LOGINนิ้วเรียวค่อยๆ คีบชายผ้านวม ดึงมันลงมาเพื่อเผยใบหน้าคนที่ยังหลับอยู่ แล้วหัวใจก็ได้เต้นแรง ไม่ใช่เพราะตื่นเต้นอะไร แต่มันโล่งใจมากกว่า
“เฮ้อ...ขวัญเอ๊ยขวัญมานะพริ้มเพรา คนเดิมว่ะคนเดิม” มือน้อยตบอกเบาๆ ถอยหลังไปครึ่งก้าวแล้วเท้าเปล่าเปลือยก็เหยียบกรอบรูปเข้าให้ เธอก้มลงไปดู หยิบกรอบรูปขึ้นมา “อ๊ะ!”
เคล้ง!
กรอบรูปหล่นลงอีกรอบ พริ้มเพราสะบัดมือแรงๆ และเสียงของแตกก็ทำให้คนหลับฟื้นตื่น หัวหูเขายุ่งเหยิง มองมาที่พริ้มเพราเหมือนจะยิ้มน้อยๆ ทว่าพอมองเห็นกรอบรูปบนพื้นที่แตกเป็นเสี่ยง รอยยิ้มนั้น...ก็หายไป
พริ้มเพราใจคอไม่ดี ก้มมองรูปแล้วใจหาย สตรีนางหนึ่งในรูปกำลังส่งยิ้มละไมให้เธอ เจ้าหล่อนสวยมาก สวยพอๆ กับสตรีอีกคนที่อยู่ในรูปบนโต๊ะ พวกหล่อนเป็นใคร สำคัญกับมาร์คินแค่ไหน เขาจึงได้ตั้งรูปของทั้งสองไว้ข้างเตียงเช่นนี้
“ออกไป”
“คะ?”
“ออกไปก่อนพริ้มเพรา” เขาสั่งเสียงเรียบเย็นอย่างที่พริ้มเพราไม่คุ้นเคย ลุกมาเก็บเอากรอบรูปที่แตกในชุดที่มีผ้านวมพันครึ่งร่างไว้ หน้าตาเขาไม่ได้บึ้งตึงแต่ก็ไม่ได้ยิ้ม พริ้มเพราดูออกว่าเขากำลังไม่พอใจ
“ฉันไม่ได้ทำแตกนะ มันแตกตั้งแต่แรก”
เธอร้องขอความบริสุทธิ์ มาร์คินคงเข้าใจไปแล้วว่าเธอทำแตก
“หยุดพูดแล้วช่วยออกไปทีเถอะ ขอร้องล่ะ!”
น้ำเสียงไร้เยื่อใยยิ่งทำให้พริ้มเพราใจเสีย เขาไม่ได้ตะคอกตวาดแต่เธอกลับเข้าใจทุกอย่างอย่างชัดเจน
“นี่โกรธจริงๆ ใช่ไหม!”
“ไม่ได้โกรธ” เขาเถียงแต่ไม่ยอมสบตา ไม่ยอมมองหน้า
พริ้มเพราเข้าใจดี เข้าใจว่าระหว่างเธอกับคนในรูป คงไม่ใช่เธอที่สำคัญกับเขา และมันน่าน้อยใจชะมัด
“จะโกรธอะไรนักหนา แค่กรอบรูปแตก แตกก็ซื้อใหม่สิ ทำไมต้องมึนตึงแบบนี้ด้วย ตาบ้าเอ๊ย!” คนสวยหน้าบึ้งหน้าบูด ด่าเขาว่าตาบ้าให้หนำใจ ช่างสิ วันนี้วันหยุด เขาไม่ใช่เจ้านายเธอสักหน่อย สำนึกดีๆ มีไหมล่ะ นี่คือสิ่งตอบแทนหลังจากที่ตักตวงจากเธอจนอิ่มเปรมหรือ ถ้าร่างกายปวดเมื่อยขนาดนี้เธอคงรับศึกหนักไปหลายยกแน่ๆ ไอ้คนเฮงซวย ไปตายซะ!
พริ้มเพราแลหากระเป๋าถือ พอเจอก็รีบเผ่น เธอหันซ้ายแลขวาเมื่อออกมาจากห้องเขา ให้ตายเถอะ มีใครอยู่ที่นี่บ้าง จะมีใครเห็นเธอในสภาพนี้หรือเปล่า ดูสิ ไม่บอกก็รู้ว่าเมื่อคืนเธอไปทำอะไรมา
“บันได บันไดอยู่ไหนวะ!” ถามตัวเองแล้วย่องไปตามทาง มีบันไดขนาดใหญ่ทอดลงสู่เบื้องล่าง แว่วเสียงคนคุยกันยิ่งทำให้พริ้มเพราต้องรีบวิ่งลงไป วิ่งลงบันไดเร็วๆ แต่ฝีเท้าเบายิ่งกว่าแมวขโมย “รองเท้า รองเท้าอยู่ไหน!” ถามหารองเท้าที่น่าจะถอดไว้ที่ไหนสักแห่ง บนห้องไม่มี แสดงว่ามันต้องอยู่ข้างล่างนี่ล่ะ
“รองเท้าๆ รองเท้าอยู่ไหนมาหาแม่มาลูก” เรียกหารองเท้าส้นสูงราวกับมันเป็นสัตว์เลี้ยง เธอได้รองเท้าข้างขวาที่ข้างบันได ส่วนอีกข้างนั้น...
“อะแฮ่ม! หานี่อยู่หรือ”
พริ้มเพราใจหายวาบ ใครถามเธออยู่ข้างหลัง แล้วทำไมเสียงนั้นฟังดูคุ้นหูเหลือเกิน
“แม่ครับ? นั่นใคร”
“เอ่อ...เพื่อนพี่เขาน่ะลูก”
พริ้มเพราอยากจะร้องไห้ ชัดเลย นั่นมณีนุช มณีนุชกับลูกชายอยู่ที่นี่ด้วยหรือ
“เธอๆ ฉันถามได้ยินไหม”
พริ้มเพราก้มหน้างุด หันไปหาคนถาม กลิ่นกาแฟโชยเข้าจมูกชวนให้เธอตื่นเต็มตา พยายามเอาผมยาวๆ ปิดบังใบหน้า มือข้างหนึ่งยังกำแน่น มีความปวดตุบๆ เกิดขึ้นที่ปลายนิ้วชี้บ้างแล้ว
“ได้เงินแล้วใช่ไหม”
“คะ?” เธอขานตอบแบบงงๆ เงินหรือ เงินอะไรล่ะ
“ค่าตัวไงหนู แปลกจริง ปกติมาร์ไม่พาผู้หญิงมาที่บ้าน แต่ไม่เป็นไร ฉันรู้ว่าเขาต้องจ่าย ได้หรือยัง ถ้ายังไม่ได้ ฉันจะ...”
“ไม่ค่ะ! ไม่เอา ฉันไม่ใช่...”
พริ้มเพราเงยหน้าขึ้นมาชี้แจง ผมเผ้าอันกระเซิงถูกรวบไว้ด้วยมือข้างซ้าย
มณีนุชแทบสำลักกาแฟที่กำลังจิบ “ไม่จริงใช่ไหม นั่นเธอเหรอ?”
พริ้มเพราอยากจะร้องไห้ แลเห็นมณีนุชมองมาหน้าตื่น ข้างกันมีร่างกลมป้อมของเด็กชายวัยไม่เกินห้าขวบ น่าจะเป็นลูกชายของหล่อนกระมัง เด็กนั่นมีรองเท้าส้นสูงของเธออยู่ในมือ และกำลังแกว่งเล่นอย่างสนุก
“ขอรองเท้าได้ไหมจ๊ะ” เธอร้องขอ เด็กน้อยเงยหน้ามองมารดา พอมารดาพยักหน้าก็เดินเอารองเท้ามาส่งให้ “ขอบคุณครับสุดหล่อ” เธอยิ้มให้เด็กน้อย เขาหน้าตาน่ารัก มองเผินๆ ก็คล้ายมาร์คินมากอยู่
มณีนุชหาที่ทางวางแก้วกาแฟแล้วตามบุตรชายเข้ามายืนใกล้พริ้มเพรา ดูหล่อนเถิด ช่างโทรมได้ใจ
“มาร์ตื่นหรือยัง”
คนถูกถามพยักหน้า กอดรองเท้าส้นสูงด้วยอาการประหม่าเขิน
“ขอโทษ...ที่รบกวนนะคะ” เอ่ยขออภัยอย่างอับอาย เธอไม่ควรต้องมาตกอยู่ในสภาพนี้ เพราะมาร์คินคนเดียว โรงแรมมีเยอะแยะทำไมไม่พาไปนะ น่าโมโห!
“ช่างเถอะ แล้วนี่จะกลับยังไง เอารถมาหรือเปล่า” มณีนุชตั้งคำถาม หญิงสาวส่ายหน้าดิก เจ้าบ้านเลยถามอีก “ไม่ได้เอามา?”
พริ้มเพราส่ายหน้า “ไม่รู้ค่ะ ฉัน...จำไม่ได้” ไม่มีวันไหนที่อับอายมากเท่านี้ ในสภาพที่เพิ่งลุกจากเตียง กลิ่นผู้ชายยังกรุ่นๆ หน้ายังไม่ได้ล้าง เนื้อตัวมีแต่กลิ่นไวน์เปรี้ยวๆ เธอต้องมายืนตอบคำถามญาติผู้ใหญ่ของเขาอีก อีกิ๊บอีกุ้ง ช่วยเพื่อนด้วย!
พัชญะมุ่นคิ้ว “อ่า...บอสให้คุณพริ้มกลับมาทำงานเลขาอีกแล้วหรือครับ ดีจัง ผมจะได้เจอเพื่อนเก่าบ้าง” ไม่เอ่ยเปล่าๆ แต่เอื้อมมือไปแตะศอกพริ้มเพราราวกับคนคุ้นเคยมาร์คินเลิกคิ้วสูง มองมือของพัชญะอย่างเคืองใจ“ใครบอกว่าเธอจะมาทำงาน” พูดจบก็ดึงร่างเมียรักเข้ามาใกล้ “พริ้มเพราเป็นเมียผม และเป็นแม่ของลูกผมด้วย”“หา!?” พัชญะช็อกไปเกือบครึ่งนาที“ที่สำคัญคือเธอกำลังท้องอยู่ แฝดสามน่ะ ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าแตะต้องเธอล่ะ เพราะผม...หวงมาก”“อ่า...ครับๆ”“ถ้าจะให้ดี ช่วยปฏิบัติต่อเธออย่างมีมารยาท เจอเธอคราวหน้า ก้มหัวให้เธอซะ เพราะเธอเป็นเจ้านาย เข้าใจนะ”“ครับ...บอส!”พริ้มเพรานึกสมเพชอดีตแฟน เธอไม่เคยเห็นเขาหงอได้มากเท่านี้ตั้งแต่เกิดมา“ไปกันเถอะ”“ขอเวลาแป๊บนะคะ” เธอร้องขอ มาร์คินเลยเข้าลิฟต์ไปก่อน เธออยากพูดอะไรกับพัชญะสักนิด เขาจะได้เข้าใจสักที “ขอบคุณนะพอร์ช”“หือ? อ้อ...ครับ...คุณพริ้ม”“ขอบคุณนะที่ทิ้งกันไป ไม่อย่างนั้นพริ้มคงไม่ได้เจอมาร์คิน เรามาจบเรื่องในอดีตกันตรงนี้เถอะนะ ขอบคุณอีกครั้ง...สำหรับทุกอย่าง”“อ่า...ครับ...ยินดีด้วยครับ คุณพริ้ม...”พริ้มเพรายิ้มให้อดีตแฟน สิ่งเดียวที่นับว่าเป็
“ไปๆ หิวแล้ว ไปหาอะไรกินกัน ได้ยินว่ามื้อเช้ามีข้าวห่อใบบัว โอ๊ย...อยาก”“เออๆๆ ไปๆๆ” กุ้งนางเร่งเร้า จะซอยเท้าตามเพื่อนไปแต่ชายเสื้อถูกดึงยิกๆ “เร็วเข้านังกุ้ง พาผู้ชายแกมาด้วยสิยะ” กมลศักดิ์เร่งเร้ากุ้งนางนึกเคือง ผู้ชายของเธอเหรอ หึ! นังกิ๊บ! ฉันอยากจะฆ่าแกเพราะเรื่องนี่ล่ะ“น้องคะ ไปเร็วค่ะ ไปหาข้าวกินกัน”นะโมทำหน้ายู่ ดึงชายเสื้อพี่กุ้งเอาไว้“พี่กุ้ง...นะโมเหนื่อย เนี่ย...ปวดขา” เด็กน้อยบอก ก้มลงทุบขาสองสามทีกุ้งนางทำหน้าแหย คุกเข่าลงตรงหน้าหนูน้อย “คงจะไม่ได้ให้พี่...”“ฮึบ!”สิ้นเสียงฮึบ ความหนักก็ถาโถมเข้ามาที่แผ่นหลัง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าอะไรอยู่บนนั้น ร่างกลมป้อมของเด็กชายนะโมนั่นเองกุ้งนางเม้มปากแน่นๆ แบกเจ้าหนูขึ้นหลัง แล้วเดินไปตามสะพานไม้ ทั้งหนักทั้งเหนื่อย แต่เธอก็ต้องทน ฉันจะฆ่าแก นังกิ๊บ! นังเพื่อนทรยศ!...........บริษัทมนวรรธน์กลิ่นกาแฟหอมฉุยลอยข้ามฝั่งมา พริ้มเพรายุติสองขาที่กำลังก้าวจะเข้าบริษัท เธอมองข้ามไป นึกถึงวันที่ต้องเร่งฝีเท้าไปซื้อกาแฟให้เจ้านายแล้วยิ้มหัวออกมา ราวกับว่าเรื่องเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้“เป็นอะไรฮึ” สามีคนดีถามไถ่ มือข้างหนึ่งยังประคอ
เฌอริณมองสามีแล้วนึกขำ พอมองย้อนกลับไปในตอนนั้นเธอก็ช่างโง่งมที่คิดว่าตัวเองรักมาร์คิน บางทีนั่นอาจมิใช่ความรัก อาจเป็นเพียงความลุ่มหลง การห่วงหวงเช่นเด็กน้อยที่หวงของเล่น ทว่าเมื่อมาร์คินมีคนอื่น เธอกลับมิได้เจ็บมากมาย หัวใจกลับยอมรับในสิ่งที่เขาเลือก แต่พอคนอีกคนที่อยู่ข้างกายมาตลอด มาหายไป นั่นต่างหาก หัวใจถึงได้รู้ว่ารักเขามากกว่าที่ตัวเองจะคาดเดาเสียอีก“งอนเลย เดี๋ยวง้อเอง”“อา...รู้ทันอีกละ”“มีสามีเด็กกว่าก็ต้องฟิตทั้งร่างกายและสมอง ไม่งั้นตามนายไม่ทันหรอกน่า”“ตามอะไรกัน ผมนี่เป็นคนดีแล้วนะ เหล้ายาไม่แตะ งานเสี่ยงอันตรายก็เลิกสนิท แถมยังรักเมียกับลูกม๊ากมาก สามีอย่างนี้หาได้ที่ไหนอีก”“ไม่รู้สิ วันดีคืนดีฉันอาจจะเดินชนกับกิ๊กเก่าของนายก็ได้ ใครจะรู้”“โห...ร้ายกาจ เอาเรื่องเก่ามาพูดทำไมเนี่ย ตัวเองนั่นแหละบอกให้ผมทำอะไรก็ได้ตามแต่ใจ”“นั่นเป็นสิ่งเดียวที่ฉันทำพลาดล่ะ ตอนนี้ฉันสำนึกแล้ว และนาย...อย่าได้คิดทำตัวอย่างนั้นอีก ไม่อย่างนั้นละก็...” เธอหรี่ตามองสามีวัยละอ่อน ก่อนจะเบนสายตาไปยังเจ้าตัวจ้ำม่ำให้อ้อมแขนเขาคชากอดรัดลูกแน่นขึ้นอีก “อย่าแม้แต่จะคิดนะ ถ้าพี่เอาลูกไปละก็..
“ไม่เอาไม่พูดแล้ว พูดทีไรพาเข้าเรื่องนี้ทุกที”“ก็พี่ชอบนี่นา หรือพริ้มไม่ชอบ” เขาถาม หล่อนถลึงตาใส่ เห็นหล่อนทำตาโตอย่างนั้นแล้วนึกเอ็นดู “เมียพี่นี่น่ารักจริง”“ไม่ต้องมาชม คนหื่น” ปากว่าแต่มีรอยยิ้มงามวูบหนึ่งที่รอยยิ้มของพริ้มเพราชวนให้มาร์คินหวนคิดถึงอดีตภรรยา รอยยิ้มของปาลิดาก็เคยสดใสอย่างนี้“เป็นอะไรคะ”“ปะ...เปล่าๆ ไม่ได้เป็นอะไร” ตอบอย่างนั้นแต่เปลี่ยนจากโอบกอดร่างงามมาจับมือหล่อนแล้วออกเดินไปด้วยกันพริ้มเพราลอบมองเขา มีไม่กี่เรื่องที่พอเขานึกถึงแล้วจะเงียบขรึมลงไปได้“คิดถึงคุณปาลิดาหรือคะ”เขาพยักหน้าอย่างไม่คิดปิดบัง พริ้มเพราจะดึงมือออกจากมือเขา ทว่ามันกลับถูกกุมไว้แน่นกว่าเดิม“แค่นึกถึง แค่นึกเท่านั้น” เอ่ยกันไว้ด้วยไม่อยากให้แม่คนงามงอนอีก พอรู้ว่าเขารัก หล่อนก็ขี้งอนนักเชียว แต่เขาก็ชอบล่ะ พอหล่อนงอนเขาก็ง้อ ง้อไม่ฟังก็ไปจบลงที่เตียงทุกที“ไม่ได้ว่าอะไรนี่คะ”“ไม่ได้ว่า แต่ไม่ชอบใจ พี่รู้”“ป่านนี้เธอคงมีความสุขอยู่บนนั้น และอาจมองเราอยู่ พี่อยากบอกให้เธอรู้ว่าพี่ขอโทษสำหรับทุกอย่าง ไม่รู้ว่าเธอจะได้ยินไหม”พริ้มเพราไหวไหล่ จะรู้หรือไม่รู้ก็ช่างสิ“อยากบอกอะไรปาลิด
“ถ้าจะมาถามแค่นี้ก็กลับไปเถอะ ฉันไม่ว่างรับแขก” บอกเขาแล้วแอบปาดน้ำตา ในลำคอขมปร่าริม ฝีปากเริ่มสั่นระริก“พี่...ไม่คิดจะบอกผมเหรอ เรื่องลูก” ถามแล้วขยับเข้าไปหา มิได้นั่งลงข้างๆ แต่เลื่อนลงข้างล่าง ไปนั่งคุกเข่าแทบเท้าหล่อน จับมือบางมากุมไว้ มือเล็กเรียวยิ่งผอมบางกว่าเดิม“คิดสิ อยากบอกจะตาย...แต่นาย...ไม่อยู่ฟังนี่นา ครั้งสุดท้ายที่ไปหา นายเดินหนีก่อนที่ฉันจะได้พูดอะไรด้วยซ้ำ” กระบอกตาของคชาเริ่มร้อนผ่าว จำได้ดีถึงวันที่เฌอริณไปหาเขาที่ร้านอาหาร ถ้าหล่อนไปหาเขาตอนนั้น แสดงว่าตอนที่ไป ท้องของหล่อนคงเนินนูนบ้างแล้ว และเขาโง่เอง ที่มัวแต่อคติ จนไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย“ผมขอโทษ ผมไม่รู้เลยว่าพี่...” น้ำตาหยดหนึ่งร่วงรินลงบนตัก เอื้อมมือไปหาเจ้าหนูอีกครั้ง แตะต้องสัมผัสฝ่าเท้าเด็กน้อยอย่างทะนุถนอม “ให้ตายเถอะ พี่รู้หรือเปล่าว่าผมช็อกแค่ไหนตอนที่รู้ว่าเรามีลูกด้วยกัน ผม...” คำพูดทั้งหลายมันอัดแน่นอยู่ในอก พูดออกมาไม่ได้เพราะลำคอตีบตันไปหมด “ไม่ใช่ว่าจะมาพาเขาไปใช่ไหม อย่าพรากลูกไปจากฉันนะ ไม่มีลูกแล้วฉันจะอยู่ยังไง”เป็นครั้งแรกที่คชาได้เห็นแววตาอย่างนั้นของเฌอริณ แม่สาวสมัยใหม่ที่ไม่เคย
“ขอให้หายนะ ขอให้ไข้ลดทีเถอะ” ภาวนาอย่างนั้นแต่ไม่อาจกลับไปนอนที่เตียง ห้องที่ยังไม่ได้เก็บกวาดรกเรื้อไปด้วยเสื้อผ้าข้าวของ ทั้งผ้าอ้อมเด็กทั้งกล่องอาหารสำเร็จรูปบนโต๊ะ เธอกัดฟันเก็บของไปเรื่อยๆ ศีรษะยังปวดอยู่ตุบๆ เมื่อเก็บของไปได้ครึ่งทาง อาการง่วงก็ถามหา เธอส่ายหน้าแรงๆ ในตอนยัดผ้าอ้อมสำเร็จรูปที่ใช้แล้วลงในถุงดำ แลเห็นชิณอยู่บนเตียง ขาของเด็กน้อยเริ่มถีบอากาศรัวๆ ราวกับคนที่ตื่นอยู่“โอ...ไม่นะ ชิณ...ชู่ว์...ชู่ว์...หลับอีกนิดนะคนดี ไม่ตื่นนะลูกนะ” เอ่ยปลอบอย่างนั้นแต่ไม่ทันให้ได้ปีนขึ้นเตียง ร่างของเธอทรุดลงตรงนั้น หายใจหอบถี่ก่อนที่ทุกสิ่งจะเลือนหาย ไม่นะ...เธอจะหลับตอนนี้ไม่ได้ ชิณ...ชิณ...ชิณ....“อุแว้...”เสียงเด็กน้อยร้องจ้าเมื่อไขว่คว้าหามารดาแล้วไม่เจอ น้ำตาหยดเล็กรินไหลจากดวงตาเล็กเรียว ปากสีแดงสดอ้ากว้าง ตะเบ็งเสียงร้องอย่างเช่นทุกคราว ผิดก็แต่คราวนี้ อ้อมแขนของมารดามิได้โอบกอดเขาไว้เช่นเดิม...........ติ๊ดๆ ติ๊ดๆ ติ๊ดๆฟึ่บ!ประตูที่เป็นระบบล็อกอัตโนมัติเด้งออกจากตัวล็อก เมื่อรหัสผ่านถูกกด เสียงพ่นลมหายใจแรงๆ ดังขึ้นก่อนที่ปลายเท้าจะก้าวเข้าไปภายใน วินาทีแรกที่เข้ามาย
พัชญะหันมาเผชิญหน้าเจ้านายอย่างหวั่นเกรง รีบหลบฉากเข้าข้างทางเดิน เพื่อเปิดทางให้บอสใหญ่และคุณเลขาจอมเนี้ยบ คุณเลขานั้นหน้าตาไม่สบอารมณ์นัก แต่บอสใหญ่นี่สิ ดวงตาแทบจะฆ่าเขาให้ตายได้“ขอโทษครับ คือว่าผมทะเลาะกับแฟน” พัชญะว่า มาร์คินมุ่นคิ้วหนักเข้าไปอีก ใบหน้าบอสใหญ่ไร้รอยยิ้ม ดวงตาใกล้จะกลายเป็นกอ
..........[2]อยู่ในความสัมพันธ์ที่ยากจะอธิบาย..........เหมือนฝันที่เมื่อวานนี้ มาร์คินอยู่เฝ้าไข้พริ้มเพรา ทว่าฝันอย่างไรก็ต้องมีตอนตื่น และพอตื่นอีกครั้งในเช้าวันรุ่งขึ้น มาร์คินก็ไม่อยู่แล้ว น่าดีใจไหมเล่าที่ค่ารักษาพยาบาลของเธอถูกจัดการจนเรียบร้อย เธอไม่ได้เห็นแม้แต่บิลใบเสร็จ เธอกลับบ้านในต
“ขอบคุณมาก คุณไปพักเถอะ” เขาว่าโดยไม่เงยหน้าขึ้นจากแฟ้มงาน “ฉันพักได้แล้วจริงๆ หรือคะ”“อาฮะ” เขารับคำ พริ้มเพราถอนหายใจเบาๆ แล้วก้าวออกจากห้อง แต่เธอไม่ได้ไปไหน กลับมาที่โต๊ะทำงานของตัวเอง นั่งลงไปบนเก้าอี้แล้วฟุบหน้าลงไปกับแฟ้มงานที่กางค้างอยู่ ก่อนจะสลบเหมือด หมดแรง และไข้ขึ้นมาร์คินผู้ไม่รู้
“อีกห้านาที!” แม่สาวแว่นโตอยากกรีดร้อง รีบพากาแฟของบอสใหญ่ขึ้นไปส่งที่ชั้นสูงสุดของบริษัท มณีนุชยังง่วนอยู่กับเอกสารและโทรศัพท์มือถือตอนที่พริ้มเพรามาถึง เธอเคาะประตูส่งสัญญาณ ต้องรีบหลับตาลงเมื่ออาการเหนื่อยทำเอาหน้ามืดแอ๊ด...พริ้มเพราผลักประตูเข้าไป“เกือบไม่ทัน แต่ก็ทัน ให้อภัยก็ได้” มาร์คินเง







