LOGINเวลา 00.00 น. มนุษย์ทุกคนบนโลกเห็นนิมิตเดียวกัน... อีกสิบปีข้างหน้า โลกทั้งใบจะล่มสลาย เมืองใหญ่กลายเป็นซากปรักหักพัง ผู้คนนับพันล้านล้มตาย และผู้ที่ยืนอยู่เหนือทุกสิ่งคือ "ราชันอสูร" แต่สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าหายนะ คือทุกคนเห็นใบหน้าของเขาอย่างชัดเจน ธันวา วัฒนเมธา เด็กหนุ่มวัยสิบแปดปี ผู้ใช้ชีวิตธรรมดา ทำงานพิเศษเพื่อหาเงินรักษาแม่ป่วยติดเตียง เช้าวันต่อมา... เขากลายเป็นศัตรูของคนทั้งโลก รัฐบาลออกหมายจับ ผู้มีพลังพิเศษออกล่า นักล่าค่าหัวต้องการชีวิตเขา และแม้แต่คนธรรมดาก็เชื่อว่า... "ฆ่าเขาวันนี้ โลกจะปลอดภัยในวันหน้า" ทั้งที่ธันวาไม่เคยฆ่าใคร ไม่เคยคิดทำลายโลก และไม่เข้าใจว่าทำไมอนาคตถึงเลือกเขา แต่ยิ่งหลบหนี เขากลับค้นพบความจริงอันน่าสะพรึง... นิมิตที่คนทั้งโลกเห็น ไม่ใช่อนาคตที่ถูกกำหนดไว้ หากแต่เป็น "อนาคตที่ใครบางคนจงใจให้ทุกคนเห็น" เพื่อผลักเด็กหนุ่มผู้บริสุทธิ์คนหนึ่ง... ให้กลายเป็นราชันอสูรด้วยมือของมนุษย์ทั้งโลก
View Moreตอนที่ 1 คืนที่โลกเห็นอนาคต
แสงจากหลอดไฟสีขาวบนเพดานร้านสะดวกซื้อส่องลงมากระทบพื้นกระเบื้องจนดูเย็นชาเกินกว่าจะเรียกว่าความอบอุ่นในยามค่ำคืน ธันวายืนอยู่หลังเคาน์เตอร์คิดเงินด้วยสีหน้าอ่อนล้า ดวงตาของเด็กหนุ่มวัยสิบแปดปีมีรอยคล้ำจาง ๆ จากการพักผ่อนไม่เพียงพอหลายคืนติดต่อกัน เสื้อพนักงานสีเข้มที่สวมอยู่ดูใหญ่กว่าร่างผอมของเขาเล็กน้อย แขนเสื้อถูกพับขึ้นอย่างเรียบร้อย ขณะที่มือข้างหนึ่งกำลังจัดเรียงธนบัตรในลิ้นชัก ส่วนอีกข้างกดปุ่มบันทึกยอดขายตามหน้าที่ เสียงเครื่องปรับอากาศดังสม่ำเสมอ เสียงตู้แช่เครื่องดื่มทำงานเป็นระยะ และเสียงเพลงเบา ๆ ที่เปิดคลออยู่ภายในร้านกลายเป็นสิ่งเดียวที่คอยยืนยันว่าเวลายังคงเดินต่อไป แม้สำหรับธันวาแล้ว ทุกคืนจะยาวนานไม่ต่างกันก็ตาม เขาทำงานกะดึกที่ร้านสะดวกซื้อแห่งนี้มาเกือบหนึ่งปี ตั้งแต่เรียนจบมัธยมปลายและตัดสินใจยังไม่สมัครเข้ามหาวิทยาลัย เพราะค่าใช้จ่ายในบ้านแทบไม่พอแม้แต่จะซื้ออาหารและยารักษาโรคให้แม่ พ่อของเขาเสียชีวิตไปตั้งแต่ธันวายังเด็ก ทิ้งห้องเช่าเล็ก ๆ ชานกรุงเทพฯ และหนี้สินจำนวนหนึ่งเอาไว้ให้สองแม่ลูกต้องช่วยกันแบกรับ ช่วงแรกแม่ของเขายังพอทำงานรับจ้างเย็บผ้าได้ แต่หลังจากล้มป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับหัวใจและปอด สุขภาพของนางก็ทรุดลงเรื่อย ๆ จนแทบลุกจากเตียงไม่ได้ ธันวาจึงกลายเป็นคนหาเงินเพียงคนเดียวในบ้าน เขาทำงานตั้งแต่ช่วงเย็นไปจนถึงหลังเที่ยงคืน บางวันรับงานยกของในตอนเช้า บางวันไปส่งอาหารแทนเพื่อน และหากมีใครถามว่าเหนื่อยหรือไม่ เขามักตอบเพียงว่าไม่เป็นไร ทั้งที่ความจริงแล้วเขาเหนื่อยจนบางครั้งเผลอหลับคาโต๊ะกินข้าวโดยยังไม่ได้ถอดรองเท้า เวลาบนหน้าจอเครื่องคิดเงินแสดงตัวเลขยี่สิบสามนาฬิกาสี่สิบสองนาที ลูกค้าภายในร้านเหลือเพียงชายวัยกลางคนที่กำลังเลือกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอยู่ตรงชั้นด้านใน กับนักศึกษาหญิงสองคนที่ยืนคุยกันหน้าตู้เครื่องดื่ม ธันวาเหลือบมองนาฬิกาแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา หน้าจอมีข้อความจากแม่ส่งมาเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน ข้อความนั้นสั้นมาก แม่บอกว่าไม่ต้องรีบกลับ ให้ระวังรถ และไม่ต้องซื้อยาราคาแพง ธันวาอ่านแล้วถอนหายใจเบา ๆ เขารู้ดีว่าคำว่าไม่ต้องซื้อยาราคาแพงของแม่มีความหมายว่าอย่างไร ยาที่หมอสั่งเหลือเพียงหนึ่งวัน แต่เงินในบัญชีของเขามีไม่ถึงสองพันบาท ขณะที่ค่ายาชุดใหม่เกือบพันสามร้อยบาท ยังไม่รวมค่าเช่าห้องที่กำลังจะถึงกำหนดในอีกสามวัน และค่าอาหารสำหรับทั้งสัปดาห์ เขากดเปิดแอปธนาคาร มองตัวเลขยอดเงินคงเหลือซ้ำอีกครั้งราวกับหวังว่ามันจะเพิ่มขึ้นเอง แต่ตัวเลขก็ยังคงเท่าเดิม หนึ่งพันแปดร้อยยี่สิบหกบาทกับเศษอีกเล็กน้อย ธันวาปิดหน้าจอแล้วเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋า พยายามไม่คิดถึงเรื่องที่ยังหาทางแก้ไม่ได้ในคืนนี้ ชายวัยกลางคนนำบะหมี่สองถ้วยกับบุหรี่หนึ่งซองมาวางบนเคาน์เตอร์ ธันวาคิดเงินตามปกติ กล่าวขอบคุณ และยื่นเงินทอนให้ ลูกค้ารับของแล้วเดินออกจากร้านไปโดยไม่ได้มองหน้าเขา นักศึกษาหญิงสองคนตามออกไปในอีกไม่กี่นาทีถัดมา ทิ้งให้ร้านกลับมาเงียบอีกครั้ง ธันวาหันไปมองเพื่อนร่วมงานซึ่งกำลังเช็ดชั้นวางสินค้าอยู่ไม่ไกล ชายหนุ่มคนนั้นชื่อเบส อายุยี่สิบสองปี เป็นคนพูดมากและมักช่วยธันวารับกะเวลาที่เขาต้องพาแม่ไปโรงพยาบาล เบสวางผ้าเช็ดชั้นลงแล้วเดินมาพิงเคาน์เตอร์ มองใบหน้าของธันวาอย่างพิจารณา "วันนี้หน้ามึงดูแย่กว่าทุกวันอีก นอนบ้างหรือเปล่า" "นอนครับ เมื่อเช้าได้นอนตั้งสามชั่วโมง" "สามชั่วโมงเรียกว่านอนที่ไหน เขาเรียกหลับตาชั่วคราว" ธันวาหัวเราะเบา ๆ แม้จะไม่มีอารมณ์ขันนัก "เดี๋ยวกลับไปก็นอนแล้วครับ" "พรุ่งนี้มึงรับกะเพิ่มอีกใช่ไหม" "ครับ พี่ก้อยขอลาไปงานศพญาติ" "แล้วช่วงเช้ามึงจะไปส่งของอีกหรือเปล่า" ธันวาเงียบไปเล็กน้อยก่อนพยักหน้า เบสสบถเบา ๆ แล้วส่ายหัว "มึงจะหาเงินหรือจะฆ่าตัวเองวะ" "ถ้าผมหยุดทำงาน แม่ก็ไม่มียากินครับ" คำตอบนั้นทำให้เบสเงียบลง เขารู้เรื่องแม่ของธันวาดี และรู้ด้วยว่าการพูดให้พักไม่สามารถช่วยอะไรได้มากนัก เพราะการพักหมายถึงเงินที่หายไป และเงินที่หายไปอาจหมายถึงยาหนึ่งแผงหรืออาหารหนึ่งมื้อ ธันวาไม่เคยขอความช่วยเหลือจากใครง่าย ๆ ต่อให้มีคนเสนอ เขาก็มักรับเพียงเล็กน้อยแล้วรีบหาทางคืนให้เร็วที่สุด เบสถอนหายใจ ก่อนหยิบธนบัตรห้าร้อยบาทออกจากกระเป๋าแล้ววางลงบนเคาน์เตอร์ "เอาไปก่อน" ธันวามองธนบัตรใบนั้นทันที "ไม่เอาครับพี่ ผมยังพอมี" "กูไม่ได้ให้ กูให้ยืม สิ้นเดือนค่อยคืน" "แต่พี่ก็ต้องใช้เงิน" "กูยังมีข้าวกิน แม่มึงต้องกินยา เอาไปเถอะ อย่าให้กูต้องยัดใส่กระเป๋า" ธันวาลังเลอยู่หลายวินาที ท้ายที่สุดจึงหยิบเงินขึ้นมาถือไว้ สีหน้าของเขาทั้งขอบคุณและรู้สึกผิดในเวลาเดียวกัน "สิ้นเดือนผมคืนแน่นอนครับ" "เออ รู้แล้ว มึงพูดเหมือนกูจะคิดดอกเบี้ย" "ขอบคุณนะพี่" "ไม่ต้องขอบคุณ รีบจัดของให้เสร็จ เดี๋ยวเลิกกะแล้วร้านขายยาปิด" ธันวาพยักหน้าแล้วกลับไปทำงานต่อ เวลาค่อย ๆ ขยับเข้าใกล้เที่ยงคืน ถนนด้านนอกร้านเงียบลงกว่าช่วงหัวค่ำ รถยนต์แล่นผ่านเป็นครั้งคราว แสงจากป้ายโฆษณาฝั่งตรงข้ามกะพริบอยู่เหนืออาคารเก่าหลายคูหา กรุงเทพฯ ในยามดึกไม่เคยหลับสนิท เมืองนี้ยังเต็มไปด้วยผู้คนที่ทำงาน แข่งขัน ดิ้นรน และหลบหนีจากปัญหาของตนเอง ธันวาเองก็เป็นเพียงหนึ่งในคนเหล่านั้น ไม่มีชื่อเสียง ไม่มีอำนาจ ไม่มีความฝันยิ่งใหญ่ เขาไม่ได้อยากเป็นวีรบุรุษ ไม่ได้อยากร่ำรวยล้นฟ้า สิ่งที่เขาต้องการมีเพียงเงินมากพอจะรักษาแม่ และหากเป็นไปได้ เขาอยากกลับไปเรียนหนังสือสักวันหนึ่ง หลังจากจัดของและตรวจยอดเรียบร้อย ธันวาก็เลิกกะก่อนเที่ยงคืนไม่กี่นาที เขาเปลี่ยนเสื้อคลุม หยิบกระเป๋าสะพายเก่า ๆ แล้วกล่าวลาเบส จากนั้นรีบเดินไปยังร้านขายยาที่เปิดตลอดคืนซึ่งอยู่ห่างออกไปสองช่วงตึก อากาศภายนอกอบอ้าวแม้เป็นเวลาดึก กลิ่นควันรถและกลิ่นอาหารจากร้านริมทางลอยปะปนกัน ผู้คนบนฟุตบาทบางตา แต่ยังมีคนขับรถรับจ้างนั่งรอลูกค้า พนักงานส่งอาหารจอดรถดูโทรศัพท์ และคนไร้บ้านนอนขดอยู่หน้าร้านที่ปิดไฟแล้ว ธันวาเดินเร็วขึ้นเพราะกลัวแม่จะรอนาน เขาไปถึงร้านขายยาตอนยี่สิบสามนาฬิกาห้าสิบสามนาที ยื่นใบสั่งยาให้เภสัชกรและจ่ายเงินเกือบทั้งหมดที่มีอยู่ ยาสองกล่องกับหนึ่งขวดถูกใส่ลงในถุงสีขาว ธันวารับถุงนั้นมาถืออย่างระมัดระวังราวกับมันเป็นสิ่งมีค่าที่สุดในโลก เงินในกระเป๋าของเขาเหลือไม่ถึงหนึ่งพันบาท แต่ความรู้สึกหนักอึ้งกลับเบาลงเล็กน้อย อย่างน้อยแม่จะมียากินไปอีกหลายวัน เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาแม่ เสียงสัญญาณดังอยู่สองครั้งก่อนอีกฝ่ายจะรับสาย "แม่ยังไม่นอนเหรอ" เสียงของแม่ดังแผ่วผ่านโทรศัพท์ "แม่หลับไปแล้ว แต่ตื่นตอนลูกโทรมา" "ผมยังไม่ได้โทรเลยนะ แม่โกหกไม่เก่งเลย" ปลายสายเงียบไปเล็กน้อย ก่อนแม่จะหัวเราะเบา ๆ เสียงหัวเราะนั้นตามมาด้วยเสียงไอที่ทำให้ธันวาขมวดคิ้ว "แม่บอกแล้วว่าไม่ต้องซื้อยาชุดใหม่ก็ได้ ของเก่ายังเหลือ" "เหลือถึงพรุ่งนี้เช้าเอง หมอบอกว่าห้ามขาดยา" "เงินเรายังไม่พอจ่ายค่าเช่าไม่ใช่เหรอ" "เรื่องนั้นผมจัดการได้" "ธันวา" น้ำเสียงของแม่อ่อนลง แต่แฝงความกังวลชัดเจน "ลูกไม่ต้องทำทุกอย่างคนเดียวก็ได้ แม่รักษามาหลายปีแล้ว ถ้ามันแพงเกินไป" "อย่าพูดแบบนั้นครับ" ธันวาหยุดเดินอยู่ข้างถนน มือที่ถือโทรศัพท์กำแน่นขึ้น "มันไม่ได้แพงเกินไป ชีวิตแม่ไม่ได้แพงเกินไป ผมหาเงินได้" "แต่ลูกแทบไม่ได้นอน" "ผมไหว" "ลูกพูดแบบนี้ทุกครั้ง" "เพราะผมไหวจริง ๆ" แม่เงียบอีกครั้ง ธันวาได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของนางผ่านสายโทรศัพท์ เขารู้ว่าแม่กำลังร้องไห้ แม้นางจะพยายามไม่ส่งเสียงก็ตาม "แม่ไม่อยากเป็นภาระของลูก" "แม่ไม่ใช่ภาระ" "ถ้าไม่มีแม่ ลูกคงได้เรียนต่อ คงไม่ต้องทำงานกลางคืน คงมีชีวิตเหมือนเด็กวัยเดียวกัน" "ถ้าไม่มีแม่ ผมก็ไม่รู้จะมีชีวิตไปทำไมเหมือนกัน" คำพูดของธันวาทำให้ปลายสายเงียบสนิทไปครู่หนึ่ง เขาเงยหน้ามองท้องฟ้าเหนือกรุงเทพฯ ซึ่งแทบมองไม่เห็นดาวเพราะแสงไฟจากเมือง ความรู้สึกบางอย่างจุกอยู่ในลำคอ แต่เขาฝืนกลืนมันลงไปแล้วพูดด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ "ผมซื้อยาแล้ว เดี๋ยวกลับถึงห้องจะอุ่นโจ๊กให้ แม่กินยาก่อนนอนด้วยนะ" "ดึกแล้ว ลูกซื้ออะไรให้ตัวเองกินหรือยัง" "กินแล้วครับ" ความจริงคือเขายังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่ช่วงเย็น แต่ไม่จำเป็นต้องให้แม่รู้ "อย่าโกหกแม่นะ" "ผมจะโกหกทำไม เดี๋ยวผมกลับแล้ว" "กลับดี ๆ นะลูก" "ครับแม่" ธันวาวางสายแล้วมองเวลาบนหน้าจอ ยี่สิบสามนาฬิกาห้าสิบแปดนาที เขาเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋าและเดินต่อ ถนนข้างหน้าเป็นทางข้ามขนาดใหญ่ ไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีแดง รถหลายคันค่อย ๆ ชะลอตัว ผู้คนกลุ่มหนึ่งยืนรออยู่ริมทาง มีทั้งพนักงานบริษัท คนส่งอาหาร นักท่องเที่ยว และหญิงชราที่ถือถุงผัก ทุกคนต่างกำลังใช้ชีวิตของตัวเองโดยไม่มีใครสนใจใคร ธันวายืนอยู่ท้ายกลุ่ม กระชับถุงยาในมือแล้วคิดถึงโจ๊กในห้อง คิดถึงค่าเช่าที่ต้องหาเพิ่ม และคิดถึงงานช่วงเช้าที่จะเริ่มในอีกไม่กี่ชั่วโมง เขาไม่รู้เลยว่าในเวลาอีกไม่ถึงหนึ่งนาที ทุกสิ่งที่เขากังวลจะกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยจนแทบไม่มีความหมาย บนนาฬิกาดิจิทัลขนาดใหญ่เหนืออาคารฝั่งตรงข้าม ตัวเลขเปลี่ยนจากยี่สิบสามนาฬิกาห้าสิบเก้านาทีห้าสิบเจ็ดวินาที เป็นห้าสิบแปดวินาที แล้วตามด้วยห้าสิบเก้าวินาที เมื่อเข็มเวลาสุดท้ายเคลื่อนผ่าน จุดเปลี่ยนของวันก็มาถึง เวลาเที่ยงคืนตรง เสียงทั้งหมดในโลกหายไปในชั่วพริบตา ไม่มีเสียงรถ ไม่มีเสียงลม ไม่มีเสียงเครื่องยนต์ ไม่มีแม้แต่เสียงหัวใจ ธันวารู้สึกราวกับมีมือที่มองไม่เห็นเอื้อมเข้ามาบีบสมองอย่างรุนแรง ดวงตาของเขาเบิกกว้าง ถุงยาในมือหล่นลงบนพื้น ร่างกายสูญเสียเรี่ยวแรงอย่างฉับพลัน เขาทรุดลงพร้อมกับผู้คนทุกคนรอบตัว คนขับรถหมดสติคาพวงมาลัย ผู้โดยสารล้มฟุบในรถไฟฟ้า นักบินในห้องควบคุม เรือกลางมหาสมุทร ทหารในค่าย แพทย์ในห้องผ่าตัด เด็กทารกในอ้อมแขนของแม่ ผู้นำประเทศในห้องประชุม นักโทษในเรือนจำ และผู้คนทุกเชื้อชาติทั่วทุกทวีป ต่างหมดสติพร้อมกันในวินาทีเดียว มนุษย์ทั้งโลกถูกดึงออกจากความจริงและโยนเข้าสู่สถานที่แห่งเดียวกัน ไม่มีใครรู้ว่าร่างของตนอยู่ที่ไหน ไม่มีใครขยับได้ ไม่มีใครพูดได้ ทุกคนทำได้เพียงมอง ภาพแรกที่ปรากฏคือท้องฟ้าสีแดงฉาน เมฆดำปกคลุมทั่วทุกทิศ สายฟ้าสีม่วงฉีกผ่านชั้นบรรยากาศ และเปลวเพลิงขนาดมหึมาลุกไหม้อยู่ตามพื้นโลก เสียงกรีดร้องของผู้คนนับไม่ถ้วนดังขึ้นพร้อมกัน เมืองใหญ่หลายแห่งกลายเป็นซาก ตึกสูงหักโค่น ถนนแตกออกเป็นรอยแยกกว้าง แม่น้ำปนเปื้อนด้วยเถ้าถ่านและเลือด ทะเลเต็มไปด้วยซากเรือและสิ่งมีชีวิตประหลาดที่ไม่มีใครเคยพบเห็น กองทัพของหลายประเทศยิงอาวุธใส่ศัตรูที่มองไม่เห็น เครื่องบินรบตกจากท้องฟ้า ดาวเทียมระเบิดเป็นลูกไฟเหนือชั้นบรรยากาศ และเงาดำมหึมาเคลื่อนไหวอยู่หลังม่านควันราวกับอสูรกายจากตำนาน เสียงหนึ่งดังขึ้นในจิตใจของมนุษย์ทุกคน ไม่ใช่เสียงของชายหรือหญิง ไม่ใช่เสียงของมนุษย์ แต่ทุกคนกลับเข้าใจความหมายตรงกัน นี่คือโลกในอีกสิบปี ไม่มีผู้ใดสามารถหลับตา ไม่มีผู้ใดสามารถหลบหนีจากภาพตรงหน้าได้ ภาพนั้นเปลี่ยนไปยังเมืองต่าง ๆ ทั่วโลก ผู้คนเห็นโตเกียวจมอยู่ใต้ทะเล เห็นนครนิวยอร์กถูกเถาวัลย์สีดำปกคลุม เห็นกรุงลอนดอนกลายเป็นเมืองร้าง เห็นกำแพงขนาดยักษ์พังทลายในแผ่นดินจีน เห็นทะเลทรายกลืนกินเมืองทั้งเมือง และในท้ายที่สุด ทุกสายตาถูกพาไปยังกรุงเทพฯ เมืองหลวงที่เคยเต็มไปด้วยแสงสี บัดนี้ไม่เหลือเค้าเดิม แม่น้ำเจ้าพระยาแห้งขอด สะพานหลายแห่งพังลง ตึกสูงที่เคยตั้งตระหง่านเหลือเพียงโครงเหล็กดำไหม้ ถนนเต็มไปด้วยซากรถถังและกองกระดูก วัดวาอารามแตกหัก พระพุทธรูปขนาดใหญ่ล้มอยู่กลางกองเพลิง ท้องฟ้าเหนือเมืองถูกปกคลุมด้วยวงแหวนสีดำขนาดมหึมา ราวกับประตูที่เชื่อมต่อไปยังนรก บนยอดซากอาคารสูงแห่งหนึ่ง มีคนผู้หนึ่งยืนอยู่ เสื้อคลุมสีดำของเขาสะบัดท่ามกลางลมร้อน รอบกายมีเปลวไฟสีแดงเข้มลอยวน ด้านหลังคือกองทัพของสิ่งมีชีวิตรูปร่างบิดเบี้ยว บางตัวมีเขา บางตัวมีปีก บางตัวไม่มีใบหน้า พวกมันคุกเข่าลงต่อหน้าชายคนนั้นอย่างพร้อมเพรียง เหนือศีรษะของเขามีมงกุฎที่เกิดจากเปลวเพลิงและเงามืด เสียงเดิมดังขึ้นอีกครั้งในจิตใจของมนุษย์ทุกคน ชายผู้นี้คือผู้ที่นำโลกไปสู่จุดจบ ชายผู้นี้คือราชันอสูร ผู้คนทั่วโลกพยายามเพ่งมองใบหน้าของเขา แต่ในตอนแรกมันถูกบดบังด้วยหมอกสีดำ จนกระทั่งชายบนซากตึกค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น หมอกทั้งหมดสลายตัว เผยให้เห็นใบหน้าของเด็กหนุ่มคนหนึ่งอย่างชัดเจน ดวงตาสีดำ ผมสั้น ใบหน้าผอม และรอยแผลยาวพาดผ่านแก้มซ้าย แม้รูปลักษณ์จะดูเติบโตขึ้น แข็งกร้าวขึ้น และเต็มไปด้วยความเย็นชา แต่ไม่มีใครจำผิด ทุกคนบนโลกเห็นใบหน้าเดียวกัน และทุกคนรู้ชื่อของเขาโดยไม่ต้องมีใครบอก ธันวา เด็กหนุ่มวัยสิบแปดปี พนักงานร้านสะดวกซื้อกะดึก ผู้ซึ่งในเวลานี้กำลังนอนหมดสติอยู่กลางถนนพร้อมถุงยาของแม่ที่ตกกระจายอยู่ข้างตัว ภาพสุดท้ายที่ทุกคนเห็นคือธันวาในอนาคตยกมือขึ้นเหนือศีรษะ เปลวไฟทั่วกรุงเทพฯ ลุกสูงขึ้นพร้อมกัน ท้องฟ้าแตกออกเหมือนกระจก และเสียงกรีดร้องของมนุษย์ทั้งโลกดังขึ้นก่อนทุกอย่างจะกลายเป็นความมืด ธันวาสะดุ้งตื่นกลางถนน เสียงแตรรถดังระงม รถหลายคันชนกันอยู่ตรงสี่แยก ผู้คนลุกขึ้นจากพื้นอย่างสับสน บางคนร้องไห้ บางคนกรีดร้อง บางคนรีบโทรหาครอบครัวของตน เขาหายใจแรง ความทรงจำเกี่ยวกับภาพอนาคตยังคงชัดเจนอยู่ในหัว เขามองมือตัวเอง มองถุงยาที่หล่นอยู่ข้างเท้า แล้วพยายามบอกตัวเองว่าสิ่งที่เห็นเป็นเพียงฝันร้าย ทว่าความเงียบประหลาดกลับค่อย ๆ แผ่ปกคลุมบริเวณรอบตัว ผู้คนที่กำลังร้องไห้หยุดร้อง คนที่กำลังพูดโทรศัพท์หยุดพูด หญิงชราที่ถือถุงผักค่อย ๆ หันมามองเขา ชายส่งอาหารที่เพิ่งลุกขึ้นมองหน้าเขาด้วยดวงตาเบิกกว้าง คนขับรถเปิดประตูลงมาจากรถและจ้องตรงมา นักท่องเที่ยวสองคนถอยหลังโดยไม่รู้ตัว ธันวารู้สึกถึงสายตานับสิบคู่ จากนั้นนับร้อยคู่ ทุกคนตรงสี่แยกกำลังหันมามองเขา ไม่มีใครพูดอะไรในตอนแรก แต่บนใบหน้าของทุกคนมีความหวาดกลัวแบบเดียวกัน ราวกับพวกเขาไม่ได้กำลังมองเด็กหนุ่มธรรมดาคนหนึ่ง หากกำลังมองปีศาจที่จะทำลายโลกในอีกสิบปีข้างหน้า ธันวายืนนิ่งอยู่กลางถนน หัวใจเต้นรุนแรง เขายังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น จนกระทั่งชายคนหนึ่งชี้นิ้วมาทางเขาด้วยมือสั่นเทา "เขาเอง" เสียงนั้นดังขึ้นไม่มาก แต่ชัดเจนท่ามกลางความเงียบ "คนในภาพคือเขา" ผู้คนรอบข้างเริ่มถอยออกห่าง ธันวาก้มมองเงาของตัวเองบนพื้น ก่อนเงยหน้าขึ้นมองสายตาของคนทั้งโลกที่กำลังเปลี่ยนไปตลอดกาลตอนที่ 36 สัตว์ประหลาดตัวแรกเสียงกลไกประตูตะวันออกดังครืนไปทั่วเมืองไร้ธง ขณะที่ธันวา อิงดาว พิมพ์ชนก เมธา และกลุ่มผู้ป้องกันเมืองวิ่งผ่านตรอกแคบไปยังเขตพักพิงเก่า ท้องฟ้าเหนือกำแพงยังถูกคลุมด้วยม่านพรางสีเทา แต่แสงภายในเมืองเริ่มกะพริบไม่เป็นจังหวะ เครื่องกำเนิดพลังงานหลายแห่งส่งเสียงเตือนพร้อมกัน ราวกับระบบทั้งหมดกำลังถูกบางสิ่งดึงกำลังออกไปจากแกนกลาง ผู้คนตามถนนรีบปิดประตูร้าน พาเด็กลงสู่ที่หลบภัย และขนผู้บาดเจ็บออกจากแนวตะวันออก เสียงประกาศเตือนยังคงดังซ้ำ แต่คราวนี้ไม่ได้เตือนเพียงเรื่องกองกำลังภายนอก หน้าจอสาธารณะทั่วเมืองปรากฏสัญลักษณ์สีแดงซึ่งไม่มีใครเคยเห็นมานานหลายปี อิงดาวชะงักเมื่อมองเห็นมัน สีหน้าของนางเปลี่ยนทันที"หยุดทุกคน"ครามซึ่งติดต่ออยู่ผ่านเครื่องสื่อสารถามกลับ"เกิดอะไรขึ้น"อิงดาวจ้องสัญลักษณ์บนหน้าจอ มันเป็นวงกลมสีดำที่มีเส้นแตกออกจากศูนย์กลางคล้ายกระจกแตกร้าว"ระบบไม่ได้เตือนการบุก"เมธารีบยกเครื่องตรวจพลังขึ้น แต่ค่าบนหน้าจอพุ่งสูงเกินขีดจำกัด"มีการบิดเบือนพื้นที่ใต้เขตตะวันออก"พิมพ์ชนกยกมือแตะขมับ ดวงตาสั่นอย่างรุนแรง"ฉันมองไม่เห็นข้างหน้า"ธันวาถาม"เพ
ตอนที่ 35 คนที่ไม่เชื่อนิมิตเสียงระฆังเตือนยังดังอยู่เหนือเมืองไร้ธง ขณะที่ม่านพรางสีเทาค่อย ๆ คลุมอาคาร ถนน และกำแพงทั้งหมดจนหายไปจากสายตาของโลกภายนอก ภายในห้องทำงานของอิงดาว แสงจากหน้าจอหลายสิบจอส่องให้เห็นใบหน้าของทุกคนอย่างชัดเจน เมธายืนอยู่หน้าเครื่องประมวลผลและพยายามไล่หาต้นทางของโดรนสอดแนมที่แทรกเข้ามา พิมพ์ชนกนั่งพักอยู่ข้างผนังหลังใช้พลังมองอนาคตมากเกินไป ส่วนธันวายืนมองภาพจากกล้องรอบเมือง เขาเห็นชาวเมืองกำลังเคลื่อนย้ายเด็ก คนชรา และผู้ป่วยลงสู่ที่หลบภัย เห็นผู้มีพลังหลายร้อยคนกระจายตัวไปตามแนวกำแพง และเห็นคนธรรมดาถืออาวุธเก่าขึ้นไปประจำจุดป้องกันโดยไม่มีใครสั่ง พวกเขาเคลื่อนไหวเหมือนเคยผ่านเหตุการณ์เช่นนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน อิงดาวเสียบสายเชื่อมต่อจากแขนกลเข้ากับเครื่องหลักแล้วดึงข้อมูลจากโดรนที่ยิงตก เพียงไม่กี่วินาทีภาพแผนที่ภายนอกก็ปรากฏขึ้น กองกำลังหลายกลุ่มกำลังล้อมพื้นที่กว้างรอบเมือง แต่ไม่มีฝ่ายใดมองเห็นตำแหน่งจริงของกำแพง พวกเขาเพียงรู้ว่าธันวาเข้ามาในเขตนี้และกำลังใช้วิธีปิดพื้นที่ค้นหาทีละส่วน หากม่านพรางยังทำงาน เมืองจะปลอดภัยชั่วคราว แต่การเปิดม่านระดับสูงใช
ตอนที่ 34 เมืองที่ไม่มีใครรู้จักรุ่งเช้าหลังการฝึกวันที่สอง กฤตภาสปลุกทุกคนก่อนฟ้าสางและสั่งให้เก็บของภายในสิบนาที ไม่มีการอธิบายเส้นทาง ไม่มีเวลาให้ธันวาฝึกยิงเพิ่ม และไม่มีโอกาสตรวจแผลนานกว่าที่จำเป็น เมธาเก็บเครื่องมือกับอุปกรณ์กู้ข้อมูลลงกระเป๋า พิมพ์ชนกพันผ้ารอบแขนของตนใหม่ ส่วนธันวาตรวจปืนตามขั้นตอนที่กฤตภาสสอน เขาถอดซองกระสุน ตรวจรังเพลิง เก็บนิ้วออกจากไก แล้วจึงซ่อนอาวุธไว้ใต้เสื้อคลุม ความเคลื่อนไหวยังไม่คล่อง แต่ไม่สับสนเหมือนวันแรก กฤตภาสมองอยู่ครู่หนึ่งโดยไม่พูดอะไร ก่อนโยนซองกระสุนสำรองให้ ธันวารับไว้และเหน็บข้างเอว หลังจากนั้นทั้งสี่ออกจากสถานีขนส่งแร่ร้างโดยไม่ทิ้งสิ่งใดซึ่งบอกได้ว่าเคยพักอยู่ที่นั่น พวกเขาเดินลงจากหุบเขาตามร่องน้ำแห้ง ใช้เงาภูเขาบดบังการเคลื่อนไหว และหลีกเลี่ยงถนนทุกเส้นที่ยังมีสัญญาณจากดาวเทียม เมธาระบุว่าศูนย์กักกันหมายเลขสามอยู่ทางตะวันตกอีกประมาณสองวัน แต่กฤตภาสไม่พาไปตรง ๆ เขาเปลี่ยนเส้นทางลงใต้ เข้าเขตแห้งแล้งซึ่งไม่มีชื่อบนแผนที่สาธารณะ บริเวณนั้นเคยเป็นเขตอุตสาหกรรมเก่า เมืองเล็กหลายเมืองถูกยกเลิกสถานะหลังเกิดเหตุพลังเหนือธรรมชาติเมื่อหลายปีก่
ตอนที่ 33 คนธรรมดารถบำรุงรางเคลื่อนผ่านแนวป่าและหุบเขาต่อเนื่องจนแสงอาทิตย์ขึ้นเหนือเส้นขอบฟ้า เมธาควบคุมความเร็วไว้ไม่ให้เครื่องยนต์ส่งเสียงดังเกินไป ขณะที่พิมพ์ชนกนั่งประคองธันวาซึ่งแทบขยับตัวไม่ได้ รอยช้ำทั่วหน้าอกและหน้าท้องเข้มขึ้นทุกชั่วโมง แขนซ้ายบวมจนยกไม่พ้นระดับอก ริมฝีปากแตก และหัวเข่าข้างหนึ่งเจ็บทุกครั้งที่รถสั่น ธันวาเคยถูกทหารไล่ยิง เคยถูกพลังเหนือธรรมชาติกระแทก และเคยฝืนใช้แก่นอนันต์จนร่างกายแทบแตกสลาย แต่ความเจ็บจากการต่อสู้กับรินรดากลับแตกต่างออกไป มันไม่มีพลังลึกลับ ไม่มีความร้อนสีดำไหลผ่านเส้นเลือด และไม่มีเงาช่วยรับแรงแทน ทุกบาดแผลเกิดขึ้นกับร่างกายของเขาโดยตรง ทุกครั้งที่หายใจ เขารับรู้ชัดว่าตนเป็นเพียงเด็กหนุ่มวัยสิบแปดที่ไม่เคยฝึกต่อสู้มาก่อน ส่วนกฤตภาสนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามและมองเขาเงียบ ๆ ตลอดทาง ดวงตาของอดีตผู้บัญชาการไม่มีความสงสาร มีเพียงการประเมินราวกับกำลังจดจำข้อผิดพลาดทุกอย่างที่ธันวาทำในการต่อสู้ที่ผ่านมา เมื่อรถเคลื่อนออกจากเส้นทางหลักและเข้าสู่รางสายเก่าซึ่งถูกยกเลิกใช้งานมาหลายปี กฤตภาสจึงสั่งให้เมธาหยุดใกล้สถานีขนส่งแร่ร้างกลางหุบเขา อาคารคอนกรีตขนา











