“คุณหนูเจ้าคะ” เสียงของไป๋เหอดังขึ้นหลังจากซุ่มดูเหตุการณ์ตามคำสั่งของผู้เป็นนาย ตั้งแต่ที่นางจากมาโดยทิ้งห่างรถม้าของบ้านสายรองทั้งสองคันกระทั่งผ่านเข้าประตูเมืองมาได้
“ทุกอย่างเป็นอย่างที่คุณหนูคาดการณ์ไว้ไม่มีผิดเพี้ยนเลยเจ้าค่ะ” น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความสะใจ
มู่หลงเฟิงที่เอนกายพิงเบาะรถม้าอยู่ก่อนหน้านั้นค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า แววตาใสซื่อเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นนิ่งลึกดุจผืนน้ำยามไร้คลื่น
“พวกเขาติดกับแล้วหรือ” เด็กหญิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวสายลม
“เฟิงเอ๋อร์ เจ้ารู้แผนร้ายของพวกมันได้เยี่ยงไร” เจียงเหลียนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามหลานสาวออกมา ซึ่งเรื่องนี้เด็กหญิงเพิ่งจะบอกกับตนตอนที่รถม้าออกเดินทางมาได้ครึ่งทาง
“หน้าต่างมีหู ประตูมีตาเจ้าค่ะท่านย่า” เด็กหญิงตอบพลางฉีกยิ้มกว้างออกมา “หากนางไม่คิดร้ายกับเราก่อน พวกนางจะประสบเคราะห์ได้เช่นไร” คำกล่าวของเด็กน้อยนั้นไม่ผิดแม้แต่นิดเดียว
ย้อนกลับไปก่อนหน้าที่ไป๋เหอจะกลับมารายงาน หลังจากฉินลู่หลินรู้แล้วว่าบัดนี้แผนที่ตนทุ่มทุนวางแผนมาเสียดิบดีกำลังจะย้อนทำร้ายตัวเอง นางพลันเกิดอาการหวาดวิตกทันที
“ท่านแม่” มู่หลงเพ่ยเอ่ยเรียกนางเสียงสั่นดวงตาแดงก่ำด้วยความกลัวระคนโกรธเคืองปะปนกัน “เราจะทำเช่นไรดีเจ้าคะ? หากรถม้าคันนี้เกิดพลิกคว่ำขึ้นมาหรือต้นไม้ใหญ่กีดขวางจนเราไปต่อไม่ได้ไหนจะท่านย่าอีก...”
ฉินลู่หลินที่นั่งโอบกอดลูกสาวทั้งสองแน่น ใบหน้าซีดเผือดราวกระดาษแผ่นบางนางเม้มริมฝีปากแน่น ทว่ายังทำใจดีสู้เสือ
“เงียบเสีย! อย่าพูดจาไร้สาระ” นางบอกบุตรสาวคนโตก่อนจะหันไปมองมู่หลงจูที่นั่งตัวสั่นเทิ้มอยู่กับอกด้วยความสงสาร “จูเอ๋อร์ ไม่ต้องกลัวนะลูกแม่อยู่ตรงนี้”
แต่แล้วคำพูดของนางเพิ่งหลุดออกมาไม่ถึงอึดใจ เสียงไม้แตกพลันดังสนั่นราวฟ้าผ่า รถม้าสะเทือนอย่างรุนแรง ล้อด้านหนึ่งยกขึ้นพุ่งกระแทกเข้ากับรากไม้ใหญ่ที่โผล่พ้นดิน ม้าสองตัวส่งเสียงร้องโหยหวน สารถีพยายามดึงบังเหียนสุดแรงแต่ไร้ผล รถม้าพลิกคว่ำครึ่งหนึ่ง ก่อนจะไถลไปตามทางลาดเอียงอย่างไม่หยุดยั้ง
“กรี๊ด!” มู่หลงเพ่ยและมู่หลงจูกรีดร้องพร้อมกัน ตัวกระเด็นไปกระแทกกันและกัน ทำให้มีเลือดไหลซึมจากหน้าผากและข้อศอก ฉินลู่หลินเองก็หัวกระแทกเข้ากับขอบรถอย่างแรงจนตาลายพร่า กลิ่นคาวเลือดผสมกลิ่นฝุ่นดินฟุ้งไปทั่ว
เมื่อทุกอย่างหยุดนิ่ง ในที่สุดรถม้าก็หยุดลงในท่าคว่ำครึ่งหนึ่ง ล้อยังหมุนช้า ๆ ราวกับไม่ยอมแพ้ ในขณะเดียวกันฉินม่านที่อยู่ในรถม้าอีกคันก็เหมือนโลกหยุดหมุน นางยังจับต้นชนปลายไม่ถูกว่ามันเกิดเรื่องใดขึ้นกันแน่
“ท่านแม่” เสียงแหบพร่าของฉินลู่หลินดังขึ้น เมื่อบ่าวที่ตามมาช่วยตัวเองกับบุตรสาวทั้งสองออกมาจากรถม้าคันประสบเหตุได้สำเร็จ
แต่แล้วยังไม่ทันที่ฉินม่านจะขานรับ คราวเคราะห์ของพวกนางที่ดูเหมือนจะจบสิ้นก็ปรากฏขึ้นมาอีกคำรบ เมื่อมีคนนับสิบพร้อมกับดาบในมือ พวกมันแต่ละคนล้วนปิดหน้าปิดตาพร้อมกับย่างสามขุมเข้ามาหาอย่างหมายมาด
“พวกเจ้าเป็นใคร” ฉินม่านตวาดเสียงดัง ข่มความกลัวกลืนลงท้องพยายามเบ่งอำนาจ “อย่าได้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับพวกเรา”
“เห็นทีว่าคงจะไม่ได้” ผู้พูดดูเหมือนว่าจะเป็นหัวหน้าเอ่ยเสียงหยัน “หากไม่อยากตายก็ส่งของมีค่ามาให้หมด” มันเอ่ยขู่
ทว่า...
ฉินลู่หลินที่คิดว่าตัวเองรู้จักคนเหล่านี้ดีไม่อาจปล่อยผ่านและคิดทำตาม ดังนั้นนางจึงได้บ่ายหน้าไปมองบ่าวรับใช้คนสนิท
“พวกเจ้าไม่รู้จักข้าหรือ” คำถามของอาฝูสาวใช้คนสนิทของลูกสะใภ้ทำให้ฉินม่านคิ้วขมวดเข้าหากันมุ่น
“ข้ารู้จักแต่คนที่จ่ายมากกว่า” คำตอบนี้ของโจรทำให้ขบวนของฮูหยินรองแห่งจวนแม่ทัพถึงกับหน้าซีดเผือด
“อย่าพูดมาก” หัวหน้าโจรตวาดเสียงก้อง “ส่งของมีค่ามา ไม่เช่นนั้น” มันไม่พูดเปล่ายังทำหน้าหยาบโลนไปทางมู่หลงเพ่ยที่กำลังยืนตัวลีบอยู่ด้านหลังมารดา
ท่ามกลางความตื่นตระหนกที่พุ่งถึงขีดสุด ฉินลู่หลินและฉินม่านจำต้องปลดปิ่นทองคำ กำไลหยก และเครื่องประดับทุกชิ้นที่ติดกายมอบให้แก่พวกโจรด้วยมือสั่นเทา
เสียงกรีดร้องและเสียงสะอื้นของมู่หลงเพ่ยและมู่หลงจูยังคงดังระงมไปทั่วบริเวณ แต่พวกโจรหาได้มีความปรานีไม่ มันกระชากของมีค่าเหล่านั้นไปด้วยความกระหาย
ในมุมมืดบนกิ่งไม้ใหญ่ข้างทาง ไป๋เหอขมวดคิ้วแน่น ดวงตาของนางจับจ้องไปที่กลุ่มโจรด้วยความรู้สึกทึ่งต่อคุณหนูน้อยที่ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นไปตามแผนของนาง แต่แล้ว... ความรู้สึกผิดปกติบางอย่างก็ทำให้หัวใจของบ่าวรุ่นเยาว์กระตุกวูบ
‘มีคนมา...’
ยังไม่ทันที่ไป๋เหอจะตั้งตัว เสียงฝีเท้าม้าหนักแน่นและเป็นจังหวะเกินกว่าจะเป็นของโจรป่าก็ดังขึ้นจากทางด้านหลังของขบวนรถม้าที่คว่ำอยู่
“รังแกสตรีไร้ทางสู้... ดูจะไม่ใช่เรื่องที่บุรุษพึงกระทำกระมัง”
น้ำเสียงทุ้มต่ำเยือกเย็นแฝงไปด้วยอำนาจราวกับไม่ใช่ของเด็กหนุ่มทั่วไปดังกังวาน ท่ามกลางความเงียบงันของป่ารกร้าง ร่างสูงโปร่งในชุดสีขาวจึงทำให้เขาดูอ่อนโยนปรากฏตัวขึ้นอย่างสง่างาม ใบหน้าหล่อเหลาแฝงความไร้อารมณ์นั้นคือ กู้เหยียนเซิง บุตรชายคนโตของจวนอัครมหาเสนาบดีกู้ซื่อหมิงนั่นเอง...
เหล่าโจรร้ายเมื่อเห็นว่ามีใครมาขัดขวางพวกมันก็พากันหัวเราะจนตัวโยน “ข้าก็นึกว่าผู้เยี่ยมยุทธ์ที่ไหน ถุย... ที่แท้ก็เป็นเพียงบัณฑิตหน้าขาว” มันกล่าวพลางถ่มน้ำลายลงพื้น
“เจ้าหนู... ข้าคิดว่าเจ้าควรกลับบ้านไปกินนมมารดาเสียเถอะ อย่ามาเสนอหน้าตรงนี้เลย!” หัวหน้าโจรตวาดพลางเงื้อดาบขึ้นสูงหมายจะฟันลงมาที่ไหล่ของกู้เหยียนเซิง
ทว่า... เด็กหนุ่มหาได้สะทกสะท้าน เขาเพียงแค่ใช้พัดด้ามจันทน์เคาะฝ่ามือเบา ๆ ราวกับกำลังขับขานบทกลอน แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“หานซิ่ง... จัดการให้เรียบร้อย อย่าให้เลือดสกปรกพวกนี้กระเด็นเปื้อนอาภรณ์ของข้า”
“ขอรับนายน้อย”
เสียงตอบรับเย็นชาดุจฤดูเหมันต์ดังก้อง ก่อนเจ้าของชื่อซึ่งเป็นผู้ติดตามท่าทางเงียบขรึมในชุดสีเทาเข้มพุ่งทะยานผ่านหน้าเขาไปราวกับสายลม
ฉัวะ! ประกายคมกระบี่วูบไหวเพียงครั้งเดียว หัวหน้าโจรที่เมื่อครู่ยังโอหังก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ร่างของมันถูกเตะอัดเข้ากับลำต้นไม้ใหญ่จนกระดูกลั่นดังสนั่นพร้อมกับรอยแผลยาวบริเวณหน้าอก ก่อนจะทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นอย่างสิ้นท่าโดยที่แม้แต่จะส่งเสียงร้องยังทำไม่ได้
โจรที่เหลือเมื่อเห็นหัวหน้าร่วมก๊วนถูกจัดการในพริบตาเดียวก็พากันหน้าถอดสี พวกมันกรูเข้าหาหานซิ่งพร้อมกัน แต่ชายหนุ่มเพียงแค่สะบัดแขนเสื้อ มือที่ว่างเปล่าอีกข้างก็คว้าจับดาบของโจรผู้หนึ่งแล้วหมุนตัวกลับหลัง เตะตัดขาโจรอีกสองคนจนกระดูกหักล้มระเนระนาด เพียงแค่ก้านธูปเดียวร่างของพวกโจรก็ลงไปนอนโอดครวญอยู่บนพื้นดิน ไม่สามารถลุกขึ้นมาอาละวาดได้อีก
กู้เหยียนเซิงก้าวเดินผ่านร่างพวกโจรเหล่านั้นไปอย่างใจเย็น รองเท้าผ้าไหมสะอาดสะอ้านไม่แม้แต่จะเปื้อนคราบดิน หยุดยืนอยู่เบื้องหน้าฉินม่านและครอบครัวสายรองที่ยังคงนั่งกองอยู่กับพื้นในสภาพดูไม่ได้
“พวกท่าน... ปลอดภัยแล้ว” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลชวนฝัน ทว่าดวงตาเรียวรีคู่นั้นกลับจ้องมองพวกนางด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก
“ไม่ทราบว่าคุณชายเป็นบุตรตระกูลใด” ฉินม่านเอ่ยถามขึ้นหลังจากพิจารณาถึงท่าทางของเด็กหนุ่มผู้นี้
“เสียมารยาทแล้ว ข้าผู้น้อยแซ่กู้นามเหยียนเซิงขอรับ” คำกล่าวแนะนำตัวของกู้เหยียนเซิงดังกังวานก้องท่ามกลางป่ารกร้าง น้ำเสียงของเขาราบเรียบประหนึ่งสายน้ำไหลเอื่อย ทว่าในความเรียบง่ายนั้นกลับแฝงกลิ่นอายสูงส่งที่ไม่อาจหาใครเทียบได้
มู่หลงเพ่ยที่เมื่อครู่ยังตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวต่อคมดาบของโจร บัดนี้ความรู้สึกเหล่านั้นมลายหายไปสิ้น หลงเหลือเพียงความตื่นตะลึงระคนเลื่อมใส ดวงตางามของนางจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าหล่อเหลาประดุจรูปสลักจากหยกของ กู้เหยียนเซิงราวกับต้องมนต์สะกด
‘บุตรชายคนโตของท่านอัครมหาเสนาบดีกู้... กู้เหยียนเซิงเช่นนั้นหรือ?’ นางคิดในใจ หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวผิดจังหวะ
ท่ามกลางความสลัวของยามสนธยา ร่างสูงโปร่งในชุดสีขาวสะอาดตาของเขานั้นดูราวกับแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาในหุบเขาอันอับชื้น กลิ่นหอมจางของไม้กฤษณาที่โชยมาจากตัวเขาทำให้นางรู้สึกเคลิบเคลิ้ม ต่างจากบรรดาคุณชายที่นางเคยพบเจอมาโดยสิ้นเชิง
มู่หลงเพ่ยพยายามฝืนกายยืนด้วยอาการอ่อนแรง นางจัดแจงปอยผมที่ยุ่งเหยิงให้เข้าที่อย่างลนลาน พยายามเผยยิ้มให้ดูอ่อนหวานและน่าทะนุถนอมที่สุด
แม้บนใบหน้าจะมีรอยถลอกเล็กน้อย ทว่าในสายตาของนาง บัดนี้โอกาสทองได้มาอยู่ตรงหน้าแล้ว... หากนางสามารถคว้าหัวใจของบุรุษผู้นี้ได้ ต่อให้มู่หลงเฟิงเป็นคุณหนูสายหลักแล้วอย่างไร นางก็ไม่มีวันพ่ายแพ้!
“ขอบคุณคุณชายกู้ที่เมตตาช่วยเหลือพวกเราไว้เจ้าค่ะ” นางกล่าวเสียงแผ่วแว่วหวาน พยายามดัดจริตให้ดูน่าสงสาร “หากไม่ได้ท่าน... ทั้งท่านย่า ท่านแม่ และตัวข้าคงต้องประสบเคราะห์กรรมครั้งใหญ่หลวงเป็นแน่” นางพยายามทำให้ท่าทางของตนบอบบางดูเป็นธรรมชาติมากที่สุดเพื่อเรียกร้องความสนใจจากเด็กหนุ่มตรงหน้าที่ดูแล้วอายุน่าจะมากกว่าตนไม่กี่ปี
“คุณหนูอย่าได้เกรงใจ” น้ำเสียงของกู้เหยียนเซิงอ่อนลงหลายส่วน “ไม่ทราบว่าพวกท่านเป็นใครกันหรือขอรับ แล้วนี่กำลังจะไปที่ใดกัน” ในเมื่อทุกคนรู้แล้วว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าเป็นใคร ฉินม่านก็เริ่มลดความระวังตัวลงรวมถึงท่าทางหยิ่งผยองของตนด้วย
“ข้าฉินม่าน เป็นฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดิน” นางจงใจไม่พูดคำว่ารองออกไป “วันนี้ตั้งใจจะไปไหว้พระขอพรและค้างคืนที่วัดฝูเอิน”
เมื่อกู้เหยียนเซิงรู้แล้วว่าพวกเขาคือใคร เจ้าตัวก็เกิดความคิดหนึ่งวิ่งเข้ามาในหัวอย่างรวดเร็ว ‘จวนแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดินเช่นนั้นหรือ’ หากมู่หลงเฟิงมาเห็นท่าทีของเขาเช่นนี้เกรงว่านางคงจะคาดเดาได้แล้วว่าชายผู้นี้ต้องการสิ่งใด