เข้าสู่ระบบ“ฉันมีร่มมาด้วย” ชายหนุ่มยัดร่มขนาดใหญ่ใส่มือเจ้าหล่อนพร้อมกับสำทับเสียงเข้ม “ฉันรู้ว่าตัวเองกำลังล้ำเส้น ชอบวุ่นวายกับเธอ แต่มันช่วยไม่ได้นะเม ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร...อะไรที่ทำให้ฉันใส่ใจเธอมากกว่าคนอื่น” ชายหนุ่มพูดเสียงเหนื่อยหน่าย...เขายังจัดการความรู้สึกเหล่านั้นไม่ได้ เลยได้แต่พยายามทำใจและหาทางกำจัดมัน แวซ็องคิดว่าหลังตัวเองได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ...ความรู้สึกเช่นนี้คงหายไปเอง
เมวิกาช้อนสายตามองชายหนุ่ม เธอผ่อนลมหายใจช้าๆ แล้วจึงยอมรับร่มคันนั้นมา มันเป็นการเปิดใจครั้งแรกของตัวเอง...ร่มถูกกาง เธอเดินฝ่าสายฝนมาโดยมีร่มคันใหญ่ที่เขาเอามาให้ป้องกันสายฝนที่ซัดใส่
“เซดริก...คุณคิดจะกลับบ้านเมื่อไรคะ?” หญิงสาวถามระหว่างเดินย่ำน้ำที่เจิ่งนองบนพื้น
ไม่มีเสียงตอบกลับ จนเธอต้องหมุนตัวกลับไปมอง เรียวคิ้วโก่งๆ ขมวดแน่นเมื่อชายหนุ่มเดินตามมาแต่เหมือนกับว่าเขาไม่ได้ยิน
“เซดริก!!” เธอลองย้ำอีกครั้งแล้วก็เริ่มไม่มั่นใจว่าชายหนุ่มได้ยินหรือไม่ เมื่อเขาเฉยสนิท
แวซ็องกะพริบเปลือกตาปริบๆ เขามองหน้าเมวิกาแล้วจึง...ตายโหง!! ดันบอกหล่อนด้วยชื่อของน้องชายนี่หว่า แล้วดันทะลึ่งลืมเอง... “มีอะไรเหรอเปล่า?”
“เปล่า? คุณคงไม่ได้ยินที่ฉันถาม” เขาคงไม่ได้ยิน เธอคงคิดมากไปเอง คนบ้าที่ไหนล่ะจะมาหลอกลวงด้วยการบอกชื่อปลอม...หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ ผู้ชายคนนี้ก็ไม่น่าไว้ใจเลย
“เสียงฝน เสียงรถยนต์มันอาจจะดังขึ้นช่วงเวลาที่เธอพูด ฉันเลยไม่ได้ยิน” เป็นการแก้ตัวที่ห่วยบรม ชายหนุ่มคิดในใจเช่นนั้น ครั้งต่อไปเขาจะเพิ่มการระวังตัว ขณะนี้เขาชื่อเซดริก... “เธอมีอะไรหรือเปล่า”
“แค่อยากรู้ว่าคุณจะกลับบ้านคุณเมื่อไร...ไม่มีอะไรหรอก ไม่จำเป็นต้องตอบหรอกนะ หากคุณลำบากใจ”
เมวิกาหมุนตัวกลับไป เธอออกเดินอีกครั้ง เมื่อใกล้จะถึงที่พัก
“ฉันมาเที่ยวเพราะเป็นช่วงพักร้อน ที่ไม่เดือดร้อนนี่ เพราะไม่ต้องรีบกลับไปทำงาน...อีกอย่างที่นี่ก็น่าอยู่ดีนะ”
ชายหนุ่มพูดลอยๆ ความหมายโดยรวมเพราะเขาบังเอิญถูกใจคนแถวนี้เลยกลับไปตอนนี้ไม่ได้ต่างหากเล่า เพราะหากไม่มีอะไรเหนี่ยวรั้งเขาไว้ ป่านนี้เขาน่าจะนอนทอดหุ่ย ชมสาวๆ ใส่บิกินนี่สวยๆ อยู่ที่ทะเลมัลดีฟส์ก็เป็นได้
“ค่ะ” เมวิการีบสาวเท้าให้เร็วขึ้น เมื่อใกล้ถึงที่พัก และสายฝนก็เริ่มหนักขึ้น จนปลายขากางเกง เธอเปียกจนโชก
“ฉันเอาดิเย่ร์ไปอยู่ด้วยนะ เธอคงไม่ว่า” ชายหนุ่มพูดเหมือนชวนคุย ‘ดิเย่ร์’ ใครแล้วเกี่ยวอะไรกับเธอ
“ไอ้หมาผอมโซตัวที่ชอบนอนหน้าห้องเธอไง!” ชายหนุ่มอธิบายช้าๆ เขายิ้มละไมจนดวงตาเจิดจ้าดั่งแสงดวงดาว
“อ๋อค่ะ” รอยยิ้มที่ส่งกลับมาทำให้หัวใจของแวซ็องอุ่นวาบ มันแสดงถึงความยินดีที่เขารู้จักแบ่งปันให้กับสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถช่วยตัวเองได้
“คุณตั้งชื่อให้มันเหรอ...ดิเย่ร์ แปลกดี”
เขาเกือบหัวเราะ ดิเย่ร์คือชื่อที่เขาเอาชื่อของ ดิดิเย่ร์มาหั่นให้สั้น สักวันเขาจะพาดิเย่ร์ตัวนี้ ไปเจอกับไอ้ดิดิเย่ร์ตัวเป็นๆ อยากรู้เหมือนกันว่าเจ้าของชื่อมันจะว่าอย่างไร หากได้ยินเขาเรียกสุนัขด้วยชื่อของมันเอง แค่คิดก็เกือบขำก๊าก
“ชื่อคนพื้นๆ ที่บ้านฉันเอง...เธอคงไม่รู้สิ ฉันเป็นลูกครึ่ง ฝรั่งเศส-อเมริกา ที่พูดไทยได้เพราะมีคนสอน”
หากชายหนุ่มขยายความการเรียนการสอนภาษาไทยให้เมวิกาฟัง หล่อนคงถอยหลังห่างเขาไปอีก2 วา เมื่อมันเป็นการกระชับพื้นที่ เรียนแบบเนื้อแนบเนื้อ ตัวต่อตัวเสื้อผ้าไม่เกี่ยว จนได้มาซึ่งการอ่านออกและเขียนได้ ภาษาไทยที่ทำให้เขาไม่ต้องงมโข่งอยู่ในประเทศที่ตัวเองไม่สามารถสื่อสารกับคนอื่นได้
“หากกลับบ้าน...ไปฉันจะเอามันไปด้วย เธอเห็นตามันไหม...แค่มองก็ทิ้งไม่ลงแล้วล่ะ...ไอ้นี่มันร้าย...”
เมวิกาอมยิ้ม เธอเองก็ไม่ต่างอะไรกับเขาหรอก...แต่สภาพตัวเองไม่สามารถโอบอุ้มใครได้อีก เมื่อเธอมีภาระแสนหนักอึ้ง...เมื่อไม่มีครอบครัว เธอก็ต้องมีสำรองไว้ให้กับตัวเอง...เพราะหากเป็นอะไรไปคงไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วย...
“โชคดีของมันนะคะ...ได้มีบ้านอยู่ ได้มีคนปกป้องดูแล” เสียงของเมวิกาติดเหงา เมื่อเธอนึกเปรียบเทียบเจ้าดิเย่ร์กับตัวเอง
“...” ชายหนุ่มไม่ได้ต่อความยาว เขาอ้าปากพะงาบๆ อยากจะเสนอตัว แต่กลัวโดนตบ!
หากให้เลี้ยงหล่อนไว้ดูเล่นสักคน ขนหน้าแข้งของเขาก็คงไม่ร่วง แต่เจ้าหล่อนจะยอมหรือเปล่านี่สิ...น่าคิด
“หิวไหม?” ความรู้สึกอุ่นซ่านเพิ่มขึ้นทุกวัน เขาอาจจะไม่คิดแต่เธอกลับรับรู้
เมวิกาส่ายหน้า เธอเม้มปากและพยายามทำเหมือนไม่สนใจ ทั้งๆ ที่เริ่มหวั่นไหวและเอนเอียงไปกับเขาบ้างแล้ว มันน่าจะเป็นเพราะความเหงา บวกกับความอ้างว้าง...
“ฉันยังไม่กินเลย มันหงอยๆ หรือเป็นเพราะว่าไม่มีคนกินเป็นเพื่อน ช่วยสงเคราะห์หน่อยได้ไหมล่ะ”
แวซ็องแสร้งทำเสียงออดๆ
“คิดว่าเธอคงยังไม่ได้กินอะไรเหมือนกัน ฉันเลยเตรียมไว้เผื่อเธอด้วย”
“ขอบคุณค่ะ... แต่ฉันไม่อยากรบกวน”
เมวิการีบตอบปัดๆ เมื่อหัวใจเป็นแค่ก้อนเนื้อก็จริง แต่ก็เป็นก้อนเนื้อชิ้นส่วนเดียวในร่างกายที่ดื้อดึง ความรู้สึกที่ถาโถมเข้าใส่เมวิกาจะไม่รู้ เธอพยายามที่สุดที่จะปัดทิ้งและทำเป็นไม่รู้ถึงความพยายามของเขาในการที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ให้เพิ่มขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง หญิงสาวทำเป็นเหินห่างทั้งที่ภายในใจโหยหา ความห่วงใยเช่นนี้เธอเองก็ปรารถนามาตลอด เมื่อเธอขาดคนชิดใกล้ มีเพียงครูและพี่เลี้ยงที่บ้าน 'น้ำริน' เท่านั้นที่คอยห่วงหา สนใจและห่วงใยไม่เคยมีใครใส่ใจความเป็นอยู่ของเธอมากเกินจำเป็น เนื่องจากคนที่เขาต้องคอยดูแลมีมากมาย ส่วนมากจะเป็นไปตามหน้าที่ พอมีใครบางคนที่ห่วงใยและพยายามแสดงออกให้เธอรับรู้ มันจึงตื้อตันอยู่ในหัวใจ... แต่เขาอันตรายเกินกว่าจะใกล้ชิด เธอกลัวเบื้องหลังของเขา ความลับที่เขายังปิดบังเอาไว้
“ทำไมล่ะ...เม...ทำไม? ชอบถอยห่างฉันจัง”
...ความอดทนอันน้อยนิดขาดผึ่ง!
แวซ็องตะโกนถามเสียงดัง ฝ่าสายฝนที่ตกเปาะแปะ เมวิการะบายลมหายใจออกมาช้าๆ เธอหมุนตัวกลับมายิ้มให้เขา พร้อมกับตอบคำถาม...
“เปล่าคะ...ฉันแค่ต้องระวัง คุณเป็นผู้ชายส่วนฉันเป็นผู้หญิง...”
“แล้วไงล่ะ?”
ชายหนุ่มถามกลับกวนๆ
“ไม่แล้วไงคะ แต่มันไม่เหมาะ คุณอาจจะคิดว่ามันน่ารำคาญ แต่ฉันคิดต่าง หากเราระวัง ปัญหาก็ไม่มีทางเกิด”
ชายหนุ่มไหวไหล่ พร้อมกับถอนใจเฮือก เขาไม่คิดว่าเมวิกาจะทำเรื่องให้มันยากขึ้น ชายหนุ่มอยากจะเดินหนีแต่ความตั้งใจที่มีคัดค้าน...หากเขาถอยหนีตอนนี้ ไม่ว่าใครก็ตามรู้เรื่องนี้เข้า...คงได้หัวเราะเยาะเขาจนฟันกรามโยก แวซ็อง ออกัสตัสไม่มีปัญญาหลีสาว แค่ผู้หญิงธรรมดาคนเดียว แถมจนกร็อบ...หากเขาถอยก็เท่ากับเขายอมรับความพ่ายแพ้ ซึ่งมันไม่เคยเกิดขึ้นในวิถีชีวิตของตัวเขาเอง
เพราะฉะนั้น...มันต้องไม่เกิดขึ้นจะต้องไม่มีรอยด่างเช่นนั้นเกิดขึ้นแน่ๆ
แวซ็องมั่นใจ!!
ผู้หญิง... มันไม่ต่างกันหรอก...ชายหนุ่มคิดอย่างคนอวดดี แสนทะนง
“เธอระแวง...หรือว่ากลัว?”
ชายหนุ่มพูดเยาะๆ “ฉันกำลังทำให้เธอกลัวล่ะสินะ...เธอคงกำลังกลัว...กลัวว่าเธอจะหลงรักฉัน เหมือนกับคนอื่นๆ ล่ะสิ!”
เมวิกาเสเบือนหน้าหนี ใช่เธอกลัว!! กลัวตัวเองจะเผลอใจ ก็เขาน่ะเหมือนคนอื่นเสียเมื่อไร ชายหนุ่มทำให้หัวใจเธอเต้นรัว...เขาทำให้เธอสับสน อยากหนีห่างพอๆ กับการเข้าใกล้ชิด
“พอเถอะค่ะ อย่าทำให้ฉันทุเรศตัวเองมากกว่านี้เลย ต่างคนต่างอยู่น่าจะดีกว่านะคะ สักวันหนึ่ง...คุณก็ต้องจากไปขอให้มันเป็นแค่ความทรงจำดีๆ ที่มีต่อกันเถอะนะ”
“อย่าคิดแทนฉันสิ...เม! ฉันอาจจะคิดต่างกับเธอก็ได้นะ” แวซ็องยังดื้อดึง แม้ที่เมวิกาพูดมาทั้งหมดมันจะคือความจริง
“...”
ไม่มีเสียงตอบกลับมามีแต่ความเงียบ หญิงสาวไม่อยากเถียงเพราะยิ่งเถียงก็ยิ่งรู้สึกหดหู่ ต่อให้เขาพยายามเถยังไง ความจริงก็คือ...สักวันมันจะกลายเป็นแค่ความทรงจำที่จะเลือนหายไปกับกาลเวลา
“ดีๆ ฉันจะได้มีหลานเต็มบ้านไงสกาเล็ต” นางพูดพร้อมกับหัวเราะ “พาฉันไปนอนเถอะ อยู่ตรงนี้เดี๋ยวจะพลอยตาเป็นกุ้งยิง หนุ่มสาวสมัยนี้ชอบเล่นอะไรแผลงๆ”ดีนะที่มาดามแลงก้ารีบกลับเข้าไปด้านในเสียก่อน ไม่อย่างนั้นนางคงได้เห็นภาพสวีทหวานของเซดริก กับรำเพยเป็นแน่“ปล่อยค่ะคุณ!!” รำเพยกระโจนหนีออกมาจากห้องนอน หมู่นี้เซดริกไม่รู้เป็นอะไร เขากินจุบจิบ...ไม่เลือกเวลา และเธอเหนื่อยเพลียเกินกว่าจะทนไหวชายหนุ่มย่างสามขุมเข้าหาหญิงสาว ดวงตาของเขาพราวฉ่ำด้วยไฟปรารถนา จนรำเพยขนลุก ขนชัน!!“จะหนีไปไหนจ๊ะ ไม่รอดหรอก” เสียงแหบปร่าเพราะความปรารถนารุมเร้า“เซดริก รำเพยไม่ไหวแล้วนะคะ คุณจะหื่นไปถึงไหน?” หญิงสาวต่อว่าเสียงอุบอิบ ผิวแก้มร้อนฉ่า เพราะรู้ความนัยในสายตาของเขาดี“ไม่ดีเหรอไง...เธอก็รู้นะรำเพย ฉันกลัวไม่ทันพี่ชาย” ชายหนุ่มหอบหายใจแรงๆ ความปรารถนาอัดแน่นในอกจนแทบระเบิด มันเกิดขึ้นกับแม่สาวตัวเล็กนี่คนเดียว แค่อยู่ใกล้ๆ เขากลายเป็นคนบ้าพลังเต็มขั้น อยากจะฟัด!! อยากจะจับหล่อนฟาดแทนอาหาร จะละเลียดชิมทุกสัดส่วน ดื่มกินความหอมหวานทุกหยาดหยด และไม่เคยแหนงหน่ายสักที“อย่ามาอ้างค่ะ รำเพยรู้ทันคุณ” หญิงสาวเถียง
ลาจากความสำส่อนที่เคยประพฤติ!! ไม่มีอีกแล้วผู้ชายที่มองเพศตรงข้ามเป็นขนมหวาน...เขาให้ความสำคัญกับเพศหญิงมากขึ้น เมื่อเธอคือผู้ให้กำเนิดคนที่เขารักยิ่งในอนาคต ‘ลูก’ คำสั้นๆ แต่ความหมายยิ่งใหญ่ มันคือความรับผิดชอบที่เขาต้องแบกรับไว้ พร้อมกับมอบกายถวายชีวิตคอยปกป้องดูแลด้วยความเต็มใจ‘ความรัก’ คือสิ่งที่เกิดขึ้นภายในใจ ไม่มีใครรู้จนกว่าจะเจอด้วยตัวเอง ชายหนุ่มที่ทะนงตนมาตลอดชีวิต เขาผ่านมาหลากหลายรูปแบบไม่คิดว่าตัวเองจะจนมุมให้กับผู้หญิงแปลกหน้าที่ติดใจตั้งแต่แรกเห็น จนก่อเกิดความรู้สึกแปลกๆ เขาครอบครองเธอด้วยความลำพอง ปรีดากับชัยชนะที่ได้รับ...และทอดทิ้งเธอเมื่อเห็นว่าตัวเองกำลังจะเพลี่ยงพล้ำ มันค้างคาอยู่ในหัวใจเมื่อตอนจากลา เขาควรเกษมเปรมปรีดิ์ที่ได้กลับสู่วงจรเดิมๆ แต่...หาใช่แบบนั้นสักนิดเงาของเมวิกาตามมาหลอกหลอนเขา แม้ตัวไกล แต่ใจเขาล่ะ?นั่นคือสิ่งที่แวซ็องพยายามจะไม่ค้นหา...เขากลัว!!เหมือนพระพรหมเล่นตลก...มีกามเทพเจ้าเล่ห์ ร่างแผนการขึ้นมาชักจูงให้คนที่แสนเจียมตัว ลุกขึ้นมาเรียกร้องสิ่งที่ตัวเองควรได้ เพื่อคนอื่น!! ชายหนุ่มยอมรับ...เขาโกรธจัดเพราะไม่เคยถูกลูบคม...แต่พอเจอกันจั
บทที่20.ความรักเพรียกหา...แวซ็องสวมกอดเมวิกา มือของเขาวางอยู่บนหน้าท้องนูนนิดๆ ของเธอ พลางลูบไปมาเพื่อสัมผัสหนึ่งชีวิตเล็กๆ ที่กำลังเจริญเติบโตอยู่ในนั้น“ชีวิตคู่ของเรา จะรอดหรือไม่? ไม่ได้อยู่ที่คนภายนอกเลย มันขึ้นอยู่ที่ตัวเราสองคน ฉันสัญญานะเม...ฉันจะรัก และซื่อสัตย์กับเธอเพียงคนเดียว จะไม่ยอมให้อดีตย้อนกลับมาทำร้ายเราสองคนเด็ดขาด”มันไม่ใช่เพราะอารมณ์พาไป จนเขาอยากบอกรักเมวิกา แวซ็องมั่นใจว่า เขาสามารถบอกรักเธอได้ทุกๆ วันเมื่อแน่ใจว่าในหัวใจของเขา มีหญิงเดียวแค่นั้น คือ...เมวิกาเพียงผู้เดียว“เมเองก็ด้วยค่ะ เมจะจงรักภักดี และจะพยายามฝึกตัวเองให้เหมาะสมกับคุณ โดยไม่มีใครกล้าแย้ง หรือกังขา” หญิงสาวเอนซบแผ่นอกกว้างของสามี พลางพึมพำตอบ เธอรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัยทุกครั้ง หากได้อยู่ในอ้อมกอดของเขา“ไม่จำเป็นเลยเม...แค่เป็นเมเหมือนทุกวัน เท่านี้ก็พอแล้ว” ชายหนุ่มโยกตัวช้าๆ เขาคลี่ยิ้ม เมวิกาไม่จำเป็นต้องปรุงแต่งเพิ่ม หล่อนมีดีในตัวเอง และเหมาะที่จะเคียงข้างเขาที่สุด“เมไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรนี่คะ แค่ปฏิบัติตัวให้ดีขึ้น เมมาจากคนพื้นๆ มารยาทในสังคมเมไม่รู้เรื่อง เมไม่อยากให้คุณขายหน้า หากเ
“น้องอิจฉาคุณพี่มากกว่า มีลูกชายสองคนที่เอางานเอาการทั้งคู่ น่าเสียดายนะคะที่เราไม่ได้ดองกัน” นางลองแย๊บๆ ไม่ได้พี่คนน้องก็ยังว่างหากมาดามแลงก้าสนใจ บุตรสาวมีดีแค่ให้นางมีความสุขแต่ไม่สามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้ ยกเว้นแต่งออกไปกับสามีร่ำรวย“อืม...มันคงไม่ใช่วาสนาของฉัน ลูกฉันมันไม่รักดีเอง” นางยอมรับ บอกตามตรงก็คือ...นางโล่งใจด้วยซ้ำ เมเรียมาจากตระกูลดัง มีชื่อเสียงมาแต่บรรพบุรุษ แต่ในความเป็นจริงปูมหลังของครอบครัวนี้ ‘กลวง’ เพราะต้องรักษาหน้าตาในสังคมทั้งที่กำลังยอบแยบ...มีแต่รายจ่าย...ไม่มีรายรับเพิ่มเข้า เพราะทำตัวฟุ้งเฟ้อ อวดรวย ไม่รู้จักทำมาหากิน เป็นความลับที่ปิดกันให้แซ่ด!! มาดามเอมิลีจึงเร่งหาลูกเขยเพื่อให้ตัวเองกลับมาเชิดหน้าในสังคมได้อีกครั้ง ตอนแรกมาดามแลงก้าไม่ได้คิดอะไร เพราะนางเห็นว่าเสมอกันในเรื่องชาติตระกูล แต่พอแวซ็องมีเรื่อง นางจึงได้คิด คนนอกจ้องจะเข้ามามีเอี่ยวกับ ‘ออกัสตัส’ ก็เพราะนางมั่งมี หากนางมีแต่ตัวเล่าจะมีใครแล“เห้อ!! ลูกสาวของน้องอาจจะไม่มีวาสนาเองก็ได้ค่ะ ที่ทำได้ตอนนี้คือเสียใ
มาดามแลงก้าเห็นด้วย นางใส่ชุดพวกนี้ทีไร ต้องนอนซมเป็นอาทิตย์เพราะร่างกายอ่อนล้า ไม่รู้เป็นอะไรสิเล่า พอจัดงานราตรีใหญ่ๆ ก็มักจะขนชุดแบบนี้มาอวดประชันกัน สวยก็จริงแต่หนักเกินกว่าคนอายุมากจะทานไหวเมวิกากับรำเพยหันหน้ามายิ้มให้กัน...สองสาวผุดลุกขึ้นจากที่นั่งพร้อมกับเดินมาหยุดตรงหน้ามาดามแลงก้ารอยยิ้มสนุกๆ ผุดขึ้นที่มุมปาก งานนี้มาดามโจนส์ได้ภาพข่าวมาประโคมให้ลั่นเมืองแน่...“คุณแม่เคยเดินชมร้านรวงแถวๆ นี้ทั้งหมดบ้างไหมคะ?”มาดามแลงก้าขมวดคิ้ว นั่นสิ นางไม่เคยเดินเที่ยวชมแฟชั่นบนถนน…นานมากแล้วสิ!!ชองป์เอลิเซ่!! ได้รับขนานนามว่าเป็นถนนที่สวยที่สุดในโลก เป็นถนนในเขตที่ 8 ของกรุงปารีส เป็นย่านการค้าที่ประกอบด้วยโรงละคร ร้านค้าเสื้อผ้าหรูหรา สองข้างทางมีต้นเซสนัดปลูกเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ภาพบรรยากาศเก่าย้อนเข้ามาในความคิด สมัยสาวๆ นางไม่เคยพลาดที่จะเดินย่ำเท้าเพื่อสอดส่องหาเสื้อผ้าสวย สไตล์แปลกตามาสวมใส่ นางเลิกทำแบบนั้นไปตั้งแต่ตอนไหนกัน? มาดามแลงก้ายิ้มกว้าง...นึกสนุกขึ้นมาเมื่อตามความคิดของว่าที่ศรีสะใภ้ทั้ง2คนทัน&ldquo
มาดามแลงก้าไม่ได้แจงบอกความต้องการจริงๆ สองสาวนี่ไม่เสียแรงที่นางสั่งสอน...รถยนต์ประจำที่มาดามแลงก้าใช้ยามออกไปภายนอกบ้าน จอดเทียบหน้าโถงประตู นางเดินนำสองสาว มีสายตาของเหล่าบริวารแอบมองและคอยลุ้นระทึก!!ร้านตัดเสื้อเจ้าดัง!! ได้ต้อนรับการมาเยือนของมาดามแลงก้า พร้อมกับหญิงสาวสองนาง ที่ความงดงามไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน แม้จะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าแสนจะธรรมดา แต่ออร่าของสองสาว ก็ยังผ่องจนมิสซิสแองเจลีต้องรีบถลาเข้ามาต้อนรับด้วยตัวเอง!!“อุ้ยตาย!! มาดาม มีอะไรให้แองเจลีรับใช้คะ” มีใครบ้างในปารีสไม่รู้จักมาดามแลงก้า หล่อนร่ำรวยและมีลูกชายสุดหล่อ2 คน ผู้ชายที่ผู้หญิงทุกคนในปารีสอยากเสนอตัวให้ ไม่เว้นแม้แต่ตัวมิสซิสแองเจลีเอง“มาดูชุดราตรีสำหรับงานกลางคืนน่ะ”มาดามแลงก้าตอบอย่างไว้ตัว นางคลี่พัดเล็กๆ ในมือขึ้นโบกพัดลมให้ตัวเอง เมื่อสายตาของมิสซิสแองเจอลีเขม้นมองอย่างจริงจัง...เจ้าของร้านหรูขมวดคิ้วแน่น นางแหล่มองสองสาวที่ยืนอยู่ไม่ไกล ไม่มีการแนะนำตัวในสถานะของสองนาง แต่มิสซิสแองเจลีแน่ใจว่าคนหนึ่งในนั้นนางเคยเห็นหน้า...หล่อนเป็นข่าวเกลียวกราวกับแวซ็องบุตรชายคนโตของมาดามแลงก้า จนได้กินตำแหน่







