LOGINมณีนุชขยับแว่นสายตาแล้วส่ายหน้าอย่างระอา เด็กชายที่ยืนอยู่จึงได้จังหวะถาม
“แม่ครับๆ”
“อะไรลูก”
“บ้านเรายุงเยอะเหรอ”
“ทำไมลูก ไม่มีนะ แม่ติดมุ้งลวดนี่นา ถ้าวันไหนยุงเยอะก็พ่นยาให้”
หนูน้อยมองพริ้มเพราแล้วมุ่นคิ้ว “แล้วทำไมพี่เขาโดนกัดล่ะ นั่นน่ะ เต็มคอเลย”
พริ้มเพราตาเบิกโต ตะปบมือเข้ากับซอกคอ คุณพระช่วยด้วยเถอะ มาร์คินทำพิษเข้าแล้ว
มณีนุชเม้มปากแน่น มองพริ้มเพราอย่างตำหนินิดๆ
“เอ่อ...ใช่ๆ พี่ถูกยุงกัดน่ะ ยุงตัวผู้ด้วย มันก็เลยเป็นรอย ฮ่าๆๆ” ตอบแล้วหัวเราะกลบเกลื่อน เด็กน้อยเกาหัวแกรกๆ “งั้นฉันไม่รบกวนแล้วค่ะ ขอตัวกลับเลยนะคะ สวัสดีค่ะ” พริ้มเพราร่ำลาโดยยกมือไหว้แค่ข้างเดียว ทำอย่างไรได้ มือข้างหนึ่งมีรองเท้าถืออยู่ ทว่าก้าวออกไปยังไม่ทันพ้นกรอบประตู เสียงเสียงหนึ่งก็ดังขัดขึ้น
“อย่าเพิ่งไป!” มาร์คินในชุดเสื้อคลุมร้องลงมาจากระเบียงชั้นสอง
พริ้มเพราหันขวับ จ้องตาคนที่อยู่ข้างบน เพิ่งนึกได้หรือว่าแสดงท่าทีไม่ดีกับเธอ
มณีนุชมองคนทั้งสองที่กำลังห้ำหั่นกันทางสายตา
“ขึ้นไปคุยข้างบนเถอะ” มณีนุชบอกพริ้มเพรา
หญิงสาวไม่มีทางเลือก จำต้องวางรองเท้าไว้ข้างบันไดแล้วก้าวขึ้นไป มาร์คินยังหน้าตึงๆ มองมายังเธอด้วยสายตาที่เธอไม่เคยเห็น
“เข้าไปสิ” เขาบอก ชี้ไปยังประตูห้องของตัวเอง
พริ้มเพราก้าวเข้ามาอีกครั้ง กรอบรูปที่แตกถูกเก็บกวาดแล้วเรียบร้อย ตอนนี้มันวางอยู่ตำแหน่งเดิมของมัน ในกรอบใหม่ที่สวยยิ่งกว่าเก่า ผู้หญิงในรูปทั้งสองงดงามไม่แพ้กัน แต่คนหนึ่งดูมีอายุมากกว่า และเป็นคนต่างชาติ ผมของหล่อนเป็นสีเดียวกับเส้นไหม เงางามทีเดียว
“อย่าแตะต้องกรอบรูปทุกอันในห้องนี้” เขาบอกเสียงเรียบ ชี้ให้หล่อนนั่งลงที่ปลายเตียง
“ฉันไม่ได้แตะค่ะ มันแตกอยู่แล้ว” คำ
ตอบนั้นทำให้คนที่เปิดลิ้นชักหาของต้องหยุดชะงัก เหล่มองคนที่บอกแล้วเคืองใจสภาพของหล่อน หล่อนจะกลับไปในสภาพแบบนี้หรือ
“ไปอาบน้ำซะ”
“ไม่อาบค่ะ จะกลับบ้าน มีอะไรก็พูดมาเถอะ”
มาร์คินไม่ฟังเสียง พอได้ของในลิ้นชักก็กำมันเอาไว้แล้วหันมาหาพริ้มเพรา เขาดึงให้หล่อนลุกแล้วลากไปห้องน้ำ
“เอ๊ะคุณ! ฉันไม่อาบ จะกลับบ้าน”
“ไปอาบน้ำก่อน ลงไปสภาพนี้ได้ยังไง”
“ก็คุณไล่ฉันนี่นา”
มาร์คินหยุดลาก เขาผลักหล่อนแทน ก็จริงที่เขาพูดแบบนั้น แต่ไม่จำเป็นต้องอธิบายเหตุผลกระมัง หล่อนไม่มีวันเข้าใจหรอก “เข้าไปแล้วอาบซะ”
“ฉันไม่มีเสื้อผ้าเปลี่ยน”
“เดี๋ยวก็มีเองนั่นแหละ” ว่าพลางเปิดประตูห้องน้ำ ก่อนจะยัดพริ้มเพราเข้าไปแล้วปิดประตูเสีย “เฮ้อ...คิดผิดหรือถูกกันนะที่ยุ่งกับเธอคนนี้” ถามตัวเองแล้วถอนหายใจอีกรอบ ก่อนจะเดินเข้าห้องแต่งตัว แลหาชุดให้พริ้มเพราสักชุด ไม่มีเสื้อผ้าเขาที่หล่อนใส่ได้ จะมีก็แต่...
แอ๊ด...
ประตูตู้เสื้อผ้าหลังหนึ่งมีเสียงออดแอดเมื่อถูกเปิด มันไม่ได้เปิดมานานจนฝืดไปหมด เขายืนมองเสื้อผ้าสวยๆ ในนั้น มองอยู่นานทีเดียวกว่าจะตัดสินใจเลือกมาสักชุด มีชุดชั้นในที่ยังไม่ได้ใช้ ป้ายราคายังติดอยู่ เขาหยิบออกมาด้วย พริ้มเพราคงพอสวมได้กระมัง
“ขอยืมแค่ชุดเดียว แล้วจะไม่ทำแบบนี้อีก ขอโทษนะ ถ้าดาโกรธ...ก็กลับมาด่าผมก็แล้วกัน” เอ่ยแบบนั้นแล้วยิ้มสมเพชตัวเอง ต่อให้ ปาลิดา โกรธเขาแค่ไหน ก็คงกลับมาด่าเขาไม่ได้ หล่อนจากไปในที่ที่ไกลแสนไกล ทิ้งเขาไว้ที่นี่เพียงลำพังนานเหลือเกินแล้ว
มาร์คินอ้อยอิ่งอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าหลายนาที กว่าจะยอมปิดมันไว้เช่นเดิม กลิ่นของปาลิดายังอวลอบในตู้นั้นแม้ว่าจะผ่านมาสองปีแล้วก็ตาม หล่อนทิ้งเขาไปเหมือนมารดา ทิ้งเขาให้ต้องเจ็บปวดแค่คนเดียว หลายครั้งหลายหนที่พยายามตัดใจ พยายามลืมความเศร้าให้หมด แต่มันอดไม่ได้ หากทำใจได้สักนิด คงไม่เก็บเสื้อผ้าและของใช้ของหล่อนเอาไว้เช่นนี้
อานุชเคยบอกเขาหลายครั้งหลายหนว่าอย่ายึดติดกับสิ่งเดิมๆ บางที...ชุดที่เพิ่งหยิบออกมาจากตู้ อาจเป็นการเริ่มต้นที่ดีก็ได้ ความทุกข์มันอยู่ในใจเขามานานพอแล้ว ได้เวลาปลดปล่อยมันออกไปเสียที หากไม่เริ่มต้น เขาคงไม่มีวันลืมความเจ็บปวดนั้นได้กระมัง
“บอสคะ”
เสียงพริ้มเพราดังขึ้นที่หน้าห้องน้ำ หล่อนนุ่งเพียงผ้าเช็ดตัวผืนเดียวเท่านั้น บนเนื้อตัวมีรอยคิสมาร์คลายพร้อยไปหมด ผิวขาวๆ ของหล่อนช่างน่าเวทนาเมื่อมีรอยจ้ำช้ำเลือดเช่นนั้น
“ใส่นี่” เขาส่งเสื้อผ้าให้หล่อน
พริ้มเพรารับมาถือไว้ ก็อยากถามว่าเสื้อผ้าใคร แต่พอเห็นมีป้ายราคาที่ยังไม่ถูกแกะก็โล่งใจไปเปราะหนึ่ง อย่างน้อยชุดชั้นในก็ของใหม่ล่ะ เธอหอบเสื้อผ้าเข้าไปในห้องแต่งตัวแล้วปิดประตูเสีย มือเร่งสวมเสื้อผ้า ตาก็กวาดมองไปรอบๆ ห้องแต่งตัวของคนรวยนี่ละลานตาเหลือเกิน มีเสื้อผ้ารองเท้าเข็มขัดอัดแน่นเต็มไปหมด อยากเปิดตู้เปิดลิ้นชักดูสักนิด แต่นั่นก็ออกจะเสียมารยาทเกินไป
หญิงสาวมองตัวเองในกระจก พอได้สวมเสื้อผ้ามีราคาก็ดูดีไม่น้อย ที่สำคัญคือคอเสื้อปิดรอยน่าอายได้พอดี
“เสร็จหรือยัง” เขาถามมาจากด้านนอก
“ค่ะๆ เสร็จแล้วค่ะ” รับคำแล้วรีบออกมา มาร์คินนั่งอยู่ที่ปลายเตียง เขากวักมือเรียกเธอเข้าไปหา สีหน้าเขาไม่เหมือนทุกวันที่เธอเห็น เขาดูเศร้าแปลกๆ เหมือนมีบางอย่างให้ขบคิดในใจ
“คุณไม่ควรลงไปข้างล่างในสภาพนั้น ที่นี่มีคนอื่นอยู่ด้วย ไม่ได้มีแค่ผม”
พัชญะมุ่นคิ้ว “อ่า...บอสให้คุณพริ้มกลับมาทำงานเลขาอีกแล้วหรือครับ ดีจัง ผมจะได้เจอเพื่อนเก่าบ้าง” ไม่เอ่ยเปล่าๆ แต่เอื้อมมือไปแตะศอกพริ้มเพราราวกับคนคุ้นเคยมาร์คินเลิกคิ้วสูง มองมือของพัชญะอย่างเคืองใจ“ใครบอกว่าเธอจะมาทำงาน” พูดจบก็ดึงร่างเมียรักเข้ามาใกล้ “พริ้มเพราเป็นเมียผม และเป็นแม่ของลูกผมด้วย”“หา!?” พัชญะช็อกไปเกือบครึ่งนาที“ที่สำคัญคือเธอกำลังท้องอยู่ แฝดสามน่ะ ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าแตะต้องเธอล่ะ เพราะผม...หวงมาก”“อ่า...ครับๆ”“ถ้าจะให้ดี ช่วยปฏิบัติต่อเธออย่างมีมารยาท เจอเธอคราวหน้า ก้มหัวให้เธอซะ เพราะเธอเป็นเจ้านาย เข้าใจนะ”“ครับ...บอส!”พริ้มเพรานึกสมเพชอดีตแฟน เธอไม่เคยเห็นเขาหงอได้มากเท่านี้ตั้งแต่เกิดมา“ไปกันเถอะ”“ขอเวลาแป๊บนะคะ” เธอร้องขอ มาร์คินเลยเข้าลิฟต์ไปก่อน เธออยากพูดอะไรกับพัชญะสักนิด เขาจะได้เข้าใจสักที “ขอบคุณนะพอร์ช”“หือ? อ้อ...ครับ...คุณพริ้ม”“ขอบคุณนะที่ทิ้งกันไป ไม่อย่างนั้นพริ้มคงไม่ได้เจอมาร์คิน เรามาจบเรื่องในอดีตกันตรงนี้เถอะนะ ขอบคุณอีกครั้ง...สำหรับทุกอย่าง”“อ่า...ครับ...ยินดีด้วยครับ คุณพริ้ม...”พริ้มเพรายิ้มให้อดีตแฟน สิ่งเดียวที่นับว่าเป็
“ไปๆ หิวแล้ว ไปหาอะไรกินกัน ได้ยินว่ามื้อเช้ามีข้าวห่อใบบัว โอ๊ย...อยาก”“เออๆๆ ไปๆๆ” กุ้งนางเร่งเร้า จะซอยเท้าตามเพื่อนไปแต่ชายเสื้อถูกดึงยิกๆ “เร็วเข้านังกุ้ง พาผู้ชายแกมาด้วยสิยะ” กมลศักดิ์เร่งเร้ากุ้งนางนึกเคือง ผู้ชายของเธอเหรอ หึ! นังกิ๊บ! ฉันอยากจะฆ่าแกเพราะเรื่องนี่ล่ะ“น้องคะ ไปเร็วค่ะ ไปหาข้าวกินกัน”นะโมทำหน้ายู่ ดึงชายเสื้อพี่กุ้งเอาไว้“พี่กุ้ง...นะโมเหนื่อย เนี่ย...ปวดขา” เด็กน้อยบอก ก้มลงทุบขาสองสามทีกุ้งนางทำหน้าแหย คุกเข่าลงตรงหน้าหนูน้อย “คงจะไม่ได้ให้พี่...”“ฮึบ!”สิ้นเสียงฮึบ ความหนักก็ถาโถมเข้ามาที่แผ่นหลัง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าอะไรอยู่บนนั้น ร่างกลมป้อมของเด็กชายนะโมนั่นเองกุ้งนางเม้มปากแน่นๆ แบกเจ้าหนูขึ้นหลัง แล้วเดินไปตามสะพานไม้ ทั้งหนักทั้งเหนื่อย แต่เธอก็ต้องทน ฉันจะฆ่าแก นังกิ๊บ! นังเพื่อนทรยศ!...........บริษัทมนวรรธน์กลิ่นกาแฟหอมฉุยลอยข้ามฝั่งมา พริ้มเพรายุติสองขาที่กำลังก้าวจะเข้าบริษัท เธอมองข้ามไป นึกถึงวันที่ต้องเร่งฝีเท้าไปซื้อกาแฟให้เจ้านายแล้วยิ้มหัวออกมา ราวกับว่าเรื่องเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้“เป็นอะไรฮึ” สามีคนดีถามไถ่ มือข้างหนึ่งยังประคอ
เฌอริณมองสามีแล้วนึกขำ พอมองย้อนกลับไปในตอนนั้นเธอก็ช่างโง่งมที่คิดว่าตัวเองรักมาร์คิน บางทีนั่นอาจมิใช่ความรัก อาจเป็นเพียงความลุ่มหลง การห่วงหวงเช่นเด็กน้อยที่หวงของเล่น ทว่าเมื่อมาร์คินมีคนอื่น เธอกลับมิได้เจ็บมากมาย หัวใจกลับยอมรับในสิ่งที่เขาเลือก แต่พอคนอีกคนที่อยู่ข้างกายมาตลอด มาหายไป นั่นต่างหาก หัวใจถึงได้รู้ว่ารักเขามากกว่าที่ตัวเองจะคาดเดาเสียอีก“งอนเลย เดี๋ยวง้อเอง”“อา...รู้ทันอีกละ”“มีสามีเด็กกว่าก็ต้องฟิตทั้งร่างกายและสมอง ไม่งั้นตามนายไม่ทันหรอกน่า”“ตามอะไรกัน ผมนี่เป็นคนดีแล้วนะ เหล้ายาไม่แตะ งานเสี่ยงอันตรายก็เลิกสนิท แถมยังรักเมียกับลูกม๊ากมาก สามีอย่างนี้หาได้ที่ไหนอีก”“ไม่รู้สิ วันดีคืนดีฉันอาจจะเดินชนกับกิ๊กเก่าของนายก็ได้ ใครจะรู้”“โห...ร้ายกาจ เอาเรื่องเก่ามาพูดทำไมเนี่ย ตัวเองนั่นแหละบอกให้ผมทำอะไรก็ได้ตามแต่ใจ”“นั่นเป็นสิ่งเดียวที่ฉันทำพลาดล่ะ ตอนนี้ฉันสำนึกแล้ว และนาย...อย่าได้คิดทำตัวอย่างนั้นอีก ไม่อย่างนั้นละก็...” เธอหรี่ตามองสามีวัยละอ่อน ก่อนจะเบนสายตาไปยังเจ้าตัวจ้ำม่ำให้อ้อมแขนเขาคชากอดรัดลูกแน่นขึ้นอีก “อย่าแม้แต่จะคิดนะ ถ้าพี่เอาลูกไปละก็..
“ไม่เอาไม่พูดแล้ว พูดทีไรพาเข้าเรื่องนี้ทุกที”“ก็พี่ชอบนี่นา หรือพริ้มไม่ชอบ” เขาถาม หล่อนถลึงตาใส่ เห็นหล่อนทำตาโตอย่างนั้นแล้วนึกเอ็นดู “เมียพี่นี่น่ารักจริง”“ไม่ต้องมาชม คนหื่น” ปากว่าแต่มีรอยยิ้มงามวูบหนึ่งที่รอยยิ้มของพริ้มเพราชวนให้มาร์คินหวนคิดถึงอดีตภรรยา รอยยิ้มของปาลิดาก็เคยสดใสอย่างนี้“เป็นอะไรคะ”“ปะ...เปล่าๆ ไม่ได้เป็นอะไร” ตอบอย่างนั้นแต่เปลี่ยนจากโอบกอดร่างงามมาจับมือหล่อนแล้วออกเดินไปด้วยกันพริ้มเพราลอบมองเขา มีไม่กี่เรื่องที่พอเขานึกถึงแล้วจะเงียบขรึมลงไปได้“คิดถึงคุณปาลิดาหรือคะ”เขาพยักหน้าอย่างไม่คิดปิดบัง พริ้มเพราจะดึงมือออกจากมือเขา ทว่ามันกลับถูกกุมไว้แน่นกว่าเดิม“แค่นึกถึง แค่นึกเท่านั้น” เอ่ยกันไว้ด้วยไม่อยากให้แม่คนงามงอนอีก พอรู้ว่าเขารัก หล่อนก็ขี้งอนนักเชียว แต่เขาก็ชอบล่ะ พอหล่อนงอนเขาก็ง้อ ง้อไม่ฟังก็ไปจบลงที่เตียงทุกที“ไม่ได้ว่าอะไรนี่คะ”“ไม่ได้ว่า แต่ไม่ชอบใจ พี่รู้”“ป่านนี้เธอคงมีความสุขอยู่บนนั้น และอาจมองเราอยู่ พี่อยากบอกให้เธอรู้ว่าพี่ขอโทษสำหรับทุกอย่าง ไม่รู้ว่าเธอจะได้ยินไหม”พริ้มเพราไหวไหล่ จะรู้หรือไม่รู้ก็ช่างสิ“อยากบอกอะไรปาลิด
“ถ้าจะมาถามแค่นี้ก็กลับไปเถอะ ฉันไม่ว่างรับแขก” บอกเขาแล้วแอบปาดน้ำตา ในลำคอขมปร่าริม ฝีปากเริ่มสั่นระริก“พี่...ไม่คิดจะบอกผมเหรอ เรื่องลูก” ถามแล้วขยับเข้าไปหา มิได้นั่งลงข้างๆ แต่เลื่อนลงข้างล่าง ไปนั่งคุกเข่าแทบเท้าหล่อน จับมือบางมากุมไว้ มือเล็กเรียวยิ่งผอมบางกว่าเดิม“คิดสิ อยากบอกจะตาย...แต่นาย...ไม่อยู่ฟังนี่นา ครั้งสุดท้ายที่ไปหา นายเดินหนีก่อนที่ฉันจะได้พูดอะไรด้วยซ้ำ” กระบอกตาของคชาเริ่มร้อนผ่าว จำได้ดีถึงวันที่เฌอริณไปหาเขาที่ร้านอาหาร ถ้าหล่อนไปหาเขาตอนนั้น แสดงว่าตอนที่ไป ท้องของหล่อนคงเนินนูนบ้างแล้ว และเขาโง่เอง ที่มัวแต่อคติ จนไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย“ผมขอโทษ ผมไม่รู้เลยว่าพี่...” น้ำตาหยดหนึ่งร่วงรินลงบนตัก เอื้อมมือไปหาเจ้าหนูอีกครั้ง แตะต้องสัมผัสฝ่าเท้าเด็กน้อยอย่างทะนุถนอม “ให้ตายเถอะ พี่รู้หรือเปล่าว่าผมช็อกแค่ไหนตอนที่รู้ว่าเรามีลูกด้วยกัน ผม...” คำพูดทั้งหลายมันอัดแน่นอยู่ในอก พูดออกมาไม่ได้เพราะลำคอตีบตันไปหมด “ไม่ใช่ว่าจะมาพาเขาไปใช่ไหม อย่าพรากลูกไปจากฉันนะ ไม่มีลูกแล้วฉันจะอยู่ยังไง”เป็นครั้งแรกที่คชาได้เห็นแววตาอย่างนั้นของเฌอริณ แม่สาวสมัยใหม่ที่ไม่เคย
“ขอให้หายนะ ขอให้ไข้ลดทีเถอะ” ภาวนาอย่างนั้นแต่ไม่อาจกลับไปนอนที่เตียง ห้องที่ยังไม่ได้เก็บกวาดรกเรื้อไปด้วยเสื้อผ้าข้าวของ ทั้งผ้าอ้อมเด็กทั้งกล่องอาหารสำเร็จรูปบนโต๊ะ เธอกัดฟันเก็บของไปเรื่อยๆ ศีรษะยังปวดอยู่ตุบๆ เมื่อเก็บของไปได้ครึ่งทาง อาการง่วงก็ถามหา เธอส่ายหน้าแรงๆ ในตอนยัดผ้าอ้อมสำเร็จรูปที่ใช้แล้วลงในถุงดำ แลเห็นชิณอยู่บนเตียง ขาของเด็กน้อยเริ่มถีบอากาศรัวๆ ราวกับคนที่ตื่นอยู่“โอ...ไม่นะ ชิณ...ชู่ว์...ชู่ว์...หลับอีกนิดนะคนดี ไม่ตื่นนะลูกนะ” เอ่ยปลอบอย่างนั้นแต่ไม่ทันให้ได้ปีนขึ้นเตียง ร่างของเธอทรุดลงตรงนั้น หายใจหอบถี่ก่อนที่ทุกสิ่งจะเลือนหาย ไม่นะ...เธอจะหลับตอนนี้ไม่ได้ ชิณ...ชิณ...ชิณ....“อุแว้...”เสียงเด็กน้อยร้องจ้าเมื่อไขว่คว้าหามารดาแล้วไม่เจอ น้ำตาหยดเล็กรินไหลจากดวงตาเล็กเรียว ปากสีแดงสดอ้ากว้าง ตะเบ็งเสียงร้องอย่างเช่นทุกคราว ผิดก็แต่คราวนี้ อ้อมแขนของมารดามิได้โอบกอดเขาไว้เช่นเดิม...........ติ๊ดๆ ติ๊ดๆ ติ๊ดๆฟึ่บ!ประตูที่เป็นระบบล็อกอัตโนมัติเด้งออกจากตัวล็อก เมื่อรหัสผ่านถูกกด เสียงพ่นลมหายใจแรงๆ ดังขึ้นก่อนที่ปลายเท้าจะก้าวเข้าไปภายใน วินาทีแรกที่เข้ามาย
“อีกห้านาที!” แม่สาวแว่นโตอยากกรีดร้อง รีบพากาแฟของบอสใหญ่ขึ้นไปส่งที่ชั้นสูงสุดของบริษัท มณีนุชยังง่วนอยู่กับเอกสารและโทรศัพท์มือถือตอนที่พริ้มเพรามาถึง เธอเคาะประตูส่งสัญญาณ ต้องรีบหลับตาลงเมื่ออาการเหนื่อยทำเอาหน้ามืดแอ๊ด...พริ้มเพราผลักประตูเข้าไป“เกือบไม่ทัน แต่ก็ทัน ให้อภัยก็ได้” มาร์คินเง
“ฉันมาทันแน่ๆ ถ้าไม่มีใครถ่วงเวลา” เธอเถียง พวงแก้มขึ้นสีแดงระเรื่อเมื่อเห็นหน้าคนที่กกกอดกันอยู่เมื่อคืนเขายิ้มเจ้าเล่ห์ ลุกออกมาจากเก้าอี้แล้วเดินมาหาพริ้มเพรา หญิงสาวก้าวถอยหลัง เพื่อให้ห่างจากชายหนุ่ม กลิ่นกายเขายังตามมาหลอกหลอนเธอ ยามได้ใกล้ชิดยิ่งชวนให้คิดถึงเรื่องอย่างว่า“เราควรต้องเก็บเร
“อ่า...เหรอคะ เอ่อ...ฉะ...ฉัน ฉันว่ามันน่าอายที่ผู้หญิงอายุยี่สิบแปดอย่างฉันยังไม่เคยนอนกับใครและ...”คำพูดของพริ้มเพราหยุดชะงักเมื่อเขาขยับเข้ามาประชิดร่าง ดึงเธอเข้าไปแนบชิด จงใจให้ร่างเธอเบียดกับแผงอกอุ่นร้อน และบางสิ่งที่เบื้องล่างซึ่งร้อนยิ่งกว่าวางนาบเข้าที่หน้าท้องของเธอพอดิบพอดี...สถานการณ์
ลมหายใจของเขาและเธอดังเข้าออกประสานกัน พริ้มเพราไม่รู้จะทำเช่นไรดี จะขัดขืน ใจก็ยังปรารถนา จะยินยอมพร้อมใจก็ละอายเหลือเกิน แต่ช่างปะไรเล่า นี่คงเป็นสวรรค์กำหนด ให้มันดำเนินต่อไปเถอะ เธอก็อยากรู้ว่ารสรักของชายหญิงมันยอดเยี่ยมแค่ไหน ใครๆ ถึงได้หลงใหลมันนัก เธอจะดื่มด่ำกับมันให้สมใจ พอพรุ่งนี้ก็จะทำเป







