เมฆินทร์ไม่เปิดโอกาสให้ริสาถามอะไรต่อ เขากระชับมือที่จับข้อมือเธอไว้แน่นแล้วดึงให้วิ่งตามออกไปจากศาลาร้างแห่งนี้ในทันที เสียงพื้นไม้เก่าลั่นเอี๊ยดอ๊าดอยู่ใต้ฝ่าเท้า ขณะที่เสียงกรีดร้องของสิ่งซึ่งอยู่ด้านหลังดังไล่ตามมาติด ๆ ราวกับมันกำลังคืบคลานอยู่เหนือศีรษะ
ริสาพยายามหันกลับไปมองแต่เมฆินทร์กลับออกแรงกระชากแขนเธอแรงขึ้น
“อย่าหันกลับไป”
“แต่ข้างหลัง...”
“ผมบอกว่าอย่าหัน!”
เสียงเข้มจัดของเขาทำให้เธอชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเร่งฝีเท้าตามโดยไม่เถียงต่อ ทันทีที่คนทั้งคู่ก้าวพ้นธรณีประตู เสียงบางอย่างกระแทกเข้ากับประตูไม้จากด้านในอย่างรุนแรงจนบานประตูสั่นสะเทือน เศษไม้ผุกร่อนหลุดร่วงลงพื้น ขณะที่เสียงเล็บยาวขูดไปตามเนื้อไม้ดังครืดกราดจนน่าขนลุก
เมฆินทร์ปล่อยมือริสาเพียงชั่วครู่ ก่อนหันกลับไปยืนขวางหน้าศาล เขาหยิบด้ายสายสิญจน์จากย่ามออกมาพันรอบข้อมือของตนเองสองรอบแล้วสะบัดปลายด้ายไปเกี่ยวเสาไม้ทั้งสองด้านของประตู จากนั้นจึงหยิบผ้ายันต์สามแผ่นออกมาแนบไว้กลางหน้าผากก่อนริมฝีปากขยับบริกรรมคาถาอย่างรวดเร็ว
“นะปิดทวาร โมปิดทาง พุทตรึงร่าง ธาขังวิญญาณ ยะผนึกเงา ด้วยอำนาจครูเหนือเศียร ด้วยสัตย์แห่งผู้สืบวิชา สิ่งใดอยู่ภายในจงอยู่ภายใน อย่าได้ล่วงพ้นธรณีนี้ออกมา”
สิ้นถ้อยคำ เขากดผ้ายันต์ลงบนเสาประตูทั้งสองต้นและประตูไม้เก่าผุพังบริเวณหน้าศาลาร้างทีละแผ่น แสงสีเหลืองนวลวาบขึ้นตรงอักขระก่อนเสียงกระแทกจากด้านในจะดังรุนแรงกว่าเดิม พื้นดินใต้เท้าสั่นสะเทือนทำให้ใบไม้รอบลานปลิวว่อนทั้งที่ไร้ลม ริสายกแขนขึ้นบังใบหน้า ขณะที่เสียงกรีดร้องแหลมสูงดังลอดออกมาจากศาล
“เมฆินทร์!” เสียงนั้นเรียกชื่อเขาอย่างชัดเจน
ริสาหันไปมองชายหนุ่มโดยอัตโนมัติแต่สีหน้าของเมฆินทร์ไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย เขายังคงจ้องตรงไปยังประตูศาล ริมฝีปากขยับบริกรรมต่อด้วยน้ำเสียงที่ต่ำลงกว่าเดิม
“อย่าเอ่ยนามข้า อย่าเรียกจิตข้า อย่าผูกเงาข้า เจ้าถูกผนึกด้วยอำนาจแห่งครู จงสงบอยู่ในที่ของเจ้า”
เสียงหัวเราะเย็นเยียบดังตอบกลับมาก่อนเปลี่ยนเป็นเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของผู้หญิง
“ช่วยฉันด้วย...เมฆินทร์ ช่วยฉันออกไปที”
ริสาชะงักไปชั่วขณะเพราะน้ำเสียงนั้นฟังดูเต็มไปด้วยความเจ็บปวดจน แทบจะไม่น่าเชื่อว่าเป็นสิ่งเดียวกับร่างอาถรรพ์เมื่อครู่ แต่เมฆินทร์กลับไม่แสดงท่าทีหวั่นไหว เขาเพียงยกมือขึ้นแตะผ้ายันต์แผ่นสุดท้าย แล้วเอ่ยคำเดียวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ปิด”
ทันใดนั้นเอง แสงสีทองจากผ้ายันต์ทั้งสามแผ่นก็เชื่อมต่อกันเป็นเส้นบาง ๆ พาดขวางประตูศาล เสียงทุกอย่างภายในเงียบลงอย่างฉับพลัน เหลือเพียงเสียงลมพัดผ่านยอดไม้และเสียงหอบหายใจของริสาเท่านั้น
เมฆินทร์ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งราวกับกำลังตรวจสอบว่าผนึกทำงานสมบูรณ์หรือไม่ก่อนจะหันกลับมามองเธอ
“เดินไหวไหม”
ริสาขมวดคิ้วกับคำถามที่ฟังดูเกือบคล้ายความห่วงใยแต่สีหน้าของเขายังคงเรียบเฉยจนยากที่จะคาดเดา
“ไหว” เธอตอบสั้น ๆ แล้วก้มมองข้อเท้าของตัวเอง รอยช้ำสีดำที่เกิดจากมือซีดขาวเมื่อครู่กำลังแผ่กว้างขึ้นช้า ๆ จากรอบข้อเท้าไปยังหน้าแข้ง เส้นสีดำเล็ก ๆ แตกแขนงอยู่ใต้ผิวหนังคล้ายรากไม้ เมฆินทร์เห็นดังนั้นจึงก้าวเข้ามาใกล้แล้วคุกเข่าลงตรงหน้าเธอทันที
“คราวนี้คุณจะทำอะไรอีก”
“อยู่นิ่ง ๆ แล้วไม่ต้องถาม”
“คุณชอบสั่งคนอื่นแบบนี้ตลอดหรือไง”
เมฆินทร์ไม่ตอบ เขาเพียงยื่นมือไปจับข้อเท้าเธอไว้เบา ๆเพื่อตรวจสอบ ความอุ่นจากฝ่ามือใหญ่ทำให้ริสาสะดุ้งเล็กน้อย
ชายหนุ่มใช้นิ้วโป้งกดลงข้างรอยช้ำก่อนสีหน้าจะเคร่งขรึมขึ้นเมื่อสัมผัสได้ถึงความเย็นผิดปกติซึ่งแทรกอยู่ใต้ผิวหนัง
“มันตามออกมาด้วย”
ริสาเงียบไปชั่วขณะ “แต่เมื่อกี้คุณบอกว่าปิดทางแล้ว”
“ผมปิดทางไม่ให้มันออกจากศาล ไม่ได้หมายความว่าผมถอนรอยที่มันฝากไว้บนตัวคุณได้”
“แล้วรอยนี่จะเป็นอะไรไหม”
เมฆินทร์เงยหน้าขึ้นสบตาเธอ สีหน้าของเขาสงบนิ่งแต่แววตากลับฉายความหนักใจที่พยายามปกปิดไว้
“ถ้าปล่อยไว้ มันจะค่อย ๆ ลามขึ้นไปจนถึงหัวใจ”
คำตอบตรงไปตรงมาทำให้ริสารู้สึกเย็นวาบไปทั้งร่าง เธอก้มมองเส้นสีดำใต้ผิวหนังอีกครั้งก่อนถามด้วยน้ำเสียงเบาลง
“แล้วถ้ามันถึงหัวใจล่ะ”
เมฆินทร์ลุกขึ้นยืนช้า ๆ
“คุณจะไม่ตื่นขึ้นมาอีก”
ลมกลางคืนพัดผ่านลานศาลใต้ต้นไม้ใหญ่ ผ้าสามสีเก่าซีดบนต้นตะเคียนปลิวสะบัด เสียงกรุ๊งกริ๊งจากกระดิ่งเล็กดังแผ่วอยู่เหนือศีรษะ ริสาพยายามตั้งสติแม้คำพูดของเขาจะฟังดูเหลือเชื่อแต่หลังจากสิ่งที่เพิ่งเผชิญมา เธอก็ไม่อาจปฏิเสธได้เต็มปากอีกแล้วว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเพียงภาพหลอน
“คุณรักษาได้ไหม” คำถามนั้นทำให้เมฆินทร์นิ่งไป
ภาพกฎของสำนักผุดขึ้นในความทรงจำอีกครั้ง โดยเฉพาะข้อห้ามที่ปู่ของเขาย้ำเตือนเสมอ ห้ามสักยันต์ให้สตรี ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดเพราะทันทีที่เข็มอาคมแตะลงบนผิวของหญิงผู้มีตรา คำสัตย์ของผู้ลงยันต์อาจกลายเป็นพันธะ และเลือดของคนทั้งสองอาจเชื่อมโยงกันจนไม่อาจแยกจาก
ทว่าในกรณีของริสา รอยอาคมบนร่างของเธอฝังตัวอยู่ในเลือดและตอบรับกับเลือดของเขาแล้ว หากไม่ใช้ยันต์กดทับ ตราผูกวิญญาณ มันจะลามต่อไปเรื่อย ๆ จนถึงหัวใจอย่างแน่นอน
“ผมยื้อไว้ได้”
“แปลว่ารักษาไม่ได้”
“แปลว่าตอนนี้ผมยังตอบคุณไม่ได้”
ริสามองเขาอย่างไม่พอใจ “คุณรู้ว่ามันคืออะไร รู้ว่ามันจะฆ่าฉัน แต่กลับตอบไม่ได้ว่าจะช่วยได้หรือไม่ได้เนี่ยนะ”
“ถ้าคุณไม่เข้ามาที่นี่ เรื่องคงไม่เกิด” คำพูดนั้นทำให้หญิงสาวชะงักก่อนแววตาจะแข็งขึ้นทันที
“ฉันไม่ได้เข้ามาเล่นสนุก ฉันมาตามคดีคนตาย”
“แล้วคุณคิดว่าความดื้อของคุณจะทำให้คนตายฟื้นขึ้นมาหรือไง”
“อย่างน้อยมันก็อาจทำให้รู้ว่าใครเป็นคนฆ่าพวกเขา”
เมฆินทร์จ้องเธออยู่นาน แววตาคมเข้มเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด
“เรื่องนี้ไม่มีที่สำหรับคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังยุ่งกับอะไร”
“งั้นก็บอกฉันสิว่าฉันกำลังยุ่งกับอะไร”
น้ำเสียงของริสาไม่ดังแต่เต็มไปด้วยความดื้อรั้นที่ไม่ยอมถอย เธอสบตาเขาตรง ๆ แม้ในใจจะยังเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น เมฆินทร์มองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความเงียบงัน เหมือนกับว่าเขาพยายามตัดสินใจว่าควรพูดมากแค่ไห แต่สุดท้ายเขาก็เบือนสายตาไปทางศาลาร้าง
“ของในกล่องนั้นคือเครื่องผูกวิญญาณ”
“จี้เงินนั่นน่ะหรือ”
“มันไม่ใช่แค่จี้ แต่มันเป็นชิ้นส่วนของผนึกวิญญาณ คนที่สร้างมันใช้เลือด เส้นผม และเศษกระดูกของคนตายเป็นเครื่องประกอบ จากนั้นจึงลงอาคมผูกดวงวิญญาณไว้กับวัตถุ เมื่อใครสัมผัสมัน วิญญาณที่ถูกขังก็จะพยายามหาทางย้ายเข้าร่างใหม่”
ริสานิ่งฟัง สีหน้าค่อย ๆ เปลี่ยนไป “หมายความว่าผู้หญิงคนนั้นพยายามจะเข้าสิงฉัน”
“ไม่ใช่” เมฆินทร์หันกลับมามองเธออีกครั้ง
“มันไม่ได้ต้องการร่างคุณ แต่มันต้องการบางอย่างที่อยู่ในตัวคุณ”
“อะไร” ชายหนุ่มเลื่อนสายตาไปยังหัวไหล่ด้านหลังของเธอ
“ตราผูกวิญญาณ”
ริสาขมวดคิ้ว “ฉันไม่เคยสักอะไรไว้ตรงนั้น”
“เพราะมันไม่ใช่รอยสัก”
เมฆินทร์ก้าวเข้ามาใกล้แล้วหยุดห่างจากเธอเพียงช่วงแขน เขายกมือขึ้นเล็กน้อยแต่หยุดชะงักก่อนจะสัมผัสร่างกายของหญิงสาว
“รอยนั้นฝังอยู่ใต้ผิวหนังมานานแล้ว เพียงแต่มันยังไม่ถูกปลุกจนกระทั่งคืนนี้”
“มานานแค่ไหน”
เมฆินทร์ไม่ได้ตอบคำถามนั้นในทันที เขาสังเกตลวดลายใต้ผิวหนังของเธอผ่านแนวคอเสื้ออย่างละเอียด รอยนั้นไม่ใช่อักขระที่เขาเคยเห็นทั่วไป แต่คล้ายกับยันต์ในตำราเก่าของตระกูลซึ่งปู่เก็บซ่อนไว้ในห้องครู
“อาจตั้งแต่คุณเกิด” คำตอบนั้นทำให้ริสานิ่งงัน
“เป็นไปไม่ได้”
“คุณเคยมีอาการฝันซ้ำไหม”
“อะไรนะ”
“ฝันเห็นสถานที่เดิม คนเดิม หรือได้ยินเสียงใครเรียกชื่อ ทั้งที่ไม่เคยรู้จักเขามาก่อน”
ริสาอ้าปากจะปฏิเสธแต่กลับไม่มีคำใดหลุดออกมา ภาพความฝันซึ่งติดตามเธอมาตั้งแต่เด็กผุดขึ้นในความทรงจำอย่างชัดเจน เธอมักฝันว่าตนเองยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่กลางสายฝน ขณะที่หญิงคนหนึ่งในชุดสีขาวยืนหันหลังอยู่ไม่ไกล ทุกครั้งที่ริสาพยายามเดินเข้าไปใกล้ หญิงคนนั้นจะหันกลับมาแต่เธอกลับตื่นก่อนจะเห็นใบหน้าเสมอ
ริสามักคิดว่า มันเป็นเพียงฝันร้ายธรรมดา กระทั่งช่วงไม่กี่เดือนก่อน ผู้หญิงในความฝันเริ่มเรียกชื่อเธอและทุกครั้งที่ตื่นขึ้น เธอจะรู้สึกเจ็บแสบตรงหัวไหล่ด้านหลังเหมือนกับคืนนี้ไม่มีผิด
เมฆินทร์เห็นความเปลี่ยนแปลงนั้นก็เข้าใจคำตอบของเธอในทันที
“คุณเคยฝัน”
เธอเม้มริมฝีปากแน่น ไม่ตอบคำถามแต่การหลบสายตาของเธอชัดเจนพออยู่แล้ว
“ผู้หญิงในฝันหน้าตาเป็นอย่างไร”
“ฉันไม่เคยเห็นหน้า”
“เคยได้ยินชื่อไหม”
ริสาส่ายหน้าก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ “แต่เธอเรียกฉันว่า...อัญญา”