로그인เธอเหลือบมองแจ้งเตือนเงินเข้าในบัญชีโดยไม่คิดจะนับว่ามีเลขศูนย์ต่อท้ายกี่ตัวความรักสิบสองปี ชีวิตการแต่งงานห้าปี สุดท้ายสิ่งที่แลกกลับมาได้ก็คือตัวเลขชุดหนึ่งเธอไม่รู้เลยว่าหากเธอย้อนเวลากลับไปเมื่อสิบสองปีก่อนได้ เธอยังจะเลือกแบบเดิมไหม เพียงแต่บนโลกนี้ไม่มีสมมติฐานพวกนั้นอยู่จริงหรอก เวลาไม่มีวันไหลย้อนกลับ และมนุษย์ทำได้เพียงเดินต่อไปข้างหน้าเท่านั้นขณะที่กำลังถือโทรศัพท์อยู่ เจี่ยนหลานก็เดินลงมาจากชั้นบนพอดี เขาบอกกับเธอว่า “เวินถิงเยี่ยนรออยู่ข้างนอก บอกว่ามีของจะให้เรา จะออกไปเจอเองไหม?ถ้าไม่อยากเจอเดี๋ยวพี่ไปให้ก็ได้”เจี่ยนจือชะงักไปครู่หนึ่ง พี่ชายเธอรู้ได้อย่างไรว่าเวินถิงเยี่ยนมาหาน่ะ?ราวกับเจี่ยนหลานอ่านความคิดของเธอออก จึงอธิบาย “เราบล็อกเขาไปแล้วไม่ใช่เหรอ?เขาเลยโทรหาทนาย ทนายก็เลยโทรมาบอกพี่อีกที”เจี่ยนจือไม่อยากเจอหน้าเวินถิงเยี่ยนอีก “ถ้าอย่างนั้นพี่ไปเถอะ”“ได้สิ” เจี่ยนหลานพยักหน้ารับก่อนจะเดินออกไปเวินถิงเยี่ยนที่นั่งรออยู่ในรถเต็มไปด้วยความตึงเครียด สายตาจับจ้องไปยังทางเดินที่เจี่ยนจือจะต้องเดินออกมา แต่ว่าคนที่เดินมากลับเป็นเจี่ยนหลานเขายกยิ้มขื่นข
อย่างที่เวินถิงเยี่ยนพูดไปก่อนหน้านี้ว่าเขาจำเป็นต้องย้ายบ้านดังนั้นหลังจากที่จัดการเรื่องที่ต้องทำเสร็จ เขาก็ใช้เวลาช่วงเช้าและช่วงกลางวันนัดบริษัทขนย้ายมาเคลียร์บ้านหลังที่เขาและเจี่ยนจือเคยอยู่ร่วมกันของมีค่าในบ้านมีไม่น้อยเลย อย่างเช่นเครื่องใช้ไฟฟ้า ของตกแต่ง เครื่องครัวต่าง ๆ ล้วนเป็นของที่ซื้อมาในราคาสูงในตอนที่พนักงานถามว่าเขาจะเอายังไงกับของพวกนี้ เขาตอบไปเพียงว่าไม่เอาแล้วเขายืนอยู่กลางตัวบ้าน ภาพตรงหน้าเหลือเพียงร่อยรอยในชีวิตประจำวันของเจี่ยนจือร่องรอยนั้นคือเครื่องยืนยันว่าเธอใช้ชีวิตร่วมกับเขามาห้าปี เธอคือคนที่หยั่งรากลึกเข้าไปในทุกช่วงเวลาชีวิตของเขา คือคนที่ฝากชีวิตไว้กับเขา…“ห้องนี้ผมเก็บเองครับ” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “พวกคุณไปเก็บห้องอื่นได้เลย”ผลสุดท้ายคือเวินถิงเยี่ยนวุ่นอยู่กับการเก็บของคนเดียว ส่วนพนักงานที่จ้างมาต่างยืนเก้ ๆ กัง ๆ ไม่รู้ว่าควรจะทำอะไรต่อตอนที่สังเกตเห็นเขายังรู้สึกแปลกใจไม่น้อย “พวกคุณเก็บเสร็จหมดแล้วเหรอ?”“ไม่ใช่ครับ…” พนักงานไม่รู้ว่าควรจะเอ่ยปากยังไงดี “คุณบอกว่าไม่เอาของพวกนั้นแล้วนี่ครับ…”เวินถิงเยี่ยน:……เขายืนนิ่
ตัวนี้ถูกเขียนเอาไว้ว่า:คุณย่าจะต้องแข็งแรงขึ้นนะคะ เวินถิงเยี่ยนเหลือแค่คุณย่าแล้ว ลายมือแบบเดียวกัน…เขาจำลายมือของเจี่ยนจือได้ตัวหนังสือที่เจี่ยนจือเขียนค่อนข้างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ตัวอักษรของเธอมักจะดูกลม ๆ น่ารักและให้ความรู้สึกไร้เดียงสา แตกต่างจากลายมือของลั่วอวี่เฉิงโดยสิ้นเชิง...เขากวาดสายตามองตัวหนังสือพวกนั้น ในใจรู้สึกหนักอึ้งราวกับจมดิ่งไปในห้วงทะเลลึก…ยังคงดำดิ่งลงไปเรื่อย ๆ …ราวกับมหาสมุทรที่ไร้ก้นบึ้งสิ่งที่เขาสูญเสียไป มากมายกว่าที่เขาจินตนาการไว้เสียอีก…เขาวางกระดาษสองแผ่นไว้ด้วยกัน และสุดท้ายก็กลั้นเสียงสะอึกสะอื้นไว้ไม่อยู่เจี่ยนจือ ฉันขอโทษ…เขานั่งอยู่ในห้องทำงาน บรรยากาศโดยรอบเงียบสงัดราวกับโลกนี้เหลือเพียงเขาคนเดียวที่ถูกทิ้งไว้ถ้าหากนี่เป็นวันสุดท้ายของชีวิตก็คงดี เพราะตอนนี้เขาไม่เหลือความหวังที่จะตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่อีกแล้ว…เขาได้แต่ลืมตาอยู่ในความเงียบงัน เฝ้ารอให้ราตรีนี้ผ่านพ้นไปทว่าคืนนี้มันช่างยาวนานจริง ๆ … เขานั่งอยู่ในห้องทำงานจนถึงเช้าโดยไม่ได้ขยับไปได้ไหน จนกระทั่งอาเหวินและลั่วอวี่เฉิงมาหาเขาในวัดถัดมา “อาเยี่ยน เมื่อค
สองสามีภรรยาเมิ่งเคยชินกับการแวะเวียนมาของเขาแล้ว ทันทีที่เข้าก้าวเข้ารั้วบ้าน ทั้งสองคนก็เชิญให้เขานั่งลงตามอัธยาศัยภายในตัวบ้านคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นหอมของอาหาร ดูเหมือนว่าจะได้เวลาข้าวเย็นพอดีเขาแวะไปที่ซูเปอร์มาร์เก็ตแล้วซื้อทั้งผัก ผลไม้ และของกินมาจนเต็มไม้เต็มมือ สองสามีภรรยาเมิ่งเห็นดังนั้นก็เอ่ยอย่างเกรงใจไม่หยุด “เด็กคนนี้นี่ขี้เกรงใจเกินไปแล้ว คิดเสียว่าเป็นบ้านตัวเองเถอะนะ”เวินถิงเยี่ยนได้ฟังดังนั้นก็แทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ตั้งแต่วันนี้ไปเขาไม่มีบ้าน ไม่มีที่ให้กลับไปแล้วจริง ๆเขายกบ้านที่ซื้อไว้ทั้งหมดให้เธอไปหมดแล้ว ไม่เหลือทางหนีทีไล่ให้ตัวเองเลยแม้แต่น้อย แม้กระทั่งว่าหลังจากนี้จะไปซุกหัวนอนอยู่ที่ไหนเขาก็ยังไม่ได้คิดไว้เลยสองสามีภรรยาเมิ่งชวนให้เขาร่วมโต๊ะอาหารด้วยกันครั้งนี้เขาไม่ได้ปฏิเสธ ไม่เพียงนั่งร่วมโต๊ะอาหารเท่านั้นหลังมื้อเย็นยังช่วยเก็บกวาดล้างจาน จากนั้นก็มานั่งคุยเล่นสัพเพเหระกับสองสามีภรรยา กว่าจะรู้สึกตัวก็ดึกมากแล้วและตอนนี้สีหน้าเต็มไปด้วยความเลื่อนลอยอย่างคนไร้สติสองสามีภรรยาเมิ่งเห็นว่าท่าทีของเขาผิดแผกไปจากปกติจึงเอ่ยถามว่าเกิดอะไรขึ้น ดว
“ไม่แล้วล่ะ” เจี่ยนจือไม่ได้หันหลังกลับมา “ หลังจากนี้ถ้าเจอกันที่ไหนก็ทำเป็นไม่รู้จักกันเถอะ”“เจี่ยนจือ…” เสียงเรียกครั้งนี้ของเวินถิงเยี่ยนเคล้าไปด้วยเสียงสะอื้น แต่เจี่ยนจือกลับไม่ได้ยินมันเพราะเธอขึ้นรถไปแล้วและค่อย ๆ ห่างไกลออกไปเรื่อย ๆความเจ็บปวดที่เขาฝืนอดทนมาเนิ่นนานบัดนี้ได้ทะลักออกมาราวกับเขื่อนแตกภาพตรงหน้าพร่ามัวจนมองอะไรไม่ชัด เขาเอนตัวพิงอยู่กับรถอยู่พักใหญ่ ไม่อาจสงบใจลงได้อย่างน้อยก็ยังดีที่ตอนกล่าวลาครั้งสุดท้าย เขาไม่ได้เสียอาการต่อหน้าเธอขนาดนั้น อย่างน้อยภาพสุดท้ายที่เจี่ยนจือเห็นก็ยังเป็นตัวเขาในสภาพที่ดีที่สุด“อาเยี่ยน”ท่ามกลางการมองเห็นอันเลือนราง เสียงของใครบางคนดังขึ้น เขาเบือนหน้าหนีเพราะไม่อยากให้ใครเห็นสภาพของตัวเองในตอนนี้“อาเยี่ยน นายร้องไห้เหรอ…” น้ำเสียงของลั่วอวี่เฉิงเจือไปด้วยความตกใจและผิดหวังเวินถิงเยี่ยนหันหลังให้พวกเขาผ่านไปครู่หนึ่งจึงหันกลับมาอีกครั้ง บนใบหน้าไม่เหลือร่องรอยใดแล้วตรงหน้าเขาคืออาเหวินกับลั่วอวี่เฉิงอาเหวิน ยกมือตบไหล่เขาเบา ๆ “ เอาล่ะ ถึงเวลาที่ต้องเริ่มชีวิตใหม่แล้ว วางมันลงเถอะ”เวินถิงเยี่ยนไม่ได้ตอบอะไร
เวลาหนึ่งเดือนผ่านไปเร็วราวกับเรื่องทุกอย่างเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานตั้งแต่ที่ได้เจอเจี่ยนจือที่บ้านเมิ่งเฉิงซ่งเมื่อประมาณสัปดาห์ก่อน ตอนนี้ก็พ้นช่วงพิจารณาไตร่ตรองเรื่องหย่ามาแล้วเมื่อวันก่อนเวินถิงเยี่ยนได้รับการติดต่อจากทนายความของเจี่ยนหลาน ทางฝ่ายนั้นโทรมาเพื่อย้ำเขาว่าอย่าลืมเข้าไปที่สำนักงานในวันรุ่งขึ้นเดิมทีความตั้งใจแรกของเวินถิงเยี่ยนคือคิดว่าจะขัดขวางความตั้งใจเรื่องหย่าของเจี่ยนจือ ถึงแม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าสักวันหนึ่งก็คงต้องจบด้วยการหย่าอยู่ดี แต่เขาก็ยังอยากยืดเวลาออกไปสักหน่อยอย่างเช่นการขึ้นศาล หรืออย่างกลับคำพูดไปมาสักสองสามครั้ง อย่างน้อยก็คงทำให้การหย่าไม่ราบรื่นนัก อย่างน้อยก็ยังได้มีโอกาสเจอเธอบ้าง…แต่ตอนนี้เขาไม่มีหน้าจะทำเรื่องแบบนั้นอีกแล้วเก้าโมงเช้าเวลาเดิมเขาเดินทางมาสำนักงานอย่างตรงเวลา ส่วนครั้งนี้เจี่ยนจือเธอมาถึงก่อนแล้วและผู้ติดตามที่มาด้วยกันคือทนายและพี่ชายของเธออย่างเจี่ยนหลานเขาเคยรู้สึกไม่ชอบหน้าเจี่ยนหลานมาก แต่ตอนนี้กลับปล่อยวางเรื่องนี้ได้แล้ว ดีเสียอีก หลังจากนี้เธอจะได้มีพี่ชายที่คอยรักและทะนุถนอมเธอ ดูแลเธอ แบบนี้ก็ดีแล้ว… เ







