LOGINวันนี้เวินถิงเยี่ยนเหมือนจะเอาเป็นเอาตายกับสมุดบันทึกเล่มนั้นของเธอจริง ๆ เขายกสมุดขึ้นมาให้เธอดูชัด ๆ “มองประโยคนี้ แล้วอ่านออกมาให้ฉันฟัง!”เจี่ยนจือ: …“เจี่ยนจือ ฉันบอกเธอเลยนะว่ามันสายไปแล้ว”“เกมนี้เธอเป็นคนเริ่ม แต่จะจบเมื่อไหร่ ไม่ใช่สิ่งที่เธอคนเดียวจะตัดสินได้”“อ่าน!”เอาเถอะ วันนี้หมอนี่บ้าไปแล้วจริง ๆ…“เอ่อ…” เจี่ยนจืออ้ำ ๆ อึ้ง ๆ พูดติด ๆ ขัด ๆ น้ำเสียงดูไม่มั่นใจ “ยะ…อย่าชอบเวินถิงเยี่ยน…เด็ดขาด…”พอเวินถิงเยี่ยนได้ยินเธออ่านออกมาจากปากตัวเองก็โมโห “ฉันไม่สนว่าสมองเธอตอนเขียนประโยคนี้มันเพี้ยนอะไรอยู่ ตอนนี้ฉันจะบอกเธอให้ชัด เธอเป็นฝ่ายมายั่วฉันก่อน หลังจากที่ฉันยอมแพ้ไปแล้ว เธอก็ยังกลับมายั่วฉันอีก ห้ามฉันทำนั่น ห้ามฉันทำนี่ พอยั่วเสร็จแล้วก็คิดจะหนีอีก ไม่มีทางหรอก”เขาฉีกหน้ากระดาษหน้านั้นออกมา แล้วค่อย ๆ ฉีกจนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย“ไม่ใช่ เวินถิงเยี่ยน…” เจี่ยนจือรู้สึกว่าจำเป็นต้องอธิบายกับเขาให้ชัด “นายฟังฉันก่อน ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้นจริง ๆ ฉันแค่รู้ว่าลั่วอวี่เฉิงเป็นคนแบบไหน ในฐานะที่เราเคยเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ฉันไม่อยากให้นายถูกเธอหลอก เพราะงั้น…”
“ไม่สำคัญบ้าอะไร!” เขาถึงขั้นสบถคำหยาบออกมา “เรื่องระหว่างฉันกับลั่วอวี่เฉิง สำหรับเธอมันไม่สำคัญใช่ไหม?”เจี่ยนจือ: …ทำไมหัวข้อถึงออกทะเลมาเป็นเรื่องนี้ได้?“ถ้าไม่สำคัญ แล้วเธอวิ่งมาร้องไห้อยู่ตรงหน้าฉันทำไม? ถ้าไม่สำคัญ แล้วเธอบอกฉันทำไมว่าไม่ชอบให้ฉันอยู่กับลั่วอวี่เฉิง? ถ้าไม่สำคัญ แล้วเธอไปแย่งโควตาแข่งสุนทรพจน์ทำไม? ถ้าไม่สำคัญ แล้วทำไมต้องยืนกรานจะไล่ลั่วอวี่เฉิงออกจากร้านฉัน? ถ้าไม่สำคัญ แล้วเธอมาบีบต้นขาฉันเหมือนยัยหื่นตัวน้อยทำไม…”“เดี๋ยวก่อน!” เขาร่าย “ความผิด” ของเธอออกมายาวเหยียดขนาดนี้ เจี่ยนจือจำเป็นต้องขัดแล้ว “ใครเป็นยัยหื่นตัวน้อยกัน? ที่ฉันทำแบบนั้นก็เพราะ…”เพราะอะไร เธอกลับพูดไม่ออกความรู้สึกแบบนี้มันน่าอึดอัดชะมัด…ทุกข้อที่เขาพูดมา เธอก็เป็นคนทำจริง ๆ แต่จุดประสงค์ของเธอไม่ได้เป็นแบบที่เขาคิดจริง ๆ นะ…“เพราะอะไรล่ะ พูดมาสิ!” ดวงตาของเขาสว่างจนน่ากลัว และยิ่งทำให้เขาในตอนนี้ดูบีบคั้นเป็นพิเศษเจี่ยนจือยกมือปิดหน้า จะให้พูดตรง ๆ ว่าเพราะฉันกลัวขาตัวเองจะพิการ แล้วก็กลัวว่านายจะมีจุดจบที่ไม่ดีหรือไง? ช่างเถอะ ทำเป็นเต่าหดหัวไปก็แล้วกัน…“ยังไงก็ไม่ใช่แบ
ร่างของเจี่ยนจือแข็งค้าง เลือดเหมือนพุ่งขึ้นสมองในชั่วพริบตา เธอรีบก้มลงไปหยิบสมุดบันทึกตามสัญชาตญาณแต่ก็สายไปแล้วเวินถิงเยี่ยนเร็วกว่าเธอหนึ่งก้าว จึงหยิบสมุดขึ้นมาได้ก่อนรอยยิ้มบนใบหน้าของเวินถิงเยี่ยนแข็งค้างทันทีที่เห็นข้อความบรรทัดนั้นเจี่ยนจือได้ยินเสียงหายใจของเขาที่จู่ ๆ ก็หนักขึ้น ไม่รู้ว่าควรพูดอะไรนิ้วมือที่กำสมุดของเวินถิงเยี่ยนค่อย ๆ เกร็งแน่นขึ้น สายตาเลื่อนจากข้อความบรรทัดนั้นบนสมุดมายังใบหน้าของเธอช้า ๆ“…หมายความว่าไง?” เขาเปิดปากพูดด้วยเสียงที่แหบพร่ามาก ทุกคำเหมือนถูกบีบออกมาจากลำคอ “ฉันน่ารังเกียจขนาดนั้นเลยเหรอ?”“ไม่มีอะไร…” เจี่ยนจือพยายามดึงสมุดของตัวเองกลับมาจากมือเขาแต่เวินถิงเยี่ยนกลับกำไว้แน่นกว่าเดิม ในสายตาแฝงแรงกดดัน “เจี่ยนจือ เธอพูดมาให้ชัด ฉันทำอะไรถึงทำให้เธอเกลียดฉันขนาดนี้?”น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความโกรธ“นายไม่ได้ทำอะไร” เจี่ยนจือเอ่ยเสียงเบา “เป็นปัญหาของฉันเอง ไม่เกี่ยวกับนาย”มันไม่เกี่ยวกับเขาจริง ๆ ต่อให้เมื่อวานเขากับลั่วอวี่เฉิงจะไปทำอะไรกันอยู่ด้านหลังอาคารเรียนก็ตาม ก็ยังไม่เกี่ยวกับเขาอยู่ดีตั้งแต่วันแรกที่เธอกลับมาย
“เธอกลัวอะไรอยู่?” เสียงเย็นชาของเวินถิงเยี่ยนดังขึ้นจากด้านหลังฝีเท้าของเจี่ยนจือชะงักกลัว? เธอจะกลัวอะไร?“กลัวครูคิดว่าพวกเราแอบคบกันตอนเรียนอยู่เหรอ?” น้ำเสียงของเวินถิงเยี่ยนเจือการซักไซ้ ฟังดูบีบคั้นอยู่เล็กน้อยเจี่ยนจือหันกลับไปอย่างตกใจ “เปล่านะ!”“งั้นเธอกลัวอะไร?” แววตาของเวินถิงเยี่ยนราวกับจับตัวเป็นน้ำแข็ง “พวกเราไม่ได้เป็นอะไรกัน แล้วเธอจะกลัวอะไร?”“ฉัน...” เจี่ยนจือพึมพำ “ฉันพูดผิดเอง เมื่อกี้ไม่ได้คิดเยอะ...”เวินถิงเยี่ยนมองเธออย่างเย็นชา จากนั้นก็ไม่พูดอะไรอีก ก่อนจะรีบเดินลงชั้นล่างไปอย่างรวดเร็วเจี่ยนจืองงเล็กน้อย ไม่รู้ว่าเวินถิงเยี่ยนมาตั้งแต่เมื่อไหร่ และก็ไม่รู้ว่าเขามาทำอะไร...คืนนั้น ในใจของเจี่ยนจือวุ่นวายมากไม่ใช่เพราะถูกใส่ร้ายหรือเพราะถูกถ่ายรูป แต่เป็นเพราะเวินถิงเยี่ยนกับเมิ่งเฉิงซ่งตอนนอนกลางคืน ใบหน้าของคนทั้งสองสลับกันปรากฏอยู่ตรงหน้าไม่หยุด สุดท้ายเธอหลับไปได้ยังไงก็ยังไม่รู้เลยคืนนั้นเธอยังหลับไม่สนิทนักเธอได้ยินเสียงคนพูดอยู่ตลอด เป็นเสียงของคุณป้ากับพี่ชายคุณป้าถอนหายใจ“เฮ้อ รอบนี้จือจือหลับนานกว่าครั้งก่อนอีก เมื่อไหร่ถึ
สิ่งที่เมิ่งเฉิงซ่งส่งให้เธอคือคลิปจากกล้องวงจรปิดช่วงหนึ่งก็คือช่วงที่ภาพจากกล้องของโรงเรียนดับหายไปนั่นเองเจี่ยนจือตกใจมาก “นายเอามาได้ยังไง?”“ฉันมีวิธีของฉัน เธอไม่ต้องสนหรอก” เมิ่งเฉิงซ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยต่อ “เธอแค่รู้ว่าเป็นใครก็พอ เรื่องหลังจากนี้ ฉันจะคิดหาวิธีเอง”เจี่ยนจือจ้องมองเขา “ช่วงบ่ายที่นายลาไปทำธุระ อย่าบอกนะว่าไปทำเรื่องนี้มาน่ะ?”เมิ่งเฉิงซ่งยิ้มแต่ไม่ตอบ“เมิ่งเฉิงซ่ง...” เจี่ยนจือรู้สึกว่าเสียงของตัวเองแหบเล็กน้อย เธอกระแอม พยายามทำให้น้ำเสียงฟังดูนิ่ง “ตกลงนายเอามาได้ยังไง? นายจะใช้ประโยคที่ว่า เธอไม่ต้องสนหรอก มาปัดฉันไม่ได้”เมิ่งเฉิงซ่งดูจนใจเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยว่า “ระบบรักษาความปลอดภัยของโรงเรียนมีช่องโหว่ ฉันหาวิธีเข้าไปกู้ข้อมูลดิบที่ถูกลบกลับมา”เจี่ยนจือตกใจมาก “นายแฮ็กระบบของโรงเรียนเหรอ? นายทำได้ยังไง? นาย...” นายเรียนสายศิลป์ไม่ใช่เหรอ? ไปเรียนคอมพิวเตอร์มาตั้งแต่เมื่อไหร่?“ดูถูกฉันเหรอ?” เมิ่งเฉิงซ่งยิ้ม “ถึงฉันจะเรียนสายศิลป์ ก็ไม่ได้แปลว่าจะใช้คอมพิวเตอร์ไม่เป็น เธอเลือกปฏิบัติกับฉันเหรอเนี่ย?”“เปล่า ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น...”
หร่านเฉินพูดจบก็วิ่งออกไปอีกครั้ง ครั้งนี้เธอเจ็บปวดและเสียใจจริง ๆ ทั้งกับสิ่งที่เจี่ยนจือต้องเผชิญมาตลอดทั้งวัน และกับมิตรภาพระหว่างเธอกับเวินถิงเยี่ยนเจี่ยนจือเห็นหร่านเฉินเป็นแบบนี้ก็ปวดใจมาก รีบตามลงไปชั้นล่างทันทีเธอเจอกับหร่านเฉินที่วิ่งมาทางด้านข้างของอาคารเรียน พอหร่านเฉินเห็นเธอก็ชะงักไปเล็กน้อย แล้วรีบยกมือเช็ดน้ำตา ไม่อยากให้เจี่ยนจือเห็นว่าตัวเองร้องไห้ แต่ยิ่งเช็ด น้ำตากลับยิ่งไหลมากกว่าเดิมในใจของเจี่ยนจือเองก็รู้สึกเปรี้ยวขึ้นมาความจริง หลังจากที่เธอกลับมาอยู่ในโลกนี้ อายุทางความคิดของเธอก็ต่างจากพวกหร่านเฉินแล้ว เธอไม่ได้มีวัยเยาว์ที่สดใส ร้องไห้สุดเสียง หัวเราะสุดเสียงแบบพวกเขาอีกต่อไปไม่ว่าจะเป็นวันนี้ที่ลั่วอวี่เฉิงปล่อยข่าวลือใส่ร้ายเธอ หรือเกือบถูกกลั่นแกล้งในห้องอาบน้ำ หรือเวินถิงเยี่ยนที่หายตัวไปทั้งวัน รวมถึงการที่เขาปกป้องลั่วอวี่เฉิง เธอก็ไม่ได้มีอารมณ์ผันผวนมากนัก ไม่ได้โกรธจัด กระทั่งความรู้สึกเจ็บแปลบในใจก็แทบไม่มี ตรงกันข้าม กลับเป็นหร่านเฉินในตอนนี้ที่ยืนข้างเธอ ปกป้องเธออย่างสุดใจ ที่ทำให้หัวใจของเธอทั้งรู้สึกเปรี้ยว อบอุ่น และเต็มไปด้วยความซา







