Masukช่วงเวลาตะวันตกดินเกือบห้าโมงเย็นงานที่ได้รับมอบหมายของบ้านหลิวเสร็จเรียบร้อยแล้ว เทียบกับบ้านอื่นถือว่าเสร็จเร็วกว่า ทุกคนต่างลงไปล้างมือในคลองน้ำข้างแปลงนา ล้างชำระโคลนที่เปื้อนชุดก่อนเดินเกาะกลุ่มกันกลับบ้าน เดี๋ยวค่อยกลับไปซักผ้าอีกครั้ง
แม่หลิวเดินถือตะกร้าอาหารมื้อกลางวันข้างหน้าคนอื่น ข้างกันมีพ่อหลิวที่แบกจอบ เสียม ข้างหลังมีสองหนุ่มช่วยกันสะพายตะกร้าและของที่จำเป็นต้องทำงาน ผู้หญิงสะพายตะกร้าทำงานของตัวเองและช่วยถือของอย่างอื่นด้วย
“โอ้ย เหนื่อยมาก ฉันไม่มาทำแล้วได้ไหมพรุ่งนี้” หลิวซือเหยียนยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อ หล่อนมองแขนที่ดำคล้ำลงถนัดตาด้วยสายตาไม่พอใจ
หลิวซือเหยาพูดเห็นด้วยกับน้องสาว “ใช่ ผิวสวย ๆ ของฉันเสียหมด”
เมื่อก่อนแม้ไม่ได้ใช้ครีมบำรุงผิวราคาแพงแต่พวกหล่อนไม่ได้ออกมาทำงานในแปลงนา และพี่ชายยังซื้อครีมให้เดือนละกระปุก ผิวที่ไม่ขาวมากก็คล้ำลงอย่างเห็นได้ชัด
“แม่บอกว่าจะให้พวกฉันแต่งงานกับคนในเมืองไม่ใช่เหรอ ผิวคล้ำแบบนี้จะแต่งงานได้ไหม เสียชื่อน้องสาวทหารหมด” หลิวซือเหยียนยังคงบ่น หล่อนกับพี่สาวเคยเป็นที่อิจฉาของผู้หญิงในหมู่บ้าน แล้วดูตอนนี้สิ
เฝิงหรานกลอกตามองบน “บ่น ๆ ฉันท้องยังต้องมาทำงานช่วยเลย”
แม่หลิวพูดกับลูกสาวไม่ให้สะใภ้ใหญ่ของบ้านได้ยิน “รอให้พี่ชายของลูกกลับมาถึงบ้านก่อน พี่ใหญ่ของลูกต้องจัดการภรรยาของเขาได้แน่”
แม่หลิวคงลืมไปว่าสะใภ้ใหญ่เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อน แน่นอนว่าแม้แต่สามีอย่างหลิวสวี่ซาน คนที่เวินจื่อหนิงเคยยอมทุกอย่างก็ไม่ว่างเว้น
ราวกับรู้ตัวว่าโดนนินทา เวินจื่อหนิงรีบเดินออกหน้าเพื่อกลับบ้านจะได้พักผ่อน ฝีเท้าของเธอชะงักตอนเห็นว่าแคร่หน้าบ้านมีผู้ชายในชุดทหารนั่งอยู่ ความทรงจำบอกว่าเขาคือหลิวสวี่ซาน สามีเจ้าของร่างที่เป็นทหารและคงถูกแม่สามีตามกลับบ้าน
“เจ้าใหญ่!”
“พี่ใหญ่”
“พี่สามี”
เสียงทักทายจากพ่อแม่ น้องชาย น้องสาว และน้องสะใภ้ แต่กลับไร้เสียงทักทายจากภรรยาอย่างที่ควรจะเป็น ถ้าเป็นเมื่อก่อนเวินจื่อหนิงต้องรีบไปปรนนิบัติเขากลับเดินผ่านไปหลังบ้าน
เฝิงหรานมองพี่สะใภ้ที่จากไปแล้วรีบเดินไปหาพี่ชายสามี “พี่ใหญ่ อย่าหาว่าฉันฟ้องเลยนะ แต่สะใภ้ใหญ่เปลี่ยนไปจริง ๆ บงการพวกเราทุกอย่าง แม้แต่พ่อแม่ยังพูดไม่ได้เลย”
“พี่สะใภ้รองพูดเบา ๆ หน่อย สามีภรรยาพวกเขาจะเข้าไปยุ่งทำไม” ซูหัวจุ๊ปาก
แม่หลิวรีบวางตะกร้าลงแคร่ไม้หน้าบ้านก่อนดึงแขนลูกชายมาดู “ไม่เจอกันแค่ไม่กี่เดือนทำไมถึงผอมลงขนาดนี้ แถมผิวก็คล้ำด้วย”
หลิวสวี่เซียวขมวดคิ้วบอกว่า “แม่ พี่เป็นทหารนะ เขาจะผิวคล้ำลงย่อมไม่แปลก ถ้าพี่เขาผิวไม่คล้ำนั่นคือแปลกแล้ว”
“เจ้ารอง” แม่หลิวหันไปหาลูกชาย “พี่ชายของลูกอุตส่าห์ทำงานหาเงินให้พวกเราอย่างเหน็ดเหนื่อย ถ้าแกพูดดี ๆ ไม่ได้ ก็ไม่ต้องพูด”
“ผมไม่อยากจะพูดหรอก แต่พี่สะใภ้ทำเกินไปจริง ๆ พี่ก็รู้ว่าแม่อยากให้น้องสาวสองคนแต่งงานกับคนในเมือง พวกหล่อนต้องอยู่บ้านรักษาผิว แต่พี่สะใภ้ใหญ่กลับบังคับให้ไปทำงาน ดูสิ ผิวสวย ๆ คล้ำหมดแล้ว” หลิวสวี่ซุนคุยกับพี่ชาย
หลิวซือเหยียนใช้ความเป็นน้องสาวคนเล็กของบ้านเข้าไปเกาะแขนพี่ชาย หล่อนบีบน้ำตาพลางสะอื้นเหมือนไม่ได้รับความเป็นธรรม
“พี่ดูสิ”
“ขนาดนั้นเลยเหรอ?” หลิวสวี่ซานถาม
พ่อหลิวเขี่ยก้นบุหรี่ที่หลิวสวี่ซานซื้อกลับมาให้ลงพื้น “ใช่ แม้แต่แม่แกยังพูดไม่ได้เลย พวกเรายอมหล่อนเพราะเห็นว่าหล่อนเพิ่งแท้งลูก”
คราวนี้หลิวสวี่ซานชะงักก่อนตอบ “หล่อนคงอารมณ์ไม่ดี”
แต่งงานกันมาสามปีทั้งคู่ใช้เวลาอยู่ด้วยกันไม่ถึงห้าเดือนด้วยซ้ำ ภรรยาของเขาตั้งครรภ์ทุกครั้งที่เขากลับมาบ้าน แต่ไม่ถึงสามเดือนก็ได้รับข่าวร้าย ทำให้หลิวสวี่ซานไม่ได้เสียใจขนาดนั้น
“ฉันก็ไม่อยากพูดหรอก แต่ฉันตั้งท้องลูกชายและหลานชายคนแรกของบ้านนะ ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไปไม่รู้ลูกฉันจะเป็นยังไงบ้าง” เฝิงหรานลูบท้องตัวเอง
หลิวสวี่ซานหลุบตามองท้องแบนราบของหล่อนก่อนละสายตา เขายกมือขึ้นแคะหูจากนั้นถึงเดินเข้าไปในบ้าน เนื่องจากบ้านมีประตูให้ออกไปอีกทางเขาถึงเห็นว่าเวินจื่อหนิงเพิ่งเดินเข้าห้องไป
เสียงเปิดประตูดังขึ้นเวินจื่อหนิงไม่ได้ปรายตามองเลยสักนิด หญิงสาวกำลังเตรียมเสื้อผ้าที่ใส่แล้วไปซักผ้า ใบหน้าของเธอเรียบสนิทจนหลิวสวี่ซานรู้สึกแปลกใจ
“สกปรก”
หลิวสวี่ซานเลิกคิ้วขึ้นเมื่อเขานั่งลงเตียงนอนที่เตรียมเอาไว้แบบพร้อมนอนแล้ว ยิ่งเห็นสายตาของภรรยาทำให้เขาต้องรีบเด้งตัวลุกขึ้นยืน
เขาใช้มือเกาแก้มก่อนเอ่ยถาม “คุณทำให้พ่อแม่ผมลำบากใจเหรอ?”
“พวกเขากล้าฟ้อง?”
หลิวสวี่ซานสะอึก หลายวันก่อนแม่โทรหาเขาและบอกให้รีบกลับบ้านมาปราบภรรยาที่ตอนนี้ควบคุมคนทั้งบ้าน แม้แต่พ่อแม่และน้องสาวของเขายังไม่เว้น พวกเขาไม่มีทางเลือกแล้ว
“ยังไงก็ตาม นั่นพ่อแม่ของผมนะ คุณควรไว้หน้าพวกเขาบ้าง”
“นั่นพ่อแม่ของคุณ ฉันบังคับพวกเขาให้ทำอะไร? ที่ฉันบังคับจริง ๆ คือน้องชาย น้องสาว และน้องสะใภ้ของคุณต่างหาก”
น้ำเสียง ท่าทาง ที่แข็งกร้าวไม่เหมือนก่อนหน้านี้ทำให้หลิวสวี่ซานสะดุ้งเล็กน้อย เวินจื่อหนิงไม่ใช่คนที่จะถูกกดขี่อีกต่อไป
“พวกเขานี่ก็เก่งจริง ๆ นะ ใช้งานฉันไม่ได้แล้วก็เลยตามลูกชายให้กลับมาจัดการฉัน คิดว่าจะทำอะไรได้อย่างนั้นเหรอ”
หลิวสวี่ซานไม่มีคำแก้ตัว เวินจื่อหนิงขี้เกียจคุยแล้วถึงได้ถือตะกร้าผ้าไปซักที่แม่น้ำท้ายหมู่บ้าน สะใภ้ทั้งสองรวมถึงน้องสาวสามีอีกสองคนก็ตามมาด้วย
“พวกพี่ทะเลาะกันเหรอ” ซูหัวที่นั่งข้างกันเอ่ยถามด้วยความอยากรู้
หญิงสาวเหลือบมองซูหัวก่อนเอ่ยตอบ “ไม่ได้ทะเลาะกัน”
“ไม่ได้ทะเลาะกันแต่เสียงดังมาก” หลิวซือเหยียนเอ่ยตามที่คิด “พรุ่งนี้ฉันจะไม่มาซักผ้าแล้ว”
“ฉันเคยบอกแล้วว่าครอบครัวเดียวกันต้องช่วยเหลือกัน ถ้าเป็นหน้าที่ของคนเดียว หลังแต่งงานออกไปพวกเธอสองพี่น้องก็จะไม่ต่างจากพี่สะใภ้ ฉันแค่สอนให้พวกเธอรู้จักทำงานบ้าน”
หลิวซือเหยาเบ้ปากเล็กน้อย “ก็แค่ไม่อยากทำคนเดียว”
“ใช่ หรือว่าเธออยากทำคนเดียวไหมล่ะ ลองสิ เสื้อผ้าของฉันกับคนอื่นน่ะ” เวินจื่อหนิงยื่นตะกร้าผ้าของตัวเองให้หล่อนอย่างท้าทาย
ตามมาด้วยเฝิงหรานที่รอเวลานี้อยู่พอดี หล่อนขี้เกียจซักผ้ามาก “ของฉันด้วยสิ”
หลิวซือเหยาขมวดคิ้วมองด้วยความรังเกียจ “ไม่เอาหรอก เสื้อผ้าพวกพี่ก็ต้องซักผ้าเองสิ แค่ของพ่อแม่ก็มากพอแล้ว”
“ก็อย่าพูดมาก”
หลิวซือเหยา หลิวซือเหยียนพึมพำอะไรบางอย่างก่อนแยกออกไปซักผ้าที่อื่น ทำให้ตรงนี้เหลือเพียงพี่สะใภ้และน้องสะใภ้ทั้งสามคน
ซูหัวที่นั่งเงียบตั้งแต่แรกเอ่ยขึ้นอย่างหวังดี “พี่สะใภ้ถ้ามีปัญหาให้ฉันช่วยคุยกับพ่อแม่สามีให้ไหมคะ อีกอย่างสิ่งที่พี่สะใภ้ทำ ก็ทำให้บ้านเราเงียบสงบ”
“ไม่จำเป็น”
เฝิงหรานกลอกตาแล้วพูดแดกดัน “สะใภ้สามทำไมถึงโง่ขนาดนี้ คนอย่างสะใภ้ใหญ่จะมาขอให้สะใภ้คนอื่นช่วยทำไม หล่อนเป็นคุณนายทหารนี่”
“ไม่ใช่อย่างนั้นนะ ฉันหมายถึง...”
ไม่ต้องรอให้ซูหัวกล่าวเวินจื่อหนิงก็พยักหน้า “ใช่ ฉันเป็นคุณนายทหารนะ ทำไมต้องขอความช่วยเหลือจากคนอื่นด้วย”
“...”
“อ้อ สะใภ้รองอย่าลืมว่าหลังจากวันนี้เธอต้องทำงานบ้านคนเดียวแล้ว ซักผ้าดี ๆ ล่ะ”
“เฮอะ”
สาวสามยังคงช่วยกันทำกับข้าวขาย หลิวสวี่ซานมีหน้าที่ช่วยซื้อวัตถุดิบตอนเช้า ตอนเย็นช่วยภรรยาทำบัญชีรายรับรายจ่าย เวินจื่อหนิงให้ความสำคัญกับเงินเหลือหลังหักค่าใช้จ่าย ทำยังไงก็ได้ต้องมีกำไรห้ามขาดทุนเด็ดขาด “พี่สะใภ้ใหญ่นั่งพักกันก่อนเถอะค่อยล้างทำความสะอาด ฉันเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว” หลิวซือเหยียนถึงขั้นออกปากตอนเห็นอุปกรณ์ยังไม่เก็บ เวินจื่อหนิงหัวเราะร่าแล้วพยักหน้า “ได้ พักกันก่อน” หลิวซือเหยานวดต้นแขนพลางบ่น “เป็นการค้าขายที่สนุกมาก แต่ก็ทำให้ปวดแขนไม่หยุด ฉันไม่เคยคิดมาก่อนว่าการค้าขายจะหนักขนาดนี้” “หากแม่รู้ว่าพวกเรามาทำงานค้าขายกับพี่สะใภ้ต้องตีแน่ ดีนะที่พี่ใหญ่บอกแค่ว่าจะหางานให้ทำและส่งเงินกลับไปให้น่ะ ไม่อย่างนั้นชีวิตของพวกเราจบเห่แน่” “เขารู้จักนิสัยแม่ของตัวเองดี พวกเธอใช้ชีวิตอยู่ที่นี่อย่างสบายใจเถอะ” เวินจื่อหนิงนั่งนับเงินไปพลาง ๆ ต้นทุนรวมทั้งค่าซื้อวัตถุดิบ ค่าเสื่อมสภาพที่หักเก็บเอาไว้รอซื้ออุปกรณ์ใหม่ ค่าแรง ประมาณสามสิบห้าหยวนวันนี้ขายได้ห้าสิบหยวนก็ถือว่าได้กำไรสิบห้าหยวน นับรวมจากวันก่อน ๆ ที่ขายก็ทำให
ปัญหาแรกผ่านพ้นไปได้ด้วยดีแต่ว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เจ้าของแผงปลาเจ้าที่พูดคุยเอาไว้ว่าจะเป็นเจ้าประจำถูกเปลี่ยนกะทันหัน หลิวสวี่ซานตัดสินใจเด็ดขาดว่าเขาจะไม่ร่วมธุรกิจกับคนแบบนั้นแน่ เมนูที่ทำจากปลาจึงถูกเปลี่ยนเป็นอาหารอย่างอื่นแทนในช่วงแรก หลิวสวี่ซานที่ต้องไปทำงานทุกวัน เขาใช้หลังเลิกงานไปหาแผงลอยปลาใหม่ เลือกปลาที่สดและสามารถมาส่งได้ตลอด “สามีคุณช่วยดูตรงนี้ให้ฉันหน่อยได้ไหมคะ”หลิวสวี่ซานเพิ่งอาบน้ำเสร็จ ผมยังไม่ทันได้เช็ดให้แห้งก็รีบเดินมาช่วยภรรยาดูบัญชีของวันนี้แล้ว เขายืนอยู่ด้านหลังภรรยา เอี้ยวหน้ามองบัญชีคร่าว ๆ ถึงจุดที่สงสัย แล้วเอ่ยถาม “สงสัยตรงไหนครับ”“ฉันรู้สึกว่าราคาเนื้อหมูค่อนข้างปั่นป่วน ครั้งแรกที่เรารับมาคือชั่งละ 1.5 หยวน แต่ตอนนี้ขึ้นมาเป็น 1.6 หยวน ไม่รู้ว่าลุงอวี๋ปรับราคาคือว่าคนมาส่งหมูรับเงินส่วนต่างเอง”ขายของมาระยะหนึ่งเวินจื่อหนิงเริ่มเข้าใจระบบมากขึ้น ชาติก่อนเธอไม่ได้ทำเกี่ยวกับบัญชี กว่าจะเจอปัญหาก็ผ่านมาสามวันแล้วหลิวสวี่ซานก้มลงมองบัญชีพักหนึ่งก่อนพยักหน้า “ผมคิดว่าต้องเป็นคนมาส่งเพิ่มเองครับ ตั้งแต่เรื่องปลาพวกเราก็ไปค
เวินจื่อหนิงตื่นขึ้นมาก่อนเวลาปกติที่ต้องตื่นด้วยความตื่นเต้น เป็นวันแรกของการเปิดขายอาหารที่บ้านพักทหาร ทุกอย่างห้ามผิดพลาดเป็นอันเด็ดขาด ตอนออกมาเข้าห้องน้ำสามียังไม่ตื่น เวินจื่อหนิงถึงได้นั่งเขียนรายละเอียดที่ต้องทำในวันนี้ “ตื่นแล้วทำไมไม่ปลุกผม วันนี้พวกเราต้องทำหลายอย่าง ยังดีว่าผมสลับวันหยุดกับเพื่อนร่วมงานได้ ไม่อย่างนั้นวันนี้คงพวกคุณคงเหนื่อยมาก” “ฉันเห็นว่ายังไม่ถึงเวลาที่พวกเราต้องไปตลาดเช้าค่ะ อีกอย่างของที่ต้องซื้อวันนี้ลืมไปหลายอย่าง พอมีเวลาให้ทบทวนวัตถุดิบที่ต้องซื้อด้วย” อีกทั้งสามีของเธอทำงานทุกวัน วันหยุดยังต้องมาช่วยภรรยากับน้องสาวของเขา เวลาพักแทบไม่มีเลย หลิวสวี่ซานโน้มตัวลงมาจูบแก้มภรรยาเบา ๆ “พวกเราออกไปซื้อผักข้างนอกกันเลยไหมครับ ให้น้องสาวอยู่บ้านพักรอเนื้อหมูกับไก่มาส่ง” “ไปกันเถอะค่ะ” พวกเธอสั่งของที่ต้องใช้ตั้งแต่เมื่อวานเอาไว้แล้ว เวินจื่อหนิงบอกน้องสาวสามีว่าตอนเธอกับพี่ชายของพวกหล่อนไปซื้อของ ทั้งคู่ต้องตื่นมาก่อไฟและต้มน้ำไว้ทำกับข้าว หมู่บ้านที่นี่เป็นหมู่บ้านทหาร ส่วนใหญ่ทำกับข้าวกินเ
ผลตอบรับเรื่องอาหารเป็นไปตามที่เวินจื่อหนิงต้องการ พวกเขาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าอาหารที่เธอทำอร่อยมาก บางคนถึงขั้นเดินมาถามว่าจะเปิดขายอาหารเมื่อไร เขาพร้อมซื้อให้ภรรยาที่บ้านกินอย่างไรก็ตามเวินจื่อหนิงยังไม่ได้เปิดร้าน เธอกับสามีใช้วันหยุดของเขาในการไปตรวจสุขภาพ เวินจื่อหนิงร่างกายแข็งแรงมาก หญิงสาวพร้อมตั้งครรภ์อีกได้เลย แต่ว่าหญิงสาวกับสามีคุยกันว่าจะคุมกำเนิดก่อน วิธีคุมกำเนิดยังไม่แพร่หลาย เวินจื่อหนิงจึงเลือกการกินยาคุมกำเนิดแบบรายเดือนข้อเสียจากยาคุมกำเนิดมีผลกระทบต่อร่างกายแต่เวินจื่อหนิงเลือกแล้ว การคุมกำเนิดที่ดีที่สุดคือการทำหมัน หญิงสาวยอมกินยาคุมกำเนิดเพราะทั้งคู่ยังไม่มีลูก“พวกเธอสองพี่น้องต้องทำตามคำสั่งของพี่สะใภ้นะ เงินเดือนที่คุยกันตอนนี้คือเดือนละ 30 หยวนต่อเดือน เดือนหน้าพี่จะไม่ช่วยจ่ายค่าบ้านแล้ว พวกเธอสองคนต้องจ่ายเอง และส่งเงินกลับไปให้พ่อแม่ที่บ้านด้วย อย่างน้อยหลังจากนี้พวกเธอจะไม่ถูกแม่ตำหนิ”หลิวสวี่ซานเรียกน้องสาวสองคนมาคุย พรุ่งนี้เงินเดือนของเขาออก ซึ่งเวินจื่อหนิงรอเงินเดือนสามีไปซื้อของเพื่อทำอาหารขาย “ฉันรู้ค่ะ พี่สะใภ้ใหญ่บอกว่าพี่น้องบ
เวลาเช้ามืดหลิวสวี่ซานตื่นมาก่อนเวลาปกติหนึ่งชั่วโมง เขาพาเวินจื่อหนิงไปซื้อของที่ตลาดตอนเช้า วันนี้เป็นเวินจื่อหนิงตั้งใจทำอาหารแจกเพื่อนบ้าน เมื่อวานตอนเย็นหญิงสาวให้สามีไปบอกเพื่อนบ้านทุกคนแล้ว และสอบถามมาว่าใครแพ้หรือไม่กินอะไรบ้าง ผู้ใหญ่ประมาณเจ็ดสิบคน เด็กตั้งแต่สองขวบไปจนถึงสิบขวบจำนวนยี่สิบสามคน รวม ๆ แล้วอาหารต้องทำให้ประมาณหนึ่งร้อยคน บอกว่าเลี้ยงทั้งทีก็เลี้ยงให้อิ่มไม่ใช่แค่เลี้ยงเพื่อเอาหน้า “จื่อหนิงครับ ผมต้องไปทำงานแล้ว พรุ่งนี้ผมหยุดจะพาไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจสุขภาพประจำปีตามที่คุยกัน” หลิวสวี่ซานแต่งตัวเสร็จแล้วจึงเดินมาบอกภรรยาที่หลังบ้าน เวินจื่อหนิงไม่ได้ตอบสามีในทันทีแต่ว่าหันไปบอกน้องสาวสามี “พวกเธอดูหม้อให้หน่อย น้ำเดือดแล้วค่อยนำกระดูกหมูที่ล้างแล้วลงไปต้ม ฉันไปดูพี่ชายพวกเธอก่อน ไปไม่นานเดี๋ยวจะกลับมา” “แค่นี้ฉันดูแลได้ค่ะ” หลิวซือเหยาพยักหน้าหงึกหงัก “แล้วก็...” เวินจื่อหนิงชะงักสุดท้ายเลือกเดินไปตักเกลือจนช้อนพูนและใส่มันลงไปในหม้อ “ตอนแรกว่าจะให้พวกเธอทำ แต่เดี๋ยวต้องเติมเพิ่มอีก” “พี
“ฉันคิดว่าจะทำอาหารขาย เป็นสิ่งที่ใกล้ตัวและสามารถทำขายง่าย ตอนแรกไปดูว่าจะทำอะไร ขายเสื้อผ้าต้องออกแบบให้ทันสมัยก็ใช้เวลานาน ฉันไม่ถนัดงานพวกนี้อยู่แล้ว อีกอย่างน้องสาวของคุณเป็นลูกมือในการทำอาหารได้” หลังอาหารมื้อเย็นสองสาวที่ได้ชุดใหม่รีบกลับเข้าห้องนอน ส่วนหลิวสวี่ซานกับเวินจื่อหนิงนอนคุยกันบนเตียง วันนี้ต่างคนต่างทำงานของตัวเอง เวลาคุยกันได้ก็คือก่อนนอน หลิวสวี่ซานใช้มือหนุนศีรษะเงยหน้ามองหลังคา “ขายที่ไหน ในบ้านพักทหารเกรงว่าจะขายไม่ได้ คนที่นี่ส่วนใหญ่ทำอาหารกินเอง หรือไม่ก็ต้องร้านอาหารมีชื่อเสียงในตลาด เคยมีคนทำอาหารขายสุดท้ายจมทุน” “ไม่ลองไม่รู้ ฉันอยากลองแจกให้คนในบ้านพักทหารได้ชิมก่อน หลังจากนั้นเมื่อพวกเขารู้รสชาติย่อมต้องกลับมาซื้อแน่” “มั่นใจแค่ไหน” พวกเขาไม่เคยทำการค้าขายมาก่อน “ถ้าขายไม่ได้จมทุนขึ้นมาแม้ว่ามีเงินเดือนของผมรองรับ แต่ว่าเงินที่เสียไปไม่น้อยเลยนะ” “ห้าส่วน” “แค่ครึ่งเดียว?” คราวนี้หลิวสวี่ซานพลิกตัวตะแคงและหันมามองหน้าภรรยาที่นอนข้างกัน หากเจ็ดส่วนถือว่ามั่นใจมากแค่นี่แค่ครึ่งเดีย







