共有

บทที่ 4

作者: TanyaT
last update 公開日: 2026-08-31 00:04:11

เมฆินทร์ไม่เปิดโอกาสให้ริสาถามอะไรต่อ เขากระชับมือที่จับข้อมือเธอไว้แน่นแล้วดึงให้วิ่งตามออกไปจากศาลาร้างแห่งนี้ในทันที เสียงพื้นไม้เก่าลั่นเอี๊ยดอ๊าดอยู่ใต้ฝ่าเท้า ขณะที่เสียงกรีดร้องของสิ่งซึ่งอยู่ด้านหลังดังไล่ตามมาติด ๆ ราวกับมันกำลังคืบคลานอยู่เหนือศีรษะ

ริสาพยายามหันกลับไปมองแต่เมฆินทร์กลับออกแรงกระชากแขนเธอแรงขึ้น

“อย่าหันกลับไป”

“แต่ข้างหลัง...”

“ผมบอกว่าอย่าหัน!”

เสียงเข้มจัดของเขาทำให้เธอชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเร่งฝีเท้าตามโดยไม่เถียงต่อ ทันทีที่คนทั้งคู่ก้าวพ้นธรณีประตู เสียงบางอย่างกระแทกเข้ากับประตูไม้จากด้านในอย่างรุนแรงจนบานประตูสั่นสะเทือน เศษไม้ผุกร่อนหลุดร่วงลงพื้น ขณะที่เสียงเล็บยาวขูดไปตามเนื้อไม้ดังครืดกราดจนน่าขนลุก

เมฆินทร์ปล่อยมือริสาเพียงชั่วครู่ ก่อนหันกลับไปยืนขวางหน้าศาล เขาหยิบด้ายสายสิญจน์จากย่ามออกมาพันรอบข้อมือของตนเองสองรอบแล้วสะบัดปลายด้ายไปเกี่ยวเสาไม้ทั้งสองด้านของประตู จากนั้นจึงหยิบผ้ายันต์สามแผ่นออกมาแนบไว้กลางหน้าผากก่อนริมฝีปากขยับบริกรรมคาถาอย่างรวดเร็ว

“นะปิดทวาร โมปิดทาง พุทตรึงร่าง ธาขังวิญญาณ ยะผนึกเงา ด้วยอำนาจครูเหนือเศียร ด้วยสัตย์แห่งผู้สืบวิชา สิ่งใดอยู่ภายในจงอยู่ภายใน อย่าได้ล่วงพ้นธรณีนี้ออกมา”

สิ้นถ้อยคำ เขากดผ้ายันต์ลงบนเสาประตูทั้งสองต้นและประตูไม้เก่าผุพังบริเวณหน้าศาลาร้างทีละแผ่น แสงสีเหลืองนวลวาบขึ้นตรงอักขระก่อนเสียงกระแทกจากด้านในจะดังรุนแรงกว่าเดิม พื้นดินใต้เท้าสั่นสะเทือนทำให้ใบไม้รอบลานปลิวว่อนทั้งที่ไร้ลม ริสายกแขนขึ้นบังใบหน้า ขณะที่เสียงกรีดร้องแหลมสูงดังลอดออกมาจากศาล

“เมฆินทร์!” เสียงนั้นเรียกชื่อเขาอย่างชัดเจน

ริสาหันไปมองชายหนุ่มโดยอัตโนมัติแต่สีหน้าของเมฆินทร์ไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย เขายังคงจ้องตรงไปยังประตูศาล ริมฝีปากขยับบริกรรมต่อด้วยน้ำเสียงที่ต่ำลงกว่าเดิม

“อย่าเอ่ยนามข้า อย่าเรียกจิตข้า อย่าผูกเงาข้า เจ้าถูกผนึกด้วยอำนาจแห่งครู จงสงบอยู่ในที่ของเจ้า”

เสียงหัวเราะเย็นเยียบดังตอบกลับมาก่อนเปลี่ยนเป็นเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของผู้หญิง

“ช่วยฉันด้วย...เมฆินทร์ ช่วยฉันออกไปที”

ริสาชะงักไปชั่วขณะเพราะน้ำเสียงนั้นฟังดูเต็มไปด้วยความเจ็บปวดจน แทบจะไม่น่าเชื่อว่าเป็นสิ่งเดียวกับร่างอาถรรพ์เมื่อครู่ แต่เมฆินทร์กลับไม่แสดงท่าทีหวั่นไหว เขาเพียงยกมือขึ้นแตะผ้ายันต์แผ่นสุดท้าย แล้วเอ่ยคำเดียวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“ปิด”

ทันใดนั้นเอง แสงสีทองจากผ้ายันต์ทั้งสามแผ่นก็เชื่อมต่อกันเป็นเส้นบาง ๆ พาดขวางประตูศาล เสียงทุกอย่างภายในเงียบลงอย่างฉับพลัน เหลือเพียงเสียงลมพัดผ่านยอดไม้และเสียงหอบหายใจของริสาเท่านั้น

เมฆินทร์ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งราวกับกำลังตรวจสอบว่าผนึกทำงานสมบูรณ์หรือไม่ก่อนจะหันกลับมามองเธอ

“เดินไหวไหม”

ริสาขมวดคิ้วกับคำถามที่ฟังดูเกือบคล้ายความห่วงใยแต่สีหน้าของเขายังคงเรียบเฉยจนยากที่จะคาดเดา

“ไหว” เธอตอบสั้น ๆ แล้วก้มมองข้อเท้าของตัวเอง รอยช้ำสีดำที่เกิดจากมือซีดขาวเมื่อครู่กำลังแผ่กว้างขึ้นช้า ๆ จากรอบข้อเท้าไปยังหน้าแข้ง เส้นสีดำเล็ก ๆ แตกแขนงอยู่ใต้ผิวหนังคล้ายรากไม้ เมฆินทร์เห็นดังนั้นจึงก้าวเข้ามาใกล้แล้วคุกเข่าลงตรงหน้าเธอทันที

“คราวนี้คุณจะทำอะไรอีก”

“อยู่นิ่ง ๆ แล้วไม่ต้องถาม”

“คุณชอบสั่งคนอื่นแบบนี้ตลอดหรือไง”

เมฆินทร์ไม่ตอบ เขาเพียงยื่นมือไปจับข้อเท้าเธอไว้เบา ๆเพื่อตรวจสอบ ความอุ่นจากฝ่ามือใหญ่ทำให้ริสาสะดุ้งเล็กน้อย

ชายหนุ่มใช้นิ้วโป้งกดลงข้างรอยช้ำก่อนสีหน้าจะเคร่งขรึมขึ้นเมื่อสัมผัสได้ถึงความเย็นผิดปกติซึ่งแทรกอยู่ใต้ผิวหนัง

“มันตามออกมาด้วย”

ริสาเงียบไปชั่วขณะ “แต่เมื่อกี้คุณบอกว่าปิดทางแล้ว”

“ผมปิดทางไม่ให้มันออกจากศาล ไม่ได้หมายความว่าผมถอนรอยที่มันฝากไว้บนตัวคุณได้”

“แล้วรอยนี่จะเป็นอะไรไหม”

เมฆินทร์เงยหน้าขึ้นสบตาเธอ สีหน้าของเขาสงบนิ่งแต่แววตากลับฉายความหนักใจที่พยายามปกปิดไว้

“ถ้าปล่อยไว้ มันจะค่อย ๆ ลามขึ้นไปจนถึงหัวใจ”

คำตอบตรงไปตรงมาทำให้ริสารู้สึกเย็นวาบไปทั้งร่าง เธอก้มมองเส้นสีดำใต้ผิวหนังอีกครั้งก่อนถามด้วยน้ำเสียงเบาลง

“แล้วถ้ามันถึงหัวใจล่ะ”

เมฆินทร์ลุกขึ้นยืนช้า ๆ

“คุณจะไม่ตื่นขึ้นมาอีก”

ลมกลางคืนพัดผ่านลานศาลใต้ต้นไม้ใหญ่ ผ้าสามสีเก่าซีดบนต้นตะเคียนปลิวสะบัด เสียงกรุ๊งกริ๊งจากกระดิ่งเล็กดังแผ่วอยู่เหนือศีรษะ ริสาพยายามตั้งสติแม้คำพูดของเขาจะฟังดูเหลือเชื่อแต่หลังจากสิ่งที่เพิ่งเผชิญมา เธอก็ไม่อาจปฏิเสธได้เต็มปากอีกแล้วว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเพียงภาพหลอน

“คุณรักษาได้ไหม” คำถามนั้นทำให้เมฆินทร์นิ่งไป

ภาพกฎของสำนักผุดขึ้นในความทรงจำอีกครั้ง โดยเฉพาะข้อห้ามที่ปู่ของเขาย้ำเตือนเสมอ ห้ามสักยันต์ให้สตรี ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดเพราะทันทีที่เข็มอาคมแตะลงบนผิวของหญิงผู้มีตรา คำสัตย์ของผู้ลงยันต์อาจกลายเป็นพันธะ และเลือดของคนทั้งสองอาจเชื่อมโยงกันจนไม่อาจแยกจาก

ทว่าในกรณีของริสา รอยอาคมบนร่างของเธอฝังตัวอยู่ในเลือดและตอบรับกับเลือดของเขาแล้ว หากไม่ใช้ยันต์กดทับ ตราผูกวิญญาณ มันจะลามต่อไปเรื่อย ๆ จนถึงหัวใจอย่างแน่นอน

“ผมยื้อไว้ได้”

“แปลว่ารักษาไม่ได้”

“แปลว่าตอนนี้ผมยังตอบคุณไม่ได้”

ริสามองเขาอย่างไม่พอใจ “คุณรู้ว่ามันคืออะไร รู้ว่ามันจะฆ่าฉัน แต่กลับตอบไม่ได้ว่าจะช่วยได้หรือไม่ได้เนี่ยนะ”

“ถ้าคุณไม่เข้ามาที่นี่ เรื่องคงไม่เกิด” คำพูดนั้นทำให้หญิงสาวชะงักก่อนแววตาจะแข็งขึ้นทันที

“ฉันไม่ได้เข้ามาเล่นสนุก ฉันมาตามคดีคนตาย”

“แล้วคุณคิดว่าความดื้อของคุณจะทำให้คนตายฟื้นขึ้นมาหรือไง”

“อย่างน้อยมันก็อาจทำให้รู้ว่าใครเป็นคนฆ่าพวกเขา”

เมฆินทร์จ้องเธออยู่นาน แววตาคมเข้มเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด

“เรื่องนี้ไม่มีที่สำหรับคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังยุ่งกับอะไร”

“งั้นก็บอกฉันสิว่าฉันกำลังยุ่งกับอะไร”

น้ำเสียงของริสาไม่ดังแต่เต็มไปด้วยความดื้อรั้นที่ไม่ยอมถอย เธอสบตาเขาตรง ๆ แม้ในใจจะยังเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น เมฆินทร์มองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความเงียบงัน เหมือนกับว่าเขาพยายามตัดสินใจว่าควรพูดมากแค่ไห แต่สุดท้ายเขาก็เบือนสายตาไปทางศาลาร้าง

“ของในกล่องนั้นคือเครื่องผูกวิญญาณ”

“จี้เงินนั่นน่ะหรือ”

“มันไม่ใช่แค่จี้ แต่มันเป็นชิ้นส่วนของผนึกวิญญาณ คนที่สร้างมันใช้เลือด เส้นผม และเศษกระดูกของคนตายเป็นเครื่องประกอบ จากนั้นจึงลงอาคมผูกดวงวิญญาณไว้กับวัตถุ เมื่อใครสัมผัสมัน วิญญาณที่ถูกขังก็จะพยายามหาทางย้ายเข้าร่างใหม่”

ริสานิ่งฟัง สีหน้าค่อย ๆ เปลี่ยนไป “หมายความว่าผู้หญิงคนนั้นพยายามจะเข้าสิงฉัน”

“ไม่ใช่” เมฆินทร์หันกลับมามองเธออีกครั้ง

“มันไม่ได้ต้องการร่างคุณ แต่มันต้องการบางอย่างที่อยู่ในตัวคุณ”

“อะไร” ชายหนุ่มเลื่อนสายตาไปยังหัวไหล่ด้านหลังของเธอ

“ตราผูกวิญญาณ”

ริสาขมวดคิ้ว “ฉันไม่เคยสักอะไรไว้ตรงนั้น”

“เพราะมันไม่ใช่รอยสัก”

เมฆินทร์ก้าวเข้ามาใกล้แล้วหยุดห่างจากเธอเพียงช่วงแขน เขายกมือขึ้นเล็กน้อยแต่หยุดชะงักก่อนจะสัมผัสร่างกายของหญิงสาว

“รอยนั้นฝังอยู่ใต้ผิวหนังมานานแล้ว เพียงแต่มันยังไม่ถูกปลุกจนกระทั่งคืนนี้”

“มานานแค่ไหน”

เมฆินทร์ไม่ได้ตอบคำถามนั้นในทันที เขาสังเกตลวดลายใต้ผิวหนังของเธอผ่านแนวคอเสื้ออย่างละเอียด รอยนั้นไม่ใช่อักขระที่เขาเคยเห็นทั่วไป แต่คล้ายกับยันต์ในตำราเก่าของตระกูลซึ่งปู่เก็บซ่อนไว้ในห้องครู

“อาจตั้งแต่คุณเกิด” คำตอบนั้นทำให้ริสานิ่งงัน

“เป็นไปไม่ได้”

“คุณเคยมีอาการฝันซ้ำไหม”

“อะไรนะ”

“ฝันเห็นสถานที่เดิม คนเดิม หรือได้ยินเสียงใครเรียกชื่อ ทั้งที่ไม่เคยรู้จักเขามาก่อน”

ริสาอ้าปากจะปฏิเสธแต่กลับไม่มีคำใดหลุดออกมา ภาพความฝันซึ่งติดตามเธอมาตั้งแต่เด็กผุดขึ้นในความทรงจำอย่างชัดเจน เธอมักฝันว่าตนเองยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่กลางสายฝน ขณะที่หญิงคนหนึ่งในชุดสีขาวยืนหันหลังอยู่ไม่ไกล ทุกครั้งที่ริสาพยายามเดินเข้าไปใกล้ หญิงคนนั้นจะหันกลับมาแต่เธอกลับตื่นก่อนจะเห็นใบหน้าเสมอ

ริสามักคิดว่า มันเป็นเพียงฝันร้ายธรรมดา กระทั่งช่วงไม่กี่เดือนก่อน ผู้หญิงในความฝันเริ่มเรียกชื่อเธอและทุกครั้งที่ตื่นขึ้น เธอจะรู้สึกเจ็บแสบตรงหัวไหล่ด้านหลังเหมือนกับคืนนี้ไม่มีผิด

เมฆินทร์เห็นความเปลี่ยนแปลงนั้นก็เข้าใจคำตอบของเธอในทันที

“คุณเคยฝัน”

เธอเม้มริมฝีปากแน่น ไม่ตอบคำถามแต่การหลบสายตาของเธอชัดเจนพออยู่แล้ว

“ผู้หญิงในฝันหน้าตาเป็นอย่างไร”

“ฉันไม่เคยเห็นหน้า”

“เคยได้ยินชื่อไหม”

ริสาส่ายหน้าก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ “แต่เธอเรียกฉันว่า...อัญญา”

この本を無料で読み続ける
コードをスキャンしてアプリをダウンロード

最新チャプター

  • บ่วงอาคม (มนตราอาคม The Series)   บทที่ 222

    “ทำไมคุณไม่เคยบอกฉัน” “รอยนั้นหายไปภายในไม่กี่ชั่วโมง ผมเลยคิดว่าอาจเป็นเพียงรอยกดจากผ้าห่อตัว” “คุณไม่ได้คิดแบบนั้นจริง ๆ” เมฆินทร์นิ่ง ริสารู้จักเขาดีพอจะมองออกว่า ชายหนุ่มปิดบังความกังวลนี้มานานเพียงใด “แล้วมีอะไรอีกไหมคะ” “ตอนอายุสองขวบ รดาเคยเดินเข้าไปในห้องเก็บของ” “ห้องที่คุณเก็บสมุดข่อ

  • บ่วงอาคม (มนตราอาคม The Series)   บทที่ 221

    รินรดาในวัยเจ็ดขวบป่วยบ่อยกว่าภูริณมาก บางครั้งเป็นเพียงไข้ต่ำในช่วงหัวค่ำ แต่พอตกดึก อุณหภูมิกลับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เด็กหญิงตัวเล็กจะนอนกระสับกระส่าย เหงื่อซึมเต็มหน้าผาก มือทั้งสองกำผ้าห่มแน่น ริมฝีปากพึมพำถ้อยคำซึ่งไม่มีใครฟังเข้าใจ หมอตรวจไม่พบความผิดปกติร้ายแรง ผลเลือดปกติ ไม่มีการติดเชื้อและ

  • บ่วงอาคม (มนตราอาคม The Series)   บทที่ 220

    “โอ๊ย!” “บอกแล้วว่าอย่าวิ่งเร็ว” ภูริณหันไปจับไหล่รินรดาไว้ไม่ให้ล้มก่อนมองไปยังพาขวัญที่กำลังวิ่งมาหา เด็กหญิงวัยห้าขวบสะดุดก้อนหินจนร่างเล็กเซไปข้างหน้าแต่โชคดีที่ภูริณรีบก้าวเข้าไปรับตัวไว้ได้ทันทำให้พาขวัญตกใจจนสองแขนกอดคอพี่ชายแน่น “เกือบล้มแล้วค่ะ” “เพราะวิ่งไม่ดูทาง” เขาอุ้มเด็กหญิงขึ้นม

  • บ่วงอาคม (มนตราอาคม The Series)   บทที่ 219

    “พี่ภูริณอย่าแกล้งน้องนะคะ” รินรดากางแขนปกป้องคนตัวเล็กทันที ภูริณเลิกคิ้ว “ยังไม่ได้ทำอะไรเลย” “พี่ทำหน้าน่ากลัว” “หน้าพี่เป็นแบบนี้อยู่แล้ว” “งั้นพี่ก็หน้าดุอยู่แล้วค่ะ” คำตอบตรงไปตรงมาของรินรดาทำให้ริสาหลุดหัวเราะ ส่วนเมฆินทร์ยกมือขึ้นปิดมุมปาก กลั้นรอยยิ้มเอาไว้ ภูริณมองเด็กหญิงวัยเจ็ดขวบ

  • บ่วงอาคม (มนตราอาคม The Series)   บทที่ 218

    ภรันยังไม่หลับ เขาจ้องมองลูกสาวอยู่เงียบ ๆ จนพลอยเอื้อมมือมาวางทับหลังมือของเขา “พี่กลัวไหม” หญิงสาวถามเบา ๆ “กลัว” คำตอบตรงไปตรงมาทำให้พลอยชะงัก “พี่ก็กลัวเป็นด้วยเหรอ” “กลัวสิ” เขาหันมองเธอ “พี่กลัวเสียเธอกับขวัญไป” ดวงตาของเธอค่อย ๆ แดงขึ้น “พี่จะไม่เสียใครไปหรอก” “อืม” ภรันก้มลงมองพาขวัญ

  • บ่วงอาคม (มนตราอาคม The Series)   บทที่ 217

    เสียงฝนตกกระทบหลังคาเรือนไม้ดังสม่ำเสมอตั้งแต่หัวค่ำ ลมเย็นพัดลอดช่องหน้าต่างเข้ามาเป็นระยะ ทำให้ม่านสีขาวบางขยับไหวราวกับมีมือที่มองไม่เห็นคอยแตะต้อง พลอยนั่งพิงหัวเตียง มือหนึ่งลูบเส้นผมดำขลับของเด็กหญิงตัวน้อยที่นอนขดอยู่ข้างกาย พาขวัญเพิ่งอายุครบห้าขวบได้ไม่กี่เดือน ใบหน้ากลมละม้ายคล้ายแม่ แต่ด

続きを読む
無料で面白い小説を探して読んでみましょう
GoodNovel アプリで人気小説に無料で!お好きな本をダウンロードして、いつでもどこでも読みましょう!
アプリで無料で本を読む
コードをスキャンしてアプリで読む
DMCA.com Protection Status