Masukมาร์ตินอยากบังคับสายตาตัวเองให้เลิกหยุดมองไปทางคู่นั้นสักทีให้ได้เหมือนกัน แต่ไม่ว่าจะเพ่งสมาธิกลับมาโฟกัสน้องๆ หุ่นเอ็กซ์เท่าไร สุดท้ายแล้วจิตใจกลับล่องลอยไปหาคู่นั้นเสมอ
คิเรย์คือเพื่อนรักของเขา ส่วนมุกดาเธอคืออดีตที่ยากจะลบลืม เธอไม่เคยเป็นคนรักของเขามาก่อนหรอก มีแต่เขาที่รักเธอเพียงฝ่ายเดียว เจ็บเจียนตายคนเดียว เขากินแห้วทั้งน้ำตาในขณะที่เพื่อนรักอย่างคิเรย์ได้มุกดาไปครอบครอง แข่งเรือแข่งพายมันแข่งกันได้ หากให้แข่งบุญวาสนาที่จะได้ใช้ชีวิตคู่ร่วมกับเธอ มันย่อมไม่มีวันเป็นไปได้ เขายอมถอยตั้งแต่นั้นมา ปล่อยให้ความรักผลิบานของคนทั้งสองดำเนินต่อไป ส่วนกูน่ะเหรอ…เหมือนต้นไม้ขาดน้ำจะตายวันตายพรุ่ง ไอ้ที่ช่วยประคับประคองให้เข้มแข็งต่อหน้าคนอื่นเพราะอีโก้ทั้งนั้น อยู่คนเดียวเมื่อไรสภาพไม่ต่างไปจากหมาหงอยตัวหนึ่ง แผ่นอกแข็งแรงใต้ผิวน้ำกระเพื่อมขึ้นลงตามแรงถอดถอนหายใจคล้ายรำคาญบางอย่าง อลกอฮอล์ยกจรดริมฝีปากครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างไม่รู้จักพอแม้รู้ดีตัวเองไม่ได้คอแข็งเช่นเพื่อนคนอื่น สายตาคู่คมมองคู่สามีภรรยาซึ่งนั่งโอบไหล่ด้วยกันอย่างนึกอิจฉา ยิ่งมองก็ยิ่งเป็นตัวเขาเองที่ทนไม่ได้ แก้วเหล้าในมือหากมันแข็งแรงน้อยกว่านี้สักนิดคาดว่ามาร์ตินอาจบีบให้แตกร้าวไปแล้ว ร่างสูงหนาแกะไม้แกะมือเหล่าสาวๆ ที่ถึงเนื้อถึงตัวเขามาตั้งแต่ก่อนลงสระ สลัดพวกหล่อนทิ้งอย่างไม่ไยดี ไม่มีอารมณ์ รีบก้าวขึ้นจากสระว่ายน้ำและหยิบชุดคลุมสวมทับร่างกายเปียกชื้นที่มีลูกน้องคนสนิทคอยบริการ “นายจะขึ้นไปพักผ่อนเลยไหมครับ” เมฆาหรือเมฆเอ่ยถามเจ้านายหนุ่มอย่างเสียไม่ได้ ดูหน้าก็รู้แล้วว่าเจ้านายเขาเริ่มมีอาการกรึ่มๆ แต่ถึงกระนั้นนายก็ยังโบกมือเชิงไล่ให้เขากลับไปทำหน้าที่ตามเดิม ตัวเองนั่งแปะก้นบนเก้าอี้ริมสระพร้อมกระดกขวดแชมเปญเสียหลายอึก อีกไม่ถึงชั่วโมงคาดว่าคงได้แบกร่างของนายกลับขึ้นห้องแน่ๆ “เหอะ! อี๋อ๋อกันขนาดนั้นไม่แต่งกันอีกสักรอบเลยวะ” คนแพ้แล้วพาลได้แต่ค่อนขอดอีกฝ่ายตามลำพังอย่างเงียบๆ หากแต่สายตาก็ยังคงทอดมองไม่เลิก มองให้ตัวเองช้ำใจเล่น “ให้นั่งเป็นเพื่อนมั้ยคะ” เพราะมัวแต่สนใจคู่คิเรย์และมุกดา ไม่ทันสังเกตข้างกายที่บัดนี้มีสาวสวยหุ่นเซี๊ยะยืนอยู่ข้างๆ อาจเป็นเพราะแอลกอฮอล์ อารมณ์พาไป ใจมันอยากหรือต้องการเรียกร้องความสนใจไม่อาจรู้แน่ชัด มาร์ตินไม่ให้คำตอบแก่หญิงสาวเป็นคำพูด เขาทำเพียงกระตุกแขนอีกฝ่าย ร่างของเธอก็พร้อมไถลลงนั่งบนตักแกร่ง อิงแอบแนบชิดจนผิวเนื้อส่วนที่โผล่พ้นร่มผ้าสัมผัสกัน หญิงสาวนั่งยิ้มเป้ยอวดเพื่อนในสระที่ท้าเธอให้ขึ้นมาอ่อยมาร์ติน ระหว่างเขาจะเล่นด้วยหรือเฉดหัวไล่กลับ สุดท้ายเขาก็เลือกอย่างแรก “ถ้าจะถูขนาดนี้ สนใจไปถูให้ฉันที่ห้องดีปะ” ในเมื่อสาวเจ้าไม่ได้นั่งเฉยๆ แต่เล่นบดก้นจนไอ้หนูของเขามันแข็งเป็นสากกระเบือพร้อมรบ จะมามัวอ้อมค้อมอ้อมโลกก็ใช่เรื่อง สู้ถามไปตรงๆ เลยดีกว่า “ถ้าคุณมาร์ตินเสนอมาแบบนี้ หนูก็อยากลองถูเน้นๆ ดูสักครั้งเหมือนกันค่ะ” กัดริมฝีปากสีแดงอิ่มยั่วยวนอารมณ์ชายหนุ่ม ไม่พูดพร่ำทำเพลง มาร์ตินสั่งให้หญิงสาวไปรอเขายังห้องนอนด้านบนก่อน ส่วนตัวเขาเองต้องไปเอาของสำคัญที่มาร์คัส ก๊อก ก๊อก! “ใคร” “กูเอง” “เข้ามา” “ยังไม่นอน?” เมื่อเห็นคนเป็นพี่ชายยังคงสวมแว่นตาไถหน้าจอไอแพดเครื่องเบอเร่อ จึงถามไถ่พอเป็นมารยาท “กำลังจะนอน มึงมาทำไม” มาร์คัสถามกลับ ถอดแว่นตาเก็บไว้เป็นอย่างดี “กูมาขอถุง” “หือ?” “มาขอถุงยาง มีปะ กูไม่ได้พกมาอะ” แฝดพี่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ชีวิตนี้มันต้องพึ่งพาเขาตลอดไปยันเรื่องไข่เลยเหรอวะ “เอาไป พอรึเปล่า” ส่งให้สองกล่อง ถ้าไม่พอก็ไม่มีให้แล้ว ไล่ไอ้เมฆไปจัดการเอาเองเลย พอมาร์ตินพยักหน้า ไม่วายคนเป็นพี่ขอบ่นสักหน่อย “ปาร์ตี้ก็จัดบ้านกู ถุงยางก็ยังต้องมาถามหาจากกู แล้วจะเอากับผู้หญิงก็ยังใช้ห้องกูอีก ถ้าไม่ติดว่ามึงเป็นน้อง มึงโดนกูเป่าสมองกระจุยไปแล้วนะ” “บ่นไรเยอะ ไม่อยากฟัง” ไอ้สันดาน! มาร์ตินยกมืออุดหูก่อนรีบเดินออกจากห้อง วันเกิดทั้งทีมันจะช่วยทำตัวเป็นพี่ที่ดีกับน้องไม่ได้หน่อยหรือไง แค่ขอยืมห้องมันหนึ่งคืนเพราะกว้างกว่า วิวดีกว่า เตียงก็นุ่มกว่า แล้วไล่มันไปนอนห้องรับรองใต้ดินแค่นี้ ทำมาเป็นบ่น ได้ของที่ต้องการแล้วก็ไม่รอช้า ร่างสูงก้าวย่างไปตามทางที่ทอดยาวสู่ห้องนอนด้านบน ในใจก็คิดหาคำตอบให้ตัวเองว่าการทำแบบนี้มันดีแล้วใช่ไหม ที่ผ่านมาเขาประพฤติตัวดีมาตลอด ร้างลาวงการไปนานมากเพียงเพราะต้องการปรับปรุงตัวให้มุกดาประทับใจ แต่ในตอนนี้มันไม่มีประโยชน์แล้ว เป็นคนดีไปก็เท่านั้น รักษาศีลห้าศีลแปดให้ตายเธอไม่มีวันหันมาสนใจ งั้นก็พอกันที มาร์ตินคนเดิมจะกลับมารันวงการ อะไรที่มันสงบไปนานแล้วจะปลุกให้กลับมาผงาดอีกครั้ง ถึงแม้พ่อจะให้มาแค่แท่งเดียว แต่สัญญาว่าเขาจะใช้ให้คุ้ม ฝ่าเท้าหนักแน่นเยื้องย่างจนถึงห้องมาร์คัส ภายในห้องยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ และความเป็นระเบียบเรียบร้อยอันเป็นนิสัยเจ้าของห้อง หากแต่ทันก่อนที่มาร์ตินจะได้สืบเท้าถึงห้องนอนซึ่งอยู่ลึกเข้าไป แสงไฟที่สลัวรางอยู่แล้วกลับดับวูบกลายเป็นมืดสนิท ขาแกร่งหยุดชะงัก นัยน์ตาคมกริบสอดส่ายแลมองแม้รู้ว่าเขาจะมองไม่เห็นอะไรเลยก็ตาม มือถือซึ่งคิดว่าพอจะเป็นตัวช่วยได้ก็ดันลืมไว้ด้านล่าง ไฟไม่ได้ดับแค่ห้องนี้แต่ดับทั้งบ้านเลยเถอะ ไม่รู้ไอ้คัสมันลืมจ่ายค่าไฟหรืออย่างไร แต่ปัญหานี้มันก็คงหาทางจัดการของมันเองได้ ชายหนุ่มเริ่มคลำทางจากตำแหน่งที่ตนยืนอยู่ ควรไปทิศทางไหน พลางสายตาปรับให้คุ้นชินกับความมืดรอบตัว มือที่ควานสะเปะสะปะเริ่มจับตำแหน่งถูกที่ อีกเพียงแค่นิดเดียวก็ถึงบริเวณเตียงนอนแล้ว “คนสวยอยู่รึเปล่า” ด้วยยังไม่รู้ชื่อผู้หญิงคนที่ตนจะทำกิจกรรมเข้าจังหวะด้วยกันในค่ำคืนนี้จึงเรียกทั้งอย่างนั้นออกไปก่อน “อยู่รึเปล่าเอ่ย” หากในห้องยังคงเงียบเชียบ ไร้แววสิ่งมีชีวิตอื่นนอกจากตัวเขาเอง หรือกูจะโดนเทวะ คิดได้ดังนั้นไอ้ตรงกลางหว่างขาเหมือนจะหดตัวลงเล็กน้อย หรือกล่องถุงยางอนามัยที่เตรียมมาจะสูญเปล่า เขาควรเรียกหาคนใหม่ดีไหมนะ “อื้อออ..” ขณะสมองกำลังใช้ความคิด เสียงหนึ่งบนเตียงค่อนไปทางกระเส่าหวานเรียกเอาความสนใจของมาร์ตินให้ลืมทุกสิ่งอย่าง ที่แท้ก็มารอกันก่อนแล้วนี่เอง หรืออยากลองรับบทโดนย่องลักหลับถึงได้เงียบเชียบอยู่นานสองนาน ถ้าต้องการแบบนั้นเขาจะได้จัดให้ “คนสวยมารอนานยัง” “อื้อออ..” อื้อนี่คือ? สงสัยอยากเล่นบทโดนลักหลับจริงๆ สินะ มาร์ตินกระหยิ่มยิ้มย่อง ลูบปากลูบคางท่าทางเหมือนพวกเสี่ยแก่ๆ มากตัณหา สายตาคมกริบพยายามมองฝ่าความมืดเห็นร่างหนึ่งนอนทอดตัวยาวบนเตียง ไม่รีรอชักช้าให้เวลาผ่านไปเปล่าประโยชน์ ไอ้หนูของพ่อมันแข็งโด่พร้อมรบเต็มที วันนี้คงได้รีดน้ำออกเยอะเป็นพิเศษหลังจากที่ต้องพึ่งเว็บหนังผู้ใหญ่และฝ่ามือตัวเองมาตลอด ร่างสูงโน้มตัวเข้าหาคนที่เขาคิดว่าอาจจะแกล้งนอนหลับ จมูกโด่งดอมดมผิวเนื้อเนียนละเอียดหอมกรุ่นเสียชื่นปอด “ชื่นใจจังโว้ย” ร่างกายยิ่งตื่นตัว ไอ้ที่แข็งอยู่แล้วยิ่งแข็งเข้าไปกันใหญ่จนต้องหาทางรีบปลดปล่อย “พร้อมให้พี่พาไปสวรรค์รึยังจ๊ะ” “อื้อออ..” เสียงครางแหบหวานดังอีกหนึ่งทีเมื่อเขาลูบไล้มือสากบนเรือนกายอวบอิ่ม อดใจไม่ไหวแล้วกับของหวานตรงหน้าที่จะได้ลิ้มลองในราตรีนี้ มุมหนึ่งของบ้านแปลกแยกมาจากผู้คน มีแต่เสียงคุยโทรศัพท์ที่ดุเด็ดเผ็ดมันส์ประหนึ่งจะวางมวยกันเสียให้ได้ (มึงรีบกลับบ้านเลยนะอีส้ม กล้าดียังไงหนีกูไปรับงาน) “ก็งานนี้มันเงินดี ถ้าส้มบอกพี่ก่อน พี่ก็ไม่ให้ส้มมาน่ะสิวะ!” (มึงอย่ามาหัวหมอกับกู รีบกลับบ้านก่อนที่กูจะตามไปกระทืบมึงถึงงาน อย่าคิดว่ากูไม่รู้นะ ไอ้พวกไฮโซไฮซ้อที่จ้างมึงไปบ้านมันอยู่หลังไหน กูจะพาพวกบุกไปถล่มแม่ง!) “ถ้าพี่ไม่กลัวคนของพวกคุณๆ เขายิงตายก็เสนอหน้ามาเลย” (อีนี่! มึงอย่ามาท้ากู ถ้ายังเห็นกูเป็นผัวอยู่ กูสั่งให้กลับมึงก็ต้องกลับ) หญิงสาวชื่อส้มถอนหายใจดังเฮือกจนอกอวบกระเพื่อม “เออ! กลับก็กลับ” เพราะยังอยากมีปลายสายเป็นผัวและไม่ต้องการโดนกระทืบ ส้มคิดว่าตัวเองคงต้องตัดใจ แม้จะสุดแสนเสียดายที่ไม่ได้ตามไปปรนนิบัตรรับใช้มาร์ตินอย่างที่ใจหวัง อุตส่าห์เจอของดีทั้งที ไอ้ผัวเฮงซวยของเธอขัดลาภชิบหาย หงุดหงิดโว้ย!“มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นครับ” น้ำเสียงแหบสั่นถามเอ่ยออกไป “ก็แม่ไปหาหนูซาร่าห์ที่เพนต์เฮาส์ แล้วแม่ก็ไปเจอ ฮึก..แม่พูดไม่ออกเลยติน ตินรีบๆ มาดูน้องดีกว่า” วินาทีนั้นไม่รู้มาร์ตินเอาเรี่ยวแรงมาจากไหนนักทั้งที่นั่งประชุมนานหลายชั่วโมงก็น่าจะเหนื่อยพอสมควรแล้ว แต่นี่เปล่าเลย…เขารีบวิ่งลงไปที่ลิฟต์ เป็นที่น่าแปลกตาแปลกใจแก่เหล่าพนักงาน ในหัวก็ตั้งคำถามอย่างเช่นว่า..วันนี้บอสดูรนๆ จัง เกิดอะไรขึ้นกันนะ มาร์ตินไม่มีเวลามาอธิบายหรือสนใจสายตาใคร หัวใจของเขามันเต้นเร็วจนแทบจะแตกเป็นเสี่ยงๆ เพียงแค่คิดว่าซาร่าห์กำลังตกอยู่ในอาการไม่สู้ดี จนทรุดต้องเข้าโรงพยาบาล ถ้าเกิดน้องเป็นอะไรไป เขาคงไม่มีวันให้อภัยตัวเองแน่ เขาควรจะดูแลเธอให้ดีกว่านี้ แต่ทำไมถึงดูแลได้แค่นี้ “ไอ้เมฆมึงเหยียบได้แค่นี้เหรอ!” “ผมเร่งสุดๆ แล้วครับนาย” “แม่งขับช้าจังวะ!” เมฆเองก็พยายามสุดความสามารถ เห็นท่าทีร้อนรนเหมือนคนอกจะระเบิดแตกได้ทุกวินาทีของเจ้านายหนุ่ม เขาก็พลอยเคร่งเครียดตามไปด้วย “มึงจอดดิ กูขับเองน่าจะเร็วกว่า” ไม่ได้! ทำอย่างนั้นไม่ได้เด็ดขาด มาร์ตินกำลังใจร้อนขืนให้บังคับพวงมาลัยเองเมฆก็กลัวเจ
“คนนี้ก็ไม่ให้เต๊าะจ้ะ กำลังจะมีเจ้าของแล้ว” “ไหนยะเจ้าของ” มะปรางกวาดตามองหา หมั่นไส้ยัยเด็กนี่ด้วยที่ทำตัวเป็นไม้กันหมาทุกรอบ “ก็ยืนหัวโด่อยู่นี่ไง” ชี้หาตัวเอง “กำลังทำคะแนนจ้ะ” “แหม ไม่ถามพี่ก้านหน่อยเหรอว่าเขาเอาหล่อนรึเปล่า ดูท่าจะชอบมโนนะเนี่ย” มะปรางหัวเราะคิกคัก จะเกาะแขนประจบก้านไม้แต่ชายหนุ่มก็ชักแขนหนี เขาขยับมายืนข้างๆ กระถินและวาดแขนโอบคนตัวเล็กไว้หลวมๆ เด็กสาวถึงกับหน้าแดงก่ำ ยืนนิ่งทำตัวไม่ถูก “ทำไมจะไม่เอาล่ะ กระถินน่ารักดีออก พี่ชอบแบบนี้” คำพูดเขาตอกหน้าแม่ค้าขายน้ำปั่นให้เจื่อนสนิท ใจจริงอยากจะพูดออกไปด้วยซ้ำว่า ‘เอาแล้ว’ หลายรอบด้วย แต่นี่มันก็ตลาด ประเจิดประเจ้อเกินไปคงไม่งาม ซาร่าห์เห็นอีกฝ่ายนิ่งกริบเพราะถูกโดนช็อตสนิทก็กรีดยิ้มสะใจ หัวเราะเบาๆ ออกมา ผู้หญิงที่จ้องแต่จะอ่อยไปทั่วมั่วไปเรื่อยก็ต้องโดนตอกหน้าให้หงายหลังแบบนี้แหละ เมื่อได้น้ำปั่นที่สั่งไว้ครบแล้วไม่มีความจำเป็นอะไรให้อยู่ต่อ กลับมาถึงรถซาร่าห์ยังไม่เลิกควงแขนสามี ทำเอาคนตัวสูงลอบยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ “ยิ้มอะไรของเฮีย ไม่ต้องยิ้มเลยนะ” เกือบจะหุบไม่ทันก็ตรงเสียงดุๆ ของซาร่าห์นี่แหละ “ชอ
มาร์ตินเคยสัญญากับซาร่าห์ว่าจะพามาเที่ยวบ้านสวนของก้านไม้อีกครั้ง เมื่อเรื่องงานลงตัวไม่มีอะไรน่าห่วง เขาและเมียเด็กจึงพากันแพ็กกระเป๋าแล้วออกเดินทางมากันแค่สองคน ปล่อยให้เมฆคอยจัดการดูแลเรื่องงานเล็กๆ น้อยๆ เมื่อมาถึงบ้านของก้านไม้ ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา ต่างยินดีต้อนรับแขกคนสำคัญด้วยสีหน้าปิติยินดี “ของฝากครับ” “ไม่เห็นต้องลำบากเลยลูก แต่ก็ขอบใจนะ” แม่แก้วส่งยิ้มเจือความอบอุ่นใจดี เด็กๆ สองคนนี้ก็เปรียบเหมือนลูกหลานของหล่อน พูดคุยกันต่ออีกสักพัก ถามไถ่ข่าวคราวทุกข์สุขความเป็นอยู่จนพอใจ ถึงเวลาที่ก้านไม้และลูกน้องจะต้องตามลุงเอกเข้าสวน มาร์ตินจึงขอตามไปด้วยเพราะรู้สึกว่าเขาและก้านไม้คุยกันถูกคอมาก “เธออยู่กับพวกน้องๆ นะ” ก่อนไปก็ยังต้องรายงานคนเป็นเมียทุกครั้ง กลายเป็นความเคยชินเสียแล้ว ซาร่าห์พยักหน้าทั้งรอยยิ้มหวานให้เขา มาร์ตินโยกหัวทุยเล็กสองสามทีก็เดินตามพวกก้านไม้ออกไปขึ้นรถกระบะ “หนูพาพี่ซาร่าห์ไปนั่งเล่นในสวนก่อนนะลูก เดี๋ยวแม่เอาขนมตามไปให้” แม่แก้วบอกกับลูกสาวทั้งสองคน รวมไปถึงกระถินเด็กข้างบ้าน ทุกวันนี้แทบจะกลายเป็นหนึ่งในสมาชิกครอบครัวหล่อนอยู่แล้ว
ซาร่าห์ไม่เคยลงสระที่ลึกขนาดนี้มาก่อน เธอจำได้ว่าตอนไปภูเก็ต ระดับน้ำในสระแค่หน้าอก แต่สระน้ำอันนี้พ้นหัวเธอไปมากจนหญิงสาวที่พยายามตะเกียกตะกายว่ายน้ำขึ้นมาเอาอากาศหายใจเหนื่อยมากขึ้นทุกที ใกล้จะหมดแรงเต็มทน สิ่งที่เกิดขึ้นสร้างความแตกตื่นตกใจให้กับแขกสองสามคนที่บังเอิญผ่านเข้ามาเจอและรีบนำเรื่องนี้ไปบอกมาร์ตินว่าเมียเขานั้นกำลังแย่มากแค่ไหน ชายหนุ่มตกใจผุดลุกจากเก้าอี้ในทันที เพื่อนๆ ของเขาก็พลอยเป็นไปด้วย รีบพากันมายังที่เกิดเรื่องจนได้เห็นว่ามีการ์ดของพี่หิรัญกระโดดลงไปช่วยซาร่าห์แล้ว เรียกได้ว่าทันเวลาพอดีเพราะขืนนานกว่านี้ซาร่าห์คงสำลักน้ำแล้วก็ต้องจมดิ่งสู่ก้นสระเพราะหมดแรงและหมดลมหายใจแน่นอน “ซาร่าห์..ไหวมั้ย ค่อยๆ นะ” “แค่กๆ อึก…เฮีย~” เธอกลืนน้ำไปตั้งหลายอึก เกือบจะได้ตายเป็นผีเฝ้าสระแล้วจริงๆ ซาร่าห์โผเข้ากอดสามีด้วยแววตาแดงรื้น เขาลูบหัวกอดปลอบภรรยาเรียกขวัญกลับเข้าตัว ในใจนั้นโกรธเป็นฟืนเป็นไฟที่ชะล่าใจไม่ตามซาร่าห์มาด้วยกันจนน้องต้องเจอกับเรื่องแบบนี้ “มีคนบอกว่าซาร่าห์โดนผลัก ใครเป็นคนทำ..” เสียงเข้มดุดันที่ถามออกไปเป็นของคิเรย์ กลุ่มแก๊งที่มีเรื่องกับซาร่าห์
มาร์คัสเดินนำจริงใจมาที่รถของเขา ยิ่งห่างออกมาจากงานมากเท่าไร สภาพแวดล้อมแถวนี้ก็ยิ่งเงียบมากยิ่งขึ้น ผิดกับเด็กสาวที่โพรงอกเต้นกระหน่ำทุกๆ จังหวะก้าวย่าง ในหัวก็จินตนาการไปต่างๆ นาๆ ว่าเขาจะทำอะไรกับเธอบ้าง “นี่รองเท้า..เปลี่ยนซะ” มาร์คัสส่งรองเท้าผ้าใบให้เด็กสาว มันแปลกตรงที่ไซซ์รองเท้าพอดีเป๊ะกับเท้าของจริงใจนี่แหละ “ขอบคุณนะคะ” เธอยิ้มออกมาด้วยความสบายใจ รองเท้านุ่มๆ ไม่ได้ทำให้เธอเจ็บเท้าอีกแล้ว แต่ปัญหาใหม่ก็ตามมาอีก เมื่อลมวูบใหญ่พัดผ่านเข้ามาต้องร่างกาย จริงใจรู้สึกหนาวกว่าปกติอาจจะด้วยชุดเปลือยไหล่ที่เธอสวมใส่ ขนลุกซู่จนต้องกอดตัวเองแก้หนาว มาร์คัสเห็นทุกอาการของคนตัวเล็ก แล้วก็อ่านออกหมดว่าจริงใจเป็นอะไร “ขยับมานี่” “คุณจะทำอะไรคะ ถะ..ถอดเสื้อทำไม” ก้าวขาถอยหนีอัตโนมัติจนคนตัวสูงส่ายหน้าไปมากับความขี้ระแวงของเธอ “ฉันถอดเสื้อให้เธอเอาไปคลุมไหล่ จะได้ไม่หนาวแล้วก็ไม่ต้องบ่นว่าโป๊” “อ้อออ..” เธอลากเสียงยาว เกาหัวแก้เก้อกับความคิดลื่นไหลไปไกลของตัวเอง พอเห็นมาร์คัสจ้องด้วยสีหน้านิ่งๆ ก็ยิ้มแหยให้เขา “เธอคิดว่าฉันจะถอดเสื้อทำไมล่ะ หรือว่า..” ริมฝีปากหนาหยุดเพียง
คนในงานเยอะแยะเต็มไปหมดก็จริง แต่ส่วนใหญ่ล้วนกระจุกอยู่ในโซนที่จัดไว้ให้แขก สนุกสนานกับแสงสีเสียงและอาหารเครื่องดื่มไม่ขาดตกบกพร่อง ทำให้บางจุดของคฤหาสน์แลดูเงียบเชียบไปเลย แต่กระนั้นในเงามืด มุมอับลับสายตายังมีร่างสูงยืนควงแก้วไวน์เงียบๆ ซุ่มดูและฟังบทสนทนาของคนทั้งสองที่ลากแขนกันออกมาจากในงาน จับจ้องมองไม่วางตาดุจดั่งสายตาเหยี่ยวเล็งเป้าล็อกตัวเหยื่อ โดยที่เหยื่อตัวน้อยไม่อาจรู้ตัวว่าได้กลายเป็นคนในความสนใจของเขาไปแล้ว “เราไม่น่าใส่ชุดนี้มาเลย มันดูโป๊จริงๆ นะ” เสียงหวานใสพูดกับเพื่อนยังคงเต็มไปด้วยความไม่มั่นใจ สีหน้าแววตาก็ดูฝืนจนอึดอัดไปหมด “ในงานมีคนโป๊กว่าแกอีกจริงใจ เลิกกังวลได้แล้วน่า ชุดนี้ออกจะแซ่บ เหมาะกับแกจะตายไป” สตาร์จับเพื่อนพลิกหมุนซ้ายขวา “เนี่ย..สลัดลุคเฉิ่มเชยของแกไปเลย ทำไมยังไม่มั่นใจอีกห้ะ” “ก็มันไม่ชินนี่นา ปกติสตาร์ก็รู้ว่าเราใส่เสื้อผ้าแบบไหน” คนตัวเล็กยู่ปากตอบเพื่อนสาวด้วยสีหน้ากระเง้ากระงอดจนเพื่อนได้แต่ส่ายหน้าไปมา “นุ่งขาวห่มขาวพร้อมบวชชีน่ะเหรอ” สตาร์หัวเราะประชดในลำคอ มองบนให้กับความใจปลาซิวของเพื่อนที่แม้แต่จะแต่งตัวจัดเต็มทั้งที่ก็ยังมาม







