เข้าสู่ระบบช่วงค่ำ ที่ห้องรับประทานอาหารของคฤหาสน์อัศวธารากุล กลิ่นหอมของต้มยำกุ้งน้ำใส แกงจืดเต้าหู้หมูสับ และปลาทับทิมทอดน้ำปลาลอยอบอวลไปทั่วห้อง อลิชาที่อาการไข้หายสนิทและรอยฟกช้ำทุเลาลงมาก นั่งอยู่ตรงข้ามกับหมอเจฟ โดยมีปลัดธาวินนั่งประกบข้างน้องสาวด้วยสายตาหวงแหนเต็มขั้น “กินข้าวเยอะๆ ยัยอลิช ตัวซีดเป็นไก่ต้มหมดแล้ว” ธาวินตักเนื้อปลาทอดชิ้นโตใส่จานให้น้องสาว น้ำเสียงเข้มงวดแต่แววตาเต็มไปด้วยความเป็นห่วง “อลิชกินจนจะบินได้อยู่แล้วค่ะพี่ธาวิน ป้ายาจัดสำรับบำรุงเช้ากลางวันเย็นจนพุงจะแตกแล้วเนี่ย” อลิชาบ่นอุบ แต่ก็ยอมตักเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ “คนไข้เพิ่งฟื้นไข้ กินของทอดเยอะไปเดี๋ยวจะระคายคอ” เสียงทุ้มเรียบของหมอเจฟดังแทรกขึ้น ชายหนุ่มเอื้อมมือตักแกงจืดเต้าหู้ผักกาดขาวใส่ถ้วยเล็กส่งไปวางตรงหน้าหญิงสาว “ซดน้ำซุปอุ่นๆ ให้ชุ่มคอก่อนดีกว่าครับ” อลิชาชะงัก ช้อนที่กำลังจะจิ้มเข้าปากค้างเติ่ง เธอเหลือบตาขึ้นมองหมอหนุ่มด้วยความหมั่นไส้ “รู้แล้วน่า ไม่ต้องสั่งทุกคำหรอกค่ะคุณหมอ หายไข้แล้ว ไม่ได้เป็นง่อยสักหน่อย” “ไม่สั่งเดี๋ยวก็ดื้อ รู้อยู่ว่าดื้อตาใส” เจฟตอบกลับหน้าตาย มุมปากกระตุกยิ้มกวนประสาท ธาวิ
ภายในห้องทำงานใหญ่ของคฤหาสน์ ภรภัทรนั่งประจำโต๊ะไม้สักตัวใหญ่ แสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์สะท้อนเข้าใบหน้าคมสันที่เคร่งขรึม เสียงสัญญาณแจ้งเตือนข้อความเข้ารหัสดังขึ้นจากแท็บเล็ตส่วนตัว ชายหนุ่มแตะหน้าจอเปิดรับไฟล์ข้อมูลชุดใหญ่ที่ถูกส่งตรงมาจากแตม น้องชายคนสนิทที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก แม้ไม่ได้มีสายเลือดเดียวกันแท้ๆ แต่ความผูกพัน ความไว้ใจ และความจงรักภักดีที่มีให้กันนั้นเหนียวแน่นไม่ต่างจากพี่น้องร่วมสายเลือด ไม่กี่วินาทีต่อมา เสียงโทรศัพท์ผ่านระบบเข้ารหัสของแตมก็โทรเข้ามา ภรภัทรกดรับสายแล้วเปิดลำโพงทันที “พี่ต้น ผมส่งข้อมูลโครงสร้างธุรกิจทั้งหมดของไอ้ศักดาไปให้แล้วนะพี่” น้ำเสียงกระตือรือร้นของแตมดังชัดถ้อยชัดคำ “ไส้ในมันเน่ากว่าที่คิดเยอะ เส้นเลือดใหญ่ที่หาเงินสดมาหล่อเลี้ยงพวกมันตอนนี้ คือบริษัทนำเข้าอาหารแปรรูปแช่แข็งที่ส่งตามภัตตาคารกับโรงแรมใหญ่ๆ เงินหมุนเวียนตรงนี้แหละที่มันกะจะเอาไปค้ำประกันเงินกู้ก้อนมหาศาล เพื่อสร้างคอมมูนิตี้มอลล์บังหน้าแล้วเปิดบ่อนคาสิโนใต้ดิน” ภรภัทรไล่สายตากวาดมองรายชื่อคู่ค้าและซัพพลายเออร์บนหน้าจอ มุมปากหยักยกยิ้มเย็นเยียบ “พี่ต้นจะเล่นงานยังไงครับ
ที่ปีกตะวันออกของคฤหาสน์ บานประตูห้องนอนของอลิชาแง้มเปิดออกเล็กน้อยเมื่อป้ายาเดินถือกะละมังน้ำอุ่นที่ใช้เช็ดตัวเสร็จแล้วออกมา เจฟที่ยืนกอดอกพิงผนังรออยู่ตรงโถงทางเดินขยับตัวตรงทันที “เรียบร้อยแล้วค่ะคุณหมอ ป้าเช็ดตัวเปลี่ยนชุดนอนตัวใหม่ให้แล้ว ป้อนยาแก้ไข้ตามที่คุณหมอบอกเรียบร้อย ตอนนี้นอนหลับปุ๋ยไปแล้วค่ะ” ป้ายารายงานยิ้มๆ อย่างเอ็นดูคนป่วย “ขอบคุณมากครับป้ายา เดี๋ยวผมเข้าไปดูอาการอีกรอบ ป้าไปพักเถอะครับ” “ฝากด้วยนะคะคุณหมอ” หมอหนุ่มดันประตูห้องเปิดเข้าไปอย่างเงียบกริบ แสงแดดอุ่นรำไรผ่านม่านบางกระทบใบหน้าหวานที่ซุกอยู่บนหมอน ผิวแก้มที่เคยแดงก่ำจากพิษไข้เริ่มคลายความร้อนลงบ้างแล้ว อลิชานอนหลับสนิท หายใจสม่ำเสมอ แขนข้างหนึ่งโผล่พ้นผ้าห่มออกมา เจฟก้าวขายาวๆ เข้าไปหยุดข้างเตียง เขาย่อตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างฟูก เอื้อมมือหนาไปจับข้อมือเล็กเพื่อแตะวัดชีพจรเบาๆ สัมผัสอุ่นนุ่มของผิวพรรณทำให้สายตาคมกริบทอดมองคนป่วยอย่างพิจารณา ยามแม่เสือสาวหมดฤทธิ์นอนซมอยู่แบบนี้ ดูตัวเล็กและบอบบางกว่าเวลาแผลงฤทธิ์ใส่เขาเยอะ “ทำเก่งตลอด... สุดท้ายก็หนีพิษไข้ไม่พ้นอยู่ดี” เจฟพึมพำเสียงแผ่ว มุมปากหยักยกยิ้ม
หลังเคลียร์งานเอกสารด่วนที่โรงแรมเสร็จเรียบร้อย ภรภัทรก็ไม่รอช้า สั่งคนขับรถมุ่งหน้าตรงไปยังผืนดินแปลงใหญ่ที่เพิ่งทำสัญญาโอนกรรมสิทธิ์มาหมาดๆ เจ้าตัวลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพโดยรอบร่วมกับทีมวิศวกรด้วยตัวเอง ทั้งที่ความเป็นจริงระดับประธานอย่างเขาไม่จำเป็นต้องลงมาตากแดดลุยฝุ่นด้วยซ้ำ หากไม่ใช่เพราะที่ดินผืนนี้คือของขวัญชิ้นสำคัญที่เขาตั้งใจสร้างเป็นโรงพยาบาลให้แก่น้ำฟ้า ทว่าทุกย่างก้าวและการเคลื่อนไหวของเขากลับตกอยู่ในสายตาของใครบางคน รถกระบะฟิล์มมืดสนิทจอดซุ่มนิ่งอยู่ใต้ร่มไม้ห่างออกไป คอยจับจ้องไม่ให้คลาดสายตา ภรภัทรใช้เวลาตรวจดูแบบแปลนและหารือกับหัวหน้าวิศวกรอยู่พักใหญ่ เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยจึงก้าวขึ้นรถประจำตำแหน่งเพื่อออกเดินทางไปรับน้องพราวที่ไร่พราวตะวันตามสัญญา รถเอสยูวีคันหรูแล่นนำขบวนโดยมีรถของบอดี้การ์ดขับตามประกบปิดท้าย แล่นออกจากพื้นที่ก่อสร้างมาได้ไม่ไกล สัญชาตญาณความระแวดระวังของภรภัทรก็ทำงาน เขากวาดสายตามองกระจกมองข้างอย่างจับสังเกต “เรน มีคนขับรถตามเรามา” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยสั่งการเฉียบขาดกับคนสนิทหลังพวงมาลัย “เปลี่ยนเส้นทางเข้าทางเลี่ยงด่วน ส่งสัญญาณให้รถการ์ดคันหลังแ
เมื่อภรภัทรออกไปทำงาน ทางบ้านใหญ่จึงเหลือเพียงน้ำฟ้า อลิชาที่กำลังพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บ และหมอเจฟที่พักอยู่ห้องตรงข้าม ช่วงสายของวัน แสงแดดอุ่นสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างบานสูงของห้องอาหาร เจฟในชุดลำลองสบายๆ นั่งจิบกาแฟดำรออยู่พักใหญ่ แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่เห็นวี่แววของใครสักคนในบ้านเดินลงมา จังหวะนั้นแม่บ้านวัยกลางคนกำลังยกถาดอาหารเดินออกมาจากครัวพอดี หมอหนุ่มจึงเอ่ยทักขึ้นด้วยความสงสัย “ป้ายาครับ เขาไปไหนกันหมด” “อ๋อ คุณต้นออกไปทำงานตั้งแต่เช้าแล้วค่ะ” ป้ายายิ้มรับอย่างสุภาพ “ส่วนคุณหมอกับคุณอลิชายังไม่ลงมาเลยค่ะ นี่ป้ากำลังจะเอามื้อเช้าขึ้นไปให้พอดี” เจฟปรายตามองถาดอาหารในมือแม่บ้าน ข้าวต้มปลากรุ่นควันหอมฉุยเสิร์ฟพร้อมแก้วน้ำอุ่น และมีซองยาแก้ปวดวางแนบอยู่ข้างกัน “แล้วนี่มื้อเช้าของคุณอลิชาใช่ไหมครับ” “ใช่ค่ะ ป้าเตรียมพร้อมกับยาที่คุณหมอน้ำฟ้าสั่งไว้ตั้งแต่เมื่อวานกะว่าจะยกขึ้นไปให้บนห้อง” นัยน์ตาคมกริบเป็นประกายขึ้นมาทันที รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปากหยัก เจฟวางถ้วยกาแฟลงบนโต๊ะก่อนจะยืดตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง “ผมเอาขึ้นไปให้เองครับป้ายา” แม่บ้านชะงักไปนิด แต่เมื่อนึกข
ดึกสงัด คฤหาสน์อัศวธารากุลกลับคืนสู่ความเงียบสงบ แขกเหรื่อแยกย้ายกลับไปหมดแล้ว ส่วนอลิชาก็หลับสนิทอยู่ใต้การดูแลของป้ายาและหมอเจฟที่ปีกตะวันออก ภรภัทรปิดล็อกประตูห้องนอนใหญ่สนิท ร่างสูงปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตออกสองสามเม็ดพลางสาวเท้าตรงดิ่งไปยังเตียงกว้าง น้ำฟ้าในชุดนอนผ้าซาตินสายเดี่ยวสีหวานเพิ่งทาครีมเสร็จ พอหันมาเห็นสายตาคมกริบที่จ้องมองมาก็ใจสั่นระริก “คุณต้น ทำไมไม่รีบไปอาบน้ำ..แล้วมองฟ้าแบบนี้ทำไมคะ” ชายหนุ่มไม่ตอบ แต่เดินเข้ามารวบเอวบางดึงร่างนุ่มนิ่มขึ้นมานั่งเกยบนตักแกร่งทันที ใบหน้าคมสันซุกไซ้ลงกับซอกคอขาวผ่อง สูดดมกลิ่นแป้งเด็กผสมกลิ่นกายหอมละมุนอย่างหิวกระหาย “วันนี้เหนื่อยเป็นบ้าเลยฟ้า...” เสียงทุ้มพึมพำอู้อี้อยู่ข้างใบหู ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดจนขนอ่อนลุกซู่ “ขับรถไปนู่นมานี่ มีแต่เรื่องปวดหัว” “ถ้าเหนื่อยก็รีบนอนสิคะ ปล่อยฟ้าก่อน จะไปปิดไฟ” น้ำฟ้าดันแผงอกตึงแน่นเบาๆ แต่แรงเท่ามดหรือจะสู้ท่อนแขนแกร่งที่โอบรัดแน่นขึ้น “นอนไม่หลับหรอก ถ้ายังไม่ได้กิน ‘ยาชูกำลัง’” ภรภัทรช้อนสายตาขึ้นสบ นัยน์ตาวาวระยับฉายแววหิวกระหายอย่างเปิดเผย “คืนนี้ลูกก็ไม่อยู่ ป่านนี้คุณย่าพาเข้านอนที่ไร







