หนึ่งเดือนต่อมา...
บรรยากาศภายเรือนแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดินในยามนี้มองไปทางไหนก็ล้วนเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด ทั้งนี้เนื่องจากคำสั่งของฮูหยินใหญ่เจียงเหลียนที่ต้องการให้ทุกคนเดินทางไปยังวัดฝูเอินเพื่อสวดขอพรให้กับคุณหนูสามที่เพิ่งผ่านพ้นวิกฤตความตาย และยังเป็นการเสริมสิริมงคลให้แก่เหล่าบุรุษแห่งตระกูลที่ยังคงปักหลักรบอยู่ที่ชายแดน
ท่ามกลางความวุ่นวายภายในจวนแม่ทัพ มู่หลงเฟิงนั่งนิ่งอยู่หน้ากระจกทองเหลือง ปล่อยให้ชิงจูและเถาฮวาช่วยกันหวีผม ร่างเล็กในชุดผ้าไหมสีขาวนวลปักลายดอกท้อสีชมพูดูบอบบางดุจตุ๊กตากระเบื้องเคลือบที่พร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ
ทว่า... ในดวงตากลมโตคู่นั้นกลับเต็มไปด้วยแผนการที่บ่าวรับใช้อ่านไม่ออก ‘ได้เวลาย้ายทรัพย์เพื่อเตรียมสร้างกำลังแล้ว’ นางคิดพลางยกมุมปากขึ้นสูงอย่างอารมณ์ดี
ในขณะที่เด็กหญิงยินดีกับแผนการของตน ทางด้านครอบครัวสายรองกลับเต็มไปด้วยแรงอารมณ์แห่งความฉุนเฉียว ฉินม่านไม่คิดรักษาอาการของตนอีกต่อไป พอกลับถึงเรือนนางก็กวาดสิ่งของราคาแพงมากมายแตกกระจายเกลื่อนพื้น
“ท่านแม่” เสียงร้อนใจของฉินลู่หลินลูกสะใภ้ของฉินม่านดังขึ้นก่อนตัวจะมาถึง แต่แล้วนางก็ต้องตกใจกับสภาพเรือนของแม่สามีที่ยามนี้เละเทะอย่างเหลือเชื่อ
“เจ้าอย่าเพิ่งพูดมาก” เสียงของฉินม่านเย็นเยียบ ไม่แม้แต่ปรายตามองลูกสะใภ้ญาติสายรองที่ตนเลือกมาเองกับมือ
“จงไปปลอบเพ่ยเอ๋อร์ว่าไม่ต้องกังวลเรื่องงานประกวด บุปฝา อย่างไรเสียนางย่อมต้องได้เข้าร่วม”
“จะ... เจ้าค่ะ”
ในเวลาเดียวกัน ใบหน้างามล้ำของหญิงงามที่ขึ้นชื่อว่าเพียบพร้อมบัดนี้กำลังบิดเบี้ยวไม่น่าดู
“นางแก่นั่นคิดจะทำอันใด” นางกัดฟันบิดผ้าเช็ดหน้าในมือแน่น “หรือมันคิดจะขัดขวางมิให้ข้าเข้าร่วมงานประชันบุปผา”
“คุณหนูใจเย็นลงก่อนเถอะเจ้าค่ะ บ่าวคิดว่าเรื่องนี้ฮูหยินกับฮูหยินผู้เฒ่าฉินย่อมต้องหาทางออกให้ท่านได้แน่”
จบคำของนางไม่ทันไร “เพ่ยเอ๋อร์ของแม่”
“ท่านแม่” ทันทีที่มู่หลงเพ่ยเห็นหน้ามารดา น้ำตาแห่งความคลั่งแค้นระคนเจ็บปวดก็พลันไหลออกมาอาบสองแก้มราวทำนบแตก
“เป็นเพราะนั่งมู่หลงเฟิงคนเดียว มันเจ็บป่วยแล้วอย่างไร เหตุใดนังแก่เจียงเหลียนถึงต้องให้พวกเราไปไหว้พระขอพรให้นางด้วย”
“เพ่ยเอ๋อร์” ฉินลู่หลินรีบเอื้อมมือไปปิดปากบุตรสาวทันที ดวงตาสอดส่ายมองไปรอบห้องอย่างระแวง “เบาเสียงลงหน่อย! อยากให้คนของเรือนรุ่ยอันได้ยินหรืออย่างไร”
“แต่ท่านแม่...” มู่หลงเพ่ยยังคงสะอื้นไห้ แววตาเต็มไปด้วยความคับแค้น
ฉินลู่หลินรั้งตัวบุตรสาวเข้ามากอด ปลอบประโลมด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความนัยและแฝงความร้ายกาจ
“ฟังแม่นะเพ่ยเอ๋อร์... ที่ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงเหลียนสั่งให้เราไปวัด ไม่ใช่เพื่อให้นางเด็กนั่นหรอก แต่เป็นโอกาสที่สวรรค์ประทานให้เราต่างหาก”
มู่หลงเพ่ยหยุดสะอื้น น้ำตาที่อาบแก้มยังไม่แห้งเหือดแต่แววตากลับเริ่มมีความฉงน
“โอกาสอะไรเจ้าคะ?”
ฉินลู่หลินโน้มตัวลงไปกระซิบข้างหูบุตรสาวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน
“หนทางไปวัดฝูเอินนั้นต้องลัดเลาะผ่านหน้าผาและป่าทึบ หากระหว่างทางเกิดอุบัติเหตุ... ใครเล่าจะรู้ว่านั่นคือเรื่องบังเอิญ หรือตั้งใจ?”
น้ำตาของหญิงงามหยุดชะงักพร้อมกับคิดตาม ฉับพลันใบหน้าของนางก็แปรเปลี่ยนมาเป็นกระหยิ่มยิ้มย่องอย่างพอใจ
“ท่านแม่หมายความว่า...”
“ถึงตอนนั้นมู่หลงเฟิงจะอยู่หรือตาย ก็ไม่มีใครขวางทางเจ้าในงานประชันบุปผาได้อีกต่อไป” ฉินลู่หลินยิ้มเหี้ยม “จงเตรียมตัวให้พร้อม วันพรุ่ง... เราจะทำให้วันสวดขอพรกลายเป็นวันสุดท้ายของนังเด็กปีศาจนั่น”
ในขณะที่สองแม่ลูกกำลังวางแผนการด้วยความฮึกเหิม โดยหารู้ไม่ว่าทุกคำพูดนั้นล้วนอยู่ในการคาดเดาของมู่หลงเฟิงและเจียงเหลียนเป็นที่เรียบร้อยแล้วแต่เรื่องนี้จะสำเร็จหรือไม่นั่นก็เป็นอีกเรื่อง...
เช้าวันต่อมา...
ไอหมอกยามเช้ายังไม่ทันจางหายไป บรรยากาศหน้าจวนแม่ทัพก็เต็มไปด้วยความวุ่นวายของเหล่าบ่าวไพร่ที่กำลังขนสัมภาระขึ้นรถม้า เสียงล้อไม้บดลงบนพื้นหินดังสม่ำเสมอ ผสมไปกับเสียงสั่งการของพ่อบ้าน
มู่หลงเฟิงก้าวออกมาจากจวนด้วยท่าทีงัวเงียเล็กน้อย ร่างเล็กในชุดสีขาวสะอาดตาดูคล้ายกับลูกแมวตัวน้อยที่เพิ่งตื่นนอน มีชิงจูคอยประคองนางอย่างทะนุถนอมพร้อมด้วยเถาฮวาคอยตามติดอยู่ไม่ห่างกายอีกด้านหนึ่งพร้อมกับเตาอุ่นแบบมือจับ
“เฟิงเอ๋อร์ มานี่สิลูก” ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงเหลียนเรียกหานางจากรถม้าคันใหญ่ที่อยู่หน้าสุด
ซึ่งเมื่อสองแม่ลูกครอบครัวสายรองเห็นเช่นนี้ก็คิดว่าแผนที่วางไว้น่าจะสำเร็จ อีกทั้งบางทีอาจจะกำจัดนังแก่เจียงเหลียนไปพร้อมกับมู่หลงเฟิงได้
“ท่านแม่” ฉินลู่หลินบ่ายหน้ามามองบุตรสาวคนโตของตนตามเสียงเรียก ก่อนจะส่ายศีรษะออกมาเล็กน้อยเป็นเชิงว่า ‘ห้ามพูดสิ่งใดออกมาทั้งสิ้น’
“พี่หญิง ข้าว่าเวลาไม่เช้าแล้วควรจะออกเดินทางได้แล้วกระมั้ง” เสียงของฉินม่านดังขึ้นทำลายความเงียบของขบวน ทั้งนี้เนื่องจากนางถูกตามตัวมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเสียด้วยซ้ำ
จบคำของนาง เว่ยมามาที่รับคำสั่งมาจากผู้เป็นนายก็บอกให้สารถีเริ่มเคลื่อนขบวนออกจากจวนแม่ทัพเคลื่อนตัวไปยังประตูเมืองก่อนจะบ่ายหน้าไปทางทิศเหนือ ท่ามกลางสายลมหนาวมู่หลงจูที่นั่งอยู่กับมารดาและพี่สาวอดไม่ได้ที่จะบ่นออกมาด้วยความไม่พอใจ
“หนาวถึงเพียงนี้ ท่านย่าใหญ่คิดเช่นไรจึงต้องการให้เราไปค้างยังวัดฝูเอิน”
“น้องรองเจ้าเบาเสียงลงสักหน่อยเถอะ” ผู้เป็นพี่เอ่ยปราม “หน้าต่างมีหูประตูมีตาเกิดมีคนได้ยินและนำไปฟ้องท่านย่าใหญ่ขึ้นมาระวังเถอะเจ้าจะโดนลงโทษ”
“พี่ใหญ่ก็พูดเช่นนี้ทุกที ท่านไม่เห็นหรือว่ารถของเราอยู่รั้งท้ายนะเจ้าคะ ไม่มีใครได้ยินหรอก อีกอย่างเรื่องที่ข้ากล่าวก็ล้วนแต่เป็นเรื่องจริงทั้งสิ้น” มู่หลงจูแย้งพร้อมกับยู่หน้าออกมาอย่างขัดใจเมื่อพี่สาวไม่เข้าข้างตน
ในขณะที่ขบวนรถม้าเคลื่อนตัวผ่านหุบเขามาตลอดทั้งวัน จนกระทั่งเข้าสู่เส้นทางเปลี่ยวร้างที่รายล้อมด้วยป่ารกชัฏ ซึ่งเป็นทางผ่านสุดท้ายก่อนจะถึงวัดฝูเอิน
ทันใดนั้นรถม้าคันใหญ่ของเจียงฮูหยินผู้เฒ่าที่วิ่งอยู่หน้าขบวนก็เกิดความโกลาหลก่อนที่สารถีจะออกคำสั่งให้ม้าเลี้ยวย้อนกลับไปทางด้านหลัง ท่ามกลางความงุนงงของสารถีและบ่าวของบ้านสายรองในรถม้าทั้งสองคัน
“พวกเจ้าไปยังวัดฝูเอินก่อนก็แล้วกัน” เสียงของเจียงเหลียนดังขึ้นแข่งกับเสียงลม “ข้าจะรีบพาเฟิงเอ๋อร์ไปหาหมอ นางอาการไม่ดี” สิ้นคำนี้ของนาง ไป๋เหอที่ติดตามเจ้านายมาอย่างลับ ๆ ก็ไม่รอช้าที่จะกระตุ้นม้าของทั้งสองคันของบ้านรองให้ห้อตะบึงไปข้างหน้า
ฉินลู่หลินที่บัดนี้ทำสิ่งใดไม่ถูกหน้าซีดเป็นไก่ต้มสุก ขณะเดียวกันลูกสาวของนางทั้งสองก็เริ่มพากันกรีดร้องอย่างเสียขวัญเช่นเดียวกับฉินม่านแม้ว่าอยากจะเก็บอาการสักปานใดแต่เมื่อม้าห้อตะบึงวิ่งอย่างรวดเร็วเช่นนี้ก็ทำให้นางกลิ้งกระดอนไปมาจนรู้สึกท้องไส้ปั่นป่วนทีเดียว
แต่คราวเคราะห์ของนางยังไม่จบ ทั้งนี้พอสารถีบังคับมาได้สำเร็จหลังจากรถม้าวิ่งมาได้สักพัก นางก็เจอเข้ากับอุปสรรคขวางทางเป็นต้นไม้ใหญ่
ในตอนนี้ฉินลู่หลินได้แต่ภาวนาว่าขอให้แม่สามีของตนอย่ามีอันเป็นไปก่อนที่นางจะไปถึง ‘ไม่ได้การแล้วข้าต้องหยุดโจรพวกนั้นให้ได้’ นางคิดพลางกัดปากของตนแน่นจนเลือดซึม ทั้งที่ตอนนี้นางกับลูกสาวสองคนก็มีสภาพไม่ดีนักจากการถูกเหวี่ยงไปมาในรถม้านั่นเอง