แสงไฟจากรถกระบะปรากฏอยู่ไกลออกไปในที่สุด เมฆินทร์เร่งฝีเท้าจนมาถึงรถ เขาเปิดประตูฝั่งผู้โดยสารแล้ววางริสาลงบนเบาะก่อนหยิบผ้ายันต์สี่แผ่นติดไว้ตามกระจกทั้งสี่ด้าน
“ล็อกประตู”
“แล้วคุณล่ะ”
“ผมจะกันมันไว้”
ริสาคว้าแขนเขาทันที “คุณจะอยู่ข้างนอกคนเดียวหรือ”
เมฆินทร์ก้มมองมือของเธอที่จับแขนตนเอง สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อยก่อนจะค่อย ๆ ดึงมือออก
“มันตามคุณมา ไม่ใช่ตามผม ถ้าคุณอยู่ในรถ มันจะเข้ามาไม่ได้”
“แล้วถ้ามันทำร้ายคุณล่ะ”
“ผมจัดการเองได้”
“เห็นอยู่ว่าคุณมีแผล”
“ผมยังไม่ตาย”
คำตอบนั้นทำให้ริสาอ้าปากจะเถียงแต่เมฆินทร์กลับปิดประตูใส่หน้าเธอเสียก่อน เขาเดินอ้อมไปด้านหน้ารถแล้วหยิบมีดหมอออกมาอีกครั้ง ขณะที่เงาดำจำนวนมากค่อย ๆ ปรากฏขึ้นระหว่างต้นไม้ ล้อมรอบรถไว้ทุกด้าน
ริสามองผ่านกระจกด้วยหัวใจที่เต้นแรง เมฆินทร์ยืนเพียงลำพังท่ามกลางความมืด เสื้อสีดำเปื้อนเลือดตรงหัวไหล่ ทว่าแผ่นหลังกลับยังตั้งตรงอย่างมั่นคง เขากำมีดหมอไว้แน่นก่อนใช้นิ้วแตะเลือดจากบาดแผลแล้วลากลงบนพื้นดินเป็นวงกลมรอบตัว
“นะขีดเขต โมขีดแดน พุทตั้งวง ธากันภัย ยะกันวิญญาณ ผู้ใดก้าวล่วงเข้ามา จงถูกไฟครูเผาผลาญ”
แสงสีแดงลุกวาบขึ้นตามรอยเลือดเกิดเป็นวงอาคมรอบตัวชายหนุ่ม เงาดำที่พุ่งเข้ามากระแทกกับแนวแสงแล้วกรีดร้อง ร่างบางส่วนลุกไหม้และสลายกลายเป็นควันแต่สิ่งที่เหลือกลับยังคงโถมเข้ามาไม่หยุด
เมฆินทร์ฟันมีดหมอใส่ร่างหนึ่งก่อนหมุนตัวหลบกรงเล็บของอีกร่างอย่างรวดเร็ว ทุกการเคลื่อนไหวแม่นยำและหนักแน่น แต่เลือดจากบาดแผลกลับไหลมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเสื้อบริเวณหัวไหล่เปียกชุ่ม
ริสากำมือแน่นอยู่บนตัก ความรู้สึกผิดแล่นขึ้นกลางอก หากเธอไม่เข้ามาที่ศาล เขาคงไม่ต้องเสี่ยงอันตรายเช่นนี้ แม้ชายหนุ่มจะพูดจาเย็นชาและชอบออกคำสั่ง แต่ตั้งแต่พบกันเขาก็เป็นฝ่ายช่วยชีวิตเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จังหวะหนึ่ง เงาดำร่างใหญ่พุ่งเข้ามาจากด้านหลัง เมฆินทร์กำลังรับมือกับอีกสองร่างจึงไม่ทันเห็น ริสาเผลอตบกระจกแล้วตะโกนออกไป
“ข้างหลัง!”
เมฆินทร์หันกลับทันทีแต่ช้าไปเพียงเสี้ยววินาที กรงเล็บของมันฟาดเข้ากลางแผ่นหลังจนเขาเซไปข้างหน้า เลือดพุ่งออกจากรอยข่วนยาว ริสาหลุดเสียงร้องด้วยความตกใจก่อนจะรีบปลดล็อกประตูรถโดยไม่ทันคิด
ทันทีที่ประตูเปิดออก ลมเย็นจัดก็พัดกระแทกเข้ามาภายในรถ ผ้ายันต์บนกระจกสั่นไหวอย่างรุนแรง
เมฆินทร์หันมาทางเธอก่อนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงของความไม่พอใจ
“ปิดประตู!”
แต่สายเกินไปแล้ว เงาหญิงชุดขาวปรากฏขึ้นตรงหน้ารถในชั่วพริบตา ใบหน้าซีดขาวแนบเข้ากับกระจกหน้าต่าง ดวงตาดำสนิทจ้องตรงมาที่ริสาก่อนริมฝีปากซึ่งถูกเย็บติดจะค่อย ๆ ฉีกกว้าง ด้ายสีดำขาดออกทีละเส้น ทีละเส้น พร้อมเสียงหัวเราะแหบพร่าที่ดังสะท้านไปทั่วป่า
“ในที่สุด...ข้าก็หาเจอ”
มือซีดขาวยื่นผ่านช่องประตูเข้ามา นิ้วยาวพุ่งตรงไปยังลำคอของริสาแต่ในวินาทีนั้น เมฆินทร์ก็ปรากฏตัวขึ้นข้างรถ เขาใช้ฝ่ามือที่เปื้อนเลือดคว้าข้อมือของมันไว้ แล้วแทงมีดหมอลงกลางฝ่ามือของร่างอาถรรพ์เต็มแรง
เสียงกรีดร้องดังสนั่น เงาดำทั้งหมดรอบรถสลายหายไปพร้อมกัน ร่างหญิงชุดขาวบิดเกร็งก่อนกระชากมือกลับและถอยหายเข้าไปในความมืด
เมฆินทร์ปิดประตูรถแรงจนเสียงดังสนั่นแล้วหันมาจ้องริสาด้วยแววตาโกรธจัด
“ฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่องหรือยังไง ผมบอกให้ล็อกประตู!”
“ฉันเห็นคุณถูกทำร้าย”
“แล้วคุณคิดว่าการเปิดประตูออกมาจะช่วยอะไรได้”
“อย่างน้อยฉันก็ไม่ได้เอาแต่นั่งดู!”
“ถ้าคุณถูกมันเอาตัวไป ทุกอย่างที่ผมทำมาก็สูญเปล่า!”
ริสาสะดุ้งกับน้ำเสียงที่ดังขึ้นของเขา นี่เป็นครั้งแรกที่ใบหน้าเย็นชานั้นแสดงอารมณ์ออกมาอย่างชัดเจน ดวงตาของเมฆินทร์เต็มไปด้วยทั้งความโกรธและความหวาดหวั่นบางอย่าง
ทั้งคู่สบตากันอยู่ท่ามกลางความเงียบก่อนเมฆินทร์จะเป็นฝ่ายเบือนหน้าหนี เขาสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสงบอารมณ์แล้วจึงเดินอ้อมไปขึ้นรถฝั่งคนขับโดยไม่พูดอะไรอีก
เครื่องยนต์ติดขึ้นพร้อมเสียงคำรามต่ำ รถกระบะเคลื่อนออกจากป่าด้วยความเร็ว ทิ้งศาลร้างและเงาดำทั้งหลายไว้เบื้องหลัง ตลอดทางไม่มีใครพูดอะไร ริสานั่งกอดแขนตัวเองอยู่เงียบ ๆ ขณะที่เมฆินทร์จับพวงมาลัยแน่นจนเส้นเลือดปูดขึ้นบนหลังมือ ใบหน้าของเขาซีดลงเล็กน้อยจากการเสียเลือดแต่ยังคงขับต่อโดยไม่แสดงอาการเจ็บปวด
เมื่อออกพ้นเขตป่า แสงจากบ้านเรือนในหมู่บ้านเริ่มปรากฏให้เห็น ริสาจึงเอ่ยขึ้นเบา ๆ
“พาฉันไปโรงพยาบาลก็ได้ คุณเองก็ควรไปทำแผล”
“โรงพยาบาลช่วยคุณไม่ได้”
“แล้วคุณจะพาฉันไปไหน”
เมฆินทร์นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนตอบโดยไม่หันมามอง
“บ้านผม”
ริสาหันขวับ “อะไรนะ”
“รอยที่ขาของคุณต้องถูกกดไว้ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ไม่อย่างนั้นมันจะลามถึงหัวใจ”
“แล้วที่บ้านคุณมีอะไร”
“ของที่ใช้รักษา”
“คุณเพิ่งบอกว่ายังไม่รู้ว่าจะช่วยได้เปล่า”
“ผมบอกว่าตอนนั้นยังตอบไม่ได้”
“แล้วตอนนี้ตอบได้แล้วหรือ”
เมฆินทร์ชะลอรถเมื่อถึงทางแยกก่อนเลี้ยวเข้าสู่ถนนสายเล็กๆซึ่งมืดและเงียบกว่าทางเดิม ดวงตาคมมองตรงไปข้างหน้า ขณะน้ำเสียงทุ้มต่ำดังขึ้น
“มีวิธีหนึ่ง”
ริสาจ้องเสี้ยวหน้าของเขา “วิธีอะไร”
ชายหนุ่มเงียบไปนานราวกับคำตอบนั้นหนักเกินกว่าจะเอ่ยออกมา
“ลงยันต์ทับรอยเดิม”
“ก็ทำสิ”
มือของเมฆินทร์บนพวงมาลัยเกร็งขึ้นในทันที
“ทำไม่ได้”
“ทำไม”
เขาเหลือบมองเธอเพียงชั่วครู่ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเย็นและหนักแน่น
“เพราะผมไม่สักยันต์ให้ผู้หญิง”
ริสานิ่งไปก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ อย่างไม่อยากเชื่อ
“นี่คุณกำลังจะบอกว่าฉันอาจตายแต่คุณจะไม่ช่วยเพราะฉันเป็นผู้หญิงหรือ”
“มันเป็นกฎของสำนัก”
“กฎสำคัญกว่าชีวิตคนหรือ”
คำถามนั้นทำให้เมฆินทร์เงียบไปอีกครั้ง ภาพรอยอาคมบนหัวไหล่ของริสาผุดขึ้นในความคิด รอยนั้นกำลังตอบรับกับเลือดของเขาและหากเขาลงเข็ม ทุกอย่างอาจไม่ใช่เพียงการรักษาแต่มันอาจกลายเป็นการผูกชะตาที่ไม่มีวันย้อนกลับ
“คุณไม่เข้าใจว่าการลงยันต์นี้ต้องแลกกับอะไร”
ริสาหันมองเขาตรง ๆ
“งั้นก็อธิบายมา”
เมฆินทร์ไม่ตอบ รถกระบะยังคงแล่นลึกเข้าไปตามถนนมืด ท่ามกลางแสงไฟหน้ารถที่ทอดยาวไปเบื้องหน้า
ในย่ามสีดำข้างตัว กำไลเงินซึ่งเก็บมาจากบ้านชายต้องอาคมค่อย ๆ ร้อนขึ้นทีละน้อย อักขระบนผิวกำไลเปลี่ยนเป็นสีแดงอีกครั้ง ก่อนเสียงกระซิบแผ่วเบาจะดังขึ้นภายในรถทั้งที่ไม่มีใครขยับริมฝีปาก
“สักให้นางสิ”
เมฆินทร์ชะงัก มือบนพวงมาลัยกำแน่นกว่าเดิม เสียงนั้นหัวเราะเบา ๆ แล้วกระซิบต่อ
“แล้วชะตาของเจ้าจะเป็นของนางตลอดไป”