Share

บทที่ 6

Author: หวานละมุน
ทั้งเวลาและสถานที่ก็ถูกต้องตรงตามนัดแถมเธอยังอุตส่าห์มาถึงก่อนเวลานัดตั้งสิบห้านาที

จงใจเรียกตัวเธอให้มาหาแล้วกลับทำเป็นหลบหน้าไม่ยอมเจอ

เรื่องแบบนี้ซูหร่านเคยเจอมานักต่อนักแล้วสมัยที่ยังวิ่งหาดีล นี่มันรูปแบบการฝึกความเชื่อฟังและการยอมจำนนแบบคลาสสิกชัด ๆ

เขาก็แค่ต้องการจะบีบให้เธอกลายเป็นฝ่ายวิ่งเข้าไปอ้อนวอนขอร้องเขาเอง ต่อให้เขาจะไม่ได้ใช้วิธีสกปรกแบบเปิดเผย แต่ก็ไม่ได้ดีไปกว่าเซวียอี้สักเท่าไรเลยจริง ๆ

ไม่สิ ถึงเขาจะไม่ได้ใช้วิธีเล่นงานลับหลังแบบนั้น แต่เขาก็ฟันเธอเรียบร้อยไปแล้วไม่ใช่หรือไง

ซูหร่านนึกแค้นเคืองจนจินตนาการสร้างหุ่นฟางตัวหนึ่งขึ้นมาในใจ เขียนชื่อของลู่จิ่งซิงแปะหราเอาไว้ แล้วจัดการปักเข็มเหล็กแหลมลงไปเน้น ๆ ถึงยี่สิบเจ็ดเล่ม

โดยเฉพาะบริเวณระหว่างเรียวขาของหุ่นฟางนั้น ปักเข็มลงไปหนาแน่นที่สุด

พอกลับมานั่งในรถ กำลังจะหยิบมือถือขึ้นมาส่งข้อความหาลู่จิ่งซิง

หน้าจอเครื่องก็สั่นครืดคราดขึ้นมาเสียก่อน สายเรียกเข้าปรากฏชื่อผู้เป็นแม่ ซ่งฮุ่ยผิง “เสี่ยวหร่าน ลูกทะเลาะอะไรกับเซวียอี้หรือเปล่า?”

เป็นไปตามคาดจริง

ซูหร่านแง้มกระจกรถลงเปิดเป็นช่องเล็กน้อย “แม่คะ อย่าไปฟังที่เซวียอี้พูดพล่อย ๆ เลยค่ะ แล้วก็อย่ารับปากเรื่องอะไรกับเขาเด็ดขาดนะ เดี๋ยวหนูขับรถกลับไปค่ะ”

ซ่งฮุ่ยผิงเอ่ยปากเกลี้ยกล่อม “เสี่ยวหร่านเอ๊ย เรื่องหาเงินลงทุนอะไรนั่นก็อย่าไปโทษเสี่ยวเซวียเขาเลยนะ ลูกก็รู้ว่าเขาช่วยวิ่งหาขวนขวายให้หนูตั้งมากมายขนาดไหนแล้ว”

ท่ามกลางเสียงพูดคุย มีเสียงของพ่อดังแทรกเข้ามาด้วยความไม่พอใจจากทางด้านหลัง “บอกให้ลูกกลับมาเดี๋ยวนี้ เสี่ยวเซวียนั่งรออยู่ที่บ้านแล้ว”

ซ่งฮุ่ยผิงรีบพูดแก้ต่าง “เสี่ยวเซวียเขานั่งรออยู่ที่บ้านแล้วนะลูก ไม่ต้องรีบร้อนหรอก ขับรถเดินทางระมัดระวังด้วยนะ แค่กลับมาทันกินข้าวเที่ยงก็พอแล้วจ่ะ”

ท้องฟ้าที่มืดครึ้มอยู่แล้วพลันโปรยปรายละอองฝนเส้นบางลงมา สายฝนฟุ้งกระจายดั่งม่านหมอกลอยเข้ามาทางช่องกระจกรถที่แง้มไว้

ซูหร่านสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ รับความชื้นเย็นยะเยือก

เซวียอี้คนนี้ แท้จริงแล้วก็เป็นคนที่เพื่อนของคุณพ่อแนะนำให้รู้จัก และเริ่มต้นความสัมพันธ์จากการนัดดูตัวกันนั่นเอง

ที่ผ่าน ๆ มา เซวียอี้แสดงท่าทางสุภาพนอบน้อมและจริงใจมาโดยตลอด อีกทั้งฐานะทางบ้านก็ดี แถมยังเคยยื่นมือเข้ามาช่วยเหลืออยู่หลายครั้ง คุณพ่อคุณแม่จึงประทับใจในตัวเขามาโดยตลอด มองว่าลูกสาวตัวเองได้บินสูงเกาะกิ่งทอง สมควรที่จะต้องตอบแทนบุญคุณเขาให้ดี

ซูหร่านจงใจเลือกที่จะไม่เอ่ยปากพูดความเลวทรามต่ำช้าที่เซวียอี้ทำลงไปตรง ๆ ก็เพราะไม่อยากให้ผู้เป็นพ่อต้องมานั่งโทษตัวเองและรู้สึกผิดที่มองคนผิดจนพาภัยมาให้ลูกสาว

แม้ในใจจะอัดแน่นไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ เธอก็ทำได้เพียงกดความรู้สึกเหล่านั้นเอาไว้ชั่วคราวเท่านั้น

ซูเทียนเล่ยในวัยห้าสิบเก้าปีสุขภาพร่างกายก็ไม่ค่อยจะสู้ดีอยู่แล้ว ทั้งยังมีปัญหาเรื่องโครงการก่อสร้างที่สร้างไม่เสร็จ จึงทำให้ช่วงนี้โรคหัวใจยังกำเริบขึ้นมาอีกรอบ

แถมเมื่อช่วงครึ่งปีแรก บรรดาซูเปอร์มาร์เก็ตและห้างสรรพสินค้าใหญ่ ๆ ดันพากันปรับเพิ่มมาตรฐานข้อกำหนดในการรับสินค้าประเภทเบเกอรี่ขึ้นมาอย่างกะทันหัน ทำให้พวกเขาต้องยอมควักเงินก้อนโตลงทุนเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่ยกชุด

ผลลัพธ์คือ เพิ่งจะอัปเกรดเครื่องมือเสร็จได้ไม่นาน นโยบายใหม่ก็ประกาศออกมาอีกครั้ง เงินก้อนโตที่เสียไปกลายเป็นสูญเปล่า แถมยังต้องเริ่มต้นวิ่งวุ่นปรับปรุงใหม่ทั้งหมดอีกรอบ

แม้ว่าผู้เป็นแม่จะอายุน้อยกว่าพ่ออยู่สามปี แต่สมัยสาว ๆ ทั้งต้องหัวหมุนกับการทำธุรกิจและยังต้องคอยดูแลเลี้ยงดูพวกเขาสองพี่น้อง หนีตามพ่อโดยไม่มีเบื้องหลังคอยหนุนมาปักหลักสู้ชีวิตอยู่ที่เมืองจี้เฉิง ต้องทนรับความยากลำบาก ร่างกายจึงบอบช้ำเกินกว่าจะทนรับแรงกระแทกใด ๆ แล้ว

เมื่อนึกมาถึงตรงนี้ ซูหร่านก็ฝืนยกยิ้มอบอุ่นขึ้นมาบนใบหน้า “แม่คะ หนูอยากกินหมูผัดเปรี้ยวหวานค่ะ”

ซ่งฮุ่ยผิงตอบกลับ “ได้สิจ๊ะ เดี๋ยวแม่ทำหมูผัดเปรี้ยวหวานสับปะรดให้กินนะ แล้วก็ปลาทอดกรอบของโปรดลูกน่ะ แม่เตรียมไว้เสร็จเรียบร้อยนานแล้วล่ะ”

“ขอบคุณค่ะแม่”

ขณะที่เธอกำลังบิดกุญแจสตาร์ตรถ เสียงโทรศัพท์พลันดังขึ้น มุมปากที่เพิ่งยกยิ้มเมื่อครู่ร่วงหล่นลงในทันที

8086: รถไมบาคห์สีดำจอดอยู่ริมถนน ทะเบียน กข 1234 จี้เฉิง

ซูหร่านขบกรามแน่น เธอแทบจะจินตนาการภาพออกเลยว่าตอนนี้ลู่จิ่งซิงกำลังเลิกคิ้ว และคงจะกำลังแย้มยิ้มด้วยความสนุกสนานที่ได้เห็นเธอถูกเขาปั่นหัว

ผู้ชายคนนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับแมวที่กำลังตะครุบหนู ต่อให้จะไม่คิดกินเหยื่อ แต่ก็ยังนึกสนุกอยากจะจับ ๆ ปล่อย ๆ แล้วลากมาทรมานเล่น

แต่ต่อให้รู้ทั้งรู้ว่าลู่จิ่งซิงกำลังกลั่นแกล้งเธอก็ตาม เธอทำได้เพียงอดทน

ด้านหน้ามีเบ็ดตกปลารออยู่ ด้านหลังยังมีฝูงไฮยีน่า ต่อให้หนทางข้างหน้าจะยากลำบากแค่ไหน เธอมีแต่ต้องเดินหน้าต่อไปเท่านั้น

ซูหร่านฝ่าละอองฝนบางเบาแล้วกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปยังบริเวณริมถนน

รถยนต์หรูคันยาวสีดำเงางามของลู่จิ่งซิงจอดโดดเด่นอยู่ตรงนั้น ต่อให้หลับตาก็ยังจินตนาการภาพออกได้ชัดเจน

ประตูเปิดออกอัตโนมัติ ไออุ่นละมุนสายหนึ่งพัดปะทะเข้าใส่ใบหน้าทันที

ซูหร่านก้มตัวมุดเข้าไปด้านใน และได้เห็นลู่จิ่งซิงในชุดสูทตัดเย็บเนี๊ยบนั่งรออยู่ก่อนแล้ว บนเรียวขายาววางโน้ตบุ๊กที่เปิดหน้าจอค้างไว้เครื่องหนึ่ง

ซูหร่านเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงสุภาพตามมารยาท “สวัสดีค่ะประธานลู่”

ลู่จิ่งซิงส่งเสียงรับว่า “อืม” ในลำคอเบา ๆ “ขอโทษด้วย พอดีมีธุระด่วนต้องเดินทางกะทันหัน งั้นคุยกันระหว่างทางนี่ก็แล้วกัน”

ซูหร่านกวาดสายตาสำรวจสภาพภายในรถอย่างรวดเร็ว ที่เบาะนั่งด้านหน้ามีคนขับนั่งอยู่ แต่พอมองจากมุมนี้จึงมองไม่เห็นใบหน้าชัดเจน เดาว่าลู่จิ่งซิงคงจะเตรียมแกล้งทำตัวเป็นคนเคร่งขรึมจอมปลอมอีกตามเคยสินะ

“ค่ะ” ซูหร่านคาดเข็มคัดนิรภัย ตัวรถก็เคลื่อนตัวออกอย่างนิ่มนวล

ลู่จิ่งซิงไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรต่อ ก้มหน้าก้มตาอ่านเอกสารบนหน้าจอโน้ตบุ๊กต่อ

บนหน้าจอปรากฏตัวอักษรขนาดใหญ่เด่นหร่าสะดุดตาว่า “รายงานการวิเคราะห์และศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุน กรณีศึกษาโรงงานอาหารเทียนเล่ย จำกัด เมืองจี้เฉิง”

ซูหร่านไม่กล้าเสียมารยาทแอบชะโงกมองเนื้อหาด้านในไฟล์ เธอจึงผ่อนลมหายใจให้ช้าลง เตือนสติให้ตัวเองต้องอ่อนน้อมถ่อมตนเข้าไว้ และเตรียมงัดถ้อยคำรื่นหูออกมา

บรรยากาศภายในห้องโดยสารตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ ซูหร่านรู้สึกราวกับว่าคนขับรถที่นั่งอยู่ด้านหน้ากำลังมองทะลุกระจกมองหลังมาที่เธออย่างดุดัน

ซูหร่านกลั้นหายใจเล็กน้อย ใช้หางตาเหลือบมองลู่จิ่งซิง นั่งสงบเสงี่ยมรอคอยให้เขาเป็นฝ่ายเปิดปากพูดก่อน

ภายนอกสายฝนโปรยปราย ท้องฟ้ามืดครึ้ม บรรยากาศภายในรถสลัวราง แสงสว่างจากหน้าจอสะท้อนกระทบลงบนใบหน้าของเขา ยิ่งขับเน้นให้โครงหน้าดูคมชัดมีมิติยิ่งขึ้น

ขนตาดกหนากะพริบไหวตามจังหวะการเคลื่อนไหวของนัยน์ตา หางตายาวรีได้รูป ขณะที่เปลือกตาเคลือบด้วยประกายเงาชื้นฉ่ำบางเบา

ซูหร่านรีบเบนสายตากลับทันที ต่อให้ไม่นับฐานะหน้าที่การงานของเขา แค่ท่าทางปั้นหน้าทำตัวเคร่งขรึมรักความถูกต้องจอมปลอมนี้ ก็คงจะหลอกลวงผู้หญิงใสซื่อให้ตายใจมานักต่อนักแล้วแน่ ๆ

ขณะกำลังนั่งคิดฟุ้งซ่าน จู่ ๆ มือเรียวขาวสะอาดข้างหนึ่งก็ยื่นผ้าเช็ดหน้าสำหรับผู้ชายส่งตรงมาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอ

ลู่จิ่งซิงก้มหน้าลงเล็กน้อย สายตายังคงกวาดมองเอกสารในมือต่อ “เช็ดหน้าซะ เดี๋ยวจะไม่สบายเอา”

“ขอบคุณค่ะ” ซูหร่านชะงักไปวูบหนึ่งก่อนจะรับผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นมา แล้วบรรจงซับหยดน้ำฝนที่ยังเกาะอยู่บนใบหน้าเบา ๆ

เนื้อผ้าไหมเนื้อนุ่มละมุนอบอวลกลิ่นอายเฉพาะตัวของลู่จิ่งซิง กลิ่นหอมสะอาดของไม้จันทน์หอมอุ่น ๆ ลอยกรุ่นแตะจมูก

ปลุกเร้าความทรงจำเมื่อคืนก่อนให้ย้อนกลับมาในหัว

“ช่วงระหว่างกำลังอัปเกรดโรงงาน ออร์เดอร์เก่าที่ค้างอยู่จะจัดการอย่างไร?” จู่ ๆ ลู่จิ่งซิงก็เอ่ยถามขึ้นมา

ซูหร่านกำผ้าเช็ดหน้าในมือแน่น ชั่วขณะหนึ่งลังเลว่าจะควรคืนให้เขาก่อนดีไหม “ถ้าหากสามารถระดมเงินทุนมาได้ทันท่วงที ก็อาจจะใช้วิธีเช่าโรงงานชั่วคราวหรือจ้างโรงงานอื่นผลิตแทน แต่ถ้าหากเกินกำหนดเส้นตายตามกฎระเบียบใหม่ เนื่องจากโรงงานที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานในตลาดตอนนี้มีจำกัดมาก ทางเราก็คงทำได้แค่เจรจากับคู่สัญญาฝ่ายเอเพื่อขอเลื่อนกำหนดส่งมอบงานออกไปก่อนค่ะ”

ถ้าหากว่าเธอไม่สามารถหาเงินทุนก้อนนั้นมาได้ทัน ไม่เพียงแต่โรงงานจะต้องปิดตัวลงเท่านั้น แต่เธอยังต้องแบกรับภาระจ่ายค่าปรับผิดสัญญาให้แก่คู่สัญญาฝ่ายบี รวมถึงเงินชดเชยการเลิกจ้างพนักงานทั้งหมดอีกด้วย ถ้าถึงขั้นนั้นเทียนเล่ยก็คงจะต้องพินาศของจริง

ลู่จิ่งซิงยังไม่ทันได้เอ่ยปากพูดอะไร คนที่นั่งอยู่เบาะหน้าก็หันตัวกลับมาส่งยิ้มเชิงหยอกเย้า “ถ้าเฮียลู่รีบอนุมัติเงินทุนให้แต่เนิ่น ๆ ปัญหานี้ก็คงไม่เกิดขึ้นตั้งแต่แรกแล้วจริงไหมครับ”

ซูหร่านหันไปมองตามเสียง ปรากฏว่าเป็นชายหนุ่มผิวขาวซีดราวกระดาษ เครื่องหน้าอ่อนโยนทว่านัยน์ตากลับคมกริบ รอบดวงตามีรอยคล้ำจาง ๆ ดูท่าทางน่าจะเป็นพวกใช้ชีวิตสำมะเลเทเมา

ลู่จิ่งซิงเงยหน้าขึ้น “ประธานเย่สนใจจะเป็นผู้ค้ำประกันให้เองเลยไหมล่ะ?”

หวังเย่เหลือบมองซูหร่าน ส่งเสียงหัวเราะเยาะเย้ยด้วยแววตาไม่น่าไว้วางใจ “ถ้าคุณซูอ้อนวอนผม เงินห้าสิบล้านผมก็กล้าค้ำประกันให้สบาย ๆ ”

ซูหร่านเคยได้ยินเซวียอี้พูดถึงคนผู้นี้มาก่อน หวังเย่ คุณชายรองแห่งกลุ่มบริษัทหวังซื่อ เป็นสหายคนสนิทที่คอยก้มหัวฟังคำสั่งลู่จิ่งซิงแต่เพียงผู้เดียว ขึ้นชื่อลือชาเรื่องความเหี้ยมโหดและเจ้าเล่ห์เพทุบายเป็นที่สุด

ต่อให้เซวียอี้จะเคยบอกว่าลู่จิ่งซิงเป็นพวกหัวโบราณสไตล์ข้าราชการรุ่นเก่าก็เถอะ แต่ความแม่นยำคำพูดพวกนั้นมันช่างเหมือนการมองเสือผ่านรูแคบ ๆ เท่านั้น

ซูหร่านเม้มริมฝีปากแน่น “ขอโทษด้วยค่ะ พอดีฉันเป็นคนพูดไม่ค่อยเก่ง”

หวังเย่ส่งเสียงหัวเราะเยาะด้วยรอยยิ้มร้ายกาจ “งั้นก็ให้เฮียลู่ช่วยสอนให้สิ”

ลู่จิ่งซิงปรายตามองหวังเย่ด้วยหางตาแวบหนึ่ง

แต่หวังเย่ยังคงนึกสนุก ดวงตาเจ้าเล่ห์มองสำรวจเรือนร่างของซูหร่านด้วยสายตาจาบจ้วง “ถ้าคุณซูต้องการจะฟ้องร้องเซวียอี้ล่ะก็ ผมยินดีอาสาช่วยจัดการให้อีกแรงได้นะ”

ลู่จิ่งซิงถลึงตาใส่หวังเย่ “มันเกี่ยวอะไรกับนายด้วย?”

ส่วนซูหร่านกลับส่งสายตาดุคมราวกับคมมีดซ่อนอยู่ ปราดมองตรงไปยังลู่จิ่งซิงในทันที นี่เขาเอาเรื่องระหว่างเธอกับเซวียอี้ไปเป็นหัวข้อสนทนาพูดคุยกับหวังเย่สนุกปากยามว่างแก้เบื่ออย่างนั้นสินะ?

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ประธานลู่ต้องสยบ คุณซูไปตรวจสายเลือดอีกแล้ว   บทที่ 30

    ซูหร่านจ้องมองเซวียอี้ด้วยสายตระแวดระวัง “การยอมรับว่าตัวเองหูหนวกตาบอด ทั้งโง่เง่าและงี่เง่า มันยากนักหรือไง?”เมื่อเห็นว่าซูหร่านไม่มีทีท่าว่าจะยอมจำนน เซวียอี้ก็ขบกรามด้วยความแค้นเคือง “อย่าให้แม่เธอเผลอกล้าเดินออกไปไหนคนเดียวก็แล้วกัน ฉันรู้จักพวกแก๊งอันธพาลแก่ ๆ ที่ชอบรังควานคนแก่ตั้งเยอะแยะ”ความโกรธเกรี้ยวของซูหร่านพุ่งทะยานจนระเบิดตู้ม เธอเงื้อมมือที่กำกุญแจรถแน่นขึ้น ใช้พละกำลังทั้งหมดที่มีพุ่งตรงไปข้างหน้าแล้วแทงสวนใส่ใบหน้าของเซวียอี้เต็มแรงทว่าในเสี้ยววินาทีก่อนที่แขนของเธอจะเหวี่ยงออกไป กลับมีมือผอมแห้งแต่ทรงพลังข้างหนึ่งคว้าหมัดของเธอไว้แน่น พร้อมกับออกแรงกระชากเหวี่ยงร่างของเธอให้ถอยหลังเข้าไปปะทะกับแผงอกกว้างอันอบอุ่นของใครบางคนซูหร่านเซถลาไปสองสามก้าวถึงค่อยตั้งหลักยืนนิ่งได้ ทว่ายังไม่ทันตั้งตัว น้ำเสียงทุ้มนุ่มที่เจือแววเย้าแหย่ก็ดังลอยมาจากเหนือศีรษะ “ไม่ได้เจอกันแค่เดือนกว่า ๆ ก็ยังบู๊บ้าบิ่นไม่เปลี่ยนเลยนะ”ซูหร่านตั้งท่าจะหันขวับกลับไปมอง ทว่าเรียวเอวบางกลับถูกวงแขนสองข้างโอบรัดเอาไว้เสียก่อน ทำให้ร่างทั้งร่างของเธอจมดิ่งเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดที่กว้างใหญ่ของเ

  • ประธานลู่ต้องสยบ คุณซูไปตรวจสายเลือดอีกแล้ว   บทที่ 29

    มีหลายเรื่องที่ควรลงมือทำตั้งนานแล้วซูหร่านสาวเท้าก้าวยาว ๆ เดินมุ่งหน้าออกไปข้างนอกทันที ฉีซินซินที่แอบหลบอยู่ตรงมุมประตูแกล้งทำเป็นเดินผ่านมาพอดี “เสี่ยวหร่าน จะไปไหนเหรอ?”“ไปสำนักทนายความ”ฉีซินซินส่ายหน้าเบา ๆ เปล่งเสียงพูดออกมาด้วยระดับพอดีในระยะที่ฟ่านซีเหนียนซึ่งกำลังเดินเข้ามาใกล้สามารถได้ยินพอดี “เธอยังลืมเซวียอี้ไม่ได้สินะคะ ที่แท้เวลาที่คนเรามีความรักเนี่ย พอเกิดความแค้นขึ้นมามันถึงได้รุนแรงขนาดนี้จริง ๆ ด้วย”“เซวียอี้คนนั้น ทำร้ายจิตใจเธอรุนแรงมากเลยงั้นเหรอ?”ฉีซินซินทำเป็นสะดุ้งตกใจหันขวับกลับมา ราวกับเพิ่งจะสังเกตเห็นว่ามีฟ่านซีเหนียนยืนอยู่ข้างกาย จากนั้นก็ถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกเสียดาย “ก็เพราะเซวียอี้มันแอบนอกใจ แถมเหมือนว่าเสี่ยวหร่านจะเคยหวาดระแวงด้วยซ้ำว่าตัวเองอาจจะติดโรคทางเพศสัมพันธ์มาจากเซวียอ...”ฉีซินซินรีบยกมือขึ้นปิดปากตัวเอง ทำท่าทางตื่นตระหนกราวกับนึกเสียใจที่เผลอหลุดปากพูดเรื่องไม่ควรพูดออกไป ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองสีหน้าของฟ่านซีเหนียน แล้วรีบพูดแก้ต่างแทนซูหร่านด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เพราะเซวียอี้ทำตัวสำส่อน เสี่ยวหร่านเป็นเหยื่อ”ฟ่านซีเหนียน

  • ประธานลู่ต้องสยบ คุณซูไปตรวจสายเลือดอีกแล้ว   บทที่ 28

    คุณยายพูดถูกแล้ว เราต้องรีบปีนขึ้นมาจากหลุมพรางนี้ให้ได้เสียก่อน เรื่องของเซวียอี้เองก็จำเป็นต้องรีบนำไปบอกให้คุณพ่อกับคุณแม่รู้ความจริงโดยเร็วที่สุด จะปล่อยให้ไอ้สารเลวคนนั้นมีโอกาสกลับมาหลอกล่อคุณพ่อได้อีกเป็นครั้งที่สองไม่ได้เด็ดขาด”-อีกฟากหนึ่ง บนเครื่องบินส่วนตัวที่กำลังบินมุ่งหน้ากลับสู่เมืองจี้เฉิง ตู้เหิงกำลังรายงานสถานการณ์ล่าสุดให้ลู่จิ่งซิงฟัง “ตอนนี้ตัวนิติบุคคลที่หอบเงินหนีกับพวกผู้รับผิดชอบทั้งหมดถูกจับกุมตัวไว้ได้หมดแล้วครับ ส่วนเงินค่าสินค้าของคุณซูจะโอนเข้าบัญชีพรุ่งนี้ตอนช่วงเช้าครับ”หวังเย่เหยียดขาออกไปข้างหน้า พร้อมกับใช้หัวเข่าสะกิดชนขาของลู่จิ่งซิงเบา ๆ สองที “ฉันนั่งตรวจสอบเบาะแสทั้งหมดดูอย่างละเอียดแล้ว นายช่วยพูดความจริงมาซะดี ๆ เถอะว่าซูหร่านใช่เด็กผู้หญิงคนเดียวกับคนที่เคยทำให้นายอุบัติเหตุจนตาบอดเมื่อสิบกว่าปีก่อนหรือเปล่า”ลู่จิ่งซิงยกมือขึ้นนวดคลึงหว่างขมับเบา ๆ พลางกวาดสายตาอ่านเอกสาร “ฉันใส่แว่นกันแดดอยู่ไม่กี่วัน แถมยังอุดอู้อยู่แต่ในบ้านไม่ได้ออกไปไหนตั้งสองวันเองไม่ใช่หรือไง”หวังเย่ดีดตัวลุกขึ้นนั่งตรงแหน่วราวกับติดสปริง “ที่แท้ก็เป็นเธอจริง

  • ประธานลู่ต้องสยบ คุณซูไปตรวจสายเลือดอีกแล้ว   บทที่ 27

    เพลิงโทสะของซูหร่านพุ่งพรวดขึ้นมา ที่แท้ก็ยังเป็นฝีมือของไอ้สารเลวคนนี้นี่เอง แล้วทำไมพ่อถึงยังหลงเชื่อคำพูดของมันได้ลงคออีกเซวียอี้เสียงหัวเราะเยาะเย้ยได้ใจ พร้อมกับเสียงตบโต๊ะอย่างบ้าคลั่ง “ฮ่า ๆ นึกไม่ถึงเลยล่ะสิว่าพ่อเธอยังจะอุตส่าห์เชื่อใจฉัน หลงเชื่อว่าทำไปเพื่อหวังดีกับเขา ตอนที่ฉันบอกว่าเป็นแผนไถ่บาปขอแก้ตัวใหม่ แล้วบอกให้เขาเก็บเป็นความลับเพื่อเซอร์ไพรส์เธอ พ่อเธอเชื่อสนิทใจ แถมยังทำตามคำสั่งของฉันอีก ฮ่า ๆ ๆ ๆ โคตรโง่เลยว่ะ ครอบครัวเธอมันก็เป็นพวกโง่เง่าเต่าตุ่นกันยกครัวนั่นแหละ”ซูหร่านพยายามข่มกลั้นโทสะ เอ่ยตอบกลับด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น “เซวียอี้ เตรียมตัวรอรับหมายศาลจากฉันได้เลย”เซวียอี้อยากจะบินมาอยู่ตรงหน้าซูหร่านเสียเดี๋ยวนี้ เพื่อจะได้มองเห็นสีหน้าโกรธเกรี้ยวจนแทบระเบิดของเธอให้เต็มสองตา “ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย ก็แค่พูดไปเรื่อยเปื่อยแค่นั้นเอง ในเมื่อฉันเป็นคนใจกว้างและไม่เคยถือสาหาความเรื่องเก่า ๆ อยู่แล้ว ถ้าเธออยากล้างเนื้อล้างตัวคลานมาหาฉัน ปรนเปรอฉันให้ถึงใจล่ะก็ บางทีฉันอาจจะหาทางช่วยเหลือเธอก็ได้นะ”แค่จะด่าทอสาปแช่งมัน ซูหร่านยังรู้สึกว่ามันเป็นการให้เ

  • ประธานลู่ต้องสยบ คุณซูไปตรวจสายเลือดอีกแล้ว   บทที่ 26

    “คุณยายวางใจเถอะค่ะ ช่วงนี้แค่มีเรื่องให้ยุ่ง ๆ นิดหน่อยเองค่ะ”ในใจของสวีจิ่นเป็นดั่งกระจกเงา เธอรู้ดีว่าการที่ซูหร่านจงใจลงทะเบียนทัวร์ท่องเที่ยวสำหรับผู้สูงอายุให้ก็เพื่อไม่ให้เธอต้องอยู่บ้านแล้วคอยนั่งกังวลใจเด็กคนนี้มีนิสัยชอบบอกแต่เรื่องดี ๆ และเก็บงำความทุกข์ ต่อให้จะต้องเหนื่อยยากลำบากสักแค่ไหน เธอก็เลือกที่จะแบกรับมันไว้คนเดียวคุณแม่ซูก็เป็นคนขี้อาย ส่วนพ่อซูก็เป็นประเภทที่ไม่เคยเอ่ยปากชมลูกหลานในครอบครัว เด็กคนนี้จึงมักจะเก็บกด“คนที่ยายวางใจมากที่สุดก็คือหร่านหร่านนี่แหละ แต่ความเข้าใจโลกจนเกินตัวนี่แหละที่ทำให้ยายเจ็บปวดแทน”ซูหร่านซุกใบหน้าฝังลงไปกับผืนผ้าห่ม พร้อมกับกระชับวงแขนกอดแขนของคุณยาย ถึงแม้ว่าสวีจิ่นจะไม่ได้มีสายเลือดเป็นคุณยายแท้ ๆ ของเธอ แต่เธอกลับเป็นคนผูกพันที่สุดและเป็นคนที่ปฏิบัติกับเธอจริงใจมากที่สุดอีกด้วย-วันเวลาหลังจากนั้นเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิง เวลาล่วงเลยผ่านไปเดือนครึ่งแล้วลู่จิ่งซิงไม่ได้ติดต่อหาเธออีกเลยตั้งแต่ครั้งนั้น ส่วนซูหร่านเองก็วางเฉยต่อการปรากฏตัวแสนสั้นทว่าตราตรึงใจของเขาไปเสียแล้วบางครั้งเธอก็อดคิดไม่ได้ว่า หรือบางทีเข

  • ประธานลู่ต้องสยบ คุณซูไปตรวจสายเลือดอีกแล้ว   บทที่ 25

    พอกลับมาถึงบ้านในยามค่ำคืน ซูหร่านเพิ่งก้าวเท้าผ่านประตูก็ได้กลิ่นสุราโชยมาเตะจมูก บนโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารโปรดของทุกคนในครอบครัวแม้กระทั่งซูรุ่ย น้องชายของเธอก็กลับมาบ้านด้วยเช่นกันซูเทียนเล่ยกวักมือเรียก ผ่อนคลายอย่างหาได้ยาก สุขล้นเสียยิ่งกว่าตอนที่เพิ่งคว้าเงินลงทุนมาได้เสียอีก “เสี่ยวหร่าน มาดื่มเป็นเพื่อนพ่อสักแก้วสิลูก”ความเหนื่อยยากทั้งหมดทั้งมวลที่ทุ่มเทลงไป ก็เพื่อให้พวกเขามีความสุขกันไม่ใช่หรือ ต่อให้ลำบากแค่ไหนก็คุ้มค่าพอได้เห็นรอยยิ้มของพ่อกับแม่ ซูหร่านก็รู้สึกอิ่มเอมใจขึ้นมาจากก้นบึ้งหัวใจ เธอยกแก้วบนโต๊ะขึ้นมา แล้วดื่มเป็นเพื่อนซูเทียนเล่ยจนหมดไปครึ่งแก้วรวดเดียวซูรุ่ยดีใจจนเนื้อเต้นหน้าตาเบิกบาน “พี่ ผมกำลังจะได้ซื้อบ้านใหม่อีกหลังแล้วนะ คราวนี้ผมจะเลือกเอง”ซูเทียนเล่ยจิบเหล้าขาวเข้าปากอึกหนึ่ง “ไม่ต้องรีบร้อนไป รอให้สอบเสร็จแล้วค่อยว่ากัน รอบนี้เราค่อย ๆ เลือกกันให้ดี เอาบ้านสร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่เท่านั้นนะ”ซูหร่านค่อย ๆ วางแก้วลงบนโต๊ะอย่างนุ่มนวล เตรียมเอ่ยเตือนสติแม้ว่าตอนนี้โรงงานจะกำลังดำเนินไปได้ด้วยดี แต่ช่วงเวลานี้ก็เป็นจังหวะสำคัญที่บริษัทต้องใช

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status