คนทั้งโลกเห็นอนาคตของผม

คนทั้งโลกเห็นอนาคตของผม

last updateLast Updated : 2026-07-28
By:  เจ้าสำนักUpdated just now
Language: Thai
goodnovel4goodnovel
Not enough ratings
36Chapters
2views
Read
Add to library

Share:  

Report
Overview
Catalog
SCAN CODE TO READ ON APP

เวลา 00.00 น. มนุษย์ทุกคนบนโลกเห็นนิมิตเดียวกัน... อีกสิบปีข้างหน้า โลกทั้งใบจะล่มสลาย เมืองใหญ่กลายเป็นซากปรักหักพัง ผู้คนนับพันล้านล้มตาย และผู้ที่ยืนอยู่เหนือทุกสิ่งคือ "ราชันอสูร" แต่สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าหายนะ คือทุกคนเห็นใบหน้าของเขาอย่างชัดเจน ธันวา วัฒนเมธา เด็กหนุ่มวัยสิบแปดปี ผู้ใช้ชีวิตธรรมดา ทำงานพิเศษเพื่อหาเงินรักษาแม่ป่วยติดเตียง เช้าวันต่อมา... เขากลายเป็นศัตรูของคนทั้งโลก รัฐบาลออกหมายจับ ผู้มีพลังพิเศษออกล่า นักล่าค่าหัวต้องการชีวิตเขา และแม้แต่คนธรรมดาก็เชื่อว่า... "ฆ่าเขาวันนี้ โลกจะปลอดภัยในวันหน้า" ทั้งที่ธันวาไม่เคยฆ่าใคร ไม่เคยคิดทำลายโลก และไม่เข้าใจว่าทำไมอนาคตถึงเลือกเขา แต่ยิ่งหลบหนี เขากลับค้นพบความจริงอันน่าสะพรึง... นิมิตที่คนทั้งโลกเห็น ไม่ใช่อนาคตที่ถูกกำหนดไว้ หากแต่เป็น "อนาคตที่ใครบางคนจงใจให้ทุกคนเห็น" เพื่อผลักเด็กหนุ่มผู้บริสุทธิ์คนหนึ่ง... ให้กลายเป็นราชันอสูรด้วยมือของมนุษย์ทั้งโลก

View More

Chapter 1

ตอนที่ 1 คืนที่โลกเห็นอนาคต

ตอนที่ 1 คืนที่โลกเห็นอนาคต

แสงจากหลอดไฟสีขาวบนเพดานร้านสะดวกซื้อส่องลงมากระทบพื้นกระเบื้องจนดูเย็นชาเกินกว่าจะเรียกว่าความอบอุ่นในยามค่ำคืน ธันวายืนอยู่หลังเคาน์เตอร์คิดเงินด้วยสีหน้าอ่อนล้า ดวงตาของเด็กหนุ่มวัยสิบแปดปีมีรอยคล้ำจาง ๆ จากการพักผ่อนไม่เพียงพอหลายคืนติดต่อกัน เสื้อพนักงานสีเข้มที่สวมอยู่ดูใหญ่กว่าร่างผอมของเขาเล็กน้อย แขนเสื้อถูกพับขึ้นอย่างเรียบร้อย ขณะที่มือข้างหนึ่งกำลังจัดเรียงธนบัตรในลิ้นชัก ส่วนอีกข้างกดปุ่มบันทึกยอดขายตามหน้าที่ เสียงเครื่องปรับอากาศดังสม่ำเสมอ เสียงตู้แช่เครื่องดื่มทำงานเป็นระยะ และเสียงเพลงเบา ๆ ที่เปิดคลออยู่ภายในร้านกลายเป็นสิ่งเดียวที่คอยยืนยันว่าเวลายังคงเดินต่อไป แม้สำหรับธันวาแล้ว ทุกคืนจะยาวนานไม่ต่างกันก็ตาม เขาทำงานกะดึกที่ร้านสะดวกซื้อแห่งนี้มาเกือบหนึ่งปี ตั้งแต่เรียนจบมัธยมปลายและตัดสินใจยังไม่สมัครเข้ามหาวิทยาลัย เพราะค่าใช้จ่ายในบ้านแทบไม่พอแม้แต่จะซื้ออาหารและยารักษาโรคให้แม่

พ่อของเขาเสียชีวิตไปตั้งแต่ธันวายังเด็ก ทิ้งห้องเช่าเล็ก ๆ ชานกรุงเทพฯ และหนี้สินจำนวนหนึ่งเอาไว้ให้สองแม่ลูกต้องช่วยกันแบกรับ ช่วงแรกแม่ของเขายังพอทำงานรับจ้างเย็บผ้าได้ แต่หลังจากล้มป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับหัวใจและปอด สุขภาพของนางก็ทรุดลงเรื่อย ๆ จนแทบลุกจากเตียงไม่ได้ ธันวาจึงกลายเป็นคนหาเงินเพียงคนเดียวในบ้าน เขาทำงานตั้งแต่ช่วงเย็นไปจนถึงหลังเที่ยงคืน บางวันรับงานยกของในตอนเช้า บางวันไปส่งอาหารแทนเพื่อน และหากมีใครถามว่าเหนื่อยหรือไม่ เขามักตอบเพียงว่าไม่เป็นไร ทั้งที่ความจริงแล้วเขาเหนื่อยจนบางครั้งเผลอหลับคาโต๊ะกินข้าวโดยยังไม่ได้ถอดรองเท้า เวลาบนหน้าจอเครื่องคิดเงินแสดงตัวเลขยี่สิบสามนาฬิกาสี่สิบสองนาที ลูกค้าภายในร้านเหลือเพียงชายวัยกลางคนที่กำลังเลือกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอยู่ตรงชั้นด้านใน กับนักศึกษาหญิงสองคนที่ยืนคุยกันหน้าตู้เครื่องดื่ม ธันวาเหลือบมองนาฬิกาแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา หน้าจอมีข้อความจากแม่ส่งมาเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน ข้อความนั้นสั้นมาก แม่บอกว่าไม่ต้องรีบกลับ ให้ระวังรถ และไม่ต้องซื้อยาราคาแพง ธันวาอ่านแล้วถอนหายใจเบา ๆ เขารู้ดีว่าคำว่าไม่ต้องซื้อยาราคาแพงของแม่มีความหมายว่าอย่างไร ยาที่หมอสั่งเหลือเพียงหนึ่งวัน แต่เงินในบัญชีของเขามีไม่ถึงสองพันบาท ขณะที่ค่ายาชุดใหม่เกือบพันสามร้อยบาท ยังไม่รวมค่าเช่าห้องที่กำลังจะถึงกำหนดในอีกสามวัน และค่าอาหารสำหรับทั้งสัปดาห์ เขากดเปิดแอปธนาคาร มองตัวเลขยอดเงินคงเหลือซ้ำอีกครั้งราวกับหวังว่ามันจะเพิ่มขึ้นเอง แต่ตัวเลขก็ยังคงเท่าเดิม หนึ่งพันแปดร้อยยี่สิบหกบาทกับเศษอีกเล็กน้อย ธันวาปิดหน้าจอแล้วเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋า พยายามไม่คิดถึงเรื่องที่ยังหาทางแก้ไม่ได้ในคืนนี้

ชายวัยกลางคนนำบะหมี่สองถ้วยกับบุหรี่หนึ่งซองมาวางบนเคาน์เตอร์ ธันวาคิดเงินตามปกติ กล่าวขอบคุณ และยื่นเงินทอนให้ ลูกค้ารับของแล้วเดินออกจากร้านไปโดยไม่ได้มองหน้าเขา นักศึกษาหญิงสองคนตามออกไปในอีกไม่กี่นาทีถัดมา ทิ้งให้ร้านกลับมาเงียบอีกครั้ง ธันวาหันไปมองเพื่อนร่วมงานซึ่งกำลังเช็ดชั้นวางสินค้าอยู่ไม่ไกล ชายหนุ่มคนนั้นชื่อเบส อายุยี่สิบสองปี เป็นคนพูดมากและมักช่วยธันวารับกะเวลาที่เขาต้องพาแม่ไปโรงพยาบาล เบสวางผ้าเช็ดชั้นลงแล้วเดินมาพิงเคาน์เตอร์ มองใบหน้าของธันวาอย่างพิจารณา

"วันนี้หน้ามึงดูแย่กว่าทุกวันอีก นอนบ้างหรือเปล่า"

"นอนครับ เมื่อเช้าได้นอนตั้งสามชั่วโมง"

"สามชั่วโมงเรียกว่านอนที่ไหน เขาเรียกหลับตาชั่วคราว"

ธันวาหัวเราะเบา ๆ แม้จะไม่มีอารมณ์ขันนัก

"เดี๋ยวกลับไปก็นอนแล้วครับ"

"พรุ่งนี้มึงรับกะเพิ่มอีกใช่ไหม"

"ครับ พี่ก้อยขอลาไปงานศพญาติ"

"แล้วช่วงเช้ามึงจะไปส่งของอีกหรือเปล่า"

ธันวาเงียบไปเล็กน้อยก่อนพยักหน้า เบสสบถเบา ๆ แล้วส่ายหัว

"มึงจะหาเงินหรือจะฆ่าตัวเองวะ"

"ถ้าผมหยุดทำงาน แม่ก็ไม่มียากินครับ"

คำตอบนั้นทำให้เบสเงียบลง เขารู้เรื่องแม่ของธันวาดี และรู้ด้วยว่าการพูดให้พักไม่สามารถช่วยอะไรได้มากนัก เพราะการพักหมายถึงเงินที่หายไป และเงินที่หายไปอาจหมายถึงยาหนึ่งแผงหรืออาหารหนึ่งมื้อ ธันวาไม่เคยขอความช่วยเหลือจากใครง่าย ๆ ต่อให้มีคนเสนอ เขาก็มักรับเพียงเล็กน้อยแล้วรีบหาทางคืนให้เร็วที่สุด เบสถอนหายใจ ก่อนหยิบธนบัตรห้าร้อยบาทออกจากกระเป๋าแล้ววางลงบนเคาน์เตอร์

"เอาไปก่อน"

ธันวามองธนบัตรใบนั้นทันที

"ไม่เอาครับพี่ ผมยังพอมี"

"กูไม่ได้ให้ กูให้ยืม สิ้นเดือนค่อยคืน"

"แต่พี่ก็ต้องใช้เงิน"

"กูยังมีข้าวกิน แม่มึงต้องกินยา เอาไปเถอะ อย่าให้กูต้องยัดใส่กระเป๋า"

ธันวาลังเลอยู่หลายวินาที ท้ายที่สุดจึงหยิบเงินขึ้นมาถือไว้ สีหน้าของเขาทั้งขอบคุณและรู้สึกผิดในเวลาเดียวกัน

"สิ้นเดือนผมคืนแน่นอนครับ"

"เออ รู้แล้ว มึงพูดเหมือนกูจะคิดดอกเบี้ย"

"ขอบคุณนะพี่"

"ไม่ต้องขอบคุณ รีบจัดของให้เสร็จ เดี๋ยวเลิกกะแล้วร้านขายยาปิด"

ธันวาพยักหน้าแล้วกลับไปทำงานต่อ เวลาค่อย ๆ ขยับเข้าใกล้เที่ยงคืน ถนนด้านนอกร้านเงียบลงกว่าช่วงหัวค่ำ รถยนต์แล่นผ่านเป็นครั้งคราว แสงจากป้ายโฆษณาฝั่งตรงข้ามกะพริบอยู่เหนืออาคารเก่าหลายคูหา กรุงเทพฯ ในยามดึกไม่เคยหลับสนิท เมืองนี้ยังเต็มไปด้วยผู้คนที่ทำงาน แข่งขัน ดิ้นรน และหลบหนีจากปัญหาของตนเอง ธันวาเองก็เป็นเพียงหนึ่งในคนเหล่านั้น ไม่มีชื่อเสียง ไม่มีอำนาจ ไม่มีความฝันยิ่งใหญ่ เขาไม่ได้อยากเป็นวีรบุรุษ ไม่ได้อยากร่ำรวยล้นฟ้า สิ่งที่เขาต้องการมีเพียงเงินมากพอจะรักษาแม่ และหากเป็นไปได้ เขาอยากกลับไปเรียนหนังสือสักวันหนึ่ง หลังจากจัดของและตรวจยอดเรียบร้อย ธันวาก็เลิกกะก่อนเที่ยงคืนไม่กี่นาที เขาเปลี่ยนเสื้อคลุม หยิบกระเป๋าสะพายเก่า ๆ แล้วกล่าวลาเบส จากนั้นรีบเดินไปยังร้านขายยาที่เปิดตลอดคืนซึ่งอยู่ห่างออกไปสองช่วงตึก อากาศภายนอกอบอ้าวแม้เป็นเวลาดึก กลิ่นควันรถและกลิ่นอาหารจากร้านริมทางลอยปะปนกัน ผู้คนบนฟุตบาทบางตา แต่ยังมีคนขับรถรับจ้างนั่งรอลูกค้า พนักงานส่งอาหารจอดรถดูโทรศัพท์ และคนไร้บ้านนอนขดอยู่หน้าร้านที่ปิดไฟแล้ว ธันวาเดินเร็วขึ้นเพราะกลัวแม่จะรอนาน เขาไปถึงร้านขายยาตอนยี่สิบสามนาฬิกาห้าสิบสามนาที ยื่นใบสั่งยาให้เภสัชกรและจ่ายเงินเกือบทั้งหมดที่มีอยู่ ยาสองกล่องกับหนึ่งขวดถูกใส่ลงในถุงสีขาว ธันวารับถุงนั้นมาถืออย่างระมัดระวังราวกับมันเป็นสิ่งมีค่าที่สุดในโลก เงินในกระเป๋าของเขาเหลือไม่ถึงหนึ่งพันบาท แต่ความรู้สึกหนักอึ้งกลับเบาลงเล็กน้อย อย่างน้อยแม่จะมียากินไปอีกหลายวัน เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาแม่ เสียงสัญญาณดังอยู่สองครั้งก่อนอีกฝ่ายจะรับสาย

"แม่ยังไม่นอนเหรอ"

เสียงของแม่ดังแผ่วผ่านโทรศัพท์

"แม่หลับไปแล้ว แต่ตื่นตอนลูกโทรมา"

"ผมยังไม่ได้โทรเลยนะ แม่โกหกไม่เก่งเลย"

ปลายสายเงียบไปเล็กน้อย ก่อนแม่จะหัวเราะเบา ๆ เสียงหัวเราะนั้นตามมาด้วยเสียงไอที่ทำให้ธันวาขมวดคิ้ว

"แม่บอกแล้วว่าไม่ต้องซื้อยาชุดใหม่ก็ได้ ของเก่ายังเหลือ"

"เหลือถึงพรุ่งนี้เช้าเอง หมอบอกว่าห้ามขาดยา"

"เงินเรายังไม่พอจ่ายค่าเช่าไม่ใช่เหรอ"

"เรื่องนั้นผมจัดการได้"

"ธันวา"

น้ำเสียงของแม่อ่อนลง แต่แฝงความกังวลชัดเจน

"ลูกไม่ต้องทำทุกอย่างคนเดียวก็ได้ แม่รักษามาหลายปีแล้ว ถ้ามันแพงเกินไป"

"อย่าพูดแบบนั้นครับ"

ธันวาหยุดเดินอยู่ข้างถนน มือที่ถือโทรศัพท์กำแน่นขึ้น

"มันไม่ได้แพงเกินไป ชีวิตแม่ไม่ได้แพงเกินไป ผมหาเงินได้"

"แต่ลูกแทบไม่ได้นอน"

"ผมไหว"

"ลูกพูดแบบนี้ทุกครั้ง"

"เพราะผมไหวจริง ๆ"

แม่เงียบอีกครั้ง ธันวาได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของนางผ่านสายโทรศัพท์ เขารู้ว่าแม่กำลังร้องไห้ แม้นางจะพยายามไม่ส่งเสียงก็ตาม

"แม่ไม่อยากเป็นภาระของลูก"

"แม่ไม่ใช่ภาระ"

"ถ้าไม่มีแม่ ลูกคงได้เรียนต่อ คงไม่ต้องทำงานกลางคืน คงมีชีวิตเหมือนเด็กวัยเดียวกัน"

"ถ้าไม่มีแม่ ผมก็ไม่รู้จะมีชีวิตไปทำไมเหมือนกัน"

คำพูดของธันวาทำให้ปลายสายเงียบสนิทไปครู่หนึ่ง เขาเงยหน้ามองท้องฟ้าเหนือกรุงเทพฯ ซึ่งแทบมองไม่เห็นดาวเพราะแสงไฟจากเมือง ความรู้สึกบางอย่างจุกอยู่ในลำคอ แต่เขาฝืนกลืนมันลงไปแล้วพูดด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ

"ผมซื้อยาแล้ว เดี๋ยวกลับถึงห้องจะอุ่นโจ๊กให้ แม่กินยาก่อนนอนด้วยนะ"

"ดึกแล้ว ลูกซื้ออะไรให้ตัวเองกินหรือยัง"

"กินแล้วครับ"

ความจริงคือเขายังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่ช่วงเย็น แต่ไม่จำเป็นต้องให้แม่รู้

"อย่าโกหกแม่นะ"

"ผมจะโกหกทำไม เดี๋ยวผมกลับแล้ว"

"กลับดี ๆ นะลูก"

"ครับแม่"

ธันวาวางสายแล้วมองเวลาบนหน้าจอ ยี่สิบสามนาฬิกาห้าสิบแปดนาที เขาเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋าและเดินต่อ ถนนข้างหน้าเป็นทางข้ามขนาดใหญ่ ไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีแดง รถหลายคันค่อย ๆ ชะลอตัว ผู้คนกลุ่มหนึ่งยืนรออยู่ริมทาง มีทั้งพนักงานบริษัท คนส่งอาหาร นักท่องเที่ยว และหญิงชราที่ถือถุงผัก ทุกคนต่างกำลังใช้ชีวิตของตัวเองโดยไม่มีใครสนใจใคร ธันวายืนอยู่ท้ายกลุ่ม กระชับถุงยาในมือแล้วคิดถึงโจ๊กในห้อง คิดถึงค่าเช่าที่ต้องหาเพิ่ม และคิดถึงงานช่วงเช้าที่จะเริ่มในอีกไม่กี่ชั่วโมง

เขาไม่รู้เลยว่าในเวลาอีกไม่ถึงหนึ่งนาที ทุกสิ่งที่เขากังวลจะกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยจนแทบไม่มีความหมาย บนนาฬิกาดิจิทัลขนาดใหญ่เหนืออาคารฝั่งตรงข้าม ตัวเลขเปลี่ยนจากยี่สิบสามนาฬิกาห้าสิบเก้านาทีห้าสิบเจ็ดวินาที เป็นห้าสิบแปดวินาที แล้วตามด้วยห้าสิบเก้าวินาที เมื่อเข็มเวลาสุดท้ายเคลื่อนผ่าน จุดเปลี่ยนของวันก็มาถึง เวลาเที่ยงคืนตรง เสียงทั้งหมดในโลกหายไปในชั่วพริบตา ไม่มีเสียงรถ ไม่มีเสียงลม ไม่มีเสียงเครื่องยนต์ ไม่มีแม้แต่เสียงหัวใจ ธันวารู้สึกราวกับมีมือที่มองไม่เห็นเอื้อมเข้ามาบีบสมองอย่างรุนแรง ดวงตาของเขาเบิกกว้าง ถุงยาในมือหล่นลงบนพื้น ร่างกายสูญเสียเรี่ยวแรงอย่างฉับพลัน เขาทรุดลงพร้อมกับผู้คนทุกคนรอบตัว คนขับรถหมดสติคาพวงมาลัย ผู้โดยสารล้มฟุบในรถไฟฟ้า นักบินในห้องควบคุม เรือกลางมหาสมุทร ทหารในค่าย แพทย์ในห้องผ่าตัด เด็กทารกในอ้อมแขนของแม่ ผู้นำประเทศในห้องประชุม นักโทษในเรือนจำ และผู้คนทุกเชื้อชาติทั่วทุกทวีป ต่างหมดสติพร้อมกันในวินาทีเดียว มนุษย์ทั้งโลกถูกดึงออกจากความจริงและโยนเข้าสู่สถานที่แห่งเดียวกัน ไม่มีใครรู้ว่าร่างของตนอยู่ที่ไหน ไม่มีใครขยับได้ ไม่มีใครพูดได้ ทุกคนทำได้เพียงมอง

ภาพแรกที่ปรากฏคือท้องฟ้าสีแดงฉาน เมฆดำปกคลุมทั่วทุกทิศ สายฟ้าสีม่วงฉีกผ่านชั้นบรรยากาศ และเปลวเพลิงขนาดมหึมาลุกไหม้อยู่ตามพื้นโลก เสียงกรีดร้องของผู้คนนับไม่ถ้วนดังขึ้นพร้อมกัน เมืองใหญ่หลายแห่งกลายเป็นซาก ตึกสูงหักโค่น ถนนแตกออกเป็นรอยแยกกว้าง แม่น้ำปนเปื้อนด้วยเถ้าถ่านและเลือด ทะเลเต็มไปด้วยซากเรือและสิ่งมีชีวิตประหลาดที่ไม่มีใครเคยพบเห็น กองทัพของหลายประเทศยิงอาวุธใส่ศัตรูที่มองไม่เห็น เครื่องบินรบตกจากท้องฟ้า ดาวเทียมระเบิดเป็นลูกไฟเหนือชั้นบรรยากาศ และเงาดำมหึมาเคลื่อนไหวอยู่หลังม่านควันราวกับอสูรกายจากตำนาน เสียงหนึ่งดังขึ้นในจิตใจของมนุษย์ทุกคน ไม่ใช่เสียงของชายหรือหญิง ไม่ใช่เสียงของมนุษย์ แต่ทุกคนกลับเข้าใจความหมายตรงกัน นี่คือโลกในอีกสิบปี ไม่มีผู้ใดสามารถหลับตา ไม่มีผู้ใดสามารถหลบหนีจากภาพตรงหน้าได้ ภาพนั้นเปลี่ยนไปยังเมืองต่าง ๆ ทั่วโลก ผู้คนเห็นโตเกียวจมอยู่ใต้ทะเล เห็นนครนิวยอร์กถูกเถาวัลย์สีดำปกคลุม เห็นกรุงลอนดอนกลายเป็นเมืองร้าง เห็นกำแพงขนาดยักษ์พังทลายในแผ่นดินจีน เห็นทะเลทรายกลืนกินเมืองทั้งเมือง และในท้ายที่สุด ทุกสายตาถูกพาไปยังกรุงเทพฯ เมืองหลวงที่เคยเต็มไปด้วยแสงสี บัดนี้ไม่เหลือเค้าเดิม แม่น้ำเจ้าพระยาแห้งขอด สะพานหลายแห่งพังลง ตึกสูงที่เคยตั้งตระหง่านเหลือเพียงโครงเหล็กดำไหม้ ถนนเต็มไปด้วยซากรถถังและกองกระดูก วัดวาอารามแตกหัก พระพุทธรูปขนาดใหญ่ล้มอยู่กลางกองเพลิง ท้องฟ้าเหนือเมืองถูกปกคลุมด้วยวงแหวนสีดำขนาดมหึมา ราวกับประตูที่เชื่อมต่อไปยังนรก บนยอดซากอาคารสูงแห่งหนึ่ง มีคนผู้หนึ่งยืนอยู่ เสื้อคลุมสีดำของเขาสะบัดท่ามกลางลมร้อน รอบกายมีเปลวไฟสีแดงเข้มลอยวน ด้านหลังคือกองทัพของสิ่งมีชีวิตรูปร่างบิดเบี้ยว บางตัวมีเขา บางตัวมีปีก บางตัวไม่มีใบหน้า พวกมันคุกเข่าลงต่อหน้าชายคนนั้นอย่างพร้อมเพรียง เหนือศีรษะของเขามีมงกุฎที่เกิดจากเปลวเพลิงและเงามืด เสียงเดิมดังขึ้นอีกครั้งในจิตใจของมนุษย์ทุกคน

ชายผู้นี้คือผู้ที่นำโลกไปสู่จุดจบ ชายผู้นี้คือราชันอสูร ผู้คนทั่วโลกพยายามเพ่งมองใบหน้าของเขา แต่ในตอนแรกมันถูกบดบังด้วยหมอกสีดำ จนกระทั่งชายบนซากตึกค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น หมอกทั้งหมดสลายตัว เผยให้เห็นใบหน้าของเด็กหนุ่มคนหนึ่งอย่างชัดเจน ดวงตาสีดำ ผมสั้น ใบหน้าผอม และรอยแผลยาวพาดผ่านแก้มซ้าย แม้รูปลักษณ์จะดูเติบโตขึ้น แข็งกร้าวขึ้น และเต็มไปด้วยความเย็นชา แต่ไม่มีใครจำผิด ทุกคนบนโลกเห็นใบหน้าเดียวกัน และทุกคนรู้ชื่อของเขาโดยไม่ต้องมีใครบอก ธันวา เด็กหนุ่มวัยสิบแปดปี พนักงานร้านสะดวกซื้อกะดึก ผู้ซึ่งในเวลานี้กำลังนอนหมดสติอยู่กลางถนนพร้อมถุงยาของแม่ที่ตกกระจายอยู่ข้างตัว ภาพสุดท้ายที่ทุกคนเห็นคือธันวาในอนาคตยกมือขึ้นเหนือศีรษะ เปลวไฟทั่วกรุงเทพฯ ลุกสูงขึ้นพร้อมกัน ท้องฟ้าแตกออกเหมือนกระจก และเสียงกรีดร้องของมนุษย์ทั้งโลกดังขึ้นก่อนทุกอย่างจะกลายเป็นความมืด ธันวาสะดุ้งตื่นกลางถนน เสียงแตรรถดังระงม รถหลายคันชนกันอยู่ตรงสี่แยก ผู้คนลุกขึ้นจากพื้นอย่างสับสน บางคนร้องไห้ บางคนกรีดร้อง บางคนรีบโทรหาครอบครัวของตน เขาหายใจแรง

ความทรงจำเกี่ยวกับภาพอนาคตยังคงชัดเจนอยู่ในหัว เขามองมือตัวเอง มองถุงยาที่หล่นอยู่ข้างเท้า แล้วพยายามบอกตัวเองว่าสิ่งที่เห็นเป็นเพียงฝันร้าย ทว่าความเงียบประหลาดกลับค่อย ๆ แผ่ปกคลุมบริเวณรอบตัว ผู้คนที่กำลังร้องไห้หยุดร้อง คนที่กำลังพูดโทรศัพท์หยุดพูด หญิงชราที่ถือถุงผักค่อย ๆ หันมามองเขา ชายส่งอาหารที่เพิ่งลุกขึ้นมองหน้าเขาด้วยดวงตาเบิกกว้าง คนขับรถเปิดประตูลงมาจากรถและจ้องตรงมา นักท่องเที่ยวสองคนถอยหลังโดยไม่รู้ตัว ธันวารู้สึกถึงสายตานับสิบคู่ จากนั้นนับร้อยคู่ ทุกคนตรงสี่แยกกำลังหันมามองเขา ไม่มีใครพูดอะไรในตอนแรก แต่บนใบหน้าของทุกคนมีความหวาดกลัวแบบเดียวกัน ราวกับพวกเขาไม่ได้กำลังมองเด็กหนุ่มธรรมดาคนหนึ่ง หากกำลังมองปีศาจที่จะทำลายโลกในอีกสิบปีข้างหน้า ธันวายืนนิ่งอยู่กลางถนน หัวใจเต้นรุนแรง เขายังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น จนกระทั่งชายคนหนึ่งชี้นิ้วมาทางเขาด้วยมือสั่นเทา

"เขาเอง"

เสียงนั้นดังขึ้นไม่มาก แต่ชัดเจนท่ามกลางความเงียบ

"คนในภาพคือเขา"

ผู้คนรอบข้างเริ่มถอยออกห่าง ธันวาก้มมองเงาของตัวเองบนพื้น ก่อนเงยหน้าขึ้นมองสายตาของคนทั้งโลกที่กำลังเปลี่ยนไปตลอดกาล

Expand
Next Chapter
Download

Latest chapter

More Chapters
No Comments
36 Chapters
ตอนที่ 1 คืนที่โลกเห็นอนาคต
ตอนที่ 1 คืนที่โลกเห็นอนาคตแสงจากหลอดไฟสีขาวบนเพดานร้านสะดวกซื้อส่องลงมากระทบพื้นกระเบื้องจนดูเย็นชาเกินกว่าจะเรียกว่าความอบอุ่นในยามค่ำคืน ธันวายืนอยู่หลังเคาน์เตอร์คิดเงินด้วยสีหน้าอ่อนล้า ดวงตาของเด็กหนุ่มวัยสิบแปดปีมีรอยคล้ำจาง ๆ จากการพักผ่อนไม่เพียงพอหลายคืนติดต่อกัน เสื้อพนักงานสีเข้มที่สวมอยู่ดูใหญ่กว่าร่างผอมของเขาเล็กน้อย แขนเสื้อถูกพับขึ้นอย่างเรียบร้อย ขณะที่มือข้างหนึ่งกำลังจัดเรียงธนบัตรในลิ้นชัก ส่วนอีกข้างกดปุ่มบันทึกยอดขายตามหน้าที่ เสียงเครื่องปรับอากาศดังสม่ำเสมอ เสียงตู้แช่เครื่องดื่มทำงานเป็นระยะ และเสียงเพลงเบา ๆ ที่เปิดคลออยู่ภายในร้านกลายเป็นสิ่งเดียวที่คอยยืนยันว่าเวลายังคงเดินต่อไป แม้สำหรับธันวาแล้ว ทุกคืนจะยาวนานไม่ต่างกันก็ตาม เขาทำงานกะดึกที่ร้านสะดวกซื้อแห่งนี้มาเกือบหนึ่งปี ตั้งแต่เรียนจบมัธยมปลายและตัดสินใจยังไม่สมัครเข้ามหาวิทยาลัย เพราะค่าใช้จ่ายในบ้านแทบไม่พอแม้แต่จะซื้ออาหารและยารักษาโรคให้แม่ พ่อของเขาเสียชีวิตไปตั้งแต่ธันวายังเด็ก ทิ้งห้องเช่าเล็ก ๆ ชานกรุงเทพฯ และหนี้สินจำนวนหนึ่งเอาไว้ให้สองแม่ลูกต้องช่วยกันแบกรับ ช่วงแรกแม่ของเขายังพอทำงานรั
last updateLast Updated : 2026-07-20
Read more
ตอนที่ 2 ใบหน้าที่โลกไม่มีวันลืม
ตอนที่ 2 ใบหน้าที่โลกไม่มีวันลืมเสียงของชายคนนั้นเหมือนก้อนหินก้อนแรกที่ถูกโยนลงกลางผิวน้ำอันเงียบสงบ หลังจากคำว่าเขาเองหลุดออกมา ผู้คนตรงสี่แยกก็เริ่มส่งเสียงพร้อมกัน ความสับสนในแววตาค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยความหวาดกลัว บางคนยกโทรศัพท์ขึ้นถ่ายภาพ บางคนถอยหนีจนชนรถที่จอดขวางอยู่ด้านหลัง ขณะที่บางคนกลับเดินเข้าใกล้ราวกับต้องการมองให้แน่ใจว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าคือคนเดียวกับที่ยืนอยู่เหนือซากโลกในนิมิตจริงหรือไม่ ธันวารู้สึกว่าลมหายใจของตนติดขัด เขามองใบหน้ารอบตัวทีละคน และสิ่งที่เห็นก็เหมือนกันทั้งหมด ไม่มีใครมองเขาเป็นมนุษย์ธรรมดาอีกต่อไปแล้ว ทุกสายตากำลังมองศัตรู มองภัยพิบัติ มองตัวตนที่ในอีกสิบปีจะยืนอยู่บนซากกรุงเทพฯ พร้อมกองทัพอสูรเบื้องหลัง เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ดังขึ้นต่อเนื่องรอบบริเวณ ผู้คนแทบทุกคนหยิบอุปกรณ์ของตนขึ้นมาดูพร้อมกัน ธันวาเองก็รู้สึกถึงแรงสั่นจากโทรศัพท์ในกระเป๋า แต่เขาไม่กล้าหยิบมันออกมา ความรู้สึกบางอย่างบอกเขาว่าไม่ควรยืนอยู่ตรงนี้อีกแม้แต่วินาทีเดียว ชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุดยังคงชี้นิ้วมาทางเขา ปากสั่นจนแทบพูดไม่เป็นคำ"ผมจำหน้าได้ เขาคือคนในภาพจริง ๆ"หญิ
last updateLast Updated : 2026-07-20
Read more
ตอนที่ 3 ผู้ต้องสงสัยของโลก
ตอนที่ 3 ผู้ต้องสงสัยของโลกคำสั่งของชายในเครื่องแบบสีดำทำให้บรรยากาศทั้งซอยเย็นเยียบลงในทันที ทหารที่ยืนกระจายกำลังอยู่รอบพื้นที่ยกอาวุธขึ้นอย่างพร้อมเพรียง ปลายกระบอกปืนไม่ได้หันเข้าหาธันวาเพียงคนเดียว แต่ยังหันไปทางฝูงชนที่กำลังเบียดเสียดอยู่หลังแนวกั้นของตำรวจด้วย แสงจากไฟหน้ารถหุ้มเกราะส่องผ่านควันและฝุ่นจนเงาของทุกคนทอดยาวบนพื้นถนน ธันวายังคงคุกเข่าอยู่กลางซอย มือทั้งสองยกเหนือศีรษะ ข้างหน้าของเขาคือถุงยาที่ตกอยู่บนพื้น ส่วนด้านหลังแนวตำรวจคือแม่ที่ยืนพิงกรอบหน้าต่างด้วยใบหน้าซีดเผือด ดวงตาของนางจับจ้องลูกชายอย่างหวาดกลัว ธันวาไม่รู้ว่าความกลัวนั้นเกิดจากภาพในนิมิต จากทหารที่มาถึง หรือจากบางสิ่งที่เขายังไม่เข้าใจ ชายชุดดำเดินเข้ามาใกล้อีกก้าว เขามองธันวาตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าราวกับกำลังตรวจสอบวัตถุอันตรายชิ้นหนึ่ง ไม่ใช่มนุษย์อายุสิบแปดปีที่เพิ่งเลิกงานและกำลังพยายามนำยากลับมาให้แม่"ลุกขึ้นช้า ๆ ห้ามเคลื่อนไหวโดยไม่ได้รับคำสั่ง"ธันวายังไม่ขยับ เขามองผ่านชายคนนั้นไปยังแม่"พวกคุณจะพาผมไปไหน""สถานที่ควบคุมพิเศษ""ผมทำผิดอะไร"ชายชุดดำไม่ตอบคำถามในทันที เขายกมือแตะอุปกรณ์สื่อสารข้า
last updateLast Updated : 2026-07-20
Read more
ตอนที่ 4 อุโมงค์ของแม่
ตอนที่ 4 อุโมงค์ของแม่อุโมงค์ใต้ดินทอดยาวไปข้างหน้าอย่างไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุด แสงจากไฟฉายในมือแม่ส่องให้เห็นผนังคอนกรีตเก่าที่ชื้นและแตกร้าวเป็นทางยาว พื้นบางช่วงมีน้ำขังจนรองเท้าของธันวาส่งเสียงแฉะทุกครั้งที่ก้าวผ่าน อากาศภายในเย็นกว่าด้านบนมาก กลิ่นดิน กลิ่นสนิม และกลิ่นอับของสถานที่ที่ถูกปิดมานานปะปนกันจนหายใจได้ไม่เต็มปอด ทว่าแม่กลับเดินนำหน้าอย่างมั่นคงราวกับคุ้นเคยกับเส้นทางนี้เป็นอย่างดี นางไม่หยุดมองผนัง ไม่ลังเลเมื่อต้องเลี้ยวผ่านทางแยก และไม่ต้องค้นหาเครื่องหมายใดเพื่อบอกทิศทาง สิ่งนั้นทำให้ความสงสัยในใจธันวารุนแรงขึ้นทุกก้าว หญิงที่เขารู้จักมาตลอดชีวิตเป็นเพียงแม่ป่วยติดเตียง ผู้หญิงธรรมดาที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ในห้องแคบ คอยรอเขากลับจากงาน และกังวลเรื่องค่ายากับค่าเช่า แต่มารดาคนเดียวกันกลับรู้จักอุโมงค์ลับใต้บ้าน เตรียมทางหลบหนี และรู้ว่ามีคนสร้างสถานที่นี้ไว้เพื่อวันที่โลกจะตามล่าเขา ธันวาเดินตามเงียบ ๆ อยู่พักใหญ่ จนในที่สุดแม่หยุดตรงหน้าประตูเหล็กสีดำบานหนึ่ง นางคุกเข่าลง ใช้นิ้วกดจุดเล็ก ๆ บนผนังสามครั้ง จากนั้นหมุนวาล์วสนิมเขรอะไปทางซ้าย ประตูส่งเสียงครืดต่ำและเปิดออกช้า
last updateLast Updated : 2026-07-20
Read more
ตอนที่ 5 นักล่าค่าหัว
ตอนที่ 5 นักล่าค่าหัวแรงระเบิดจากบ้านด้านบนยังคงสั่นสะเทือนผ่านชั้นดินลงมาเป็นระยะ เศษปูนร่วงจากเพดานอุโมงค์ ควันสีดำไหลตามทางแคบเข้ามาจนธันวาต้องยกแขนเสื้อปิดจมูก เขาพยายามลุกขึ้นทั้งที่ขาทั้งสองข้างยังสั่น ภาพบ้านซึ่งถูกเปลวไฟกลืนหายยังติดอยู่ในสายตา ทุกสิ่งที่เขาเคยเรียกว่าชีวิตถูกทำลายภายในเวลาไม่กี่นาที ห้องนอนเล็ก โต๊ะกินข้าวที่มีรอยไหม้จากหม้อร้อน รูปถ่ายของพ่อซึ่งตั้งอยู่บนชั้น และรอยขีดบนผนังที่แม่เคยใช้วัดส่วนสูงให้เขาในวัยเด็ก ทุกอย่างกลายเป็นเศษซากโดยที่เขาไม่มีโอกาสแม้แต่จะหันกลับไปมองเป็นครั้งสุดท้าย แม่ดึงแขนเขาให้เดินต่อ นางหอบหนัก ใบหน้าซีดจนแทบไม่มีสี แต่ฝีเท้ายังมั่นคงอย่างน่าประหลาด อุโมงค์ลาดต่ำลงก่อนแยกออกเป็นสองทาง แม่เลือกทางขวาโดยไม่หยุดคิด ธันวาตามไปอย่างเงียบงัน ความสงสัยมากมายยังคงอัดแน่นอยู่ในอก แต่ตอนนี้เสียงพังถล่มจากด้านหลังเตือนชัดว่าไม่มีเวลาถาม พวกเขาเดินต่อไปเกือบสิบนาที จนเสียงระเบิดเบาลงและถูกแทนที่ด้วยความเงียบอันเย็นเยียบ ทางเดินด้านหน้าแคบลงเรื่อย ๆ บางช่วงมีเพียงพื้นที่ให้คนหนึ่งคนเดินผ่าน ท่อโลหะเก่าวิ่งขนานไปกับผนัง น้ำหยดจากเพดานลงพื้นเป็น
last updateLast Updated : 2026-07-20
Read more
ตอนที่ 6 พลังที่ตื่นขึ้น
ตอนที่ 6 พลังที่ตื่นขึ้นรถบรรทุกแล่นฝ่าความมืดด้วยความเร็วสูง เสียงเครื่องยนต์หนักสั่นสะเทือนผ่านพื้นเหล็กขึ้นมาตามร่างของธันวา ทุกครั้งที่รถกระแทกหลุม แท่งระเบิดซึ่งถูกรัดแน่นรอบหน้าอกและแผ่นหลังจะกระแทกกับลำตัวจนเขาเจ็บไปหมด ตัวเลขสีแดงบนเครื่องจับเวลาลดลงอย่างต่อเนื่อง เหลือเวลาไม่ถึงยี่สิบแปดนาที สายไฟหลายเส้นพาดผ่านเสื้อและเชื่อมเข้ากับกล่องจุดชนวนตรงกลางหน้าอก เพียงมองก็รู้ว่าไม่มีทางถอดออกได้ง่าย ยิ่งพยายามขยับ สายรัดยิ่งบีบแน่นจนหายใจลำบาก แม่ถูกมัดมืออยู่ห่างออกไปไม่กี่เมตร ใบหน้าของนางมีรอยช้ำ เลือดไหลจากมุมปาก และแขนข้างหนึ่งบาดเจ็บจนแทบยกไม่ขึ้น แต่สายตายังจับจ้องอุปกรณ์บนตัวลูกอย่างไม่ยอมละไปไหน นักล่าค่าหัวหกคนนั่งกระจายอยู่ภายในรถ ทุกคนถืออาวุธพร้อมใช้ หัวหน้ากลุ่มนั่งใกล้ประตูด้านหลัง ในมือถือโทรศัพท์ซึ่งกำลังบันทึกภาพสด เขายิ้มทุกครั้งที่หันกล้องมาทางธันวา ราวกับสิ่งที่กำลังทำไม่ใช่การส่งเด็กหนุ่มไปตาย แต่เป็นการสร้างผลงานชิ้นสำคัญที่จะทำให้ชื่อของตนถูกจดจำไปทั่วโลก ธันวาพยายามควบคุมลมหายใจ แม้หัวใจจะเต้นแรงจนแทบระเบิดออกจากอก เขามองเครื่องจับเวลาแล้วมองแม่ซ้ำไปมา ส
last updateLast Updated : 2026-07-20
Read more
ตอนที่ 7 ผู้พันกฤตภาส
ตอนที่ 7 ผู้พันกฤตภาสเสียงไซเรนยังคงดังต่อเนื่องทั่วพื้นที่ซึ่งเพิ่งเกิดการระเบิด ถนนทั้งสายถูกปิดกั้นด้วยรถทหาร รถพยาบาล และแนวโล่กันกระสุน ควันสีดำลอยต่ำเหนือพื้น เศษเหล็กจากรถบรรทุกกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ หลุมขนาดใหญ่ตรงกลางถนนยังคงมีไอร้อนพวยพุ่งขึ้นมา เจ้าหน้าที่กู้ภัยพยายามเข้าใกล้ศพของกลุ่มนักล่าค่าหัว แต่ทุกคนถูกสั่งให้รักษาระยะห่าง เพราะไม่มีใครแน่ใจว่าพลังสีดำซึ่งปรากฏออกมาจากร่างของธันวาจะตื่นขึ้นอีกเมื่อใด ภายในรถบัญชาการเคลื่อนที่ที่จอดอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุไม่ถึงสองร้อยเมตร นายทหารระดับสูงหลายคนกำลังยืนล้อมโต๊ะฉายภาพ ภาพจากกล้องวงจรปิด กล้องข่าว และโทรศัพท์ของประชาชนถูกนำมาวิเคราะห์พร้อมกันบนจอขนาดใหญ่ ทุกภาพแสดงเหตุการณ์เดียวกัน ธันวาถูกมัดระเบิดไว้กับตัว คนร้ายกดชนวน เปลวไฟกลืนร่างเขา จากนั้นพลังสีดำปรากฏขึ้น ดูดซับแรงระเบิดทั้งหมดและสะท้อนกลับจนคนร้ายเสียชีวิต ภาพถูกเปิดซ้ำครั้งแล้วครั้งเล่าในความเร็วต่ำ เจ้าหน้าที่ฝ่ายข่าวกรองพยายามคำนวณขอบเขตพลัง ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธประเมินว่าระเบิดซึ่งติดอยู่บนตัวธันวาน่าจะมีแรงทำลายมากพอจะสังหารคนในรัศมีหลายสิบเมตร แต่ชาย
last updateLast Updated : 2026-07-20
Read more
ตอนที่ 8 ไม่มีที่ให้กลับ
ตอนที่ 8 ไม่มีที่ให้กลับเสียงปืนจากหลังคาอาคารดังต่อเนื่องไม่หยุด กระสุนเจาะผนังคอนกรีตแตกกระจาย เศษปูนปลิวว่อนทั่วโกดังเก่า กฤตภาสกดศีรษะของธันวาให้หมอบต่ำพร้อมยกปืนยิงตอบโต้ไปยังต้นทางอย่างแม่นยำ เสียงปืนของหน่วยอินทรีดำดังประสานกันจากด้านนอก ภาคินนำกำลังเข้าหาที่กำบังและพยายามระบุตำแหน่งมือสังหาร แต่ศัตรูเตรียมการมาดีกว่าที่คาดไว้ ควันสีขาวจากระเบิดควันหลายลูกถูกโยนลงมาจากหลังคา ปกคลุมพื้นที่ทั้งโกดังในเวลาเพียงไม่กี่วินาที การมองเห็นลดลงจนแทบไม่เหลือ กฤตภาสคว้าข้อมือธันวาแล้วตะโกนแข่งกับเสียงปืน"ทางนี้"ธันวารีบประคองแม่ขึ้นจากพื้น แม้ร่างของนางจะอ่อนแรงและมีบาดแผลจากการถูกจับตัวก่อนหน้านี้ แต่นางยังฝืนเดินตามทั้งสองไปยังประตูด้านหลังโกดัง กฤตภาสเปิดแผนที่ในอุปกรณ์ขนาดเล็กเพียงแวบเดียว ก่อนพาทั้งคู่วิ่งผ่านทางเดินแคบซึ่งเชื่อมต่อกับท่อระบายน้ำเก่า เสียงปืนด้านหลังค่อย ๆ ห่างออกไป แต่เสียงวิทยุสื่อสารของทหารกลับดังขึ้นไม่ขาดสาย หลายหน่วยกำลังเคลื่อนเข้าปิดล้อมพื้นที่จากทุกทิศทาง กฤตภาสหยุดอยู่หลังผนังคอนกรีตที่พังครึ่งหนึ่งแล้วหันไปมองธันวา"นายเดินไหวไหม""ผมไหว""แม่นายต้องได้ร
last updateLast Updated : 2026-07-20
Read more
ตอนที่ 9 หมอที่ยังเชื่อในมนุษย์
ตอนที่ 9 หมอที่ยังเชื่อในมนุษย์บ้านร้างเงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจของแม่ชัดเจน ธันวานั่งอยู่ข้างนางตลอดทั้งคืน มือหนึ่งกดผ้าสะอาดไว้ตรงบาดแผลที่แขน อีกมือคอยแตะหน้าผากเป็นระยะ ไข้ของแม่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ริมฝีปากซีดจนแทบไม่มีสี ลมหายใจถี่และขาดช่วง บางครั้งนางไอจนทั้งตัวสั่น แล้วมีเลือดเล็กน้อยติดมุมปาก กฤตภาสนั่งเฝ้าอยู่ใกล้ประตู หน่วยสื่อสารถูกปิดหมดแล้ว โทรศัพท์ทุกเครื่องถูกถอดแบตเตอรี่และเก็บแยกไว้ ไม่มีใครกล้าเปิดสัญญาณ เพราะกำลังทหาร ตำรวจ และนักล่าค่าหัวกำลังค้นหาพวกเขาทั่วเมือง ข่าวประกาศเตือนประชาชนซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าผู้ใดให้ความช่วยเหลือธันวาจะถูกดำเนินคดีร้ายแรง ผู้ประกาศข่าวบางช่องเรียกเขาว่าผู้ก่อการร้าย บางช่องเรียกเขาว่าอาวุธมีชีวิต และบางช่องถึงกับเสนอให้ประกาศพื้นที่ใดก็ตามที่พบเขาเป็นเขตอันตรายสูงสุด แม้แต่ภาพแม่ที่กำลังบาดเจ็บยังถูกเผยแพร่พร้อมคำบรรยายว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดลึกลับซึ่งอาจอยู่เบื้องหลังการปลุกพลังของราชันอสูร ธันวาไม่อยากมองข่าวเหล่านั้นอีกแล้ว เขาเพียงมองแม่และพยายามนับลมหายใจของนาง แต่ยิ่งนับก็ยิ่งรู้สึกกลัว เพราะทุกช่วงเวลาระหว่างการหายใจยาวนานขึ้นกว่า
last updateLast Updated : 2026-07-20
Read more
ตอนที่ 10 เด็กบนดาดฟ้า
ตอนที่ 10 เด็กบนดาดฟ้าภาพหมอภาคย์ถูกใส่กุญแจมือยังคงปรากฏอยู่บนหน้าจอขนาดเล็กในมือของกฤตภาส รถตำรวจหลายสิบคันปิดล้อมคลินิกจากทุกด้าน เจ้าหน้าที่ในชุดเกราะยืนเรียงแถวหน้าประตู ขณะที่นักข่าวกับฝูงชนเบียดเสียดกันอยู่หลังแนวกั้น เสียงผู้ประกาศข่าวรายงานซ้ำว่าหมอภาคย์ถูกควบคุมตัวในข้อหาให้ความช่วยเหลือบุคคลอันตรายต่อความมั่นคง แต่ไม่มีใครพูดว่าเขาเพียงรักษาคนเจ็บ ไม่มีใครสนใจว่าแม่ของธันวาอาจเสียชีวิตหากไม่ได้รับการช่วยเหลือ และไม่มีใครถามว่าการปฏิเสธผู้ป่วยเพราะความหวาดกลัวเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ ธันวายืนมองภาพนั้นด้วยมือกำแน่น ความรู้สึกผิดกัดกินอยู่ภายใน หากหมอภาคย์ไม่มาช่วยแม่ เขาคงไม่ถูกจับ หากกฤตภาสไม่โทรหา ชีวิตของหมอก็คงไม่ถูกทำลาย และหากตัวเขาไม่เคยเกิดขึ้น คนที่กล้าทำสิ่งถูกต้องอาจไม่ต้องกลายเป็นอาชญากรในสายตาของโลก แม่ยังนอนพักอยู่บนฟูกเก่าภายในบ้านร้าง อาการของนางดีขึ้นเพียงเล็กน้อย ไข้ลดลงแต่ร่างกายยังอ่อนแรง บาดแผลที่แขนถูกพันไว้อย่างเรียบร้อย ข้างกายมีขวดยาและกระดาษเขียนตารางเวลาซึ่งหมอภาคย์ทิ้งไว้ ธันวาหันกลับไปมองแม่ก่อนตัดสินใจ"ผมจะไปช่วยหมอ"กฤตภาสปิดหน้าจอทันที"ไม่
last updateLast Updated : 2026-07-20
Read more
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status