เข้าสู่ระบบ“เคลียร์บิลให้หน่อยค่ะ คือว่า...เงินฉันไม่พอ” อ้อมแอ้มบอกเขาอย่างอายๆ
มาร์คินอมยิ้มแล้วส่ายหัว หยิบการ์ดสีทองออกมายื่นให้บริกรอีกรอบหนึ่ง
“ดื่มไวน์ไหม ผมเลี้ยง”
พริ้มเพราส่ายหน้า “ไม่ค่ะ ฉันยังไม่หายไข้ดี” เธอว่า
มาร์คินสั่งไวน์มาขวดหนึ่ง นั่งละเลียดมันพร้อมๆ กับมองหน้าผู้ช่วยเลขา มันรื่นรมย์เกินจะกล่าว เพราะตอนนี้หล่อนถอดแว่นสายตาอันหนาเตอะออกแล้ว
“ฉันขอโทษที่พูดไม่ดีกับคุณนะคะ มันเป็นอาการข้างเคียงของคนที่เพิ่งฟื้นไข้น่ะ” เธอแก้ต่าง ยกมือนวดหัวคิ้วด้วยความเมื่อยล้า พอถอดแว่นออกก็เห็นหน้ามาร์คินไม่ชัดเท่าไหร่ หน้าเขาเหมือนภาพวาดสีน้ำมันเบลอๆ ที่คนสายตาสั้นเท่านั้นถึงจะเข้าใจ เธอไม่อยากใส่คอนแทคเลนส์ตอนนี้เพราะใกล้จะได้เวลานอนแล้ว
“ไม่เป็นไร ผมไม่ถือ แล้วคุณ...แค่มาทานข้าวจริงเหรอ”
คำถามนั้นทำเอาพริ้มเพรากลืนน้ำลายหนืดๆ ลงคอ
“เอ่อ...ขอโทษนะคะ ขอไวน์อีกแก้ว” เธอร้องขอจากบริกร กลิ่นไวน์ที่ถูกเทลงแก้วกำลังยั่วต่อมอยากของเธออยู่ ให้ตายสิ ไวน์แพง ผู้ชายก็หล่อ เหลือก็แค่รสชาติเท่านั้น และเธอกำลังจะได้ลิ้มรสมันแล้ว
“อืม...ดีจัง” เธอว่าแล้วกระดกไวน์เสียเกลี้ยงแก้ว
มาร์คินรินให้หล่อนอีกโดยไม่รอบริกรมาบริการ “คุณชอบไวน์เหรอ”
“ฉันชอบเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด” เธอสารภาพ มาร์คินนิ่วหน้า
“แอลกอฮอล์จะทำให้คุณขาดสติ เหมือนคราวที่แล้ว”
พริ้มเพราทำหน้าบึ้ง
“ฉันไม่เคยขาดสติ และถึงจะขาด เพื่อนก็จะคอยช่วยฉันเสมอ ยกเว้นเมื่อคืนก่อน เป็นคุณที่ฉกฉันไปแทนที่จะเป็นเพื่อนฉัน โอ...ตายแล้ว! ทำไมพวกนั้นไม่โทรหาฉันเลย” ว่าแล้วก็ควานหาโทรศัพท์มือถือของตัวเอง เธอพบว่ามันแบตเตอรี่หมด และไม่รู้ว่าหมดตั้งแต่เมื่อไหร่ด้วย
“คุณโอเคไหมพริ้ม” ถามด้วยห่วงใย ท่าทีหล่อนเหมือนจะสติแตก
“ไม่โอเค ขอไวน์อีกแก้วด้วย เอ่อ...ฉันอยากได้ที่ชาร์ตแบตรุ่นนี้ หรือไม่ก็โทรศัพท์หยอดเหรียญ ฉันต้องโทรหาเพื่อน ก่อนที่จะโดนแช่งชักหักกระดูก"
มาร์คินรินไวน์ให้พริ้มเพราอีกแก้ว ทั้งยังส่งโทรศัพท์มือถือของตัวเองให้หล่อน
“โทรสิ”
“แต่ว่า...นี่มันโทรศัพท์ของเจ้านาย”
“คิดว่าผมไม่ใช่เจ้านายสักนาที แล้วโทรซะ”
พริ้มเพรากระดกไวน์เกลี้ยงแก้วอีกครั้ง ดึงแว่นสายตามาสวมแล้วเริ่มกดเบอร์เพื่อนรักลงในโทรศัพท์มือถือของมาร์คิน เธอโทรหากมลศักดิ์ก่อน เพราะถ้ากมลศักดิ์รู้ กุ้งนางก็จะรู้ไปด้วย
เสียงรอสายดังอยู่ราวนาทีเศษ
“ฮัลโหล กมลศักดิ์ครับ”
“โอ๊ย...นังกิ๊บ ฉันเอง แกอย่าครับสิ ฟังแล้วจั๊กจี้รูหู”
“เฮ้ย! อีพริ้ม! อีหอยหลอด อีชะนีขี้เมา หายหัวไปไหนมายะข้ามวันข้ามคืน ติดต่อก็ไม่ได้ โทรศัพท์มีไว้ปาหัวหมารึไง!”
“โอย...โดนเป็นชุดเลย แกอย่าเพิ่งด่าฉันสิ ฉันตั้งตัวไม่ทัน”
กมลศักดิ์กัดฟันเบาๆ การที่ติดต่อพริ้มเพราไม่ได้ ทำให้ความห่วงใยผุดขึ้นในหัวใจจนล้น
“ฉันจะบ้าตาย! เกือบจะไปแจ้งความแล้วเนี่ย แกหายไปไหนมาฮะ รู้ไหมว่าคืนก่อนฉันจูงชะนีที่ไหนกลับบ้านก็ไม่รู้” กมลศักดิ์บ่นแล้วปิดประตูห้องเช่าเอาไว้อย่างเดิม เขากำลังจะเดินไปหากุ้งนางที่ห้องข้างๆ ตั้งใจไว้ว่าถ้าพริ้มเพราไม่โทรมาก่อนสองทุ่มจะชวนกันไปโรงพักให้รู้แล้วรู้รอด
“เหมือนฉันจะรู้ล่ะว่าใคร” ชะนีขี้เมาตอบเพื่อนเสียงปลงๆ แล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ กระดกไวน์อีกแก้วที่มาร์คินขยันรินให้เหลือเกิน เมื่อเช้าเธอกลับบ้านนะ แต่เพื่อนๆ ไปทำงานกันหมดเลยไม่เจอ พวกเธอพักอยู่อะพาร์ตเมนต์เดียวกันแต่คนละห้อง
“หมายความว่าไงยะ”
“คือเรื่องมันยาวน่ะกิ๊บ พรุ่งนี้วันหยุด แล้วจะเล่าให้ฟัง”
“แต่ฉันจะฟังตอนนี้ เล่ามานังพริ้ม”
“ม่าย...ฉันเล่าตอนนี้ไม่ได้”
“ทำไมเล่าไม่ได้ นี่แกอยู่ไหน”
“อยู่...ฉันอยู่ที่ไหนนะคะบอส” ถามเขาแล้วหลับตานึกชื่อโรงแรม เหมือนว่าชื่อนั้นจะเลือนหายไปพร้อมๆ กับแอลกอฮอล์ที่เพิ่มเข้ามาในกระแสโลหิต
“โรงแรม...” มาร์คินบอกชื่อโรงแรม
..........
พัชญะมุ่นคิ้ว “อ่า...บอสให้คุณพริ้มกลับมาทำงานเลขาอีกแล้วหรือครับ ดีจัง ผมจะได้เจอเพื่อนเก่าบ้าง” ไม่เอ่ยเปล่าๆ แต่เอื้อมมือไปแตะศอกพริ้มเพราราวกับคนคุ้นเคยมาร์คินเลิกคิ้วสูง มองมือของพัชญะอย่างเคืองใจ“ใครบอกว่าเธอจะมาทำงาน” พูดจบก็ดึงร่างเมียรักเข้ามาใกล้ “พริ้มเพราเป็นเมียผม และเป็นแม่ของลูกผมด้วย”“หา!?” พัชญะช็อกไปเกือบครึ่งนาที“ที่สำคัญคือเธอกำลังท้องอยู่ แฝดสามน่ะ ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าแตะต้องเธอล่ะ เพราะผม...หวงมาก”“อ่า...ครับๆ”“ถ้าจะให้ดี ช่วยปฏิบัติต่อเธออย่างมีมารยาท เจอเธอคราวหน้า ก้มหัวให้เธอซะ เพราะเธอเป็นเจ้านาย เข้าใจนะ”“ครับ...บอส!”พริ้มเพรานึกสมเพชอดีตแฟน เธอไม่เคยเห็นเขาหงอได้มากเท่านี้ตั้งแต่เกิดมา“ไปกันเถอะ”“ขอเวลาแป๊บนะคะ” เธอร้องขอ มาร์คินเลยเข้าลิฟต์ไปก่อน เธออยากพูดอะไรกับพัชญะสักนิด เขาจะได้เข้าใจสักที “ขอบคุณนะพอร์ช”“หือ? อ้อ...ครับ...คุณพริ้ม”“ขอบคุณนะที่ทิ้งกันไป ไม่อย่างนั้นพริ้มคงไม่ได้เจอมาร์คิน เรามาจบเรื่องในอดีตกันตรงนี้เถอะนะ ขอบคุณอีกครั้ง...สำหรับทุกอย่าง”“อ่า...ครับ...ยินดีด้วยครับ คุณพริ้ม...”พริ้มเพรายิ้มให้อดีตแฟน สิ่งเดียวที่นับว่าเป็
“ไปๆ หิวแล้ว ไปหาอะไรกินกัน ได้ยินว่ามื้อเช้ามีข้าวห่อใบบัว โอ๊ย...อยาก”“เออๆๆ ไปๆๆ” กุ้งนางเร่งเร้า จะซอยเท้าตามเพื่อนไปแต่ชายเสื้อถูกดึงยิกๆ “เร็วเข้านังกุ้ง พาผู้ชายแกมาด้วยสิยะ” กมลศักดิ์เร่งเร้ากุ้งนางนึกเคือง ผู้ชายของเธอเหรอ หึ! นังกิ๊บ! ฉันอยากจะฆ่าแกเพราะเรื่องนี่ล่ะ“น้องคะ ไปเร็วค่ะ ไปหาข้าวกินกัน”นะโมทำหน้ายู่ ดึงชายเสื้อพี่กุ้งเอาไว้“พี่กุ้ง...นะโมเหนื่อย เนี่ย...ปวดขา” เด็กน้อยบอก ก้มลงทุบขาสองสามทีกุ้งนางทำหน้าแหย คุกเข่าลงตรงหน้าหนูน้อย “คงจะไม่ได้ให้พี่...”“ฮึบ!”สิ้นเสียงฮึบ ความหนักก็ถาโถมเข้ามาที่แผ่นหลัง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าอะไรอยู่บนนั้น ร่างกลมป้อมของเด็กชายนะโมนั่นเองกุ้งนางเม้มปากแน่นๆ แบกเจ้าหนูขึ้นหลัง แล้วเดินไปตามสะพานไม้ ทั้งหนักทั้งเหนื่อย แต่เธอก็ต้องทน ฉันจะฆ่าแก นังกิ๊บ! นังเพื่อนทรยศ!...........บริษัทมนวรรธน์กลิ่นกาแฟหอมฉุยลอยข้ามฝั่งมา พริ้มเพรายุติสองขาที่กำลังก้าวจะเข้าบริษัท เธอมองข้ามไป นึกถึงวันที่ต้องเร่งฝีเท้าไปซื้อกาแฟให้เจ้านายแล้วยิ้มหัวออกมา ราวกับว่าเรื่องเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้“เป็นอะไรฮึ” สามีคนดีถามไถ่ มือข้างหนึ่งยังประคอ
เฌอริณมองสามีแล้วนึกขำ พอมองย้อนกลับไปในตอนนั้นเธอก็ช่างโง่งมที่คิดว่าตัวเองรักมาร์คิน บางทีนั่นอาจมิใช่ความรัก อาจเป็นเพียงความลุ่มหลง การห่วงหวงเช่นเด็กน้อยที่หวงของเล่น ทว่าเมื่อมาร์คินมีคนอื่น เธอกลับมิได้เจ็บมากมาย หัวใจกลับยอมรับในสิ่งที่เขาเลือก แต่พอคนอีกคนที่อยู่ข้างกายมาตลอด มาหายไป นั่นต่างหาก หัวใจถึงได้รู้ว่ารักเขามากกว่าที่ตัวเองจะคาดเดาเสียอีก“งอนเลย เดี๋ยวง้อเอง”“อา...รู้ทันอีกละ”“มีสามีเด็กกว่าก็ต้องฟิตทั้งร่างกายและสมอง ไม่งั้นตามนายไม่ทันหรอกน่า”“ตามอะไรกัน ผมนี่เป็นคนดีแล้วนะ เหล้ายาไม่แตะ งานเสี่ยงอันตรายก็เลิกสนิท แถมยังรักเมียกับลูกม๊ากมาก สามีอย่างนี้หาได้ที่ไหนอีก”“ไม่รู้สิ วันดีคืนดีฉันอาจจะเดินชนกับกิ๊กเก่าของนายก็ได้ ใครจะรู้”“โห...ร้ายกาจ เอาเรื่องเก่ามาพูดทำไมเนี่ย ตัวเองนั่นแหละบอกให้ผมทำอะไรก็ได้ตามแต่ใจ”“นั่นเป็นสิ่งเดียวที่ฉันทำพลาดล่ะ ตอนนี้ฉันสำนึกแล้ว และนาย...อย่าได้คิดทำตัวอย่างนั้นอีก ไม่อย่างนั้นละก็...” เธอหรี่ตามองสามีวัยละอ่อน ก่อนจะเบนสายตาไปยังเจ้าตัวจ้ำม่ำให้อ้อมแขนเขาคชากอดรัดลูกแน่นขึ้นอีก “อย่าแม้แต่จะคิดนะ ถ้าพี่เอาลูกไปละก็..
“ไม่เอาไม่พูดแล้ว พูดทีไรพาเข้าเรื่องนี้ทุกที”“ก็พี่ชอบนี่นา หรือพริ้มไม่ชอบ” เขาถาม หล่อนถลึงตาใส่ เห็นหล่อนทำตาโตอย่างนั้นแล้วนึกเอ็นดู “เมียพี่นี่น่ารักจริง”“ไม่ต้องมาชม คนหื่น” ปากว่าแต่มีรอยยิ้มงามวูบหนึ่งที่รอยยิ้มของพริ้มเพราชวนให้มาร์คินหวนคิดถึงอดีตภรรยา รอยยิ้มของปาลิดาก็เคยสดใสอย่างนี้“เป็นอะไรคะ”“ปะ...เปล่าๆ ไม่ได้เป็นอะไร” ตอบอย่างนั้นแต่เปลี่ยนจากโอบกอดร่างงามมาจับมือหล่อนแล้วออกเดินไปด้วยกันพริ้มเพราลอบมองเขา มีไม่กี่เรื่องที่พอเขานึกถึงแล้วจะเงียบขรึมลงไปได้“คิดถึงคุณปาลิดาหรือคะ”เขาพยักหน้าอย่างไม่คิดปิดบัง พริ้มเพราจะดึงมือออกจากมือเขา ทว่ามันกลับถูกกุมไว้แน่นกว่าเดิม“แค่นึกถึง แค่นึกเท่านั้น” เอ่ยกันไว้ด้วยไม่อยากให้แม่คนงามงอนอีก พอรู้ว่าเขารัก หล่อนก็ขี้งอนนักเชียว แต่เขาก็ชอบล่ะ พอหล่อนงอนเขาก็ง้อ ง้อไม่ฟังก็ไปจบลงที่เตียงทุกที“ไม่ได้ว่าอะไรนี่คะ”“ไม่ได้ว่า แต่ไม่ชอบใจ พี่รู้”“ป่านนี้เธอคงมีความสุขอยู่บนนั้น และอาจมองเราอยู่ พี่อยากบอกให้เธอรู้ว่าพี่ขอโทษสำหรับทุกอย่าง ไม่รู้ว่าเธอจะได้ยินไหม”พริ้มเพราไหวไหล่ จะรู้หรือไม่รู้ก็ช่างสิ“อยากบอกอะไรปาลิด
“ถ้าจะมาถามแค่นี้ก็กลับไปเถอะ ฉันไม่ว่างรับแขก” บอกเขาแล้วแอบปาดน้ำตา ในลำคอขมปร่าริม ฝีปากเริ่มสั่นระริก“พี่...ไม่คิดจะบอกผมเหรอ เรื่องลูก” ถามแล้วขยับเข้าไปหา มิได้นั่งลงข้างๆ แต่เลื่อนลงข้างล่าง ไปนั่งคุกเข่าแทบเท้าหล่อน จับมือบางมากุมไว้ มือเล็กเรียวยิ่งผอมบางกว่าเดิม“คิดสิ อยากบอกจะตาย...แต่นาย...ไม่อยู่ฟังนี่นา ครั้งสุดท้ายที่ไปหา นายเดินหนีก่อนที่ฉันจะได้พูดอะไรด้วยซ้ำ” กระบอกตาของคชาเริ่มร้อนผ่าว จำได้ดีถึงวันที่เฌอริณไปหาเขาที่ร้านอาหาร ถ้าหล่อนไปหาเขาตอนนั้น แสดงว่าตอนที่ไป ท้องของหล่อนคงเนินนูนบ้างแล้ว และเขาโง่เอง ที่มัวแต่อคติ จนไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย“ผมขอโทษ ผมไม่รู้เลยว่าพี่...” น้ำตาหยดหนึ่งร่วงรินลงบนตัก เอื้อมมือไปหาเจ้าหนูอีกครั้ง แตะต้องสัมผัสฝ่าเท้าเด็กน้อยอย่างทะนุถนอม “ให้ตายเถอะ พี่รู้หรือเปล่าว่าผมช็อกแค่ไหนตอนที่รู้ว่าเรามีลูกด้วยกัน ผม...” คำพูดทั้งหลายมันอัดแน่นอยู่ในอก พูดออกมาไม่ได้เพราะลำคอตีบตันไปหมด “ไม่ใช่ว่าจะมาพาเขาไปใช่ไหม อย่าพรากลูกไปจากฉันนะ ไม่มีลูกแล้วฉันจะอยู่ยังไง”เป็นครั้งแรกที่คชาได้เห็นแววตาอย่างนั้นของเฌอริณ แม่สาวสมัยใหม่ที่ไม่เคย
“ขอให้หายนะ ขอให้ไข้ลดทีเถอะ” ภาวนาอย่างนั้นแต่ไม่อาจกลับไปนอนที่เตียง ห้องที่ยังไม่ได้เก็บกวาดรกเรื้อไปด้วยเสื้อผ้าข้าวของ ทั้งผ้าอ้อมเด็กทั้งกล่องอาหารสำเร็จรูปบนโต๊ะ เธอกัดฟันเก็บของไปเรื่อยๆ ศีรษะยังปวดอยู่ตุบๆ เมื่อเก็บของไปได้ครึ่งทาง อาการง่วงก็ถามหา เธอส่ายหน้าแรงๆ ในตอนยัดผ้าอ้อมสำเร็จรูปที่ใช้แล้วลงในถุงดำ แลเห็นชิณอยู่บนเตียง ขาของเด็กน้อยเริ่มถีบอากาศรัวๆ ราวกับคนที่ตื่นอยู่“โอ...ไม่นะ ชิณ...ชู่ว์...ชู่ว์...หลับอีกนิดนะคนดี ไม่ตื่นนะลูกนะ” เอ่ยปลอบอย่างนั้นแต่ไม่ทันให้ได้ปีนขึ้นเตียง ร่างของเธอทรุดลงตรงนั้น หายใจหอบถี่ก่อนที่ทุกสิ่งจะเลือนหาย ไม่นะ...เธอจะหลับตอนนี้ไม่ได้ ชิณ...ชิณ...ชิณ....“อุแว้...”เสียงเด็กน้อยร้องจ้าเมื่อไขว่คว้าหามารดาแล้วไม่เจอ น้ำตาหยดเล็กรินไหลจากดวงตาเล็กเรียว ปากสีแดงสดอ้ากว้าง ตะเบ็งเสียงร้องอย่างเช่นทุกคราว ผิดก็แต่คราวนี้ อ้อมแขนของมารดามิได้โอบกอดเขาไว้เช่นเดิม...........ติ๊ดๆ ติ๊ดๆ ติ๊ดๆฟึ่บ!ประตูที่เป็นระบบล็อกอัตโนมัติเด้งออกจากตัวล็อก เมื่อรหัสผ่านถูกกด เสียงพ่นลมหายใจแรงๆ ดังขึ้นก่อนที่ปลายเท้าจะก้าวเข้าไปภายใน วินาทีแรกที่เข้ามาย
“ให้ตายเถอะ! นายเป็นบ้าอะไรเนี่ย!” ศรุตลุกจากโซฟาตัวนั้น เหงื่อเขาแตกพลั่กๆ มือข้างขวาสลัดยิกๆ หลังมือยังเป็นรอยแดงปื้นใหญ่ เขาไม่ใช่บุรุษที่นิยมการเตะต่อย แค่หมัดเดียวเลยทำเอาเจ็บร้าวไปทั่วหลังมือ“มาร์...มาร์ได้ยินอาไหม มาร์!?”มาร์คินพยักหน้าให้อาสาว กวาดตามองไปรอบๆ จึงเห็นว่าไม่ได้อยู่ลำพัง มณี
“ให้สั่งน้ำส้มที่ร้านเลยไหมคะ”“ที่นั่นไม่มีน้ำส้มสด เพราะฉะนั้นคุณควรจะซื้อที่อื่น”“ร้านไหนก็ได้?”“อาฮะ ร้านไหนก็ได้ที่แน่ใจว่าไม่ใส่น้ำตาล”“รับทราบค่ะ”“โอเค คราวนี้ตาคุณบ้าง”“งานช่วงเช้าอานุชคงรายงานไปแล้ว ฉันจะแจ้งเฉพาะช่วงบ่ายนะคะ คุณมีนัดกับมิสเตอร์ลีตอนบ่ายโมง”“อานุชพบลูกค้าคนแรกเสร็จจะ
พริ้มเพรามองท่าทีแล้วไม่ค่อยไว้ใจ อะไรยังไง เธอต้องคุยกับเขาเพราะเขามีตำแหน่งสูงกว่าแค่นั้นหรือ“อ้อ...ผมชื่อศรุตครับ เป็นหนึ่งในกรรมการบริหารของบริษัท แล้วคุณ...”“พริ้มเพราค่ะ เรียกพริ้มเฉยๆ ก็ได้” บอกกล่าวแล้วมองมือที่ยื่นมาตรงหน้า ไม่อยากส่งมือออกไปจับทักทาย แต่ก็เกรงว่าจะเสียมารยาท อย่างไรเสีย
..........มาร์คินใช้เวลากว่าชั่วโมงในการมาส่งพริ้มเพรา รถของเขาจอดสนิทที่หน้าตึกหลังหนึ่งแถวลาซาล ไม่ไกลจากสถานีรถไฟฟ้านัก พากันลงจากรถได้ไม่ถึงนาทีดี รถอีกคันก็แล่นเข้ามาจอด คนบนรถคันนั้นรีบก้าวลงมา เลขาสาวแนะนำว่าเป็นเพื่อนสนิท ชื่อกุ้งกับกิ๊บ เขาก้มหัวทักทายตามมารยาท แนะนำตัวกันพอเป็นพิธี เพื่อ







