวผมพาไปที่ห้องเอง”
รำพึงพยักหน้าก่อนจะลุกขึ้นเดินเคียงข้างไปกับนิคมผู้เป็นสามี
“ขอบคุณนะคะ ฉันไม่เป็นไรแล้ว คุณไปทานมื้อเช้ากับลูก ๆ ต่อเถอะค่ะ... ฉันพักสักครู่ เดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง”
รำพึงพูดเสียงอ่อนแรง ก่อนจะยิ้มให้นิคมอย่างฝืน ๆ
“ได้..ถ้าคุณต้องการอะไรเรียกผมนะเดี๋ยวผมมาดูแลคุณเอง”
สามคนนั่งทานอาหารเช้าด้วยกันจนเกลี้ยง พอลอาสาเก็บจานไปล้างในครัว ทว่าทันใดนั้น
“โครม!”
เสียงถีบประตูดังสนั่นลั่นบ้าน
แรงกระแทกสะเทือนจนแก้วน้ำบนโต๊ะสั่นไหว
“นายนิคมอยู่ไหน! ออกมาเดี๋ยวนี้!”
เสียงตะโกนก้องจากชายชุดดำสี่คนดังสะท้อนในโถงบ้าน เสียงรองเท้าหนังหนัก ๆ ก้าวย่ำบนพื้นไม้ดังก้อง สายตาของพวกมันกวาดไปรอบ ๆ ราวกับนักล่าที่กำลังเล็งเหยื่อ
ลิปดาตัวแข็งทื่อ หัวใจเต้นระรัวจนแทบหลุดออกมา เธอสั่นสะท้านด้วยความกลัวแต่ยังตะโกนกลับไป
“พวกแกเป็นใคร! มาตามหาพ่อฉันทำไม!?”
สิ้นเสียงนั้น พอลที่กำลังล้างจานในครัวรีบวิ่งออกมา เขายืนประจันหน้ากับชายแปลกหน้า กางแขนออกปกป้องน้องสาวทันที
“อย่าแตะต้องลิปดา!” เสียงเขากดต่ำ เต็มไปด้วยความโกรธ
ชายชุดดำคนหนึ่งหัวเราะหยัน
“พวกเรามาทวงหนี้ห้าล้านที่มันติดไว้! ถ้าไม่จ่ายก็ไม่ต้องหวังจะอยู่อย่างสงบสุขอีกต่อไป!”
“พวกแกโกหก! ถ้าเป็นมิจฉาชีพรีบออกไปซะ ไม่อย่างนั้นฉันจะโทรหาตำรวจ!”
ลิปดาตะโกนกลับทั้งที่เสียงสั่นเครือ
“ตำรวจเหรอ? ฮึ! คิดว่าตำรวจจะกล้าทำอะไรพวกฉันงั้นเหรอ”
ชายอีกคนกระแทกเสียงพร้อมก้าวมาข้างหน้า ดวงตาเย็นชาจนลิปดารู้สึกหวั่นกลัว
ขณะนั้นเอง... เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังขึ้นจากทางเดิน
นิคมเดินเข้ามาในห้องโถง สีหน้าหนักอึ้ง ราวกับรู้ดีว่าวันนี้เขาหนีไม่พ้นอีกต่อไป
“ฉันอยู่นี่... มีอะไรมาคุยกับฉัน”
เสียงเข้มของเขาสั่นเล็กน้อย แต่เต็มไปด้วยความเครียด
“ดี!” ชายชุดดำหัวหน้าแสยะยิ้มเย็นชา
“วันนี้นายต้องเคลียร์หนี้ห้าล้าน ถ้าไม่มี... ก็เตรียมเอาชีวิตไปแลกซะ!”
อาวุธครบมือในมือพวกมันแวววับสะท้อนกับแสงแดดยามเช้า
“อย่าทำอะไรพ่อฉันนะ! ไอ้พวกสารเลว!”
ลิปดาวิ่งเข้าไปขวาง ดวงตาเอ่อคลอด้วยน้ำตา
พอลพยายามพุ่งตามไปช่วย แต่กลับถูกชายอีกสองคนกระชากแขน ล็อกไว้แน่นจนแทบหายใจไม่ออก
“ปล่อยกู! ไอ้เวร ปล่อยนะโว้ย!” เ
ขาดิ้นสุดแรง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวและสิ้นหวัง
“แต่ไม่มีเงินก็ไม่เป็นไร...”
ชายชุดดำกระตุกยิ้มมุมปาก เสียงทุ้มต่ำแฝงอันตราย
“วิธีเดียวที่จะใช้หนี้หรือขัดดอกได้... ก็คือส่งลูกสาวแกไปกับพวกเรา หน้าตาอย่างลูกสาวแกน่าจะพอเป็นนางบำเรอนายพวกเราได้อยู่”
“อย่าแตะต้องเธอเด็ดขาด! เธอไม่ใช่ผู้หญิงที่พวกแกจะมายุ่งด้วยได้!”
พอลพูดเสียงเข้ม เส้นเลือดบนขมับปูดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ลิปดาหันไปมองพ่อด้วยน้ำตาคลอเบ้า
“พ่อคะ... เป็นเรื่องจริงหรือคะ ที่พ่อติดหนี้พนันห้าล้าน?”
นิคมเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนถอนหายใจหนัก พยักหน้าช้า ๆ ดวงตาหม่นหมอง
“พ่ออยากได้เงินมารักษาแม่... พ่อหลงเชื่อคำพูดพวกมัน คิดว่าจะหาเงินมาคืนได้ แต่สุดท้ายกลับหมดตัว...”
“พ่อ!”
เสียงลิปดาสั่นเครือ
“ทั้งที่พ่อสอนพวกเราเองว่าอย่าข้องเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้... แต่ทำไมพ่อถึงทำแบบนี้คะ...”
น้ำตาไหลพรากลงอาบแก้ม ราวกับหัวใจกำลังแตกสลาย
นิคมน้ำตาไหลอาบแก้ม มือสั่นยกมือขึ้นปิดหน้า
“พ่อ... ขอโทษ... พ่อมันเลว...” เสียงเขาสั่นเครือเต็มไปด้วยความเสียใจและความผิดหวังในตัวเอง
รำพึงยืนเงียบอยู่ด้านหลัง เธอถอนหายใจเบา ๆ ก่อนพูดเสียงนุ่มแต่หนักแน่น
“เอาบ้านหลังนี้ไปไปแทนได้ไหม อย่าเอาลูกสาวฉันไปเลย”
คำพูดของเธอเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความห่วงใย เธอไม่โกรธสามี เพราะรู้ดีว่า นิคมรักเธอมากเพียงใด ถึงแม้จะทำสิ่งที่ผิดพลาดจนทำให้ครอบครัวต้องตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก
“แม่... แม่ไม่สบาย ทำไมออกมาละค่ะ?”
ลิปดาปาดน้ำตา ดวงตาแดงก่ำด้วยความกลัว
ชายชุดดำยังยืนกราน กดดันจนบรรยากาศในบ้านอึดอัด
“เลือกเอา... จะยอมตายเอง หรือจะให้ลูกสาวแกไปใช้หนี้ขัดดอก”
รำพึงทรุดตัวลง ร้องไห้สะอึกสะอื้น นิคมคุกเข่าลงข้าง ๆ เธอ พอลยืนสั่นด้วยความโกรธ น้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว
“ว่าไง... เลือกเร็ว พวกเราไม่มีเวลารอคำตอบเป็นวันหรอกนะ”
ชายชุดดำตะคอกเสียงต่ำ ก้าวเข้ามาใกล้ราวกับจะกดทับทุกความหวัง
นิคมสูดหายใจลึก กำมือแน่น น้ำเสียงแน่วแน่
“เอาชีวิตฉันไป... ปล่อยลูกสาวฉันเถอะ!”
“พ่อ!”
ลิปดาตะโกนสุดเสียง น้ำตาไหลพราก เธอวิ่งเข้ามากอดนิคมแน่น ดวงตาเต็มไปด้วยความกลัวและความเจ็บปวด
“ลิปดาถ้าพ่อจากไปทุกอย่างจะได้จบนะลูก”
งานวิวาห์ลิปดา&มาร์คบ้านพักตากอากาศที่เขาใหญ่ ท่ามกลางสายลมเย็นและหมอกบาง ๆ ที่ค่อย ๆ ลอยละล่องอยู่เหนือยอดไม้ งานแต่งงานของลิปดาและมาร์คถูกจัดขึ้นอย่างงดงามในสวนกุหลาบสีขาวที่กลีบดอกบานสะพรั่งเต็มไปด้วยกลิ่นหอมอ่อน ๆ ซึ่งผสมผสานกับบรรยากาศที่เขียวชอุ่ม ทำให้ทุกคนที่เข้ามารู้สึกสงบและอบอุ่นไปพร้อมกันพิธีจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความหมาย คุณปู่ของมาร์คยืนอยู่ด้านหน้า มองหลานชายและหลานสะใภ้ด้วยรอยยิ้มอิ่มเอม พ่อแม่ของลิปดาก็ยืนอยู่ข้าง ๆ ส่งรอยยิ้มเต็มใบหน้าให้กับทั้งคู่คู่บ่าวสาวสวมชุดที่หรูหราสมกับทายาทธุรกิจหมื่นล้าน มาร์คสวมสูทสีเข้ม ตัดกับผ้าไหมขาวบริสุทธิ์ของลิปดา ทำให้เธอดูสง่างามและงดงามดั่งเจ้าหญิงที่หลุดออกมาจากเทพนิยายยี่หวาและพอล แก้มบุ๋มและกริช รวมถึงคุณปัญญาเลขา และเพื่อน ๆ แขกผู้มีเกียรติอีกมากมาย ต่างยืนจับมือ ส่งยิ้มอย่างอิ่มเอม พวกเขามองคู่บ่าวสาวด้วยสายตาเต็มไปด้วยความรักและความยินดี“คู่บ่าวสาว สวยหล่อเหมาะสมกันมาก”“เจ้าสาวสวยเหมือนดาราเลย”“เจ้าบ่าวหล่อจนฉันอยากเป็นเจ้าสาวเสียเอง”“วาสนาเจ้าสาวมากได้สามีหล่อ”“อิจฉาเจ้าบ่าวเจ้าสาวสวยยังกะนางฟ้า”"เมื่
ฝนเริ่มตกปรอย ๆ บรรยากาศเงียบสงบ ยี่หวาที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จ เธอเดินขึ้นเตียงที่พอลนอนรอเธออยู่ด้วยความหวัง“ยี่หวา ที่นี่อากาศดีจังเลย มาให้พี่กอดหน่อยสิครับ”“ให้กอดได้ค่ะ อยากกอดนานขนาดไหนก็ได้หมดเลย”พอลยิ้มแล้วดึงร่างเธอเข้ามาใกล้“แล้วถ้าพี่ขออย่างอื่น จะได้ไหม”ยี่หวายิ้มบางก่อนจะเอ่ย“ก็ต้องบอกมาก่อนว่าจะขออะไร”ยี่หวาพูดพร้อมสบตาเขา เธอพอจะรู้คำตอบ เมื่อเห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์“ก็จะขอ...ทำลูกสะหน่อย”เขาพูดพลางขยับอ้อมกอดแน่น“เดี๋ยวก่อนค่ะ...มีอะไรจะบอกค่ะ”พอลเลิกคิ้ว“อะไรครับ... พูดแบบนี้พี่ใจไม่ดีนะ”“รอบเดือนมาเมื่อครู่ค่ะ… เสียใจด้วยนะคะพี่พอล”พอลทำหน้าตกใจเล็กน้อย“โหย… ยี่หวา ทำไม.... ทำไมต้องเป็นพี่ด้วยที่มีแต่อุปสรรค”ยี่หวาพยักหน้าเบา ๆ“ช่วยไม่ได้ค่ะ”พอลยิ้มเจ้าเล่ห์ พลางกระซิบ“งั้นพี่จะขอฝ่าไฟแดงนะ...ได้ไหม?”ยี่หวาหัวเราะเบา ๆ แต่หัวใจกลับอบอุ่นไปด้วยความใกล้ชิด“ไม่ได้ค่ะ ต้องรอให้หมดรอบเดือนก่อน เพราะมันไม่สะอาดนะคะ”“รออีกกี่วันอ่า… พี่จะอดใจไม่ไหวแล้วเนี่ย”“มาค่ะ มานอนกอดกันให้อุ่นดีกว่า เรารักกันแบบมองข้ามเรื่องเซ็กส์ไปก่อนเนอะ”“ใครจะมองข้ามก็มองไป ส่วนพี่
แสงอาทิตย์ยามเย็นค่อย ๆ ลับขอบเขา อุณหภูมิลดลงจนไอหนาวเริ่มล้อมรอบบ้านพักตากอากาศเสียงจิ้งหรีดแผ่วเบาปะปนกับเสียงหัวเราะของกลุ่มเพื่อนที่กำลังช่วยกันจัดโต๊ะอาหารตรงลานหน้าบ้านหลอดไฟเล็ก ๆ ถูกแขวนเรียงเป็นสายเหนือศีรษะ แสงไฟสีส้มอ่อนส่องกระทบไอหมอกบาง ๆ ที่ลอยคลอเคลียอยู่รอบตัว ราวกับเพิ่มประกายให้ค่ำคืนนี้มีมนตร์เสน่ห์ยิ่งขึ้น“แก้วนี้เพื่อมิตรภาพของพวกเรา!”กริชพูดพลางยกแก้วขึ้น เสียงหัวเราะดังขึ้นพร้อมเสียงแก้วกระทบกันเบา ๆกลิ่นอาหารปิ้งย่างลอยแตะจมูก ลิปดานั่งย่างเห็ดร้อน ๆ ให้ทุกคน ส่วนมาร์คนั่งอยู่ข้าง ๆ เธอ คอยยื่นผ้าคลุมไหล่ให้เมื่อเห็นว่าเธอสั่นหนาวเล็กน้อย“อากาศเย็นแบบนี้ ต้องอยู่ใกล้เตาไฟหน่อยครับ เดี๋ยวจะไม่สบาย”เสียงของมาร์คอ่อนโยนจนลิปดาเผลอยิ้ม เธอพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะเอนตัวพิงไหล่เขาอย่างอาย ๆรอบตัวเต็มไปด้วยเสียงเพลงเบา ๆ จากลำโพง เสียงพูดคุยหยอกล้อของเพื่อน และกลิ่นหอมของอาหารที่อบอวลอยู่ในอากาศทั้งหมดนั้นผสมกันเป็นภาพของ “ความสุขเรียบง่าย”แก้มบุ๋มหันไปยิ้มให้กริช“หนาวจังเลย แต่ไฟตรงนี้อบอุ่นมาก”“อุ่นเพราะนั่งใกล้ผมหรือเปล่าครับ”กริชหัวเราะ พลางเอื้อมมือไป
สายหมอกบางลอยอ้อยอิ่งเหนือยอดไม้ กลิ่นดินชื้นหลังฝนตกเมื่อคืนแตะจมูกเบา ๆ บ้านพักตากอากาศตั้งอยู่ท่ามกลางความเขียวขจีของเขาใหญ่ปลายฝนต้นหนาว...อากาศเย็นพอดี แสงแดดยามเช้าทาบลงบนพื้นหญ้าเป็นประกาย เหล่าเพื่อนสนิทยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ พลางมองทิวเขาไกล ๆ ด้วยรอยยิ้ม“บรรยากาศยามเช้าดีมากเลยนะ ไอ้มาร์ค”กริชพูดพลางวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะไม้“ยิ่งตอนเย็น ตอนพระอาทิตย์ตกท่ามกลางไอหมอก บอกเลย...ฟินสุด ๆ เมื่อคืนพวกเรามาถึงดึกไปหน่อยเลยพลาดวิวไป”มาร์คเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ“พี่พอลหลับสบายไหมครับเมื่อคืน?”มาร์คถามขึ้นในฐานะเจ้าบ้าน“หลับเป็นตายเลย พี่ง่วงมาก”พอลตอบพร้อมรอยยิ้มกว้าง“แสดงว่าเมื่อคืนไม่มีใครได้ทำกิจกรรมเลยสิ มัวแต่หลับกันหมด ฮ่า ๆ”กริชแซวเสียงดัง จนทุกคนหัวเราะตาม“คืนนี้คงต้องจัดให้สมกับบรรยากาศเป็นใจ ว่าแต่...ฝนจะตกไหมมาร์ค?”“ตกครับ บรรยากาศดี เป็นใจกับทุกคนเลย...ยกเว้นผม หมอห้าม”มาร์คพูดติดตลก“เอ็นดูมึงจริง ๆ ว่ะ มาร์ค ฮ่า ๆ ๆ”กริชหัวเราะลั่น“แต่กูมีความสุขมากนะเว้ย...กูมีลูกน้อย รอวันที่เขาจะออกมาลืมตาดูโลก”“พี่ยินดีด้วยจริง ๆ พี่ก็จะได้มีหลานกับเขาแล้ว”พอลพูดพลางตบบ่
มาร์คขับรถพุ่งไปตามถนนลูกรังที่เต็มไปด้วยฝุ่นและโคลนจากฝนที่ตกพรำ เขาไม่มองสิ่งรอบข้าง มีเพียงภาพโครงการบ้านริมน้ำที่ไฟลุกโชนอยู่ในสมองเมื่อมาถึง หน้างานเต็มไปด้วยกลุ่มคนงานที่วิ่งวุ่น แสงไฟสีส้มแดงกะพริบสะท้อนควันหนาทึบ มาร์คกระโดดลงจากรถทันที ร่างสูงเหยียบพื้นดินอย่างมั่นคง แม้ควันจะร้อนจนแทบหายใจไม่ออกมาร์คมองเข้าไปในอาคารที่ไฟกำลังลุกโชน เปลวไฟสีส้มแดงสะท้อนบนตัวบ้าน“คุณปัญญา คนงานติดอยู่กี่คน?”“เจ็ดคนครับคุณมาร์ค ตอนนี้นักดับเพลิงกำลังเร่งช่วยเหลืออยู่”เสียงนายปัญญาเลขาตอบอย่างร้อนรนสายตาของมาร์คจับจ้องไปที่เงาของคนงานบางส่วนที่ติดอยู่ในอาคารหัวใจเขาเต้นแรง แต่สายตาเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว“ผมจะเข้าไปใกล้ ๆ เผื่อมีใครออกมา จะได้ช่วยส่งต่อให้กับหน่วยกู้ภัย”"ไปพวกเราไปช่วยคุณมาร์ค"นายปัญญาสั่งเหล่าลูกน้องและบอดี้การ์ดมาร์คก้าวเท้าเข้าไปท่ามกลางควันหนาและเปลวไฟ เสียงกรีดร้องเบา ๆ ของคนงานดังแทรกอยู่ในความมืดมือของมาร์คมั่นคงและรวดเร็ว เขาช่วยดึงคนงานออกมาทีละคนจากนักดับเพลิง แล้วส่งต่อให้ทีมกู้ภัยจนแน่ใจว่าทุกคนออกมาอย่างปลอดภัย“ทั้งเจ็ดคนปลอดภัยทุกคนใช่ไหมครับ?” เข
คฤหาสน์ตระกูล วิวัฒน์วงศ์พานิชเสียงเครื่องยนต์ของรถหรูเงียบลงเมื่อรถจอดเทียบหน้าคฤหาสน์ใหญ่โอ่อ่า ประตูไม้แกะสลักหรูหราถูกเปิดออกท่ามกลางสวนสวยที่จัดไว้อย่างประณีตมาร์ครีบอ้อมมาเปิดประตูรถให้หญิงสาวที่นั่งข้าง ๆ ด้วยท่าทีสุภาพ“เชิญครับ คุณผู้หญิง”เขาว่าพลางแกล้งยิ้มแซวเบา ๆลิปดาเหลือบมองเขาเล็กน้อย ก่อนจะก้าวลงจากรถอย่างสง่างามโดยไม่พูดอะไร รอยยิ้มยังไม่ปรากฏบนใบหน้าเพราะเธอยังโกรธเขาอยู่“คุณลิปดามาแล้วค่ะคุณท่าน”เสียงแม่บ้านเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนอบน้อมไม่นาน ชายชราในชุดผ้าแพรสีอ่อนก็ปรากฏขึ้นพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น“อ้าว... ลิปดามาหาปู่แล้วเหรอ ดีใจจังเลยหลานสะใภ้ปู่”“สวัสดีค่ะคุณปู่”เธอกล่าวเสียงสุภาพพร้อมยกมือไหว้“เอ้อ ๆ มานั่งก่อนลูก มานั่งก่อน”น้ำเสียงของคุณปู่เต็มไปด้วยความเอ็นดู“ปู่ขอบใจหนูมากนะที่ยังนึกถึงคนแก่ อุตส่าห์มาหาปู่วันนี้”ลิปดายิ้มบาง ๆ“ต้องมาสิคะ ลิปดาต้องมาเยี่ยมคุณปู่อยู่แล้ว”คุณปู่หัวเราะเสียงดังอย่างพอใจ“ปู่อยู่คนเดียวก็เหงา มีหลาน ๆ มาเยี่ยมปู่ดีใจมาก ๆ”“ลิปดาไม่ปล่อยให้คุณปู่เหงาหรอกค่ะ”“หลานสะใภ้ปู่ช่างน่ารักเสมอ อ่อเห็นเจ้ามาร์คบอกว่าหนูตั้งครร







