รถกระบะสีดำยังคงแล่นฝ่าความมืดไปตามถนนสายแคบซึ่งทอดยาวออกจากหมู่บ้าน แสงไฟหน้ารถกวาดผ่านแนวต้นไม้สูงสองข้างทางเป็นระยะเผยให้เห็นหมอกสีขาวที่ลอยต่ำอยู่เหนือพื้นดิน ก่อนทุกอย่างจะถูกเงามืดกลืนหายไปอีกครั้ง เสียงเครื่องยนต์ดังสม่ำเสมอแต่ภายในห้องโดยสารกลับเงียบเสียจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของกันและกัน
ริสานั่งพิงเบาะ มือข้างหนึ่งกำชายเสื้อบริเวณหัวไหล่เอาไว้แน่น ความร้อนใต้ผิวหนังยังคงแผ่ซ่านเป็นระยะ ขณะที่รอยดำรอบข้อเท้าเต้นตุบๆตามจังหวะชีพจร เส้นสีคล้ำเล็ก ๆ ค่อย ๆ แตกแขนงขึ้นมาตามหน้าแข้งราวกับรากไม้ซึ่งกำลังชอนไชอยู่ภายในร่าง ความเจ็บปวดทำให้ใบหน้าของหญิงสาวซีดลงแต่เธอยังคงกัดฟันไม่ยอมส่งเสียงออกมา
ตลอดหลายปีที่ทำงานเป็นนักข่าวภาคสนาม ริสาเคยลงพื้นที่มาแล้วแทบทุกรูปแบบ ตั้งแต่ชุมชนที่ถูกน้ำป่าตัดขาด พื้นที่ไฟไหม้ โรงงานระเบิด ไปจนถึงบริเวณชายแดนที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง เธอเคยนอนกลางดิน กินข้าวข้างถนนและวิ่งฝ่าฝูงชนที่กำลังแตกตื่นมากกว่าหนึ่งครั้ง งานของเธอสอนให้รู้ว่าความจริงไม่เคยเดินมาหาใครถึงที่ หากแต่ต้องยอมเสี่ยงเดินเข้าไปค้นหามันด้วยตนเอง
ความอันตรายจึงไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับเธอแต่สิ่งที่เกิดขึ้นในศาลาร้างคืนนี้กลับอยู่เหนือทุกประสบการณ์ที่เคยเผชิญ ไม่มีบทเรียนใดสอนวิธีรับมือกับมือซีดขาวที่โผล่ขึ้นมาจากพื้น ไม่มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ข้อไหนอธิบายได้ว่าเหตุใดเงาของคนตายจึงเรียกเธอด้วยชื่อของใครอีกคนและไม่มีหลักฐานใดตอบได้ว่าอักขระสีแดงคล้ำกำลังเคลื่อนไหวอยู่ใต้ผิวหนังของเธอได้อย่างไร
ถึงกระนั้น ความกลัวกลับไม่ได้ทำให้สัญชาตญาณของนักข่าวในตัวริสาจางหาย ตรงกันข้าม มันยิ่งผลักให้เธอต้องการรู้ว่าทั้งหมดนี้เกิดขึ้นว่าเพราะอะไร ใครเป็นคนส่งข้อความล่อเธอไปยังศาลร้าง ผู้เสียชีวิตทั้งสามรายเกี่ยวข้องกับจี้เงินอย่างไรและเหตุใดวิญญาณของหญิงผู้นั้นจึงเรียกเธอว่าอัญญา
หญิงสาวหันไปมองชายหนุ่มที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัย ใบหน้าคมเข้มของเมฆินทร์สะท้อนอยู่ใต้แสงจากหน้าปัดรถ รอยแผลบริเวณหัวไหล่ยังคงมีเลือดซึมผ่านเสื้อสีดำแต่เจ้าตัวกลับขับรถต่อราวกับไม่รู้สึกเจ็บ ดวงตาคมยังคงจับจ้องถนนเบื้องหน้า สีหน้าสงบนิ่งจนยากจะคาดเดาว่ากำลังคิดสิ่งใด
“คุณยังไม่ได้ตอบฉัน”
เมฆินทร์ไม่ได้หันมา “เรื่องอะไร”
“การลงยันต์ต้องแลกกับอะไร”
“ตอนนี้คุณควรเก็บแรงไว้มากกว่า”
“ฉันยังไม่ตายเสียหน่อยและตราบใดที่ฉันยังพูดได้ ฉันก็จะถาม”
ชายหนุ่มเหลือบมองเธอเพียงแวบเดียวก่อนหันกลับไปมองถนนดังเดิม
“คุณเป็นแบบนี้ตลอดหรือ”
“แบบไหน”
“ดื้อ ไม่ฟังใคร แล้วก็คิดว่าตัวเองต้องได้คำตอบทุกเรื่อง”
ริสาหัวเราะเบา ๆ ทั้งที่ยังเจ็บ “ฉันเป็นนักข่าวภาคสนาม ถ้าไม่ดื้อก็คงทำงานนี้ไม่ได้”
“การเป็นนักข่าวภาคสนามไม่ได้หมายความว่าต้องเดินเข้าไปในป่าตอนเที่ยงคืนเพียงลำพัง”
“ฉันได้รับเบาะแสเกี่ยวกับคนตายสามคน”
“จากหมายเลขที่ไม่รู้ว่าเป็นของใคร”
“แต่ข้อมูลตรงกับหลักฐานในคดี”
“มันจึงใช้ความอยากรู้ของคุณล่อคุณเข้าไปนี่ไง”
คำตอบนั้นทำให้ริสาชะงัก เธอก้มมองโทรศัพท์ซึ่งยังไม่มีสัญญาณอยู่ในมือ ความคิดหนึ่งแล่นวาบขึ้นมาอย่างไม่สบายใจ
“คุณหมายความว่าคนที่ส่งข้อความอาจไม่ใช่คน”
เมฆินทร์เงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“สิ่งที่อยู่ในศาลรู้ชื่อคุณ รู้ว่าคุณกำลังตามคดีและรู้ว่าต้องใช้อะไรล่อให้คุณยอมเข้าไปคนเดียว คุณยังคิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญอีกหรือไง”
ริสากำโทรศัพท์แน่นขึ้น
“ถ้ามันต้องการฉัน ทำไมต้องล่อให้ไปเปิดกล่อง”
“เพราะอาคมบางชนิดต้องอาศัยความสมัครใจของผู้ถูกเลือก คุณต้องเดินเข้าไปเอง ต้องแตะของด้วยมือของตัวเองและต้องเป็นคนเปิดผนึก มันจึงจะเชื่อมเข้ากับคุณได้อย่างสมบูรณ์”
หญิงสาวนิ่งไปชั่วขณะ ความทรงจำภายในศาลาร้างย้อนกลับมาอีกครั้ง ทั้งเสียงกระซิบที่สั่งให้เปิดกล่อง ความรู้สึกเหมือนมีแรงบางอย่างควบคุมแขนของเธอและความเจ็บปวดที่ระเบิดขึ้นทันทีเมื่อปลายนิ้วสัมผัสจี้เงิน ทุกอย่างดูเหมือนถูกจัดวางไว้ล่วงหน้าอย่างเป็นขั้นตอน
“แล้วถ้าฉันไม่ไปที่ศาลานั่น”
“มันก็คงหาวิธีอื่น”
“เพราะรอยบนตัวฉันใช่ไหม”
เมฆินทร์พยักหน้าเพียงเล็กน้อย “รอยนั้นเป็นเหมือนประตู ต่อให้คืนนี้คุณไม่เปิด วันหนึ่งก็จะมีใครหรือบางสิ่งพยายามเปิดมันอยู่ดี”
ริสาหันมองออกไปนอกหน้าต่าง หมอกสีขาวลอยผ่านกระจกเป็นสาย ความกลัวที่กดอยู่กลางอกเริ่มเปลี่ยนเป็นความโกรธ เธอไม่ชอบความรู้สึกที่ชีวิตของตนถูกใครบางคนกำหนดไว้ล่วงหน้าและยิ่งไม่ชอบการถูกบอกว่าเป็นผู้ถูกเลือกโดยไม่มีสิทธิ์รู้เหตุผล
“ฉันจะกลับไปที่ศาลอีกครั้ง”
เมฆินทร์หันมามองเธอทันที “คุณไม่ได้ฟังสิ่งที่ผมพูดเลยหรือ ยังไม่เข็ดอีกใช่ไหม”
“ฟัง เข็ด แต่ที่นั่นมีหลักฐานเกี่ยวกับผู้ตายและอาจมีเบาะแสว่าใครเป็นคนส่งข้อความมา”
“คุณเกือบตายนะคุณนักข่าว”
“แต่ฉันก็ยังไม่ตายใช่ไหมหละ และนั่นไม่ได้ทำให้คดีหายไป” กรามของชายหนุ่มขบแน่น
“คุณคิดว่านี่เป็นข่าวที่เก็บหลักฐานครบแล้วจะกลับไปเขียนรายงานได้หรือ”
“ไม่ว่ามันจะเป็นข่าวแบบไหน ถ้ามีคนตาย ฉันก็ต้องรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น”
“หน้าที่ของคุณไม่ใช่เอาชีวิตไปทิ้ง”
“หน้าที่ของคุณก็คงไม่ใช่ปิดบังความจริงจากฉันเหมือนกัน”
ประโยคนั้นทำให้บรรยากาศในรถตึงเครียดขึ้นทันที เมฆินทร์กำพวงมาลัยแน่น แววตาเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ริสายังคงสบมองเขาอย่างไม่ยอมถอย
“คุณรู้จักชื่ออัญญา” เธอกล่าวต่อ “สีหน้าคุณเปลี่ยนทันทีที่ได้ยินเพราะฉะนั้นอย่าบอกว่าไม่เกี่ยวข้อง”
“ผมเคยเห็นชื่อนี้ในบันทึกเก่า”
“บันทึกของใคร”
“ปู่ผม”
“เขียนว่าอะไร”
เมฆินทร์นิ่งไปเล็กน้อย “มีเพียงคำเตือนว่าอย่าเอ่ยชื่อนั้นต่อหน้าของบางอย่าง”
“จี้เงินใช่ไหม”
ชายหนุ่มไม่ตอบแต่ความเงียบของเขาชัดเจนยิ่งกว่าคำยอมรับ ริสาจึงถามต่อทันที
“ผู้หญิงในศาลเกี่ยวข้องกับอัญญาอย่างไร”
“ผมไม่รู้”
“หรือรู้แต่ไม่อยากบอก”
เมฆินทร์ถอนหายใจช้า ๆ ราวกับกำลังพยายามอดทนกับเธอ
“นี่คุณ ผมช่วยชีวิตคุณเอาไว้ได้ ก็บุญเท่าไหร่แล้ว”
“ฉันขอบคุณ แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณจะปิดบังฉันได้ทุกเรื่อง”
“แต่ผมก็มีสิทธิ์เลือก ว่าจะพูดหรือไม่พูดอะไร เพราะฉะนั้น อย่าล้ำเส้นของผม” เสียงของชายหนุ่มไม่ได้ดังเหมือนกำลังโกรธ แต่เหมือนเป็นการเตือนว่าอย่าถามอะไรที่มันมากเกินไปนัก