ริสายังไม่ทันได้ตอบโต้อะไรกลับไปเพราะรถกระบะแล่นผ่านประตูไม้สักขนาดใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ริมทางเสียก่อน บ้านไม้เรือนไทยยกสูงสองชั้นหลังใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลางแนวต้นไม้เล็กใหญ่ แสงไฟสีส้มจากใต้ชายคาส่องให้เห็นสนามดิน ลานตากสมุนไพร และเรือนไม้หลังเล็กอีกหลังซึ่งแยกออกไปทางด้านข้าง บรรยากาศโดยรอบสงบเงียบ แม่น้ำสายยาวทอดอยู่ไม่ไกลสายตาเท่าใดนัก ต่างจากความน่าสะพรึงในป่าเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง
เมฆินทร์จอดรถใต้ต้นมะขามใหญ่แล้วดับเครื่องก่อนหันมามองริสาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“ลงไหวไหม”
“ไหว”
หญิงสาวเปิดประตูและพยายามก้าวลงจากรถแต่ทันทีที่ปลายเท้าแตะพื้น ความเจ็บปวดจากรอยดำก็แล่นขึ้นมาจนเข่าทรุด เมฆินทร์ที่เดินอ้อมมาอีกด้านหนึ่งดหมือนรู้เหตุการณ์ล่วงหน้ารีบใช้มือหนาคว้าเอวบางของเธอเอาไว้ทันก่อนร่างจะล้มลง ริสาเผลอจับไหล่เขาเพื่อทรงตัวแต่เมื่อมือสัมผัสตรงบาดแผลก็ทำให้ชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ขอโทษ”
“ปล่อยมือจากแผลก่อน” ริสารีบชักมือกลับแต่ยังไม่ทันตั้งตัว เมฆินทร์ก็ช้อนร่างเธอขึ้นในอ้อมแขน
“ฉันเดินเองได้”
“ถ้าเดินได้ เมื่อกี้คุณคงไม่เกือบหน้าคว่ำ”
“ฉันแค่เสียหลัก”
“เงียบแล้วเก็บแรงไว้”
“คุณชอบสั่งจริง ๆ”
“และคุณก็ชอบเถียงจริง ๆ เคยได้ยินไหม เถียงข้างๆคูๆ”
แม้น้ำเสียงของเขายังคงเรียบเย็นแต่คำตอบนั้นทำให้ริสาเงียบไปชั่วครู่ หญิงสาวยอมปล่อยให้เขาอุ้มผ่านลานกว้างไปยังเรือนไทยหลังใหญ่ ใต้แสงไฟสลัวทำให้มองเห็นใบหน้าของเมฆินทร์อย่างชัดเจน เขาดูอ่อนล้ากว่าตอนอยู่ในป่าเล็กน้อย เลือดบริเวณหัวไหล่ยังไม่หยุดไหลแต่ทว่าอ้อมแขนที่ประคองเธอกลับมั่นคง ไม่มีอาการสั่นแม้แต่น้อย
เมื่อมาถึงหน้าประตูห้อง เมฆินทร์ใช้ไหล่ดันบานไม้เข้าไป ภายในเรือนเต็มไปด้วยกลิ่นสมุนไพรแห้ง น้ำมันจันทน์ และกลิ่นหมึกเก่า ชั้นวางด้านหนึ่งเรียงรายด้วยขวดแก้ว โถดิน และห่อผ้าหลายขนาด ส่วนผนังอีกด้านแขวนแผ่นยันต์ มีดหมอ และเครื่องมือสักแบบโบราณซึ่งถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ
ตรงกลางห้องมีเตียงไม้ขนาดเล็กตั้งอยู่ข้างโต๊ะเตี้ย เมฆินทร์วางริสาลงอย่างระมัดระวังก่อนคุกเข่าตรวจดูรอยดำที่ข้อเท้า เส้นสีคล้ำลามขึ้นมาถึงเหนือหัวเข่าแล้วและยังคงเคลื่อนตัวช้า ๆ อยู่ใต้ผิวหนัง
สีหน้าของชายหนุ่มเปลี่ยนไปทันที
“เร็วเกินไป”
ริสามองตามสายตาเขา แม้จะพยายามข่มความหวาดหวั่นเอาไว้แต่เสียงที่ถามกลับเบาลงอย่างเห็นได้ชัด “มันจะถึงหัวใจเมื่อไร”
“ถ้ายังลามด้วยความเร็วเท่านี้ อาจไม่ถึงรุ่งเช้า”
คำตอบนั้นทำให้ปลายนิ้วของหญิงสาวเย็นเฉียบ ตลอดเวลาที่ทำงานภาคสนาม เธอเคยเผชิญความเป็นความตายมาหลายครั้งแต่ว่าทุกครั้งยังพอมองเห็นทางรอดหรืออย่างน้อยก็เข้าใจว่าตนกำลังต่อสู้กับสิ่งใด แต่ครั้งนี้เธอไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้ว่ารอยดำคืออะไร ไม่รู้ว่าวิญญาณในศาลต้องการสิ่งใด และยิ่งไม่รู้ว่าเหตุใดชื่ออัญญาจึงฟังดูคุ้นเคยราวกับเคยได้ยินมานานแล้ว เพียงนึกถึงชื่อนั้น รอยอาคมบนหัวไหล่ก็พลันร้อนวาบขึ้นมา ริสาขบกรามแน่นก่อนเงยหน้ามองเมฆินทร์
“ถ้าการลงยันต์หยุดมันได้ ก็ทำเถอะ”
ชายหนุ่มลุกขึ้น เดินไปหยุดหน้าชั้นวางเครื่องมือโดยไม่ตอบทันที แสงตะเกียงส่องผ่านแผ่นหลังกว้าง เผยให้เห็นคราบเลือดที่ยังคงซึมออกจากบาดแผลบริเวณหัวไหล่
“ผมสักยันต์ให้คุณไม่ได้”
“เพราะฉันเป็นผู้หญิง?”
“ใช่”
ริสาหัวเราะออกมาเบา ๆ อย่างไม่อยากเชื่อ
“ฉันอาจตายก่อนเช้า แต่คุณจะไม่ช่วยเพราะกฎข้อนี้หรือ”
“มันไม่ใช่กฎที่ตั้งขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผล”
“งั้นก็อธิบายเหตุผลมา”
เมฆินทร์ชะงักอยู่ครู่หนึ่งก่อนหยิบโถดินใบเล็กลงมาจากชั้นวาง ภายในบรรจุเนื้อยาสีดำซึ่งส่งกลิ่นสมุนไพรฉุนจัด
“ยันต์บางชนิดไม่ได้มีไว้เพียงคุ้มครองร่างกาย มันเชื่อมไปถึงดวงจิตของผู้รับและอาจดึงผู้ลงยันต์เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย”
“เกี่ยวข้องอย่างไร”
“ถ้าผิดพลาด คนที่ลงยันต์อาจได้รับผลจากอาคมไปด้วย”
“แค่นั้นหรือ”
เมฆินทร์สบตาเธอนิ่ง “สำหรับคุณอาจฟังดูเหมือนแค่นั้นแต่ในสายวิชาของผม เคยมีพิธีหนึ่งผิดพลาดจนมีคนตาย กฎข้อนี้จึงถูกตั้งขึ้นนับแต่นั้น”
ริสาชะงัก “เกี่ยวกับจี้เงินหรือเปล่า”
สีหน้าของชายหนุ่มแข็งขึ้นเล็กน้อย “ผมบอกได้เพียงว่าจี้เส้นนั้นเคยปรากฏในบันทึกของพิธีต้องห้าม”
“พิธีอะไร”
“ผูกวิญญาณ”
“ผูกวิญญาณของใคร”
“ไม่มีชื่อระบุไว้”
ริสาจ้องเขาอย่างจับผิดแต่ครั้งนี้สีหน้าของเมฆินทร์ไม่มีร่องรอยหลบเลี่ยง มีเพียงความเคร่งเครียดซึ่งบอกให้รู้ว่าเขาเองอาจมีคำตอบไม่มากไปกว่าเธอ
“แล้วอัญญาเกี่ยวข้องอย่างไร”
“ในบันทึกมีชื่อนั้นอยู่ใกล้กับภาพของจี้ แต่ไม่มีคำอธิบายว่าเป็นใคร”
“คุณไม่เคยพยายามค้นหาเลยหรือ”
“เรื่องที่ถูกสั่งห้ามในสำนักไม่ใช่สิ่งที่ควรขุดขึ้นมาเล่น”
“แต่ตอนนี้มันกำลังจะฆ่าฉัน”
“ผมรู้”
น้ำเสียงสั้นและหนักแน่นของเขาทำให้ริสาเงียบไปชั่วขณะ เมฆินทร์วางโถยาลงบนโต๊ะก่อนดึงเก้าอี้มานั่งตรงปลายเตียงและจับข้อเท้าของเธออย่างระมัดระวัง ความอุ่นจากฝ่ามือใหญ่ตัดกับความเย็นจัดใต้ผิวหนังจนหญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อย
“ผมจะกดรอยไว้ก่อน”
“ได้นานแค่ไหน”
“ยังไม่รู้”
“อีกแล้วหรือ”
“อาคมในตัวคุณไม่เหมือนของทั่วไป”
ริสามองแผ่นหลังกว้างที่โน้มอยู่ตรงหน้า “ถ้ายานี่ไม่ได้ผลล่ะ”
มือของเมฆินทร์ชะงักอยู่เหนือโถยา เขาไม่ได้ตอบในทันทีก่อนใช้ปลายนิ้วตักเนื้อยาสีดำขึ้นมาเล็กน้อย
“ถ้าไม่ได้ผล ผมจะหาทางอื่น”
“รวมถึงการฝ่าฝืนกฎด้วยหรือเปล่า”
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นสบตาเธอ แสงตะเกียงสะท้อนอยู่ในดวงตาคมเข้มเผยให้เห็นความลังเลที่เขาพยายามซ่อนเอาไว้
“ตอนนี้คุณควรสนใจแค่ไม่ให้รอยนั้นลามไปถึงหัวใจ”
“และคุณควรตอบคำถามให้ตรงบ้าง”
“เตรียมใจไว้ มันจะเจ็บ”
เมฆินทร์ตัดบทก่อนใช้นิ้วแตะยาสีดำลงบนรอยช้ำ ความเจ็บปวดพุ่งผ่านร่างของริสาในทันทีและรุนแรงราวกับเส้นเลือดทุกเส้นกำลังถูกไฟเผาจากภายใน หญิงสาวสะดุ้งและเผลอคว้าแขนของเขาไว้แน่นแต่ไม่ยอมร้องออกมาแม้แต่น้อย
“เจ็บก็ร้องได้”
“ฉันไม่ร้องให้คุณได้ใจหรอก”
“ผมไม่ได้จะแข่งกับคุณ”
“แต่ฉันแข่ง”
คำตอบนั้นทำให้เมฆินทร์นิ่งไปก่อนมุมปากจะขยับขึ้นเพียงเล็กน้อยจนแทบมองไม่เห็น ทว่าเพียงชั่วขณะ สีหน้าของเขาก็กลับมาเคร่งขรึมดังเดิมเมื่อสายตาคมเห็นว่า เส้นสีดำใต้ผิวหนังหยุดลามเพียงไม่กี่อึดใจแล้วเริ่มเคลื่อนขึ้นอีกครั้ง
ยากดอาคมใช้ไม่ได้ผล…
เมฆินทร์ปล่อยข้อเท้าเธอช้า ๆ ดวงตาคมเต็มไปด้วยความหนักใจ ริสาเห็นสีหน้านั้นก็เข้าใจคำตอบโดยไม่ต้องถาม
“มันไม่หยุดใช่ไหม”
ชายหนุ่มยังคงเงียบ เขาลุกขึ้นและเดินตรงไปยังตู้ไม้ด้านในสุดของห้องก่อนหยิบพวงกุญแจออกมาจากใต้เสื้อ ภายในตู้นั้นมีหีบไม้เก่าลงอักขระปิดผนึกเอาไว้หลายชั้น ริสาจับตามองทุกการเคลื่อนไหวของเขาอย่างไม่วางตา
“ในนั้นมีอะไร”
“ตำราเก่า”
“เกี่ยวกับพิธีผูกวิญญาณ?”
เมฆินทร์หันมามองเธอ “คุณถามมากเกินไปแล้ว”
“ฉันเป็นนักข่าว”
“และตอนนี้คุณเป็นคนป่วย”
“คนป่วยก็มีสิทธิ์รู้ว่าคนรักษากำลังทำอะไร”
ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนสอดกุญแจเข้าไปในแม่กุญแจแต่ยังไม่ทันได้เปิด เสียงเคาะประตูสามครั้งก็ดังขึ้นจากด้านนอก
ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก
เมฆินทร์ชะงัก มือที่จับกุญแจหยุดนิ่งทันที
ริสาหันไปมองบานประตู “มีใครอยู่ข้างนอกหรือ”
ชายหนุ่มไม่ตอบ เขาค่อย ๆ วางพวงกุญแจลงก่อนเอื้อมมือหยิบมีดหมอจากผนังเพราะบ้านหลังนี้อยู่ห่างจากหมู่บ้าน ไม่มีผู้ใดกล้ามาหาเขาในยามดึกและที่สำคัญ ประตูใหญ่ด้านนอกถูกลงอาคมปิดไว้ตั้งแต่พระอาทิตย์ตก
เสียงเคาะดังขึ้นอีกครั้ง ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก
ก่อนเสียงของหญิงชราจะดังลอดผ่านบานประตูเข้ามาอย่างแผ่วเบา
“เมฆ...เปิดประตูให้ย่าหน่อยลูก” ใบหน้าของเมฆินทร์ซีดลงทันที
ริสามองเขาอย่างไม่เข้าใจ “ย่าคุณหรือ”
ชายหนุ่มกำมีดหมอแน่น ดวงตาจับจ้องประตูโดยไม่กะพริบ
“ย่าผมตายไปสิบปีแล้ว”