Se connecter“จูบหน่อย บอสขา...จูบ..จุ๊บๆๆๆ” พริ้มเพราอ้อนบอสเหมือนเด็กน้อยขอลูกอมจูปาจุ๊บ และเมื่อเด็กน้อยเสนอ ผู้ใหญ่อย่างมาร์คินก็สนองเต็มอัตรา ริมฝีปากชายตะโบมจูบพริ้มเพราอย่างหนักหน่วงและรุนแรง ให้สมกับความอยาก ให้สมกับที่หล่อนอ่อยเขาอ่อยแล้วอ่อยอีก ให้มันได้อย่างนี้สิ เขาจะรอดูว่าพรุ่งนี้หล่อนจะเป็นอย่างไร
แอ๊ด...
ประตูห้องถูกผลักเข้าไป ร่างสองร่างโรมรันพันตู ปากทั้งสองยังเชื่อมชิดติดกัน แลกลิ้นชุ่มฉ่ำราวตายอดตายอยาก สองมือก็ช่วยกันถอดเสื้อผ้าอาภรณ์ เสื้อเชิ้ตผ้าไหมของพริ้มเพราถูกฉีกจนขาดด้วยความไม่ทันใจ เสียงเนื้อผ้าขาดแควกๆ ช่างเร้าอารมณ์หนุ่มสาว และเมื่อเหลือเพียงกายล่อนจ้อน ทั้งมาร์คินและพริ้มเพราก็ล้มลงไปบนเตียงพร้อมๆ กัน
“อ๊า....พริ้ม!” มาร์คินร้องออกมาในจังหวะที่ส่งตัวตนสอดแทรกชำแรกลึก ความคับแน่นของพริ้มเพราไม่ต่างจากวันนั้นเลย เขาค่อยๆ โยกสะโพกช้าๆ พาพริ้มเพราสู่ครรลองเสน่หาอย่างที่ควรจะเป็น
ส่วนพริ้มเพรานั้นหรือ ได้แต่โอบกอดร่างอุ่นเอาไว้ จดจำเสียงเขา จดจำกลิ่นหอมของผิวเนื้อผู้ชาย เธอเมาแล้วจริงๆ เมามาก แต่ยิ่งเมาคนบนร่างก็ยิ่งรูปงาม ยิ่งตอนที่เขากระแทกตัวตนเข้ามาจนเธอหัวสั่นหัวคลอน เธอก็แทบจะเรียกเขาว่าพ่อเทพบุตร เอาอีกมาร์คิน แรงมีเท่าไหร่ส่งมา ปรนเปรอเธอที สงเคราะห์เธอที ทำอย่างไรก็ได้ให้วันนี้เธอได้เจอกับสายรุ้งงาม
“อา...มาร์คิน มาร์คิน อ๊ะๆๆ” เสียงกระเส่าของพริ้มเพราดังขึ้นเป็นจังหวะ ลมหายใจหอบถี่คล้ายกำลังวิ่งอยู่ ร่างสั่นสะเทือนไปตามแรงโยกของสะโพกสอบครั้งแล้วครั้งเล่า เธอทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากรอรับความซ่านสยิวที่มาร์คินมอบให้ ดูเขาเถิด ไม่เหน็ดเหนื่อยบ้างหรือไร เหนื่อยบ้างหรือไม่ หรือถูกพิษราคะรุมเร้าจนหลงลืมไปแล้วว่าความเหนื่อยมันคืออะไร
พั่บๆๆ พั่บๆๆ
เสียงเนื้อกระทบเนื้อยังดังอยู่เนืองๆ สองขาของพริ้มเพราถูกจับยกพาดบ่าในขณะที่สองมือเขาบีบขยำอยู่ที่พุ่มทรวงของเธอ มันเคยหนั่นแน่นจนเกือบแข็ง แต่คืนนี้ถูกเขากระทำจนเหลวอ่อน เม็ดเหงื่อผุดพรายทั่วร่างในห้องที่มิได้เปิดแอร์
“ดี...มาร์คิน ดี!”
“อ๊า...พริ้ม...พริ้ม!” มาร์คินส่งแรงเข้ามาในทุกคราวที่พริ้มเพราเรียกชื่อเขา ไม่รู้สิ พอได้ยินแล้วช่างฮึกเหิม อยากโจนจ้วงลงไปในร่างหล่อนให้ลึกที่สุด ให้นานที่สุด พริ้มเพราช่างดีเหลือเกิน เขาไม่เคยพบเจอผู้หญิงที่ไหนมีรสรักที่หวานละมุนเช่นนี้ เส้นขนในกายเขาตื่นเพริศทุกวินาที ความคับแน่นและฝืดตึงถูกทำให้ผ่อนคลายเมื่อมีหยาดธาราเสน่หาช่วยชโลมให้นุ่มลื่นชื้นฉ่ำ ร่างหล่อนบิดเกลียวเสียวซ่านขึ้นทุกขณะ และมันจะเป็นเช่นนี้จนกว่าแสงตะวันจะแตะต้องขอบฟ้า จนกว่าเขาจะอิ่มหนำในรสสวาทของพริ้มเพรา
หวืด! เคล้ง!
กรอบรูปอันหนึ่งหล่นลงบนพื้นด้วยว่าพริ้มเพราปัดมือไปโดน กรอบกระจกแตกเป็นหลายเสี่ยง แต่คนบนเตียงก็หาได้ใส่ใจ ยังคงบรรเลงเพลงราคะร่วมกันอย่างถึงพริกถึงขิง ร่างกายกอดก่ายกันและกัน โรมรันพันตูยิ่งกว่างูผสมพันธ์ เฝ้าจูบ เฝ้าดูดดึงผิวเนื้อ เฝ้าฟอนเฟ้นและลูบไล้คลำคลึงประหนึ่งว่าคืนนี้จะเป็นคืนสุดท้ายที่จะได้ลิ้มรสแห่งราคะ
มาร์คินไม่รู้ว่าเหตุใดจึงพาพริ้มเพรามาที่บ้านแทนที่จะเป็นโรงแรม เขาตอบตัวเองไม่ได้หรอก
ส่วนพริ้มเพรา ขอเพียงเขาปลดเปลื้องความปรารถนาอันร้อนระอุออกจากร่างเธอได้ ต่อให้เขาสั่งเธอไปขึ้นสวรรค์หรือลงนรกที่ไหน เธอก็จะทำ!
..........
แสงตะวันแต้มแต่งคุ้งฟ้าทางทิศเหนือ พริ้มเพราพลิกกายอย่างเมื่อยขบ นี่เธอไปวิ่งมาราธอนมาหรือ ทำไมปวดเมื่อยไปหมดอย่างนี้
“โอย...เมื่อยจัง เคล็ดไปหมด แกไปวิ่งตามควายที่ไหนมาวะนังพริ้ม” พริ้มเพราถามตัวเอง ลุกมานั่งแล้วบิดซ้ายทีขวาที และพอก้มลงมองตัวเองก็ได้ตกใจอีกระลอก ไม่มีเสื้อผ้าบนร่างของเธอ “ตายห่า! อีกแล้วเหรอ!” คนสวยถามตัวเอง หันซ้ายแลขวาหาเสื้อผ้ามาสวม ชั้นในกับกระโปรงของเธอยังอยู่ แต่เสื้อคงสวมไม่ได้แล้ว “เสื้อ...ขอเสื้อสักตัว น่าจะอยู่ในนั้นนั้นละนะ” บอกตัวเองแล้วก้าวตรงไปยังประตูอีกบาน ทุกอย่างที่แลเห็นมันเบลอๆ เหมือนภาพวาดสีน้ำมันเพราะไม่ได้สวมแว่น เธอเปิดประตูเข้าไป แล้วก็ได้เห็นห้องเสื้อขนาดใหญ่อยู่ในนั้น เธออยู่ที่นี่ต่อไม่ได้ ขโมยเสื้อสักตัวแล้วรีบเผ่นดีกว่า
“ขอยืมสักตัวนะคะ ยืมแล้วไม่คืนด้วย” พูดกับตัวเองแล้วดึงเชิ้ตขาวออกมาหนึ่งตัว เธอทำอย่างรีบเร่ง พอเสร็จก็ก้าวมายืนที่หน้าเตียง แลเห็นบางอย่างกองอยู่บนพื้น เสื้อสูทสินะ นั่นคือเสื้อสูท มีอะไรโผล่ออกมาจากกระเป๋าเสื้อด้วย คุณพระ! นั่นแว่นของเธอ
“โอย...รอดตายแล้วนังพริ้ม”
พริ้มเพรายินดียิ่งกว่าถูกหวย แว่นสายตามาประดับอยู่บนหน้าเธอแล้ว ว่าจะรีบเผ่นแต่อดใจไม่ไหว ขอดูหน้าผู้ชายบนเตียงหน่อยเถอะ ปกติเธอไม่เคยเป็นแบบนี้นะ ถึงจะเมาแค่ไหนก็จำได้ว่าเมื่อคืนไปทำอะไรที่ไหนมาบ้าง แต่พอเป็นไวน์แพงๆ ต้องไวน์เท่านั้น จิบไวน์ปุ๊บ ภาพตัดปั๊บ อย่าหวังว่าเธอจะจำได้เลย
พัชญะมุ่นคิ้ว “อ่า...บอสให้คุณพริ้มกลับมาทำงานเลขาอีกแล้วหรือครับ ดีจัง ผมจะได้เจอเพื่อนเก่าบ้าง” ไม่เอ่ยเปล่าๆ แต่เอื้อมมือไปแตะศอกพริ้มเพราราวกับคนคุ้นเคยมาร์คินเลิกคิ้วสูง มองมือของพัชญะอย่างเคืองใจ“ใครบอกว่าเธอจะมาทำงาน” พูดจบก็ดึงร่างเมียรักเข้ามาใกล้ “พริ้มเพราเป็นเมียผม และเป็นแม่ของลูกผมด้วย”“หา!?” พัชญะช็อกไปเกือบครึ่งนาที“ที่สำคัญคือเธอกำลังท้องอยู่ แฝดสามน่ะ ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าแตะต้องเธอล่ะ เพราะผม...หวงมาก”“อ่า...ครับๆ”“ถ้าจะให้ดี ช่วยปฏิบัติต่อเธออย่างมีมารยาท เจอเธอคราวหน้า ก้มหัวให้เธอซะ เพราะเธอเป็นเจ้านาย เข้าใจนะ”“ครับ...บอส!”พริ้มเพรานึกสมเพชอดีตแฟน เธอไม่เคยเห็นเขาหงอได้มากเท่านี้ตั้งแต่เกิดมา“ไปกันเถอะ”“ขอเวลาแป๊บนะคะ” เธอร้องขอ มาร์คินเลยเข้าลิฟต์ไปก่อน เธออยากพูดอะไรกับพัชญะสักนิด เขาจะได้เข้าใจสักที “ขอบคุณนะพอร์ช”“หือ? อ้อ...ครับ...คุณพริ้ม”“ขอบคุณนะที่ทิ้งกันไป ไม่อย่างนั้นพริ้มคงไม่ได้เจอมาร์คิน เรามาจบเรื่องในอดีตกันตรงนี้เถอะนะ ขอบคุณอีกครั้ง...สำหรับทุกอย่าง”“อ่า...ครับ...ยินดีด้วยครับ คุณพริ้ม...”พริ้มเพรายิ้มให้อดีตแฟน สิ่งเดียวที่นับว่าเป็
“ไปๆ หิวแล้ว ไปหาอะไรกินกัน ได้ยินว่ามื้อเช้ามีข้าวห่อใบบัว โอ๊ย...อยาก”“เออๆๆ ไปๆๆ” กุ้งนางเร่งเร้า จะซอยเท้าตามเพื่อนไปแต่ชายเสื้อถูกดึงยิกๆ “เร็วเข้านังกุ้ง พาผู้ชายแกมาด้วยสิยะ” กมลศักดิ์เร่งเร้ากุ้งนางนึกเคือง ผู้ชายของเธอเหรอ หึ! นังกิ๊บ! ฉันอยากจะฆ่าแกเพราะเรื่องนี่ล่ะ“น้องคะ ไปเร็วค่ะ ไปหาข้าวกินกัน”นะโมทำหน้ายู่ ดึงชายเสื้อพี่กุ้งเอาไว้“พี่กุ้ง...นะโมเหนื่อย เนี่ย...ปวดขา” เด็กน้อยบอก ก้มลงทุบขาสองสามทีกุ้งนางทำหน้าแหย คุกเข่าลงตรงหน้าหนูน้อย “คงจะไม่ได้ให้พี่...”“ฮึบ!”สิ้นเสียงฮึบ ความหนักก็ถาโถมเข้ามาที่แผ่นหลัง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าอะไรอยู่บนนั้น ร่างกลมป้อมของเด็กชายนะโมนั่นเองกุ้งนางเม้มปากแน่นๆ แบกเจ้าหนูขึ้นหลัง แล้วเดินไปตามสะพานไม้ ทั้งหนักทั้งเหนื่อย แต่เธอก็ต้องทน ฉันจะฆ่าแก นังกิ๊บ! นังเพื่อนทรยศ!...........บริษัทมนวรรธน์กลิ่นกาแฟหอมฉุยลอยข้ามฝั่งมา พริ้มเพรายุติสองขาที่กำลังก้าวจะเข้าบริษัท เธอมองข้ามไป นึกถึงวันที่ต้องเร่งฝีเท้าไปซื้อกาแฟให้เจ้านายแล้วยิ้มหัวออกมา ราวกับว่าเรื่องเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้“เป็นอะไรฮึ” สามีคนดีถามไถ่ มือข้างหนึ่งยังประคอ
เฌอริณมองสามีแล้วนึกขำ พอมองย้อนกลับไปในตอนนั้นเธอก็ช่างโง่งมที่คิดว่าตัวเองรักมาร์คิน บางทีนั่นอาจมิใช่ความรัก อาจเป็นเพียงความลุ่มหลง การห่วงหวงเช่นเด็กน้อยที่หวงของเล่น ทว่าเมื่อมาร์คินมีคนอื่น เธอกลับมิได้เจ็บมากมาย หัวใจกลับยอมรับในสิ่งที่เขาเลือก แต่พอคนอีกคนที่อยู่ข้างกายมาตลอด มาหายไป นั่นต่างหาก หัวใจถึงได้รู้ว่ารักเขามากกว่าที่ตัวเองจะคาดเดาเสียอีก“งอนเลย เดี๋ยวง้อเอง”“อา...รู้ทันอีกละ”“มีสามีเด็กกว่าก็ต้องฟิตทั้งร่างกายและสมอง ไม่งั้นตามนายไม่ทันหรอกน่า”“ตามอะไรกัน ผมนี่เป็นคนดีแล้วนะ เหล้ายาไม่แตะ งานเสี่ยงอันตรายก็เลิกสนิท แถมยังรักเมียกับลูกม๊ากมาก สามีอย่างนี้หาได้ที่ไหนอีก”“ไม่รู้สิ วันดีคืนดีฉันอาจจะเดินชนกับกิ๊กเก่าของนายก็ได้ ใครจะรู้”“โห...ร้ายกาจ เอาเรื่องเก่ามาพูดทำไมเนี่ย ตัวเองนั่นแหละบอกให้ผมทำอะไรก็ได้ตามแต่ใจ”“นั่นเป็นสิ่งเดียวที่ฉันทำพลาดล่ะ ตอนนี้ฉันสำนึกแล้ว และนาย...อย่าได้คิดทำตัวอย่างนั้นอีก ไม่อย่างนั้นละก็...” เธอหรี่ตามองสามีวัยละอ่อน ก่อนจะเบนสายตาไปยังเจ้าตัวจ้ำม่ำให้อ้อมแขนเขาคชากอดรัดลูกแน่นขึ้นอีก “อย่าแม้แต่จะคิดนะ ถ้าพี่เอาลูกไปละก็..
“ไม่เอาไม่พูดแล้ว พูดทีไรพาเข้าเรื่องนี้ทุกที”“ก็พี่ชอบนี่นา หรือพริ้มไม่ชอบ” เขาถาม หล่อนถลึงตาใส่ เห็นหล่อนทำตาโตอย่างนั้นแล้วนึกเอ็นดู “เมียพี่นี่น่ารักจริง”“ไม่ต้องมาชม คนหื่น” ปากว่าแต่มีรอยยิ้มงามวูบหนึ่งที่รอยยิ้มของพริ้มเพราชวนให้มาร์คินหวนคิดถึงอดีตภรรยา รอยยิ้มของปาลิดาก็เคยสดใสอย่างนี้“เป็นอะไรคะ”“ปะ...เปล่าๆ ไม่ได้เป็นอะไร” ตอบอย่างนั้นแต่เปลี่ยนจากโอบกอดร่างงามมาจับมือหล่อนแล้วออกเดินไปด้วยกันพริ้มเพราลอบมองเขา มีไม่กี่เรื่องที่พอเขานึกถึงแล้วจะเงียบขรึมลงไปได้“คิดถึงคุณปาลิดาหรือคะ”เขาพยักหน้าอย่างไม่คิดปิดบัง พริ้มเพราจะดึงมือออกจากมือเขา ทว่ามันกลับถูกกุมไว้แน่นกว่าเดิม“แค่นึกถึง แค่นึกเท่านั้น” เอ่ยกันไว้ด้วยไม่อยากให้แม่คนงามงอนอีก พอรู้ว่าเขารัก หล่อนก็ขี้งอนนักเชียว แต่เขาก็ชอบล่ะ พอหล่อนงอนเขาก็ง้อ ง้อไม่ฟังก็ไปจบลงที่เตียงทุกที“ไม่ได้ว่าอะไรนี่คะ”“ไม่ได้ว่า แต่ไม่ชอบใจ พี่รู้”“ป่านนี้เธอคงมีความสุขอยู่บนนั้น และอาจมองเราอยู่ พี่อยากบอกให้เธอรู้ว่าพี่ขอโทษสำหรับทุกอย่าง ไม่รู้ว่าเธอจะได้ยินไหม”พริ้มเพราไหวไหล่ จะรู้หรือไม่รู้ก็ช่างสิ“อยากบอกอะไรปาลิด
“ถ้าจะมาถามแค่นี้ก็กลับไปเถอะ ฉันไม่ว่างรับแขก” บอกเขาแล้วแอบปาดน้ำตา ในลำคอขมปร่าริม ฝีปากเริ่มสั่นระริก“พี่...ไม่คิดจะบอกผมเหรอ เรื่องลูก” ถามแล้วขยับเข้าไปหา มิได้นั่งลงข้างๆ แต่เลื่อนลงข้างล่าง ไปนั่งคุกเข่าแทบเท้าหล่อน จับมือบางมากุมไว้ มือเล็กเรียวยิ่งผอมบางกว่าเดิม“คิดสิ อยากบอกจะตาย...แต่นาย...ไม่อยู่ฟังนี่นา ครั้งสุดท้ายที่ไปหา นายเดินหนีก่อนที่ฉันจะได้พูดอะไรด้วยซ้ำ” กระบอกตาของคชาเริ่มร้อนผ่าว จำได้ดีถึงวันที่เฌอริณไปหาเขาที่ร้านอาหาร ถ้าหล่อนไปหาเขาตอนนั้น แสดงว่าตอนที่ไป ท้องของหล่อนคงเนินนูนบ้างแล้ว และเขาโง่เอง ที่มัวแต่อคติ จนไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย“ผมขอโทษ ผมไม่รู้เลยว่าพี่...” น้ำตาหยดหนึ่งร่วงรินลงบนตัก เอื้อมมือไปหาเจ้าหนูอีกครั้ง แตะต้องสัมผัสฝ่าเท้าเด็กน้อยอย่างทะนุถนอม “ให้ตายเถอะ พี่รู้หรือเปล่าว่าผมช็อกแค่ไหนตอนที่รู้ว่าเรามีลูกด้วยกัน ผม...” คำพูดทั้งหลายมันอัดแน่นอยู่ในอก พูดออกมาไม่ได้เพราะลำคอตีบตันไปหมด “ไม่ใช่ว่าจะมาพาเขาไปใช่ไหม อย่าพรากลูกไปจากฉันนะ ไม่มีลูกแล้วฉันจะอยู่ยังไง”เป็นครั้งแรกที่คชาได้เห็นแววตาอย่างนั้นของเฌอริณ แม่สาวสมัยใหม่ที่ไม่เคย
“ขอให้หายนะ ขอให้ไข้ลดทีเถอะ” ภาวนาอย่างนั้นแต่ไม่อาจกลับไปนอนที่เตียง ห้องที่ยังไม่ได้เก็บกวาดรกเรื้อไปด้วยเสื้อผ้าข้าวของ ทั้งผ้าอ้อมเด็กทั้งกล่องอาหารสำเร็จรูปบนโต๊ะ เธอกัดฟันเก็บของไปเรื่อยๆ ศีรษะยังปวดอยู่ตุบๆ เมื่อเก็บของไปได้ครึ่งทาง อาการง่วงก็ถามหา เธอส่ายหน้าแรงๆ ในตอนยัดผ้าอ้อมสำเร็จรูปที่ใช้แล้วลงในถุงดำ แลเห็นชิณอยู่บนเตียง ขาของเด็กน้อยเริ่มถีบอากาศรัวๆ ราวกับคนที่ตื่นอยู่“โอ...ไม่นะ ชิณ...ชู่ว์...ชู่ว์...หลับอีกนิดนะคนดี ไม่ตื่นนะลูกนะ” เอ่ยปลอบอย่างนั้นแต่ไม่ทันให้ได้ปีนขึ้นเตียง ร่างของเธอทรุดลงตรงนั้น หายใจหอบถี่ก่อนที่ทุกสิ่งจะเลือนหาย ไม่นะ...เธอจะหลับตอนนี้ไม่ได้ ชิณ...ชิณ...ชิณ....“อุแว้...”เสียงเด็กน้อยร้องจ้าเมื่อไขว่คว้าหามารดาแล้วไม่เจอ น้ำตาหยดเล็กรินไหลจากดวงตาเล็กเรียว ปากสีแดงสดอ้ากว้าง ตะเบ็งเสียงร้องอย่างเช่นทุกคราว ผิดก็แต่คราวนี้ อ้อมแขนของมารดามิได้โอบกอดเขาไว้เช่นเดิม...........ติ๊ดๆ ติ๊ดๆ ติ๊ดๆฟึ่บ!ประตูที่เป็นระบบล็อกอัตโนมัติเด้งออกจากตัวล็อก เมื่อรหัสผ่านถูกกด เสียงพ่นลมหายใจแรงๆ ดังขึ้นก่อนที่ปลายเท้าจะก้าวเข้าไปภายใน วินาทีแรกที่เข้ามาย
การ์ดหนุ่มลุกขึ้นเต็มความสูง ขายังเจ็บแต่ก็ฝืนสุดกำลัง พยายามลากมันไปให้ห่างจากแสงไฟ ใช้ความมืดมิดและหยาดฝนพรางกาย เพื่อหายไปจากแนวหน้าผา อย่างไร้ร่องรอย.........วันถัดมา ที่โรงพยาบาลบนฝั่งแสงสว่างที่ส่องกระทบดวงตาหาใช่แสงอาทิตย์ มาร์คินจำต้องปิดเปลือกตาลงตามสัญชาตญาณ อยากเอ่ยปาก อยากถามคนที่ยืน
......บนขอบหน้าผา ความช็อกยังก่อเกิดกับร่างของเฌอริณ จริงหรือ ศศิหล่นลงไปจริงหรือ หล่นลงไปไม่ต่างจากคชาสินะ อยากหัวเราะให้สะใจ อยากสมน้ำหน้า แต่ใจในอกกลับรู้สึกเวทนา เพราะความรักความหลงแท้ๆ ที่ทำให้ศศิต้องเป็นแบบนี้ เพราะความรักตัวเดียว“มาร์! มาร์!”เสียงเฌอริณร้องเรียกมาร์คิน พริ้มเพราได้ยินชัดแ
“คชา...นายอยู่ไหนคชา! คชา!” เฌอริณร้องดังๆ เรียกคนที่อยู่เบื้องล่าง มันมืดเกินกว่าที่เธอจะแลเห็น ไม่นะ คชาตายหรือ ไม่! ไม่จริง!“ศิ! ศิ!” มาร์คินล้มลุกคลุกคลาน ก้าวมาหาสาวน้อยอย่างทุลักทุเลหมับ!มือเขาเอื้อมคว้ามือน้อย“อ๊า!” ส่งเสียงร้องเมื่อต้องใช้มือเพียงข้างเดียวเพื่อดึงเอาร่างของศศิ มันหนักหน
ปืนในมือของศศิสั่นระริก ในอ้อมกอดของมาร์คินยังมีร่างอ่อนปวกเปียกของพริ้มเพรา หล่อนใกล้จะหมดสติ จนในที่สุดก็พากันทรุดนั่งบนพื้นเปียกแฉะ เขาเอาร่างหนาบังร่างพริ้มเพราไว้ ประหนึ่งจะบอกเป็นนัยว่าต่อให้ต้องตาย ก็จะปกป้องคนในอ้อมแขนจนลมหายใจเฮือกสุดท้าย“คุณศิ พอเถอะ ตำรวจกำลังจะมาที่นี่ วางปืนเถอะนะ”คช







