Share

บทที่ 7

Author: TanyaT
last update publish date: 2026-09-02 20:47:19

รถกระบะสีดำยังคงแล่นฝ่าความมืดไปตามถนนสายแคบซึ่งทอดยาวออกจากหมู่บ้าน แสงไฟหน้ารถกวาดผ่านแนวต้นไม้สูงสองข้างทางเป็นระยะเผยให้เห็นหมอกสีขาวที่ลอยต่ำอยู่เหนือพื้นดิน ก่อนทุกอย่างจะถูกเงามืดกลืนหายไปอีกครั้ง เสียงเครื่องยนต์ดังสม่ำเสมอแต่ภายในห้องโดยสารกลับเงียบเสียจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของกันและกัน

ริสานั่งพิงเบาะ มือข้างหนึ่งกำชายเสื้อบริเวณหัวไหล่เอาไว้แน่น ความร้อนใต้ผิวหนังยังคงแผ่ซ่านเป็นระยะ ขณะที่รอยดำรอบข้อเท้าเต้นตุบๆตามจังหวะชีพจร เส้นสีคล้ำเล็ก ๆ ค่อย ๆ แตกแขนงขึ้นมาตามหน้าแข้งราวกับรากไม้ซึ่งกำลังชอนไชอยู่ภายในร่าง ความเจ็บปวดทำให้ใบหน้าของหญิงสาวซีดลงแต่เธอยังคงกัดฟันไม่ยอมส่งเสียงออกมา

ตลอดหลายปีที่ทำงานเป็นนักข่าวภาคสนาม ริสาเคยลงพื้นที่มาแล้วแทบทุกรูปแบบ ตั้งแต่ชุมชนที่ถูกน้ำป่าตัดขาด พื้นที่ไฟไหม้ โรงงานระเบิด ไปจนถึงบริเวณชายแดนที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง เธอเคยนอนกลางดิน กินข้าวข้างถนนและวิ่งฝ่าฝูงชนที่กำลังแตกตื่นมากกว่าหนึ่งครั้ง งานของเธอสอนให้รู้ว่าความจริงไม่เคยเดินมาหาใครถึงที่ หากแต่ต้องยอมเสี่ยงเดินเข้าไปค้นหามันด้วยตนเอง

ความอันตรายจึงไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับเธอแต่สิ่งที่เกิดขึ้นในศาลาร้างคืนนี้กลับอยู่เหนือทุกประสบการณ์ที่เคยเผชิญ ไม่มีบทเรียนใดสอนวิธีรับมือกับมือซีดขาวที่โผล่ขึ้นมาจากพื้น ไม่มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ข้อไหนอธิบายได้ว่าเหตุใดเงาของคนตายจึงเรียกเธอด้วยชื่อของใครอีกคนและไม่มีหลักฐานใดตอบได้ว่าอักขระสีแดงคล้ำกำลังเคลื่อนไหวอยู่ใต้ผิวหนังของเธอได้อย่างไร

ถึงกระนั้น ความกลัวกลับไม่ได้ทำให้สัญชาตญาณของนักข่าวในตัวริสาจางหาย ตรงกันข้าม มันยิ่งผลักให้เธอต้องการรู้ว่าทั้งหมดนี้เกิดขึ้นว่าเพราะอะไร ใครเป็นคนส่งข้อความล่อเธอไปยังศาลร้าง ผู้เสียชีวิตทั้งสามรายเกี่ยวข้องกับจี้เงินอย่างไรและเหตุใดวิญญาณของหญิงผู้นั้นจึงเรียกเธอว่าอัญญา

หญิงสาวหันไปมองชายหนุ่มที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัย ใบหน้าคมเข้มของเมฆินทร์สะท้อนอยู่ใต้แสงจากหน้าปัดรถ รอยแผลบริเวณหัวไหล่ยังคงมีเลือดซึมผ่านเสื้อสีดำแต่เจ้าตัวกลับขับรถต่อราวกับไม่รู้สึกเจ็บ ดวงตาคมยังคงจับจ้องถนนเบื้องหน้า สีหน้าสงบนิ่งจนยากจะคาดเดาว่ากำลังคิดสิ่งใด

“คุณยังไม่ได้ตอบฉัน”

เมฆินทร์ไม่ได้หันมา “เรื่องอะไร”

“การลงยันต์ต้องแลกกับอะไร”

“ตอนนี้คุณควรเก็บแรงไว้มากกว่า”

“ฉันยังไม่ตายเสียหน่อยและตราบใดที่ฉันยังพูดได้ ฉันก็จะถาม”

ชายหนุ่มเหลือบมองเธอเพียงแวบเดียวก่อนหันกลับไปมองถนนดังเดิม

“คุณเป็นแบบนี้ตลอดหรือ”

“แบบไหน”

“ดื้อ ไม่ฟังใคร แล้วก็คิดว่าตัวเองต้องได้คำตอบทุกเรื่อง”

ริสาหัวเราะเบา ๆ ทั้งที่ยังเจ็บ “ฉันเป็นนักข่าวภาคสนาม ถ้าไม่ดื้อก็คงทำงานนี้ไม่ได้”

“การเป็นนักข่าวภาคสนามไม่ได้หมายความว่าต้องเดินเข้าไปในป่าตอนเที่ยงคืนเพียงลำพัง”

“ฉันได้รับเบาะแสเกี่ยวกับคนตายสามคน”

“จากหมายเลขที่ไม่รู้ว่าเป็นของใคร”

“แต่ข้อมูลตรงกับหลักฐานในคดี”

“มันจึงใช้ความอยากรู้ของคุณล่อคุณเข้าไปนี่ไง”

คำตอบนั้นทำให้ริสาชะงัก เธอก้มมองโทรศัพท์ซึ่งยังไม่มีสัญญาณอยู่ในมือ ความคิดหนึ่งแล่นวาบขึ้นมาอย่างไม่สบายใจ

“คุณหมายความว่าคนที่ส่งข้อความอาจไม่ใช่คน”

เมฆินทร์เงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“สิ่งที่อยู่ในศาลรู้ชื่อคุณ รู้ว่าคุณกำลังตามคดีและรู้ว่าต้องใช้อะไรล่อให้คุณยอมเข้าไปคนเดียว คุณยังคิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญอีกหรือไง”

ริสากำโทรศัพท์แน่นขึ้น

“ถ้ามันต้องการฉัน ทำไมต้องล่อให้ไปเปิดกล่อง”

“เพราะอาคมบางชนิดต้องอาศัยความสมัครใจของผู้ถูกเลือก คุณต้องเดินเข้าไปเอง ต้องแตะของด้วยมือของตัวเองและต้องเป็นคนเปิดผนึก มันจึงจะเชื่อมเข้ากับคุณได้อย่างสมบูรณ์”

หญิงสาวนิ่งไปชั่วขณะ ความทรงจำภายในศาลาร้างย้อนกลับมาอีกครั้ง ทั้งเสียงกระซิบที่สั่งให้เปิดกล่อง ความรู้สึกเหมือนมีแรงบางอย่างควบคุมแขนของเธอและความเจ็บปวดที่ระเบิดขึ้นทันทีเมื่อปลายนิ้วสัมผัสจี้เงิน ทุกอย่างดูเหมือนถูกจัดวางไว้ล่วงหน้าอย่างเป็นขั้นตอน

“แล้วถ้าฉันไม่ไปที่ศาลานั่น”

“มันก็คงหาวิธีอื่น”

“เพราะรอยบนตัวฉันใช่ไหม”

เมฆินทร์พยักหน้าเพียงเล็กน้อย “รอยนั้นเป็นเหมือนประตู ต่อให้คืนนี้คุณไม่เปิด วันหนึ่งก็จะมีใครหรือบางสิ่งพยายามเปิดมันอยู่ดี”

ริสาหันมองออกไปนอกหน้าต่าง หมอกสีขาวลอยผ่านกระจกเป็นสาย ความกลัวที่กดอยู่กลางอกเริ่มเปลี่ยนเป็นความโกรธ เธอไม่ชอบความรู้สึกที่ชีวิตของตนถูกใครบางคนกำหนดไว้ล่วงหน้าและยิ่งไม่ชอบการถูกบอกว่าเป็นผู้ถูกเลือกโดยไม่มีสิทธิ์รู้เหตุผล

“ฉันจะกลับไปที่ศาลอีกครั้ง”

เมฆินทร์หันมามองเธอทันที “คุณไม่ได้ฟังสิ่งที่ผมพูดเลยหรือ ยังไม่เข็ดอีกใช่ไหม”

“ฟัง เข็ด แต่ที่นั่นมีหลักฐานเกี่ยวกับผู้ตายและอาจมีเบาะแสว่าใครเป็นคนส่งข้อความมา”

“คุณเกือบตายนะคุณนักข่าว”

“แต่ฉันก็ยังไม่ตายใช่ไหมหละ และนั่นไม่ได้ทำให้คดีหายไป” กรามของชายหนุ่มขบแน่น

“คุณคิดว่านี่เป็นข่าวที่เก็บหลักฐานครบแล้วจะกลับไปเขียนรายงานได้หรือ”

“ไม่ว่ามันจะเป็นข่าวแบบไหน ถ้ามีคนตาย ฉันก็ต้องรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น”

“หน้าที่ของคุณไม่ใช่เอาชีวิตไปทิ้ง”

“หน้าที่ของคุณก็คงไม่ใช่ปิดบังความจริงจากฉันเหมือนกัน”

ประโยคนั้นทำให้บรรยากาศในรถตึงเครียดขึ้นทันที เมฆินทร์กำพวงมาลัยแน่น แววตาเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ริสายังคงสบมองเขาอย่างไม่ยอมถอย

“คุณรู้จักชื่ออัญญา” เธอกล่าวต่อ “สีหน้าคุณเปลี่ยนทันทีที่ได้ยินเพราะฉะนั้นอย่าบอกว่าไม่เกี่ยวข้อง”

“ผมเคยเห็นชื่อนี้ในบันทึกเก่า”

“บันทึกของใคร”

“ปู่ผม”

“เขียนว่าอะไร”

เมฆินทร์นิ่งไปเล็กน้อย “มีเพียงคำเตือนว่าอย่าเอ่ยชื่อนั้นต่อหน้าของบางอย่าง”

“จี้เงินใช่ไหม”

ชายหนุ่มไม่ตอบแต่ความเงียบของเขาชัดเจนยิ่งกว่าคำยอมรับ ริสาจึงถามต่อทันที

“ผู้หญิงในศาลเกี่ยวข้องกับอัญญาอย่างไร”

“ผมไม่รู้”

“หรือรู้แต่ไม่อยากบอก”

เมฆินทร์ถอนหายใจช้า ๆ ราวกับกำลังพยายามอดทนกับเธอ

“นี่คุณ ผมช่วยชีวิตคุณเอาไว้ได้ ก็บุญเท่าไหร่แล้ว”

“ฉันขอบคุณ แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณจะปิดบังฉันได้ทุกเรื่อง”

“แต่ผมก็มีสิทธิ์เลือก ว่าจะพูดหรือไม่พูดอะไร เพราะฉะนั้น อย่าล้ำเส้นของผม” เสียงของชายหนุ่มไม่ได้ดังเหมือนกำลังโกรธ แต่เหมือนเป็นการเตือนว่าอย่าถามอะไรที่มันมากเกินไปนัก
Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • บ่วงอาคม (มนตราอาคม The Series)   บทที่ 222

    “ทำไมคุณไม่เคยบอกฉัน” “รอยนั้นหายไปภายในไม่กี่ชั่วโมง ผมเลยคิดว่าอาจเป็นเพียงรอยกดจากผ้าห่อตัว” “คุณไม่ได้คิดแบบนั้นจริง ๆ” เมฆินทร์นิ่ง ริสารู้จักเขาดีพอจะมองออกว่า ชายหนุ่มปิดบังความกังวลนี้มานานเพียงใด “แล้วมีอะไรอีกไหมคะ” “ตอนอายุสองขวบ รดาเคยเดินเข้าไปในห้องเก็บของ” “ห้องที่คุณเก็บสมุดข่อ

  • บ่วงอาคม (มนตราอาคม The Series)   บทที่ 221

    รินรดาในวัยเจ็ดขวบป่วยบ่อยกว่าภูริณมาก บางครั้งเป็นเพียงไข้ต่ำในช่วงหัวค่ำ แต่พอตกดึก อุณหภูมิกลับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เด็กหญิงตัวเล็กจะนอนกระสับกระส่าย เหงื่อซึมเต็มหน้าผาก มือทั้งสองกำผ้าห่มแน่น ริมฝีปากพึมพำถ้อยคำซึ่งไม่มีใครฟังเข้าใจ หมอตรวจไม่พบความผิดปกติร้ายแรง ผลเลือดปกติ ไม่มีการติดเชื้อและ

  • บ่วงอาคม (มนตราอาคม The Series)   บทที่ 220

    “โอ๊ย!” “บอกแล้วว่าอย่าวิ่งเร็ว” ภูริณหันไปจับไหล่รินรดาไว้ไม่ให้ล้มก่อนมองไปยังพาขวัญที่กำลังวิ่งมาหา เด็กหญิงวัยห้าขวบสะดุดก้อนหินจนร่างเล็กเซไปข้างหน้าแต่โชคดีที่ภูริณรีบก้าวเข้าไปรับตัวไว้ได้ทันทำให้พาขวัญตกใจจนสองแขนกอดคอพี่ชายแน่น “เกือบล้มแล้วค่ะ” “เพราะวิ่งไม่ดูทาง” เขาอุ้มเด็กหญิงขึ้นม

  • บ่วงอาคม (มนตราอาคม The Series)   บทที่ 219

    “พี่ภูริณอย่าแกล้งน้องนะคะ” รินรดากางแขนปกป้องคนตัวเล็กทันที ภูริณเลิกคิ้ว “ยังไม่ได้ทำอะไรเลย” “พี่ทำหน้าน่ากลัว” “หน้าพี่เป็นแบบนี้อยู่แล้ว” “งั้นพี่ก็หน้าดุอยู่แล้วค่ะ” คำตอบตรงไปตรงมาของรินรดาทำให้ริสาหลุดหัวเราะ ส่วนเมฆินทร์ยกมือขึ้นปิดมุมปาก กลั้นรอยยิ้มเอาไว้ ภูริณมองเด็กหญิงวัยเจ็ดขวบ

  • บ่วงอาคม (มนตราอาคม The Series)   บทที่ 218

    ภรันยังไม่หลับ เขาจ้องมองลูกสาวอยู่เงียบ ๆ จนพลอยเอื้อมมือมาวางทับหลังมือของเขา “พี่กลัวไหม” หญิงสาวถามเบา ๆ “กลัว” คำตอบตรงไปตรงมาทำให้พลอยชะงัก “พี่ก็กลัวเป็นด้วยเหรอ” “กลัวสิ” เขาหันมองเธอ “พี่กลัวเสียเธอกับขวัญไป” ดวงตาของเธอค่อย ๆ แดงขึ้น “พี่จะไม่เสียใครไปหรอก” “อืม” ภรันก้มลงมองพาขวัญ

  • บ่วงอาคม (มนตราอาคม The Series)   บทที่ 217

    เสียงฝนตกกระทบหลังคาเรือนไม้ดังสม่ำเสมอตั้งแต่หัวค่ำ ลมเย็นพัดลอดช่องหน้าต่างเข้ามาเป็นระยะ ทำให้ม่านสีขาวบางขยับไหวราวกับมีมือที่มองไม่เห็นคอยแตะต้อง พลอยนั่งพิงหัวเตียง มือหนึ่งลูบเส้นผมดำขลับของเด็กหญิงตัวน้อยที่นอนขดอยู่ข้างกาย พาขวัญเพิ่งอายุครบห้าขวบได้ไม่กี่เดือน ใบหน้ากลมละม้ายคล้ายแม่ แต่ด

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status