ไฟบนทางเดินดับลงทั้งแถบในชั่วพริบตา ความมืดแผ่เข้าปกคลุมหน้าห้องพักจนเหลือเพียงแสงสีซีดจากเครื่องมือข้างเตียง ริสานิ่งค้างอยู่กับที่ ดวงตาจับจ้องประตูกระจกซึ่งสะท้อนเงาของคนในห้องอย่างพร่าเลือน ร่างหญิงชุดขาวที่เคยยืนอยู่ตรงปลายทางเดินหายไปแล้ว แต่เสียงหัวเราะแผ่วต่ำกลับยังคงลอยอยู่ในอากาศคล้ายไม่ได้ดังมาจากที่ใดที่หนึ่ง หากซึมออกมาจากทุกซอกทุกมุมของโรงพยาบาล
เมฆินทร์ยืนขวางอยู่หน้าเตียง มือข้างหนึ่งกำมีดหมอแน่น ดวงตาคมของเขากวาดมองผ่านความมืดอย่างระแวดระวัง เขาไม่เห็นร่างนั้นแล้วเช่นกันแต่กลิ่นดินชื้นและกลิ่นดอกไม้เน่ายังคงชัดเจนอยู่ตรงหน้าประตู เป็นหลักฐานว่าสิ่งที่ตามริสามาเพียงถอยออกไป มันไม่ได้จากไปจริง ๆ
ไม่กี่วินาทีต่อมา ไฟฉุกเฉินสีแดงเหนือประตูก็ติดขึ้น แสงหม่นสาดลงบนผนังและใบหน้าของคนทั้งสาม ทำให้บรรยากาศภายในห้องยิ่งดูอึดอัด พื้นกระเบื้องสีขาวซึ่งควรสะอาดกลับปรากฏคราบน้ำเป็นทางบาง ๆ เริ่มจากหน้าประตูแล้วทอดหายไปตามทางเดิ ราวกับมีผู้หญิงผมเปียกเดินผ่านไปเมื่อครู่
พลอยขยับเข้ามาใกล้เตียงโดยไม่รู้ตัว “ไฟโรงพยาบาลดับบ่อยหรือคะ”
ไม่มีใครตอบคำถามนั้น ริสาก้มมองตะกรุดที่เมฆินทร์เพิ่งผูกไว้รอบข้อมือ ตัวโลหะเย็นจัดในตอนแรกค่อย ๆ อุ่นขึ้นทีละน้อย ขณะที่ความปวดแสบใต้ผิวหนังลดลงเพียงเล็กน้อย ฃแต่เส้นสีดำเหนือเข่ายังคงเต้นตุบเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เหมือนบางสิ่งภายในร่างกำลังนับเวลารอให้พระอาทิตย์ลับขอบฟ้า
เมฆินทร์เก็บมีดหมอกลับเข้าฝักก่อนหันมาทางริสา “คุณยังเดินไหวไหม”
“ไหวค่ะ”
หญิงสาวตอบทันทีแม้เพียงขยับขาก็รู้สึกเหมือนมีเหล็กร้อนเสียดแทงอยู่ในกระดูก เมฆินทร์มองสีหน้าซีดเผือดของเธออยู่ครู่หนึ่งแต่ไม่ได้พูดทักท้วงอะไร เขาเพียงหยิบกระเป๋าผ้าของตนขึ้นมาพาดไหล่แล้วเดินไปเปิดประตู
ไฟบนทางเดินยังไม่กลับมา มีเพียงแสงฉุกเฉินสีแดงติดอยู่เป็นช่วง ๆ เงาของประตูและรถเข็นผู้ป่วยทอดยาวไปตามพื้นจนดูบิดเบี้ยวผิดรูป เสียงฝีเท้าของพยาบาลดังอยู่ห่างออกไปแต่ไม่เห็นผู้ใดเดินผ่านบริเวณหน้าห้อง ราวกับช่วงทางเดินนี้ถูกแยกออกจากส่วนอื่นของโรงพยาบาลอีกครั้ง
“รอให้ไฟกลับมาก่อนไม่ได้หรือ” พลอยถาม
“ไม่ได้”
เมฆินทร์ตอบโดยไม่หันกลับมา “ยิ่งมืดนาน มันยิ่งทำอะไรได้ง่าย”
“แต่เราต้องคุยกับหมอก่อนนะคะ”
“จัดการเรื่องเอกสารให้เร็วที่สุด ส่วนเธอห้ามอยู่คนเดียว”
เขาพยักหน้าไปทางริสาก่อนก้าวออกไปยืนหน้าห้อง พลอยมีสีหน้าลังเลแต่สุดท้ายก็รีบเดินไปตามเจ้าหน้าที่ ทิ้งให้ริสากับเมฆินทร์อยู่ด้วยกันท่ามกลางแสงสีแดงสลัว
หญิงสาวค่อย ๆ ขยับขาลงจากเตียง แต่แค่เพียงปลายเท้าแตะพื้นเพียงแผ่วเบา ความเจ็บปวดก็แล่นขึ้นมาจนต้องคว้าขอบเตียงเอาไว้ เป็นจังหวะที่เมฆินทร์หันกลับมาพอดิบพอดี เขาก้าวเข้ามาใกล้และยื่นแขนให้โดยไม่พูดอะไร
ริสามองแขนนั้นอยู่ครู่หนึ่ง “ฉันเดินเองได้”
“ผมยังไม่ได้บอกว่าจะอุ้ม”
“แต่สีหน้าคุณบอกว่าคุนกำลังคิดอยู่”
“ถ้าคุณล้ม ผมค่อยคิด”
หญิงสาวเม้มริมฝีปากก่อนยอมจับท่อนแขนของเขาเพื่อพยุงตัว ความอุ่นจากร่างชายหนุ่มตัดกับความเย็นในห้องอย่างชัดเจน เมฆินทร์เดินช้าลงให้พอดีกับจังหวะของเธอแม้จะยังมีสีหน้าเรียบเฉย แต่ฝ่ามืออีกข้างกลับคอยประคองอยู่ใกล้แผ่นหลังโดยไม่แตะต้องราวกับเตรียมรับไว้ทุกเมื่อหากเธอเสียหลัก
ทั้งคู่เดินออกมาหยุดตรงหน้าห้อง ทางเดินเบื้องหน้าทอดยาวไปในความมืด เสียงเครื่องปรับอากาศซึ่งเคยดังสม่ำเสมอกลับเงียบลงเหลือเพียงเสียงรองเท้าของพวกเขากระทบพื้นกระเบื้องทีละก้าว
กึก... กึก... กึก... เสียงหนึ่งดังตามมาจากด้านหลัง
ริสาชะลอฝีเท้า “ได้ยินไหม”
เมฆินทร์ไม่ได้ตอบเขาเพียงยกมือแตะด้ามมีดหมอแล้วพาเธอเดินต่อโดยไม่หันกลับ แต่เสียงนั้นยังคงตามมาในระยะเท่าเดิม ไม่เร็วขึ้นและไม่ช้าลงเหมือนกับว่ามีใครบางคนกำลังเดินตามอย่างใจเย็น
กึก... กึก... กึก...
เมื่อทั้งคู่เดินผ่านกระจกบานใหญ่ ริสาเหลือบมองเงาสะท้อนโดยไม่ตั้งใจ ภายในกระจกมีเธอกับเมฆินทร์เดินอยู่เคียงกันและด้านหลังของทั้งคู่มีหญิงอีกคนหนึ่งตามมาในระยะไม่กี่ก้าว
ร่างนั้นผอมสูง สวมชุดสีขาวเปียกชื้น ผมยาวปิดบังใบหน้า แขนทั้งสองข้างห้อยนิ่งอยู่ข้างลำตัว
ริสาชะงักในทันทีเมื่อเห็นภาพนั้น เมฆินทร์กระชับมือที่ประคองแขนเธอแน่นขึ้นก่อนเอ่ยขึ้น “อย่าหยุด”
“มันอยู่ข้างหลังเรา”
“ผมรู้”
“แล้วคุณไม่คิดจะทำอะไรหรือ”
“มันยังแตะเราไม่ได้”
ชายหนุ่มตอบเสียงต่ำ ขณะสายตายังคงมองตรงไปข้างหน้า
“อย่ามองกระจกอีก”
ริสาพยายามฝืนไม่หันกลับแต่เสียงฝีเท้าด้านหลังกลับดังชัดขึ้นทีละน้อยจนแทบแยกไม่ออกว่าเป็นเสียงจากพื้นจริงหรือเสียงสะท้อนภายในหัวของเธอ ริสากำแขนของเมฆินทร์แน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัเพราะความกลัว
ทั้งคู่เดินผ่านกระจกบานนั้นไปแต่ในวินาทีสุดท้าย ร่างหญิงในเงาสะท้อนกลับหยุดนิ่ง ขณะที่พวกเขายังคงก้าวต่อ ศีรษะของมันค่อย ๆ เอียงลงผิดมุมก่อนยกแขนซีดขาวขึ้นช้า ๆ และชี้ตรงมายังแผ่นหลังของริสา
รอยอาคมบนหัวไหล่พลันร้อนวาบ หญิงสาวสะดุ้งและเกือบทรุดแต่ได้แขนแข็งแกร่งของเมฆินทร์รับตัวไว้ทัน เขาหันกลับไปทางกระจกในที่สุดแต่ภายในนั้นกลับมีเพียงทางเดินว่างเปล่า ไม่มีหญิงชุดขาวและไม่มีเงาของผู้ใดตามมา
“มันทำอะไรคุณ”
“รอยตรงไหล่ร้อนขึ้น”
เมฆินทร์ขมวดคิ้วก่อนกดนิ้วลงบนตะกรุดรอบข้อมือของเธอเบา ๆ แล้วพึมพำคาถาสั้น ๆ ใต้ลมหายใจ ความอุ่นจากโลหะค่อย ๆ แผ่ขึ้นมาตามแขนจนความปวดแสบลดลง
“เดินต่อ อย่าแยกจากผม”