LOGINถ้าเปลี่ยนเป็นผู้หญิงคนอื่นที่ชี้ไปยังอาหารในจานพร้อมบอกเธอว่า นี่คืออาหารที่เวินถิงเยี่ยนทำ เธอคงรู้สึกว่าผู้หญิงคนนั้นกำลังอวด แต่พอเป็นแอนนาทำแบบนี้ เธอกลับไม่รู้สึกแบบนั้นเลยจริง ๆ“ฝีมือทำอาหารของเวินก็ใช้ได้นะ” แอนนาเอ่ย “เขาทำเค้กอร่อยมาก”เจี่ยนจือยิ้มบาง “ฉันรู้ว่าเขาทำเค้กอร่อย ร้านบ้านคุกกี้ของเขาก็เปิดเพื่อเธอไม่ใช่เหรอ?”เจี่ยนจือสาบานได้ว่าตอนพูดประโยคนี้ เธอไม่ได้รู้สึกหึงหวงเลยสักนิด เพียงแค่รู้สึกทอดถอนใจและสะท้อนใจเท่านั้นคิดไม่ถึงว่าแอนนากลับเอ่ยว่า “เพื่อฉันเนี่ยนะ? ไม่หรอก ฉันไม่ชอบอะไรแบบนั้น”“งั้นเหรอ?” เจี่ยนจือชะงักไปเล็กน้อยแอนนายิ้มแล้วเอ่ยว่า “ฉันยังเคยหัวเราะเขาเลยว่าไร้เดียงสา”จู่ ๆ เจี่ยนจือก็นึกขึ้นได้ว่าวันนั้นตอนเวินถิงเยี่ยนเล่าให้เธอฟังว่าทำไมร้านเค้กถึงออกแบบเป็นรูปทรงบ้านคุกกี้โดยพูดเป็นภาษาจีนตอนนั้นแอนนาฟังไม่เข้าใจเหรอ?แอนนาที่อยู่อีกฝั่งยิ้มแล้วเอ่ยว่า “เขามาแล้ว”เวินถิงเยี่ยนเหรอ?เพียงชั่วพริบตา เวินถิงเยี่ยนก็ปรากฏตัวในกล้อง เขายิ้มอยู่ทางนั้น “เจี่ยนจือกลับมาแล้วเหรอ? เดินทางราบรื่นดีไหม?”“ก็โอเคนะ” เจี่ยนจือมองเวินถิงเย
เจี่ยนจือรู้ดีว่า ในใจของพี่ชายเธอกากบาทสีแดงชื่อเวินถิงเยี่ยนเอาไว้แล้วแต่เจี่ยนหลานก็ยังไม่ถึงขั้นพูดออกมาตรง ๆ ต่อหน้าน้องสาว เขาเพียงทำเหมือนไม่ได้ยิน แล้วเอ่ยว่า “กินข้าวได้แล้ว คุณยายกับแม่ฉันพูดถึงมื้อนี้มาหลายวัน เมนูก็แก้แล้วแก้อีก ทุกอย่างเลือกตามที่เธอชอบหมด”ยิ่งทำให้เขาที่เป็นลูกชายแท้ ๆ ดูเหมือนเก็บมาเลี้ยงเข้าไปใหญ่เจี่ยนจือยิ้มจนหุบไม่ลงตอนที่เพิ่งรู้จักพี่ชาย แม้พี่ชายจะดีกับเธอมาก ๆ แต่จริง ๆ แล้วเธอก็ยังแอบกลัวเขาอยู่บ้าง เพราะรัศมีรอบตัวเขาแข็งแกร่งเกินไป แต่เวลาอยู่บ้าน โดยเฉพาะตอนอยู่ต่อหน้าคุณป้า พี่ชายกลับขี้เล่นขึ้นมากจริง ๆทุกคนในครอบครัวกินอาหารมื้อใหญ่อันแสนอุดมสมบูรณ์ด้วยกันเมื่อวานยังเป็นเนื้อตุ๋นกับไส้กรอกอยู่เลย พอจู่ ๆ กลับมาเป็นอาหารจีนที่ประณีต ก็ให้อรรถรสไปอีกแบบหลังจากกินข้าวเสร็จ เจี่ยนจือนั่งคุยกับคนในครอบครัว เล่าเรื่องที่พบเจอในไอร์แลนด์อยู่พักใหญ่ แล้วยังเต้นรำพื้นเมืองที่เพิ่งเรียนมาให้พวกเขาดูด้วย ไม่ต้องพูดเลยว่าทุกคนในบ้านมีความสุขกันแค่ไหนหลังจากเจี่ยนจือกลับเข้าห้องของตัวเอง การเดินทางตลอดหนึ่งเดือนนี้ถึงถือว่าสิ้นสุดลงอย่า
หลายวันที่อยู่ไอร์แลนด์ทำให้เธอพลาดคริสต์มาสที่ลอนดอนไป แต่ตอนนี้ยังอยู่ในช่วงวันหยุด เธอจึงสามารถกลับไปฉลองปีใหม่กับคนในครอบครัวได้เพราะงั้น ที่เธอมาที่นี่ก็เพื่อตั้งใจจะเก็บของนิดหน่อยแล้วกลับบ้านหลังจากเตรียมของขวัญสำหรับคนในครอบครัวเรียบร้อย เธอก็เรียกอัลเลนให้กลับบ้านไปด้วยกันบนรถ เธอยื่นของขวัญสามชิ้นให้อัลเลน “สวัสดีปีใหม่นะ ของพวกนายคนละชิ้น ฝากนายเอาไปให้พวกเขาด้วย”“เอ่อ...” อัลเลนรู้สึกเกรงใจเล็กน้อย“ไม่เป็นไร ช่วงนี้พวกนายก็เหนื่อยมามากแล้ว” เจี่ยนจือวางของขวัญไว้บนเบาะข้างคนขับ“ขอบคุณครับคุณหนู” อัลเลนเอ่ยเจี่ยนจือยิ้ม “ไม่เป็นไร”หลังจากอัลเลนไปส่งเจี่ยนจือถึงบ้านคุณอาแล้วก็กลับไป พอเจี่ยนจือเข้าบ้าน คุณย่าก็เดินเข้ามามองสำรวจเธอทันที จากนั้นก็พูดซ้ำ ๆ ว่า “ผอมมาก ผอมสุด ๆ”ในสายตาของผู้สูงอายุ สรุปแล้วต้องอ้วนขนาดไหนกัน พวกเขาถึงจะไม่พูดว่าคำว่าผอม?เจี่ยนจือได้แต่จนใจ เธอกอดแขนคุณย่าพลางออดอ้อน “ทริปนี้หนูเอาแต่กินเนื้อ น้ำหนักขึ้นตั้งห้ากิโล ถ้าอ้วนกว่านี้อีก หนูจะเต้นไม่ไหวแล้วนะ”คุณย่าบีบแก้มเธอเบา ๆ พลางมองค้อน “ไม่เห็นจะดูอ้วนขึ้นตรงไหน”คุณป้าก็
“งั้นฉันไปก่อนนะ ขอให้พวกเธอเที่ยวกันให้สนุก” เวินถิงเยี่ยนยังคงมีรอยยิ้มเต็มใบหน้าอยู่ตลอดตี๋โยวรู้สึกไม่ค่อยพอใจ “หัวหน้าทีมเจี่ยน เขาดูเหมือนจะยิ้มมีความสุขมากเลยนะ”เจี่ยนจือหันกลับไปมอง ท่ามกลางแสงไฟของตลาดเทศกาล เขาก็หันกลับมาพอดี แล้วส่งยิ้มบาง ๆ ให้เธอเธอเพิ่งจะสังเกตจริง ๆ ว่าช่วงนี้เขายิ้มบ่อยมากอันที่จริง เวลาที่เขายิ้มก็ดูดีมากเลยทีเดียวสมัยมัธยมปลายที่เธอชอบเขา บุคลิกเย็นชาและห่างเหินรอบตัวเขาก็ดึงดูดคนอยู่แล้ว แต่เวลาเขาเผลอยิ้มขึ้นมาบ้าง ก็เหมือนแสงแดดในฤดูหนาว ถึงแม้จะยังคงเย็นใส แต่กลับเจิดจ้าจนละสายตาไม่ได้เพียงแต่ว่าตลอดห้าปีที่เธอแต่งงานกับเขา เขาแทบไม่เคยยิ้มเลยบางที เธอคงไม่ใช่คนที่ทำให้เขายิ้มได้ละมั้งจริง ๆ แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ในเมื่อพวกเขากลายเป็นคนแปลกหน้าต่อกันไปแล้ว เขาจะได้พบคนที่ทำให้เขายิ้มได้สดใสขนาดนี้ ก็ถือว่า...โคตรจะดวงดีเลยนะ!ผู้ชายเฮงซวยนี่มักจะโชคดีเป็นบ้า!สวรรค์ช่างไม่ยุติธรรมจริง ๆ!เวินถิงเยี่ยนเจอเป็ดปักกิ่งม้วน ก็เอ่ยกับแอนนาอย่างตื่นเต้น “ลองไหม? เธอบอกว่าไม่เคยไปกินเป็ดปักกิ่งที่เมืองจีนไม่ใช่เหรอ? ฉันจะลองดูว่ารสชาติเหม
หลังจากเจี่ยนจือเต้นที่บ้านหลังนี้เสร็จ ก็ออกเดินทางไปบ้านถัดไปพร้อมกับตี๋โยวและเด็ก ๆ ส่วนเวินถิงเยี่ยนก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายวิดีโออีกครั้งตี๋โยวถามด้วยความสงสัย “หัวหน้าทีมเจี่ยน ทำไมฉันรู้สึกว่าคุณชายขนมปังคนนั้นดูสนิทกับเธอมากกว่าอีกนะ?”คุณชายขนมปัง...“เขาเป็นอดีตสามีฉัน” เจี่ยนจือตอบอย่างตรงไปตรงมา“หา?” หลังจากตกใจ ตี๋โยวก็เข้าสู่ความสับสนทันที “งั้นก่อนหน้านี้ฉันยังไปคุยกับเขาอีก? ฉันควรอยู่ฝ่ายไหนดีเนี่ย หัวหน้าmu,เจี่ยน? ฉันควรเกลียดเขาหรือเกลียดเขาดี?”เจี่ยนจือถูกตี๋โยวทำเอาหัวเราะ “ไม่เป็นไรหรอก เป็นอดีตไปแล้ว จะยังไงก็ไม่เกี่ยวกับฉันแล้ว”“ไม่ได้ ต่อไปฉันจะไม่สนใจเขาแล้ว” ตี๋โยวยังมีความรู้สึกเป็นพวกเดียวกันอยู่เต็มเปี่ยม “หัวหน้าทีมเจี่ยนของพวกเราดีขนาดนี้ยังหย่ากันได้ งั้นเขาต้องไม่ใช่คนดีแน่”เจี่ยนจือส่ายหน้ายิ้ม “พอแล้ว ถึงตาพวกเราเต้นแล้ว!”เสียงดนตรีและเสียงร้องของเด็ก ๆ ดังขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลางเสียงเพลงอันสนุกสนาน แค่สองเท้าก็ขยับแทบไม่ทันแล้ว ใครจะยังจำเรื่องบุญคุณความแค้นพวกนั้นได้อีก?มันปลิวหายไปกับสายลมนานแล้วช่วงบ่าย เจี่ยนจือจึงไปเดินตลาดคริส
ระยะเวลาที่เจี่ยนจือติดตามอาจารย์ที่ปรึกษาทำวิจัยภาคสนามคือหนึ่งเดือนในสัปดาห์สุดท้าย พวกเขาเผื่อเวลาไว้สองวันที่ดับลินอาจารย์ที่ปรึกษาบอกว่ามีเทศกาลดั้งเดิมอยู่เทศกาลหนึ่ง จะได้สัมผัสบรรยากาศที่แตกต่างออกไปครั้งนี้ก็ยังพักโฮมสเตย์เหมือนเดิม เจ้าของโฮมสเตย์เป็นเพื่อนเก่าของอาจารย์ที่ปรึกษา ทุกครั้งที่อาจารย์มาทางนี้ก็มักจะพักที่นี่ วันที่พวกเขาเพิ่งมาถึงไอร์แลนด์วันแรกก็พักที่นี่เช่นกันเจ้าของบ้านบอกว่าในวันเทศกาล เด็ก ๆ จะแต่งหน้าแล้วเดินไปตามบ้านทีละหลังเพื่อเต้นรำพอเจี่ยนจือได้ฟังก็รู้สึกว่าน่าสนุกมากอาจารย์ที่ปรึกษายิ้มแล้วบอกว่า งั้นให้เจี่ยนจือกับตี๋โยวเข้าร่วมด้วยกันเลย“พวกเราไม่ใช่เด็กแล้วนะคะ” เจี่ยนจือพูดอย่างเขิน ๆเจ้าของบ้านกับอาจารย์ที่ปรึกษาต่างหัวเราะแล้วเอ่ยว่า “ในสายตาพวกเรา พวกเธอก็ยังเป็นเด็กอยู่ดี”เจี่ยนจือกับตี๋โยวต่างหัวเราะออกมาดังลั่น“เงินที่ได้จากการเต้นระดมทุนทั้งหมดจะเอาไปทำการกุศล” อาจารย์ที่ปรึกษาพูดเสริมอีกถ้าอย่างนั้นก็...ไปกันเลย!ดังนั้น ในวันเทศกาล เจี่ยนจือกับตี๋โยวจึงแต่งตัวกันเต็มที่ ตามเด็ก ๆ ในท้องถิ่นไปเรียนท่าเต้น เรียนไปเ







