Mag-log in"เมื่อหมออินเทิร์นสาวผู้เชื่อในวิทยาศาสตร์ ต้องมาประจำอนามัยกลางป่าชายแดน และได้พบกับหมอธรรมหนุ่มผู้รักษาคนด้วยทั้งการแพทย์และอาคม..." เรื่องราวของความหลอน ที่บั่นทอนความเชื่อของหมอแผนปัจจุบันยุค 5 จี และความรักที่มากกว่าความรู้สึก ที่เกิดขึ้นท่ามกลางความเชื่อและความศัทธา
view moreแสงแดดยามบ่ายทอดผ่านกระจกสูงอาคารหอประชุมของแพทย์สภา กำลังครึกครื้นเนื่องจากวันนี้คือวันที่นักศึกษาแพทย์ปีสุดท้าย ต้องคัดเลือกสถานที่เพื่อ " ใช้ทุน" เป็นเวลาสองปี ทุกคนที่อยู่ในวันนี้ ต่างก็มีเคร่งเครียดบ้างหรือดีใจบ้างตามแบบฉบับคนร้อนวิชา นักศึกษาแพทย์ ร่วมหลายร้อยชีวิตต่างเลือกสถานที่ที่ตนพึงพอใจเพื่อใช้ทุน ที่ได้ร่ำเรียนมาถึงหกปี
แต่สำหรับ แพทย์หญิง ใบข้าว ศุกลภัตต์ ภาไท และ นายแพทย์ ศรัณย์ วิสุทธารา นั้นสำหรับพวกเขาวันนี่ไม่ใช่แค่เป็นวันแห่งการเฉลิมฉลองที่น่าอภิรมย์เท่านั้นแต่มันคือวันที่ทั้งคู่ต้องเลือกเส้นทางชีวิตของตนเอง "...แกจะเลือกที่ไหน เหรออิใบ" ศรัณย์หันไปถามเพื่อนสาวที่กำลังก้มมองรายชื่อสถานพยาบาลในโครงการใช้ทุนของกระทรวงสาธารณสุข พลางล้วงเอาแป้งผัดหน้าขึ้นมาตบๆใบหน้าที่นวลเนียนกว่าหญิงสาวให้หน้าที่หมองแดดกลับมาผุดผ่องอีกครั้ง ใบข้าวยิ้มบาง ๆให้เพื่อนรักที่ออกสาว ก่อนใช้นิ้วลากผ่านรายชื่อโรงพยาบาลขนาดใหญ่ แล้วหยุดที่ชื่อโรงพยาบาลแห่งหนึ่งเกือบสุดท้ายของรายการ "ที่นี่แหล่ะ..." 'อนามัยบ้านห้วยขมิ้น จังหวัดชายแดน' ศรัณย์เลิกคิ้วทันทีเมื่อเห็นปลายนิ้วเรียวๆจดจ่ออยู่กับชื่อและจังหวัดที่บ่งบอกได้เลยว่าน้อยคนนักที่จะอยากไปที่แห่งนี้ เนื่องจากขึ้นชื่อว่าทั้งไกลและและกันดาลเป็นที่สุด "โห.....มันไกลไปไหมมึงดูสิอยู่เหนือสุดในสยามเลยนะนั่น!!" "ไกลก็ไกลสิมึง....กูเบื่อในเมืองจะแย่ ที่นี่แหล่ะมีเสน่ห์จะตาย" หญิงสาวขีดเขียนคำร้องโดยไม่สนใจคำทัดทานใดๆ ของเพื่อนรัก ปล่อยให้ศรันย์ทำสายตาที่อธิบายอยากให้แก่เขา "อยู่บนเขานู้เลยนะมึง" "กูรู้" "สัญญาณอินเทอร์เน็ตก็ไม่ค่อยจะดี" "รู้น่า" "สัตว์ป่ายั้วเยี้ยะ!!" "..." "ผีเยอะด้วยรึเปล่าก็ไม่รู้นะมึงงงง!!!" ชายหนุ่มใจเป็นสาวพยายามโน้มน้าวให้มือบางนั้นหยุดปากกาทว่ามันกลับยิ่งเร่งให้เธอเลือกมันทันทีเสียอีก เสียงขีดเขียนบนหน้ากระดาษลากยาวราวกับเสียงตัดสินใจอันมั่นของของใบข้าวนั้นยิ่งทำให้ศรันย์ถึงกับถอนหายใจยาว "..." "มึงจะเลือกที่นี่จริงๆใช่ไหมอิใบ" หญิงสาวเงยหน้ามองร่างสูงตรงหน้าด้วยสายตาที่แน่เเน่ว เธอขยับแว่นตากรองแสงให้เข้าที่พลางส่งสายตาที่ไม่ว่าใครมองก็อ่อนใจมาให้เขา "เลือกไปแล้วว่ะ" หญิงสาวมองกระดาษในมือพลางพูดให้เพื่อนรักได้รู้ถึงเจตจำนงค์ของตนเอง "มึงฟังกูนะ อิรัน...พ่อกูเองก็เป็นหมอชายแดนพ่อกูยะงไม่เห็นลำบากอะไรเลย แล้วพื้นที่ห่างไกลแบบนี้เขาก็ต้งการหมอนะเว้ย....แกเลือกที่จะเป็นหมอเพื่ออะไรล่ะเพื่อน!!" ศรันย์มองร่างบางตรงหน้าก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน เพราะหญิงสาวที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเพื่อนรักของเขาคนนี้ ช่างมีเจตจำนงค์ที่แข็งแกร่งกว่ากำแพงเมืองจีนเสียอีก เมื่อถูกเพื่อนของเขายิงหมัดฮุกมาแบบนี้ จิตใจอันเมตตาดุจดั่งนางสาวไทยอย่างเขามีหรือจะปล่อยผ่านได้ "งั้น....กูไปด้วย!!" ใบข้าวหันมามองด้วยสีหน้าไม่เชื่อสายตาตนเอง คิ้วงามของเธอเลิกสูงด้วยความไม่เชื่อหูตัวเอง " เอาจริงเหรอมึง...มันไกล..แล้วก็กันดาลด้วยนะ!!" ชายหนุ่มออกสาวยิ้มกว้างและเชิดคอขึ้นราวกับนางพญาหงส์ เขาสะบัดศรีษะพลางทำท่าราวกับตนเป็นนางสาวไทยผู้สวมมง "กูจะปล่อยเพื่อนตัวเล็กเท่าเมี่ยงไปอยู่กลางป่าคนเดียวได้ยังไงดูสภาพเเกดิเนี้ยะ แขนเท่านี้ อุ้มคนไข้ไหวไหมก่อน ขาเท่านี้ถ้าเจอโจรป่าช้างป่ามา มีหวังขาหักก่อนจะวิ่งเสียอีก" เขาทำมท่าสะดีดสะดิ้ง กรีดกรายปรายตาใส่เพื่อนสาว ทั้งสองหัวเราะร่า ก่อนจะยื่นเอกสารเลือกสถานที่พร้อมกัน พวกเขาจรดปลายปากกาขีดลงบนชื่อเดียวกัน อนามัยบ้านห้วยขมิ้น ... ข่าวนี้สร้างความตกใจให้ครอบครัวของทั้งคู่ไม่น้อย ค่ำคืนดินเนอร์ที่ควรจะยินดีที่นักศึกษาแพทย์ได้เป็นอินเทรินแล้ว กลับเต็มไปด้วยบรรยากาศที่ กลืนไม่เข้าคายไม่ออก นายและนาง บิดามารดาของ ใบข้าวทำสีหน้าถมึึงถึงราวกับโลกถล่มทลายก็มิปาน "ใบข้าว!" คุณแม่วางช้อนเสียงดังดวงหน้าที่ยังคงสวยสดแม้อายุอานามจะผ่านกาลเวลามานานขมวดคิ้วด้วยความโกรธ "ลูกจะไปอยู่กลางป่าทำไม" คุณพ่อรีบเสริม ทันที "เลือกโรงพยาบาลจังหวัดก็ได้หรือไปอยู่กับโรงพยาบาลในเครือเราก็ได้นะ " ใบข้าวส่ายหน้าดวงตาของหญิงสาวมุ่งมั่นและแน่วแน่จนคนเป็นพ่อแม่ถึงกับทำหน้าอ่านอยาก "หนูอยากไปค่ะหนูเรียนหมอ...ก็เพื่อรักษาคน ไม่ใช่เพื่อเลือกว่าคนแบบไหนควรได้รับการรักษา เหมือนที่พ่อเป็นอยู่นี่ไงคะ" คำพูดนั้นทำให้ทั้งโต๊ะดินเนอร์เงียบกริบ มีเพียงเสียงช้อนกับซ่อมของใบข้าวที่ยังคงตักข้าวเข้าปากอย่างเอร็จอร่อย สองสามีภรรยาได้แต่มองหน้ากันแล้วทำสีหน้าปลดปลง อีกด้านหนึ่ง ห่างจากบ้านของใบข้าวไปอีกสองหมู่บ้าน บ้านของศรัณย์ก็วุ่นวายไม่แพ้กัน "ลูกจะไปอยู่ชายแดน? ไม่อ่ะ...แม่ไม่ยอม!" ศรัณย์เดินเข้าไปกอดมารดาทำสีหน้าหวานหยดออดอ้อนเต็มกำลัง "มารดาจ๋า อย่าพึ่งงอนไปเลย รันแค่ไปใช้ทุนแพทย์สองปีเอง เดี๋ยวก็กลับ นะจ๊ะมารดาจ๋าาาา" ศรันย์ออดอ้อนออเสาะจนมารดาของตนถึงกับอ่อนใจเธอมีลูกชายคนเดียว จะไม่ให้ห่วงมันเป็นไปไม่ได้อีกทั้งยังเป็นชาว LGBTQ+ ที่แม้แต่ยุคสมัยนี้เปิดกว้างก็จริงแต่บางสังคมยังคงไม่สมามรถรับได้ เธอเป็นห่วงข้อนี้เป็นที่สุดมากกว่า "ขอให้รันนี่จังของพระมารดาไปช่วยชาติบ้างเถอะนะพระมารดาาาาา" ศรันย์ออดอ้อนสุดกำลัง หลายวันแห่งการเกลี้ยกล่อมผ่านไป ใบข้าวยังคงให้เหตุผลเดิมๆแม้ว่าพ่อและแม่ของเธอจะโน้มน้าวด้วยอะไรก็ตาม จนกระทั่งสองสามีภรรยาต่างก็ใจอ่อนยอมให้ลูกสาวคนโตของตนเดินออกจากอ้อมแขนไปยังที่ห่างใกลจนได้ ส่วนบ้านของศรันย์แม้ว่าแม่ของศรันย์จะยังไม่มีทีท่าว่าจะยอมให้ลูกชาย(ออกสาว)ของตนเองไป แต่ก็หักห้ามใจอะไรไม่ได้เสียแล้ว ในที่สุด...ครอบครัวของทั้งสองก็ยอมแพ้ให้กับความดื้อและความมุ่งมั่นของทั้งสองคน ... เช้าวันเดินทางมาถึง กระเป๋าเดินทางสองใบถูกยกขึ้นรถโดยสาร เหล่าบิดามารดาที่มาส่งบุตรของตนห่างจากอ้อมอกอีกครั้งก็ยังคงอาลัยอาวร ไม่หาย " ไอ้ลูกคนนี้ตอนเรียนหมอก็ไม่ได้อยู่กับแม่พอไแ้อยู่ก็อยู่ด้วยแค่ไม่กี่เดือนมาตอนนี้จะไปจากแม่อีก ฮืออออออ " แม่ของศรันย์ปล่อยโฮอย่างอดทนไม่ได้โดยมีแม่ของใบข้าวคอยปลอบใจอยู่ข้างๆ "ไม่ร้องนะแม่จ๋า รันไปรับใช้ชาติเหมือนที่เเม่อยากให้ไง" ศรันย์เช็ดน้ำตาให้แม่ของเขาก่อนจะโบกมือลาแล้วเดอนขึ้นรถไป รถทัวร์ค่อยๆเคลื่อนตัวออกจากชานชาลา เข้าสู่ตัวเมืองกรุงเทพฯ บ้านเมืองที่เป็นตึกรามบ้านช่องค่อย ๆ เลือนหายไป ต้นไม้เขียวขจี ภูเขาสูงตระหง่าน เส้นทางที่คดเคี้ยวเริ่มปรากฏต่อนัยตา รถต่อแรก...รถต่อที่สอง...รถสองแถว... และท้ายที่สุด รถกระบะของชาวบ้านที่กำลังกลับหมู่บ้านพอดี ถนนลาดยางค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นถนนลูกรัง ทางที่เคยเรียบค่อยๆมีหลุมบ่อจนทำเอาคุณหมอทั้งสองโยกไปเอนมาจนรู้สึกปวดตูดไปหมด ภูเขาสูงโอบล้อมสองข้างทาง ผืนป่าสีเขียวทอดยาวสุดสายตา ศรัณย์ถอนหายใจเมือ่ทอดสายตามองออกไปรอบๆด้านที่มีวิวทิวทัศน์ของธรรมชาติสวยงาม "นี่เรายังอยู่ประเทศไทยใช่ไหมทำไมป่ามันวังเวงขนาดนี้เนี้ยะ!!" เขาทำหน้าหวาดหวั่น ใบข้าวหัวเราะที่เพื่อนรักของเธอทำหน้าราวกับเจอผี "กลัวแล้วเหรอ" "ไม่ได้กลัว" ศรันย์หันมาทำตาเขียวใส่หญิงสาว "แต่..." เขามองป้ายไม้เก่า ๆ ข้างทาง 'อีก 12 กิโลเมตร บ้านห้วยขมิ้น' "ฉันรู้สึก...เหมือนกำลังจะเข้าไปในโลกอีกใบ" ศรันย์ขยับกายเข้าชิดขอบกระบะแล้วกอดกระเป๋าสัมภาระไว้แนบอก ในหัวพลางคิดถึงเรื่องราวน่าหวาดกลัวต่างๆด้วยความวิตกกังวล  รถกระบะแล่นผ่านซุ้มไม้ไผ่ เสาสองข้างแกะสลักลวดลายแปลกตาสองประตูมีรูปปั้นเทวดายืนพรมมืออยู่ ชาวบ้านเดินขวักไขว่บาวคนขายของอยู่ใกล้ปากทางเข้าหมู่บ้าน บางคนกำลังแบกข้าวของเสียเต็มมอเตอร์ไซค์ สายลมเย็นๆพัดผ่านผิวกายจนรู้สึกยะเยือกยามที่ลอดซุ้มประตูนั้น ใบไม้ไหวพร้อมกันราวกับกำลังต้อนรับผู้มาเยือน ไม่มีใครรู้เลยว่า... การเดินทางครั้งนี้ จะเปลี่ยนชีวิตของทั้งสองคนไปตลอดกาล โปรดติดตามตอนต่อไป...แสงแดดยามเช้าสาดผ่านหน้าต่างไม้ของอนามัยบ้านห้วยขมิ้น เสียงไก่ขันแข่งกับเสียงชาวบ้านที่เริ่มออกมาจับจ่ายในตลาดเช้า ทำให้อนามัยเล็ก ๆ แห่งนี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งภายในห้องประชุมหมอแขไทยืนอยู่หน้ากระดานไวท์บอร์ด มือถือแฟ้มเอกสารสีซีดที่ใช้งานมาหลายปี"วันนี้เรียกทุกคนมาประชุมเรื่องเดียวพรุ่งนี้เราจะออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่"ทุกคนตั้งใจฟัง หมอแขไทกางแผนที่หมู่บ้านออกบนโต๊ะ"หมู่บ้านชนเผ่าด้านในป่าลึกส่งข่าวมาว่ามีคนป่วยหลายรายการเดินทางลำบากรถเข้าไม่ถึงเราต้องเดินเท้าต่ออีกหลายกิโล"ผู้กองฉัตรกล้าพยักหน้า"ผมกับลูกน้องจะเป็นชุดคุ้มกันเราจะมีพรานป่าช่วยนำทางอีกทีถึงผมจะรู้เส้นทางแต่ผมไม่ค่อยสนิทกับป่าเท่าไหร่"หมอแขไทหันมากวาดตามองทีมแพทย์"ครั้งนี้...ใบข้าว...ศรันย์...ดาว..พวกเธอไปกับผู้กองก็แล้วกันนะ"หมอดาวยิ้มรับทันทีส่วนศรันย์แอบถอนหายใจ"เดินป่าอีกแล้ว..."ผู้กองฉัตรกล้าหันมามอง"มีปัญหารึ?"ศรันย์รีบยิ้มหวานพลางทำท่าสะดีดสะดิ้งเกินสาว
หลังจากคืนแห่งความโกลาหลนั้นวิถีชีวิตของหมู่บ้านห้วยขมิ้นก็กลับเข้าสู่ความสงบอีกครั้งแม้ทุกๆคนต่างก็ระแวดระวังตัวมากกว่าเดิม ผู้ป่วยทั้งหกคนทยอยฟื้นตัว ห้าคนสามารถกลับบ้านได้ภายในไม่กี่วัน เหลือเพียงหญิงสาวชื่อ "ละมัย" ที่ยังคงอ่อนแรงและต้องพักรักษาตัวต่อแต่สถานที่พักฟื้นของเธอ...กลับไม่ใช่อนามัยบ้านห้วยขมิ้นหากเป็นบ้านไม้หลังใหญ่ของหมอสิงห์เหตุผลก็เรียบง่าย หมอแขไทเห็นว่าละมัยยังได้รับผลกระทบจากของที่ถูกถอนออก หากเกิดอาการกำเริบขึ้นมา คนที่รับมือได้ดีที่สุดก็มีเพียงหมอสิงห์เท่านั้นนับแต่นั้นเป็นต้นมา...ทุกบ่ายหลังตรวจคนไข้เสร็จหมอใบข้าวจะต้องถือกระเป๋าแพทย์และเดินทางมายังบ้านหมอสิงห์เพื่อตรวจอาการของละมัยด้วยความจำใจช่วงแรก...เธอกลัวแทบทุกฝีก้าว แค่เห็นชายผ้าสีเขียวของนางตานีที่เธอได้นับการแนะนำว่า ชื่อ พี่ณีแวบๆอยู่หลังต้นกล้วยก็แทบจะวิ่งกลับอนามัยแล้ว อีกทั้งต้อง ได้ยินเสียงพูดคุยที่ลอยมาตามลมก็ขนลุกไปทั้งตัว ส่วน หญิงสวในชุดไทยสีทอง ที่หมอหนุ่มแนะนำว่าเป็นเซเลบของบ้านเขา นางตะเคียนทองที่ชื่อพี่ทองก็ชอบโผล่มาทักจากต้นตะเคียนแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย จนใบข้าวสะดุ้งจนกระเป๋าแพทย์หล่
หลังจากหมอแขไทตัดสินใจให้ทุกคนพาผู้ป่วยไปหาหมอสิงห์ชาวบ้านก็ช่วยกันยกเปลหามผู้ป่วยขึ้นกระบะแล้วรีบบึ่งออกจากอนามัยทันทีผู้ป่วยทั้งหกคนยังคงมีอาการน่าเป็นห่วงนัก บางคนดิ้น บางคนหัวเราะ บางคนร้องไห้ราวกับกำลังเห็นฝันร้าย หมอแขไทจึงสั่งให้หมอใหม่ทั้งสองติดตามได้ด้วยเผื่อเกิดเรื่องฉุกเฉินแม้ระยะทางจากอนามัยถึงบ้านหมอสิงห์จะมีระยะทางเพียงสี่กิโลเมตรแต่ค่ำคืนนี้...มันกลับยาวนานกว่าทุกวัน เสียงจักจั่นและกบร้องประสานกันไปทั่วผืนป่า แสงจากกระบะคันเก่าสามสี่คันส่องสว่างเป็นทางยาวไล่ไหล่ทางที่มืดมิด ใบข้าวเลือกทึี่จะอยู่ข้างเปลหนึ่งในคนไข้พร้อมกับศรันย์ ที่ดูจะอาการหนักสุด เพราะเขาเริ่มทำร้ายตนเองอย่างรุนแรงขึ้นทุกที"มันต้องไปอยู่กับกู!!!!!ฮ่าๆๆ"ผู้ป่วยทำตาขวางใส่คนที่คอยจับเขากดเอาไว้กับตัวกระบะอย่างแนานหนา สายตาของหญิงสาวไม่เคยละจากอาการของผู้ป่วยแม้แต่วินาทีเดียว"ชีพจรตก..."เธอพึมพำด้วยสีหน้าเป็นกังวลศรันย์รีบจับข้อมือผู้ป่วยอีกรอบ"ตอนนี้ชีพจรเร็วผิดปกติ"เดือนกับดาวช่วยกันจับแขนชายวัยกลางคนที่พยายามดิ้นสุดแรงบนกระบะอีกคันที่ตามมาติดๆ"ปล่อยข้า!""มันเรียกข้า!"ชายคนนั้นกรีดร้องสุดเ
กาลเวลาผ่านไปราวเกือบเดือน...วิถีชีวิตของหมอใบข้าวและหมอศรันย์ก็เริ่มกลมกลืนกับวิถีของบ้านห้วยขมิ้นมากขึ้น หมอหนุ่มตี๋ที่ชาวบ้านสาวๆต่างกรีดร้องยามที่เห็นเขายิ้ม ก็ได้รู้แล้วว่าจริงๆแล้วเขาคือหญิงสาวร่างบางตัวเล็กตัวน้อยที่ยามเห็นชายหนุ่มเมื่อไหร่อาการสะดีดสะดิ้งของเขานั้นยิ่งกว่าพวกเธอเสียอีก"ฉันรึก็นึกว่าหมอศรันย์จะเป็นแฟนกับหมอใบข้าว ที่ไหนได้ เป็นเพื่อนสาวกันเสียนี่!!""ฉันสิ...อกหักไม่พอเรดาห์พังถล่มถลายเสียอีก!! " เสียงซุบซิบของหญิงสาวที่มองคุณหมอหนุ่มออกสาวกำลังผัดแป้งบิดซ้ายขวาอยู่หน้ากะจกในอนามัยในทุกๆเช้า ทั้งคู่จะตื่นมาตรวจคนไข้ตามหน้าที่มีคนไข้เยอะบ้างน้อยบ้าง ช่วงสายออกเยี่ยมผู้ป่วยติดบ้าน ช่วงบ่ายสอนชาวบ้านเรื่องสุขภาพ บางวันก็ช่วยทำคลอด บางวันก็เย็บแผลจากมีดพร้าหรืออุบัติเหตุในไร่แม้จะเหนื่อยแทบไม่มีเวลาหายใจ แต่รอยยิ้มและคำว่า"ขอบคุณนะหมอ"ของชาวบ้าน ก็ทำให้ทั้งสองรู้สึกว่าการเลือกมาที่นี่...เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องสายวันนี้ก็เช่นกันใบข้าวกำลังตรวจความดันให้คุณตาคนหนึ่ง ส่วนศรันย์กำลังนั่งฟังเสียงปอดของเด็กน้อยวัยห้าขวบทันใดนั้น...เอี๊ยดดดด!เสียงรถจี๊บคันใหญ
![[Unlimited Money] ระบบเงินทุนไร้ขีดจำกัด](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)




