“มีคนอยู่ข้างล่าง”
พยาบาลก้มลงดูทันทีแต่กลับไม่พบสิ่งใด “ไม่มีใครนะคะ”
“ฉันเห็น...” หญิงสาวชะงักไปเมื่อเห็นสีหน้าของทั้งสองคน ไม่มีใครเชื่อสิ่งที่เธอพูดหรืออย่างน้อยก็มองว่ามันเป็นเพียงอาการหลอนจากความเจ็บป่วยและความอ่อนเพลีย
พลอยบีบมือเธอเบา ๆ “พี่ฝันร้ายหรือเปล่า”
ริสาอยากปฏิเสธแต่เมื่อหันกลับไปมองข้อมือของตัวเองอีกครั้ง รอยดำซึ่งเกิดจากเส้นผมรัดกลับหายไปแล้ว เหลือเพียงผิวซีดปกติ ไม่มีร่องรอยบาดเจ็บแม้แต่น้อย ทุกอย่างดูราวกับไม่เคยเกิดขึ้น มีเพียงผ้ายันต์ในมือซึ่งร้อนจัดและขอบกระดาษถูกเผาไหม้ไปครึ่งหนึ่ง
ริสาก้มมองมันนิ่งก่อนกำไว้แน่นกว่าเดิม “เมฆินทร์กลับมาหรือยัง”
พลอยส่ายหน้า “ยังเลยค่ะ แต่เขาโทรมาบอกว่าจะรีบกลับ”
“โทรหาเขาอีกที”
“พี่จะให้บอกว่าอะไร” หญิงสาวหันมองใต้เตียงอีกครั้งแม้ไม่มีสิ่งใดอยู่ตรงนั้นแต่ความรู้สึกถูกจับจ้องกลับยังไม่หายไป
“บอกว่าของที่เขาปิดไว้กำลังจะหลุด”
พยาบาลฟังคำพูดนั้นแล้วมีสีหน้ากังวล
“เดี๋ยวดิฉันตามคุณหมอมาตรวจเพิ่มนะคะ”
อีกฝ่ายเดินออกไปอย่างเร่งรีบ พลอยหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาเมฆินทร์แต่เสียงสัญญาณดังอยู่หลายครั้งโดยไม่มีผู้รับ
“เขาไม่รับค่ะ”
ริสาหันมองหน้าต่างกระจกบานเล็กตรงประตู แสงบนทางเดินด้านนอกดูพร่ามัวอย่างประหลาด ร่างคนไข้และเจ้าหน้าที่ซึ่งเดินผ่านไปมาทอดเงายาวบนพื้นแต่ในบรรดาเงาเหล่านั้น มีเงาของผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่นิ่ง ๆ ตรงปลายทางเดิน
หญิงคนนั้นสวมชุดสีขาว ผมยาวปกคลุมใบหน้า และกำลังหันมาทางห้องของเธอ ริสากะพริบตาหนึ่งครั้ง ร่างนั้นขยับเข้ามาใกล้ขึ้นหลายก้าว ทั้งที่ไม่มีเสียงฝีเท้า
เธอรีบคว้ามือพลอยไว้ “ล็อกประตู”
“อะไรนะ”
“ล็อกเดี๋ยวนี้” พลอยยังไม่ทันถามต่อ ริสาก็พยายามเอื้อมไปกดปุ่มล็อกด้วยตนเองแต่ทันใดนั้นประตูห้องกลับถูกผลักเปิดออก
เธอสะดุ้งและยกผ้ายันต์ขึ้นบังโดยสัญชาตญาณแต่คนที่ยืนอยู่ตรงหน้ากลับเป็นเมฆินทร์ ชายหนุ่มยังคงสวมเสื้อสีดำตัวเดิม ในมือข้างหนึ่งถือกระเป๋าผ้า ส่วนอีกข้างกำตะกรุดไว้แน่น ใบหน้าคมเข้มมีเหงื่อซึมตามกรอบหน้าราวกับเพิ่งผ่านการวิ่งมาตลอดทาง
เมฆินทร์กวาดตามองริสาเพียงครั้งเดียวก่อนสายตาจะหยุดอยู่ที่ผ้ายันต์ซึ่งไหม้ไปครึ่งหนึ่ง
“มันเข้ามาใกล้คุณอีกแล้วหรือ” ไม่ใช่คำถาม แต่เป็นการยืนยัน
ริสาค่อย ๆ ลดมือลง “อยู่ใต้เตียง”
ชายหนุ่มหันไปมองทันที เขาคุกเข่าลงโดยไม่ลังเลก่อนใช้มีดหมอแตะพื้นข้างเตียงแล้วหลับตาอยู่ครู่หนึ่ง สีหน้าของเขาเคร่งเครียดขึ้นเมื่อสัมผัสได้ถึงความเย็นซึ่งยังหลงเหลืออยู่ตามพื้น
“มันไม่ได้เข้ามาทางประตู”
“แล้วเข้ามาได้อย่างไร”
เมฆินทร์ลุกขึ้นก่อนมองไปยังผนังด้านหลังเตียงซึ่งเขาปิดรอยเอาไว้ก่อนหน้า ผ้ายันต์ยังคงติดอยู่แต่ตรงกลางกลับปรากฏรอยไหม้สีดำเป็นวงเล็ก ๆ
“มันตามรอยในตัวคุณเข้ามา”
พลอยมองทั้งสองคนอย่างไม่เข้าใจ “ตกลงมันคืออะไรกันแน่คะ”
เมฆินทร์ไม่ได้ตอบ เขาหยิบตะกรุดออกจากกระเป๋าแล้วผูกไว้รอบข้อมือริสา จากนั้นจึงนำสายสิญจน์พันทับอีกชั้น
“คราวนี้ห้ามถอด”
“ฉันไม่ได้ถอด ฉันลืม”
“ผลต่างกันตรงไหน”
ริสาขมวดคิ้วแต่ไม่มีแรงเถียงกับเขามากนัก เมฆินทร์ตรวจดูรอยดำที่ขาก่อนสีหน้าจะยิ่งเคร่งขรึมเมื่อเห็นว่าเส้นคล้ำลามสูงขึ้นกว่าเดิม
“เราต้องออกจากที่นี่”
พลอยชะงัก “แต่หมอยังไม่อนุญาตนะคะ”
“ถ้าอยู่ต่อ เธอจะอาการหนักอีก”
“คุณพาพี่ริสาไปไหนคะ”
“ที่ที่มันตามเข้าไปไม่ได้”
ริสามองเขา “บ้านคุณ?”
เมฆินทร์พยักหน้า “อย่างน้อยเขตเรือนยังคุมรอยนี้ได้ดีกว่าที่นี่”
“แต่หมออาจไม่ให้ฉันออก”
“คุณต้องเป็นคนตัดสินใจ” คำพูดนั้นทำให้ริสานิ่งไป เธอหันไปมองเครื่องมือแพทย์รอบตัว ที่นี่มีแพทย์ มีพยาบาล และมีทุกสิ่งที่ควรทำให้รู้สึกปลอดภัยแต่ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เธอกลับเกือบตายโดยไม่มีใครหาเหตุผลได้และสิ่งที่ตามหลอกหลอนยังสามารถเข้ามาถึงใต้เตียงได้อย่างง่ายดาย
ขณะที่บ้านของเมฆินทร์แม้เต็มไปด้วยเรื่องที่เธอไม่เข้าใจแต่เขตอาคมของเขา เจ้าที่เจ้าทาง อย่างน้อยก็เคยกันมันไว้ได้จริง
ริสาหลับตาลงชั่วขณะ ก่อนตัดสินใจ “ฉันจะกลับกับคุณ”
พลอยรีบจับแขนเธอ “พี่แน่ใจหรือ”
“ฉันอยู่ที่นี่ก็ไม่ได้ดีขึ้น”
“แต่เขาไม่ใช่หมอ”
ริสาเหลือบมองเมฆินทร์ “ฉันรู้”
“แล้วพี่เชื่อเขาหรือ”
คำถามนั้นทำให้หญิงสาวเงียบไปครู่หนึ่ง เธอยังไม่รู้จักเขาดีพอจะเรียกว่าความเชื่อใจ ไม่รู้แม้กระทั่งว่าเรื่องที่เขาพูดเป็นความจริงทั้งหมดหรือไม่แต่ทุกครั้งที่เธอกำลังจะหมดสติ เสียงของเขาคือสิ่งที่ดึงเธอกลับมาและทุกครั้งที่อาคมปรากฏ เมฆินทร์คือคนเดียวที่มองเห็นมัน
“พี่ไม่ได้เชื่อเขาทุกเรื่อง” ริสาตอบในที่สุด “แต่ตอนนี้เขาเป็นคนเดียวที่รู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น”
เมฆินทร์ไม่ได้พูดอะไร เพียงสบตาเธอนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนหันไปมองประตูห้อง
“รีบจัดการเรื่องออกจากโรงพยาบาลก่อนค่ำ”
“ทำไมต้องก่อนค่ำ”
ชายหนุ่มมองผ้ายันต์ที่ไหม้เกรียมในมือของเธอก่อนตอบด้วยน้ำเสียงต่ำ
“เพราะพอพระอาทิตย์ตก รอยในตัวคุณจะเปิดทางให้มันได้ง่ายกว่านี้”
ริสาก้มมองตะกรุดรอบข้อมือ ความเย็นซึ่งเกาะกุมร่างมาตลอดค่อย ๆ ลดลงเล็กน้อยแต่ขณะเดียวกันเสียงหัวเราะแผ่วเบากลับดังมาจากทางเดินด้านนอกอีกครั้ง
เมฆินทร์หันไปมองตามเสียงนั้น ตรงปลายทางเดิน ร่างหญิงชุดขาวยังคงยืนอยู่ที่เดิม คราวนี้ร่างนั้นไม่ได้ซ่อนใบหน้าไว้หลังเส้นผมทั้งหมด ปลายผมแหวกออกเล็กน้อย เผยให้เห็นรอยยิ้มดำคล้ำซึ่งค่อยๆฉีกกว้าง ก่อนร่างนั้นจะค่อย ๆ ยกมือขึ้นชี้ตรงมายังริสาแล้วหายไปพร้อมกับแสงไฟบนทางเดินซึ่งดับวูบลงทั้งแถบ