น้ำเสียงหนักแน่นของเขาทำให้อีกฝ่ายลังเลเพียงครู่ก่อนรีบเดินออกไป เมื่อประตูปิดลง เมฆินทร์จึงหยิบผ้ายันต์สี่แผ่นติดไว้ตามมุมเตียงอย่างรวดเร็ว จากนั้นนำสายสิญจน์พันรอบข้อมือริสาแล้วผูกปลายอีกด้านเข้ากับข้อมือของตน ทันทีที่ปมด้ายถูกผูก ความเย็นจัดก็แล่นผ่านเส้นสายเข้ามาในแขนของเขา ตามมาด้วยภาพพร่ามัวซึ่งไม่ใช่สิ่งที่อยู่ตรงหน้า
เสียงฝนกระทบหลังคาไม้ แสงเทียนสีแดง มือผู้หญิงคนหนึ่งกำลังคว้าข้อมือของชายผู้ถือเข็มสัก ภาพเหล่านั้นปรากฏเพียงเสี้ยววินาทีก่อนแตกสลาย เมฆินทร์สูดลมหายใจลึกและรีบตั้งสติ เขาไม่พยายามไล่ตามความทรงจำซึ่งยังไม่ชัดเจนออกไปเพราะสิ่งสำคัญตอนนี้คือดึงจิตของริสาให้กลับมา
ชายหนุ่มวางฝ่ามือลงเหนือหน้าผากของเธอโดยไม่แตะผิว ก่อนเริ่มบริกรรมคาถา
“นะเรียกขวัญ โมเรียกจิต พุทปิดภาพ ธาปิดฝัน ยะห้ามทาง ผู้ใดนำจิตนางไป จงปล่อย”
สิ้นบทบริกรรม ร่างของริสากระตุกขึ้นเล็กน้อย ลมหายใจซึ่งเคยขาดช่วงเริ่มสม่ำเสมอขึ้นแต่เสียงเคาะบนผนังกลับดังรุนแรงกว่าเดิม
โครม! เมฆินทร์หันไปมองจามเสียงนั้น ผิวผนังตรงกลางยุบลงเหมือนถูกกระแทกจากอีกด้าน ก่อนรอยแตกเส้นเล็กจะค่อย ๆ ลามออกเป็นรูปมือ
โครม! รอยแตกขยายกว้างขึ้น ฝุ่นสีขาวร่วงลงบนพื้นขณะที่เสียงหัวเราะของหญิงสาวดังแทรกมากับเสียงกระแทก
“พานางกลับมา...”
เมฆินทร์หยิบมีดหมอขึ้นมาแล้วกรีดปลายนิ้วตนเอง เลือดหนึ่งหยดไหลออกมาช้าๆ เขาใช้นิ้วลากเป็นอักขระลงบนผนังตรงกลางรอยแตกก่อนกดผ้ายันต์ทับลงไปอีกที
“ที่นี่ไม่ใช่ที่ของเจ้า”
เสียงหัวเราะเงียบลงชั่วขณะ ชายหนุ่มกดฝ่ามือลงบนผ้ายันต์แน่นขึ้นก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นจัด
“ถ้าแตะเธออีกครั้ง ผมจะตามไปส่งคุณไปนรกด้วยมือของผมเอง”
เปลวไฟสีฟ้าลุกวาบขึ้นจากผ้ายันต์ เสียงกรีดร้องแหลมสูงดังขึ้นจากอีกด้านของผนังก่อนรอยแตกทั้งหมดจะหยุดลาม ความเย็นภายในห้องค่อย ๆ จางลงและม่านซึ่งไหวอยู่ก่อนหน้านี้ก็กลับมานิ่งสนิท
เมฆินทร์ยังคงยืนอยู่ตรงนั้นอีกครู่เพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งนั้นถอยไปแล้วก่อนหันกลับมามองริสา เปลือกตาของหญิงสาวค่อย ๆ เปิดขึ้น ดวงตายังพร่ามัวแต่มีสติชัดเจนกว่าก่อนหน้า
“คุณกลับมาแล้วหรือ” น้ำเสียงของริสาสั่นเครือก่อนน้ำตาจะค่อยๆเอ่อขึ้นเคล้าคลอดวงตาคู่งาม
“ฉัน…กลัว” เสียงนั้นแผ่วเบาแต่เมฆินทร์กลับได้ยินมันอย่างชัดเจน น้ำใสที่ไหลออกมาจากหางตาช้าๆถูกปาดทิ้งโดยมือหนาชายหนุ่มที่พึ่งเจอได้ไม่กี่วัน แต่ความรู้สึกกลับผูกพันธ์มากเสียจนคิดว่าทั้งคู่เคยพบกันมาก่อน
“ผมบอกแล้วว่าจะกลับมา”
ริสากะพริบตาช้า ๆ ก่อนมองไปรอบห้องอีกห้อง “เมื่อกี้ฉันฝัน”
“ฝันว่าอะไร”
“ไม่รู้” เธอขมวดคิ้วก่อนพยายามนึก “มีใครบางคนกำลังทำพิธี แล้วฉันพยายามห้ามเขา แต่ฉันมองไม่เห็นหน้า”
เมฆินทร์นิ่งไปเล็กน้อย “จำอย่างอื่นได้ไหม”
หญิงสาวส่ายหน้าก่อนเลื่อนสายตาไปยังสายสิญจน์ซึ่งผูกข้อมือของทั้งคู่เข้าด้วยกัน
“นี่คืออะไร”
“กันไม่ให้จิตคุณหลุดไปอีก”
“ต้องผูกกับคุณด้วยหรือ”
“ถ้าไม่มีหลักยึด มันจะดึงคุณกลับไปได้ง่าย”
“แล้วทำไมต้องเป็นคุณ”
คำถามตรงไปตรงมาทำให้เมฆินทร์เงียบไปชั่วขณะ เขาไม่อาจบอกได้ว่าหยดเลือดของตนกำลังตอบสนองกับรอยบนตัวเธอและไม่ต้องการให้หญิงสาวรู้ว่าความเจ็บบางส่วนของเธอกำลังไหลผ่านสายสิญจน์เข้ามาในร่างของเขา
“เพราะตอนนี้มีแค่ผมที่กดรอยนี้ไว้ได้”
ริสามองเขานิ่ง คล้ายรู้ว่าคำตอบนั้นยังไม่ครบถ้วนแต่ครั้งนี้เธอไม่มีแรงมากพอจะซักต่อ
“ตะกรุดของฉันล่ะ”
“ผมกำลังจะไปเอา แต่สิ่งนั้นพยายามเข้ามาใกล้คุณอีก”
“คุณก็เลยกลับมา”
“ใช่”
“แล้วจะทำอย่างไรต่อ”
เมฆินทร์มองเส้นสีดำใต้ผิวหนังบริเวณขาของเธอ มันจางลงจากก่อนหน้าเล็กน้อย แต่ยังไม่หายไป และยิ่งอยู่ห่างจากเขตบ้านนานเท่าใด แรงอาคมก็ยิ่งฟื้นกลับมาเร็วขึ้นเท่านั้น
“คุณต้องกลับไปกับผม”
ริสาขมวดคิ้ว “หมอบอกให้ฉันพักดูอาการ”
“ที่นี่กันมันไม่ได้”
“แต่ฉันเพิ่งหัวใจเกือบหยุด คุณจะให้ฉันออกจากโรงพยาบาลตอนนี้หรือ”
“ผมไม่ได้บอกว่าตอนนี้”
“แล้วเมื่อไร”
“ทันทีที่แพทย์อนุญาต”
คำตอบนั้นทำให้หญิงสาวนิ่งไปเล็กน้อยเพราะอย่างน้อยเขาก็ไม่ได้คิดจะลากเธอออกไปโดยไม่สนใจการรักษา
“ฉันต้องกลับไปทำงาน”
“คุณยังคิดเรื่องงานอีกหรือ”
“ฉันเป็นนักข่าวภาคสนาม คดีนี้ยังไม่จบ”
“ถ้าคุณยังฝืนลงพื้นที่ รอยนี้จะลามอีก และคุณจะตาย ริสา”
“ฉันจะระวัง”
“เมื่อคืนคุณก็รับปากว่าจะพกตะกรุด”
ริสาเม้มริมฝีปากแน่น “ฉันลืม”
“คุณเกือบตายเพราะคำว่าลืมของคุณ”
น้ำเสียงของเมฆินทร์ไม่ได้ดังแต่กลับหนักแน่นจนเธอเถียงไม่ออก ชายหนุ่มจึงคลายปมสายสิญจน์ออกจากข้อมือตนเองแต่ยังคงพันไว้รอบข้อมือของริสา ก่อนหยิบผ้ายันต์แผ่นใหม่สอดไว้ใต้หมอน
“ผมจะไปเอาตะกรุดและของที่จำเป็น”
ริสามองไปทางผนังซึ่งมีผ้ายันต์แปะอยู่
“แล้วถ้ามันกลับมาอีกล่ะ”
“ผมปิดทางไว้ชั่วคราวแล้ว”
“ชั่วคราวอีกแล้ว”
“ถ้าคุณไม่ชอบคำนี้ ก็หยุดทำให้ทุกอย่างยากขึ้น”
หญิงสาวถอนหายใจอย่างอ่อนแรงก่อนหลับตาลง
“รีบกลับก็แล้วกัน”
เมฆินทร์ชะงักเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดนั้นแต่ไม่ได้ตอบรับ เขาเพียงเดินไปเปิดประตู ก่อนหันกลับมามองเธออีกครั้ง
“อย่าหลับลึกจนกว่าผมจะกลับ”
ริสาลืมตาขึ้น “จะให้คนป่วยควบคุมระดับการนอนหรือไง”
“ถ้าได้ยินเสียงเรียก อย่าตอบ”
“รู้แล้ว”
“ถ้าเห็นใครยืนข้างเตียง….”
“ก็กดเรียกพยาบาล”
“อย่ามองหน้ามัน” คำเตือนสุดท้ายทำให้หญิงสาวเงียบลง เมฆินทร์จึงปิดประตูและเดินออกไป
เมื่อเสียงฝีเท้าของเขาจางหาย ริสาหันมองผ้ายันต์บนผนังก่อนจะพบว่ารอยไหม้สีน้ำเงินยังหลงเหลืออยู่ตามขอบ และตรงพื้นเบื้องล่างมีหยดน้ำสีดำกระจายเป็นทางเล็ก ๆ ไปจนถึงใต้เตียง
หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย ริสาค่อย ๆ เลื่อนสายตามองลงไปยังช่องว่างใต้เตียง ข้างล่างมืดสนิทแต่ในความมืดนั้น มีบางสิ่งกำลังขยับช้า ๆ เส้นผมสีดำยาวค่อย ๆ เลื้อยออกมาแตะปลายผ้าห่มก่อนเสียงกระซิบแผ่วเบาจะดังขึ้นตรงใต้ร่างของเธอ
“เขาช่วยเจ้าไม่ได้หรอก...”