Share

บทที่ 5

Author: TanyaT
last update publish date: 2026-08-31 00:04:31

เมฆินทร์ชะงักไปเมื่อได้ยินชื่อนั้นในทันที ลมหายใจของเขาหยุดไปเสี้ยววินาทีก่อนสีหน้าจะเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดอย่างที่ริสายังไม่เคยเห็นมาก่อน

“คุณว่าอะไรนะ”

“เธอเรียกฉันว่าอัญญา ทั้งที่ฉันชื่อริสา”

เมฆินทร์มองเธอนิ่งราวกับว่าชื่อนั้นปลุกบางสิ่งในความทรงจำของเขาขึ้นมา ชื่ออัญญาปรากฏอยู่ในสมุดบันทึกของปู่หลายครั้ง เป็นชื่อของหญิงผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ทำลายพิธีสำคัญพิธีหนึ่งจนทำให้คนตายเป็นจำนวนมาก

เขาเลื่อนสายตากลับไปมองศาลาร้างอีกครั้ง ประตูไม้ยังคงปิดสนิทอยู่ใต้ผ้ายันต์แต่ในเงามืดหลังช่องหน้าต่าง กลับมีใบหน้าซีดขาวของหญิงคนหนึ่งยืนจ้องอยู่ ริมฝีปากซึ่งถูกด้ายสีดำเย็บติดค่อย ๆ แสยะยิ้มให้กับเขา

เมฆินทร์คว้าข้อมือริสาอีกครั้งก่อนเอ่ยขึ้น

“ต้องไปเดี๋ยวนี้”

“เดี๋ยว คุณยังไม่ได้บอกเลยว่าชื่อนั้นเกี่ยวอะไรกับ...”

เสียงผ้ายันต์ขาดดังแควกจากด้านหลัง ชายหนุ่มหันกลับไปพร้อมกับผลักริสาให้หลบอยู่ด้านหลัง แผ่นผ้ายันต์แผ่นหนึ่งร่วงลงจากเสาประตู อักขระบนผ้ากลายเป็นสีดำก่อนลุกไหม้ขึ้นเอง เปลวไฟสีน้ำเงินเผาผืนผ้าจนกลายเป็นเถ้าถ่านในเวลาไม่กี่วินาที

“ผนึกอยู่ได้ไม่นานแล้ว”

ริสาหันไปมองทางเดินในป่า “รถคุณอยู่ไกลไหม”

“เกือบกิโล”

“แล้วเราจะ...” ยังไม่ทันพูดจบ เสียงไม้แตกก็ดังสนั่น ประตูศาลกระเด็นหลุดออกจากบานพับแล้วพุ่งข้ามลานมา เมฆินทร์คว้าเอวริสาแล้วหมุนตัวหลบทำให้บานประตูไม้พุ่งเฉียดแผ่นหลังของเขาไปเพียงคืบเดียวก่อนกระแทกเข้ากับต้นไม้จนแตกเป็นสองท่อน

ลมเย็นจัดพัดออกมาจากภายในศาล กลิ่นคาวเลือดรุนแรงจนแทบสำลัก เงาดำจำนวนมากค่อย ๆ คลานออกมาตามพื้นดิน ร่างแต่ละร่างบิดเบี้ยวผิดรูป บางร่างไร้ศีรษะ บางร่างมีแขนขายาวผิดมนุษย์ เสียงครางแหบต่ำดังประสานกันจนบรรยากาศรอบลานสั่นสะเทือน

ริสายืนตัวแข็งอยู่ด้านหลังเมฆินทร์ เพราะไม่เคยเห็นเหตุการณ์แบบนี้มากก่อน ปกติแล้ว ริสาเป็นนักข่าวที่ไม่เชื่อเรื่องผีสางนางไม้ มีเพียงวิทยาศาสตร์หรือการพิสูจน์หลักฐานของตำรวจเท่านั้นที่ทำให้เธอเชื่อ

“นี่มันอะไรกัน”

ชายหนุ่มหยิบมีดหมอเล่มสั้นออกมาจากย่ามข้างกาย คมมีดสลักอักขระเต็มทั้งเล่มและมีด้ายแดงพันอยู่รอบด้าม เขาใช้ปลายนิ้วกรีดลงบนฝ่ามือตนเองทำให้เลือดสีแดงสดไหลซึมออกมา ก่อนจะทาลงบนคมมีดอย่างไม่ลังเล

“พวกที่ถูกผูกไว้กับศาล”

“ทั้งหมดเลยหรือ”

“ผมบอกแล้วว่าอย่าหันกลับไป” เมฆินทร์ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว มือข้างหนึ่งถือมีดหมอ ส่วนอีกข้างกำสายสิญจน์ไว้แน่น เขาหลับตาลงชั่วขณะแล้วบริกรรมคาถาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

“นะตั้งธาตุ โมตั้งจิต พุทตั้งฤทธิ์ ธาตั้งไฟ ยะตั้งครู ข้าขออัญเชิญอำนาจแห่งครูบาอาจารย์และคุณพระศรีรัตนตรัย จงสถิตเหนือคมศาสตรา เลือดนี้เป็นคำสัตย์ มีดนี้เป็นคำครู ภูตผีตนใดคิดร้าย จงถอยไป อย่าได้ล่วงล้ำผู้ที่อยู่ภายใต้เงาของข้า”

สิ้นบทบริกรรม คมมีดในมือเขาส่องแสงวาบขึ้น อักขระสีแดงเรืองรองไปตลอดทั้งเล่ม เงาดำที่คลานอยู่ด้านหน้าชะงัก ก่อนบางร่างจะส่งเสียงกรีดร้องและถอยหนีไป

เมฆินทร์หันกลับมามองริสาเพียงเสี้ยววินาทีก่อนเอ่ยขึ้น

“เกาะเสื้อผมไว้”

“อะไรนะ”

“อย่าปล่อย ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น”

ริสาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่เมื่อเงาดำร่างหนึ่งกระโจนเข้ามาใกล้ทำให้เธอก็รีบคว้าชายเสื้อด้านหลังของเขาไว้ทันที เมฆินทร์ยกมีดหมอขึ้นฟันผ่านอากาศ คมแสงสีแดงตัดผ่านร่างอาถรรพ์จนมันกรีดร้องและสลายกลายเป็นควันดำ

“วิ่ง!”

เขาพาเธอฝ่าแนวเงาดำออกไปจากลานซึ่งเป็นที่ตั้งของศาลาร้าง ริสาเกาะชายเสื้อของเขาไว้แน่นขณะต้องก้มหลบแขนซีดขาวซึ่งยื่นออกมาจากความมืดเป็นระยะๆ เมฆินทร์ใช้มีดหมอฟันเปิดทางทุกครั้งที่สิ่งเหล่านั้นเข้ามาใกล้แต่จำนวนของมันกลับเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆราวกับไม่มีวันหมด

เสียงหอบหายใจของทั้งคู่ดังปะปนกับเสียงกรีดร้องซึ่งไล่ตามอยู่ด้านหลัง พื้นป่าเปียกลื่นจนริสาเกือบล้มหลายครั้งแต่เมฆินทร์กลับจับแขนของเธอไว้ได้ทุกครั้ง เขาไม่แม้แต่จะหันมามอง ทำเพียงดึงเธอให้วิ่งต่อไปอย่างไม่ลดความเร็ว

เมื่อวิ่งมาได้ครึ่งทาง รอยช้ำที่ข้อเท้าของริสาก็ปวดแสบขึ้นอย่างรุนแรง ขาข้างนั้นอ่อนแรงกะทันหันจนร่างของเธอทรุดลงกับพื้น

“โอ๊ย!”

เมฆินทร์หยุดทันที เขาหันกลับมาคุกเข่าลงข้างกายเธอก่อนมองรอยดำซึ่งตอนนี้ลามขึ้นมาถึงหัวเข่าแล้ว

“มันลามเร็วเกินไป”

ริสากัดฟันแน่น “ฉันเดินไหว”

“ไม่ใช่เวลามาเถียง” น้ำเสียงของชายหนุ่มยังคงนิ่งสนิท ไม่มีแววตาของความโกรธ ไม่มีน้ำเสียงของความรำคาญ

เสียงกิ่งไม้หักดังขึ้นใกล้เข้ามาเรื่อยๆพร้อมกับเงาดำหลายร่างปรากฏอยู่ระหว่างแนวต้นไม้ เมฆินทร์มองพวกมันเพียงครู่เดียวก่อนเก็บมีดหมอกลับเข้าย่ามแล้วหันหลังให้ริสา

“ขึ้นมา”

หญิงสาวมองแผ่นหลังกว้างตรงหน้าอย่างลังเล

“อะไรนะ”

“ผมจะแบก”

“ไม่ต้อง ฉันเดินเองได้”

“ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาอวดดี อยากตายอยู่ที่นี่หรือไง”

“ฉันไม่ได้ถือดี”

เมฆินทร์หันกลับมามองเธอ แววตาคมเข้มเต็มไปด้วยความไม่พอใจ

“งั้นก็เลิกเถียงแล้วขึ้นมา”

เสียงคำรามของสิ่งอาถรรพ์ดังใกล้เข้ามา ริสากัดริมฝีปากก่อนยอมพาดแขนรอบไหล่ของเขาอย่างไม่เต็มใจ เมฆินทร์ช้อนร่างเธอขึ้นบนหลังได้อย่างง่ายดายแล้วลุกขึ้นวิ่งต่อโดยไม่เสียเวลา

อ้อมแขนของริสาโอบรอบลำคอเขา ใบหน้าแนบอยู่ใกล้หัวไหล่กว้างจนได้กลิ่นสมุนไพรและกลิ่นเลือดจาง ๆจากบาดแผลที่กรงเล็บข่วนไว้ก่อนหน้านี้ แม้ชายหนุ่มจะหายใจแรงขึ้นแต่ฝีเท้ากลับยังคงมั่นคงราวกับน้ำหนักของเธอไม่เป็นอุปสรรคเลยแม้แต่น้อย

“คุณเจ็บอยู่” เธอเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นเลือดซึมผ่านเสื้อสีดำสนิท

“ไม่ใช่เรื่องของคุณ”

“คุณช่วยฉันจนตัวเองบาดเจ็บ จะไม่ใช่เรื่องของฉันได้ยังไง”

“ถ้ารู้สึกผิดก็อยู่นิ่ง ๆ แล้วเลิกอวดดี”

ริสาขมวดคิ้วก่อนจะอดพึมพำกับตัวเอง

“พูดดี ๆ ไม่เป็นหรือไง”

เมฆินทร์ได้ยินแต่เลือกไม่ตอบเพราะตอนนี้มีบางอย่างที่สำคัญไปกว่าการถกเถียงกับหญิงสาว

เสียงฝีเท้าหนักของเขาดังต่อเนื่องไปตามทาง ขณะที่เงาดำยังคงไล่ตามอยู่ไม่ไกล ริสาหันไปมองด้านหลังเพียงเล็กน้อย และเห็นหญิงชุดขาวยืนอยู่กลางเส้นทาง ผมยาวปลิวกระจายทั้งที่ไร้ลม ใบหน้าซีดขาวค่อย ๆ เงยขึ้นเผยให้เห็นดวงตาดำสนิท ริมฝีปากที่ถูกเย็บติดขยับช้า ๆ

“อัญญา” เสียงเรียกนั้นดังขึ้นในหัวของริสาอย่างชัดเจน ทันใดนั้นเอง รอยอาคมบนหัวไหล่ของเธอก็ร้อนวาบขึ้น แรงบางอย่างดึงสติให้หลุดลอยทำให้หญิงสาวคลายแขนออกจากลำคอของเมฆินทร์โดยไม่รู้ตัว ร่างเอนถอยหลังราวกับกำลังจะตกลงจากแผ่นหลังเขาทำให้เมฆินทร์รีบคว้าแขนเธอไว้ในทันที

“คุณ!”

เสียงเรียกของเขาดังก้องอยู่ใกล้หูแต่เธอกลับได้ยินเพียงเสียงของหญิงในชุดขาวเท่านั้น

“กลับมาหาข้า”

ดวงตาของริสาค่อย ๆ เหม่อลอย เมฆินทร์รู้ทันทีว่าเธอกำลังถูกเรียกจิต เขาหยุดวิ่งแล้ววางเธอลงกับพื้นก่อนใช้ฝ่ามือแตะที่กลางหน้าผากของหญิงสาว

“ริสา มองผม” เธอไม่ตอบ

เขากดนิ้วลงแรงขึ้นแล้วบริกรรมคาถาอย่างรวดเร็ว

“นะเรียกจิต โมเรียกขวัญ พุทผูกกาย ธาตรึงใจ ยะคืนสติ จิตใดหลงทางจงกลับ ขวัญใดถูกเรียกจงคืน เจ้าของนามคือริสา มิใช่อัญญา จงตื่นเดี๋ยวนี้!”

คำสุดท้ายถูกเปล่งออกมาพร้อมกับการตบฝ่ามือลงบนไหล่ของเธอ ริสาสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ ดวงตาที่เหม่อลอยกะพริบถี่ก่อนจะสบเข้ากับดวงตาคมของเมฆินทร์ในระยะใกล้

“คุณ...”

“อย่าฟังเสียงมัน”

“มันเรียกฉันว่าอัญญาอีกแล้ว”

“ผมรู้”

เมฆินทร์ยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อ เสียงคำรามจากด้านหลังก็ดังขึ้น เงาดำหลายร่างพุ่งเข้ามาใกล้จนเหลือระยะเพียงไม่กี่วา ชายหนุ่มหันไปมองก่อนตัดสินใจช้อนร่างริสาขึ้นในอ้อมแขนแทน

“เดี๋ยวฉันเดินเอง...”

“เงียบ”

เขาอุ้มเธอแนบอกแล้วออกวิ่งอีกครั้ง ริสาจำต้องยกแขนคล้องลำคอเขาไว้เพื่อไม่ให้ร่างของตัวเองตกลงบนพื้น ใบหน้าของทั้งคู่ใกล้กันจนเธอมองเห็นเหงื่อซึ่งไหลตามกรอบหน้าคมชัดเจน เมฆินทร์ไม่แม้แต่จะหันมามองแต่ทว่าอ้อมแขนกลับกระชับแน่นขึ้นทุกครั้งที่พื้นทางลาดชัน

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • บ่วงอาคม (มนตราอาคม The Series)   บทที่ 222

    “ทำไมคุณไม่เคยบอกฉัน” “รอยนั้นหายไปภายในไม่กี่ชั่วโมง ผมเลยคิดว่าอาจเป็นเพียงรอยกดจากผ้าห่อตัว” “คุณไม่ได้คิดแบบนั้นจริง ๆ” เมฆินทร์นิ่ง ริสารู้จักเขาดีพอจะมองออกว่า ชายหนุ่มปิดบังความกังวลนี้มานานเพียงใด “แล้วมีอะไรอีกไหมคะ” “ตอนอายุสองขวบ รดาเคยเดินเข้าไปในห้องเก็บของ” “ห้องที่คุณเก็บสมุดข่อ

  • บ่วงอาคม (มนตราอาคม The Series)   บทที่ 221

    รินรดาในวัยเจ็ดขวบป่วยบ่อยกว่าภูริณมาก บางครั้งเป็นเพียงไข้ต่ำในช่วงหัวค่ำ แต่พอตกดึก อุณหภูมิกลับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เด็กหญิงตัวเล็กจะนอนกระสับกระส่าย เหงื่อซึมเต็มหน้าผาก มือทั้งสองกำผ้าห่มแน่น ริมฝีปากพึมพำถ้อยคำซึ่งไม่มีใครฟังเข้าใจ หมอตรวจไม่พบความผิดปกติร้ายแรง ผลเลือดปกติ ไม่มีการติดเชื้อและ

  • บ่วงอาคม (มนตราอาคม The Series)   บทที่ 220

    “โอ๊ย!” “บอกแล้วว่าอย่าวิ่งเร็ว” ภูริณหันไปจับไหล่รินรดาไว้ไม่ให้ล้มก่อนมองไปยังพาขวัญที่กำลังวิ่งมาหา เด็กหญิงวัยห้าขวบสะดุดก้อนหินจนร่างเล็กเซไปข้างหน้าแต่โชคดีที่ภูริณรีบก้าวเข้าไปรับตัวไว้ได้ทันทำให้พาขวัญตกใจจนสองแขนกอดคอพี่ชายแน่น “เกือบล้มแล้วค่ะ” “เพราะวิ่งไม่ดูทาง” เขาอุ้มเด็กหญิงขึ้นม

  • บ่วงอาคม (มนตราอาคม The Series)   บทที่ 219

    “พี่ภูริณอย่าแกล้งน้องนะคะ” รินรดากางแขนปกป้องคนตัวเล็กทันที ภูริณเลิกคิ้ว “ยังไม่ได้ทำอะไรเลย” “พี่ทำหน้าน่ากลัว” “หน้าพี่เป็นแบบนี้อยู่แล้ว” “งั้นพี่ก็หน้าดุอยู่แล้วค่ะ” คำตอบตรงไปตรงมาของรินรดาทำให้ริสาหลุดหัวเราะ ส่วนเมฆินทร์ยกมือขึ้นปิดมุมปาก กลั้นรอยยิ้มเอาไว้ ภูริณมองเด็กหญิงวัยเจ็ดขวบ

  • บ่วงอาคม (มนตราอาคม The Series)   บทที่ 218

    ภรันยังไม่หลับ เขาจ้องมองลูกสาวอยู่เงียบ ๆ จนพลอยเอื้อมมือมาวางทับหลังมือของเขา “พี่กลัวไหม” หญิงสาวถามเบา ๆ “กลัว” คำตอบตรงไปตรงมาทำให้พลอยชะงัก “พี่ก็กลัวเป็นด้วยเหรอ” “กลัวสิ” เขาหันมองเธอ “พี่กลัวเสียเธอกับขวัญไป” ดวงตาของเธอค่อย ๆ แดงขึ้น “พี่จะไม่เสียใครไปหรอก” “อืม” ภรันก้มลงมองพาขวัญ

  • บ่วงอาคม (มนตราอาคม The Series)   บทที่ 217

    เสียงฝนตกกระทบหลังคาเรือนไม้ดังสม่ำเสมอตั้งแต่หัวค่ำ ลมเย็นพัดลอดช่องหน้าต่างเข้ามาเป็นระยะ ทำให้ม่านสีขาวบางขยับไหวราวกับมีมือที่มองไม่เห็นคอยแตะต้อง พลอยนั่งพิงหัวเตียง มือหนึ่งลูบเส้นผมดำขลับของเด็กหญิงตัวน้อยที่นอนขดอยู่ข้างกาย พาขวัญเพิ่งอายุครบห้าขวบได้ไม่กี่เดือน ใบหน้ากลมละม้ายคล้ายแม่ แต่ด

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status