เมฆินทร์ชะงักไปเมื่อได้ยินชื่อนั้นในทันที ลมหายใจของเขาหยุดไปเสี้ยววินาทีก่อนสีหน้าจะเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดอย่างที่ริสายังไม่เคยเห็นมาก่อน
“คุณว่าอะไรนะ”
“เธอเรียกฉันว่าอัญญา ทั้งที่ฉันชื่อริสา”
เมฆินทร์มองเธอนิ่งราวกับว่าชื่อนั้นปลุกบางสิ่งในความทรงจำของเขาขึ้นมา ชื่ออัญญาปรากฏอยู่ในสมุดบันทึกของปู่หลายครั้ง เป็นชื่อของหญิงผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ทำลายพิธีสำคัญพิธีหนึ่งจนทำให้คนตายเป็นจำนวนมาก
เขาเลื่อนสายตากลับไปมองศาลาร้างอีกครั้ง ประตูไม้ยังคงปิดสนิทอยู่ใต้ผ้ายันต์แต่ในเงามืดหลังช่องหน้าต่าง กลับมีใบหน้าซีดขาวของหญิงคนหนึ่งยืนจ้องอยู่ ริมฝีปากซึ่งถูกด้ายสีดำเย็บติดค่อย ๆ แสยะยิ้มให้กับเขา
เมฆินทร์คว้าข้อมือริสาอีกครั้งก่อนเอ่ยขึ้น
“ต้องไปเดี๋ยวนี้”
“เดี๋ยว คุณยังไม่ได้บอกเลยว่าชื่อนั้นเกี่ยวอะไรกับ...”
เสียงผ้ายันต์ขาดดังแควกจากด้านหลัง ชายหนุ่มหันกลับไปพร้อมกับผลักริสาให้หลบอยู่ด้านหลัง แผ่นผ้ายันต์แผ่นหนึ่งร่วงลงจากเสาประตู อักขระบนผ้ากลายเป็นสีดำก่อนลุกไหม้ขึ้นเอง เปลวไฟสีน้ำเงินเผาผืนผ้าจนกลายเป็นเถ้าถ่านในเวลาไม่กี่วินาที
“ผนึกอยู่ได้ไม่นานแล้ว”
ริสาหันไปมองทางเดินในป่า “รถคุณอยู่ไกลไหม”
“เกือบกิโล”
“แล้วเราจะ...” ยังไม่ทันพูดจบ เสียงไม้แตกก็ดังสนั่น ประตูศาลกระเด็นหลุดออกจากบานพับแล้วพุ่งข้ามลานมา เมฆินทร์คว้าเอวริสาแล้วหมุนตัวหลบทำให้บานประตูไม้พุ่งเฉียดแผ่นหลังของเขาไปเพียงคืบเดียวก่อนกระแทกเข้ากับต้นไม้จนแตกเป็นสองท่อน
ลมเย็นจัดพัดออกมาจากภายในศาล กลิ่นคาวเลือดรุนแรงจนแทบสำลัก เงาดำจำนวนมากค่อย ๆ คลานออกมาตามพื้นดิน ร่างแต่ละร่างบิดเบี้ยวผิดรูป บางร่างไร้ศีรษะ บางร่างมีแขนขายาวผิดมนุษย์ เสียงครางแหบต่ำดังประสานกันจนบรรยากาศรอบลานสั่นสะเทือน
ริสายืนตัวแข็งอยู่ด้านหลังเมฆินทร์ เพราะไม่เคยเห็นเหตุการณ์แบบนี้มากก่อน ปกติแล้ว ริสาเป็นนักข่าวที่ไม่เชื่อเรื่องผีสางนางไม้ มีเพียงวิทยาศาสตร์หรือการพิสูจน์หลักฐานของตำรวจเท่านั้นที่ทำให้เธอเชื่อ
“นี่มันอะไรกัน”
ชายหนุ่มหยิบมีดหมอเล่มสั้นออกมาจากย่ามข้างกาย คมมีดสลักอักขระเต็มทั้งเล่มและมีด้ายแดงพันอยู่รอบด้าม เขาใช้ปลายนิ้วกรีดลงบนฝ่ามือตนเองทำให้เลือดสีแดงสดไหลซึมออกมา ก่อนจะทาลงบนคมมีดอย่างไม่ลังเล
“พวกที่ถูกผูกไว้กับศาล”
“ทั้งหมดเลยหรือ”
“ผมบอกแล้วว่าอย่าหันกลับไป” เมฆินทร์ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว มือข้างหนึ่งถือมีดหมอ ส่วนอีกข้างกำสายสิญจน์ไว้แน่น เขาหลับตาลงชั่วขณะแล้วบริกรรมคาถาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“นะตั้งธาตุ โมตั้งจิต พุทตั้งฤทธิ์ ธาตั้งไฟ ยะตั้งครู ข้าขออัญเชิญอำนาจแห่งครูบาอาจารย์และคุณพระศรีรัตนตรัย จงสถิตเหนือคมศาสตรา เลือดนี้เป็นคำสัตย์ มีดนี้เป็นคำครู ภูตผีตนใดคิดร้าย จงถอยไป อย่าได้ล่วงล้ำผู้ที่อยู่ภายใต้เงาของข้า”
สิ้นบทบริกรรม คมมีดในมือเขาส่องแสงวาบขึ้น อักขระสีแดงเรืองรองไปตลอดทั้งเล่ม เงาดำที่คลานอยู่ด้านหน้าชะงัก ก่อนบางร่างจะส่งเสียงกรีดร้องและถอยหนีไป
เมฆินทร์หันกลับมามองริสาเพียงเสี้ยววินาทีก่อนเอ่ยขึ้น
“เกาะเสื้อผมไว้”
“อะไรนะ”
“อย่าปล่อย ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น”
ริสาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่เมื่อเงาดำร่างหนึ่งกระโจนเข้ามาใกล้ทำให้เธอก็รีบคว้าชายเสื้อด้านหลังของเขาไว้ทันที เมฆินทร์ยกมีดหมอขึ้นฟันผ่านอากาศ คมแสงสีแดงตัดผ่านร่างอาถรรพ์จนมันกรีดร้องและสลายกลายเป็นควันดำ
“วิ่ง!”
เขาพาเธอฝ่าแนวเงาดำออกไปจากลานซึ่งเป็นที่ตั้งของศาลาร้าง ริสาเกาะชายเสื้อของเขาไว้แน่นขณะต้องก้มหลบแขนซีดขาวซึ่งยื่นออกมาจากความมืดเป็นระยะๆ เมฆินทร์ใช้มีดหมอฟันเปิดทางทุกครั้งที่สิ่งเหล่านั้นเข้ามาใกล้แต่จำนวนของมันกลับเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆราวกับไม่มีวันหมด
เสียงหอบหายใจของทั้งคู่ดังปะปนกับเสียงกรีดร้องซึ่งไล่ตามอยู่ด้านหลัง พื้นป่าเปียกลื่นจนริสาเกือบล้มหลายครั้งแต่เมฆินทร์กลับจับแขนของเธอไว้ได้ทุกครั้ง เขาไม่แม้แต่จะหันมามอง ทำเพียงดึงเธอให้วิ่งต่อไปอย่างไม่ลดความเร็ว
เมื่อวิ่งมาได้ครึ่งทาง รอยช้ำที่ข้อเท้าของริสาก็ปวดแสบขึ้นอย่างรุนแรง ขาข้างนั้นอ่อนแรงกะทันหันจนร่างของเธอทรุดลงกับพื้น
“โอ๊ย!”
เมฆินทร์หยุดทันที เขาหันกลับมาคุกเข่าลงข้างกายเธอก่อนมองรอยดำซึ่งตอนนี้ลามขึ้นมาถึงหัวเข่าแล้ว
“มันลามเร็วเกินไป”
ริสากัดฟันแน่น “ฉันเดินไหว”
“ไม่ใช่เวลามาเถียง” น้ำเสียงของชายหนุ่มยังคงนิ่งสนิท ไม่มีแววตาของความโกรธ ไม่มีน้ำเสียงของความรำคาญ
เสียงกิ่งไม้หักดังขึ้นใกล้เข้ามาเรื่อยๆพร้อมกับเงาดำหลายร่างปรากฏอยู่ระหว่างแนวต้นไม้ เมฆินทร์มองพวกมันเพียงครู่เดียวก่อนเก็บมีดหมอกลับเข้าย่ามแล้วหันหลังให้ริสา
“ขึ้นมา”
หญิงสาวมองแผ่นหลังกว้างตรงหน้าอย่างลังเล
“อะไรนะ”
“ผมจะแบก”
“ไม่ต้อง ฉันเดินเองได้”
“ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาอวดดี อยากตายอยู่ที่นี่หรือไง”
“ฉันไม่ได้ถือดี”
เมฆินทร์หันกลับมามองเธอ แววตาคมเข้มเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
“งั้นก็เลิกเถียงแล้วขึ้นมา”
เสียงคำรามของสิ่งอาถรรพ์ดังใกล้เข้ามา ริสากัดริมฝีปากก่อนยอมพาดแขนรอบไหล่ของเขาอย่างไม่เต็มใจ เมฆินทร์ช้อนร่างเธอขึ้นบนหลังได้อย่างง่ายดายแล้วลุกขึ้นวิ่งต่อโดยไม่เสียเวลา
อ้อมแขนของริสาโอบรอบลำคอเขา ใบหน้าแนบอยู่ใกล้หัวไหล่กว้างจนได้กลิ่นสมุนไพรและกลิ่นเลือดจาง ๆจากบาดแผลที่กรงเล็บข่วนไว้ก่อนหน้านี้ แม้ชายหนุ่มจะหายใจแรงขึ้นแต่ฝีเท้ากลับยังคงมั่นคงราวกับน้ำหนักของเธอไม่เป็นอุปสรรคเลยแม้แต่น้อย
“คุณเจ็บอยู่” เธอเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นเลือดซึมผ่านเสื้อสีดำสนิท
“ไม่ใช่เรื่องของคุณ”
“คุณช่วยฉันจนตัวเองบาดเจ็บ จะไม่ใช่เรื่องของฉันได้ยังไง”
“ถ้ารู้สึกผิดก็อยู่นิ่ง ๆ แล้วเลิกอวดดี”
ริสาขมวดคิ้วก่อนจะอดพึมพำกับตัวเอง
“พูดดี ๆ ไม่เป็นหรือไง”
เมฆินทร์ได้ยินแต่เลือกไม่ตอบเพราะตอนนี้มีบางอย่างที่สำคัญไปกว่าการถกเถียงกับหญิงสาว
เสียงฝีเท้าหนักของเขาดังต่อเนื่องไปตามทาง ขณะที่เงาดำยังคงไล่ตามอยู่ไม่ไกล ริสาหันไปมองด้านหลังเพียงเล็กน้อย และเห็นหญิงชุดขาวยืนอยู่กลางเส้นทาง ผมยาวปลิวกระจายทั้งที่ไร้ลม ใบหน้าซีดขาวค่อย ๆ เงยขึ้นเผยให้เห็นดวงตาดำสนิท ริมฝีปากที่ถูกเย็บติดขยับช้า ๆ
“อัญญา” เสียงเรียกนั้นดังขึ้นในหัวของริสาอย่างชัดเจน ทันใดนั้นเอง รอยอาคมบนหัวไหล่ของเธอก็ร้อนวาบขึ้น แรงบางอย่างดึงสติให้หลุดลอยทำให้หญิงสาวคลายแขนออกจากลำคอของเมฆินทร์โดยไม่รู้ตัว ร่างเอนถอยหลังราวกับกำลังจะตกลงจากแผ่นหลังเขาทำให้เมฆินทร์รีบคว้าแขนเธอไว้ในทันที
“คุณ!”
เสียงเรียกของเขาดังก้องอยู่ใกล้หูแต่เธอกลับได้ยินเพียงเสียงของหญิงในชุดขาวเท่านั้น
“กลับมาหาข้า”
ดวงตาของริสาค่อย ๆ เหม่อลอย เมฆินทร์รู้ทันทีว่าเธอกำลังถูกเรียกจิต เขาหยุดวิ่งแล้ววางเธอลงกับพื้นก่อนใช้ฝ่ามือแตะที่กลางหน้าผากของหญิงสาว
“ริสา มองผม” เธอไม่ตอบ
เขากดนิ้วลงแรงขึ้นแล้วบริกรรมคาถาอย่างรวดเร็ว
“นะเรียกจิต โมเรียกขวัญ พุทผูกกาย ธาตรึงใจ ยะคืนสติ จิตใดหลงทางจงกลับ ขวัญใดถูกเรียกจงคืน เจ้าของนามคือริสา มิใช่อัญญา จงตื่นเดี๋ยวนี้!”
คำสุดท้ายถูกเปล่งออกมาพร้อมกับการตบฝ่ามือลงบนไหล่ของเธอ ริสาสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ ดวงตาที่เหม่อลอยกะพริบถี่ก่อนจะสบเข้ากับดวงตาคมของเมฆินทร์ในระยะใกล้
“คุณ...”
“อย่าฟังเสียงมัน”
“มันเรียกฉันว่าอัญญาอีกแล้ว”
“ผมรู้”
เมฆินทร์ยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อ เสียงคำรามจากด้านหลังก็ดังขึ้น เงาดำหลายร่างพุ่งเข้ามาใกล้จนเหลือระยะเพียงไม่กี่วา ชายหนุ่มหันไปมองก่อนตัดสินใจช้อนร่างริสาขึ้นในอ้อมแขนแทน
“เดี๋ยวฉันเดินเอง...”
“เงียบ”
เขาอุ้มเธอแนบอกแล้วออกวิ่งอีกครั้ง ริสาจำต้องยกแขนคล้องลำคอเขาไว้เพื่อไม่ให้ร่างของตัวเองตกลงบนพื้น ใบหน้าของทั้งคู่ใกล้กันจนเธอมองเห็นเหงื่อซึ่งไหลตามกรอบหน้าคมชัดเจน เมฆินทร์ไม่แม้แต่จะหันมามองแต่ทว่าอ้อมแขนกลับกระชับแน่นขึ้นทุกครั้งที่พื้นทางลาดชัน