LOGINหลังจากเจี่ยนจือเต้นที่บ้านหลังนี้เสร็จ ก็ออกเดินทางไปบ้านถัดไปพร้อมกับตี๋โยวและเด็ก ๆ ส่วนเวินถิงเยี่ยนก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายวิดีโออีกครั้งตี๋โยวถามด้วยความสงสัย “หัวหน้าทีมเจี่ยน ทำไมฉันรู้สึกว่าคุณชายขนมปังคนนั้นดูสนิทกับเธอมากกว่าอีกนะ?”คุณชายขนมปัง...“เขาเป็นอดีตสามีฉัน” เจี่ยนจือตอบอย่างตรงไปตรงมา“หา?” หลังจากตกใจ ตี๋โยวก็เข้าสู่ความสับสนทันที “งั้นก่อนหน้านี้ฉันยังไปคุยกับเขาอีก? ฉันควรอยู่ฝ่ายไหนดีเนี่ย หัวหน้าmu,เจี่ยน? ฉันควรเกลียดเขาหรือเกลียดเขาดี?”เจี่ยนจือถูกตี๋โยวทำเอาหัวเราะ “ไม่เป็นไรหรอก เป็นอดีตไปแล้ว จะยังไงก็ไม่เกี่ยวกับฉันแล้ว”“ไม่ได้ ต่อไปฉันจะไม่สนใจเขาแล้ว” ตี๋โยวยังมีความรู้สึกเป็นพวกเดียวกันอยู่เต็มเปี่ยม “หัวหน้าทีมเจี่ยนของพวกเราดีขนาดนี้ยังหย่ากันได้ งั้นเขาต้องไม่ใช่คนดีแน่”เจี่ยนจือส่ายหน้ายิ้ม “พอแล้ว ถึงตาพวกเราเต้นแล้ว!”เสียงดนตรีและเสียงร้องของเด็ก ๆ ดังขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลางเสียงเพลงอันสนุกสนาน แค่สองเท้าก็ขยับแทบไม่ทันแล้ว ใครจะยังจำเรื่องบุญคุณความแค้นพวกนั้นได้อีก?มันปลิวหายไปกับสายลมนานแล้วช่วงบ่าย เจี่ยนจือจึงไปเดินตลาดคริส
ระยะเวลาที่เจี่ยนจือติดตามอาจารย์ที่ปรึกษาทำวิจัยภาคสนามคือหนึ่งเดือนในสัปดาห์สุดท้าย พวกเขาเผื่อเวลาไว้สองวันที่ดับลินอาจารย์ที่ปรึกษาบอกว่ามีเทศกาลดั้งเดิมอยู่เทศกาลหนึ่ง จะได้สัมผัสบรรยากาศที่แตกต่างออกไปครั้งนี้ก็ยังพักโฮมสเตย์เหมือนเดิม เจ้าของโฮมสเตย์เป็นเพื่อนเก่าของอาจารย์ที่ปรึกษา ทุกครั้งที่อาจารย์มาทางนี้ก็มักจะพักที่นี่ วันที่พวกเขาเพิ่งมาถึงไอร์แลนด์วันแรกก็พักที่นี่เช่นกันเจ้าของบ้านบอกว่าในวันเทศกาล เด็ก ๆ จะแต่งหน้าแล้วเดินไปตามบ้านทีละหลังเพื่อเต้นรำพอเจี่ยนจือได้ฟังก็รู้สึกว่าน่าสนุกมากอาจารย์ที่ปรึกษายิ้มแล้วบอกว่า งั้นให้เจี่ยนจือกับตี๋โยวเข้าร่วมด้วยกันเลย“พวกเราไม่ใช่เด็กแล้วนะคะ” เจี่ยนจือพูดอย่างเขิน ๆเจ้าของบ้านกับอาจารย์ที่ปรึกษาต่างหัวเราะแล้วเอ่ยว่า “ในสายตาพวกเรา พวกเธอก็ยังเป็นเด็กอยู่ดี”เจี่ยนจือกับตี๋โยวต่างหัวเราะออกมาดังลั่น“เงินที่ได้จากการเต้นระดมทุนทั้งหมดจะเอาไปทำการกุศล” อาจารย์ที่ปรึกษาพูดเสริมอีกถ้าอย่างนั้นก็...ไปกันเลย!ดังนั้น ในวันเทศกาล เจี่ยนจือกับตี๋โยวจึงแต่งตัวกันเต็มที่ ตามเด็ก ๆ ในท้องถิ่นไปเรียนท่าเต้น เรียนไปเ
“แอนนา ช่วงนี้ฉันมักจะแยกไม่ออกว่าตัวเองอยู่ในความฝันหรืออยู่ในความเป็นจริงกันแน่” เขาถอนหายใจ “ก่อนหน้านี้เจี่ยนจือถามฉันว่าทำไมจู่ ๆ ถึงอยากเดินตามรอยของอาซ่งสักครั้ง”“นายก็ยังไม่ได้บอกฉันเลยว่าทำไม?” แอนนาคิดว่าเขาจะพูดแต่เขากลับไม่พูดเขาเพียงยิ้ม แล้วทอดสายตามองไปยังที่ไกลแสนไกล ราวกับว่าบนถนนที่ทอดเลียบแนวชายฝั่งเส้นนั้นจะมีรถออฟโรดคันหนึ่งพุ่งทะยานมาอยู่จริง ๆเจี่ยนจืออยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้เป็นเวลา 6 วันงานของเธอในแต่ละวันก็คือไปเยี่ยมเยียนผู้สูงอายุในหมู่บ้าน ฟังพวกเขาเล่าเรื่องราว เล่าถึงการสืบทอดและรายละเอียดของการเต้นรำ เรียนรู้ตามจังหวะฝีเท้าของพวกเขา และเต้นในแบบของตัวเองให้พวกเขาดูด้วยเหมือนกับข้อความที่เมิ่งเฉิงซ่งเคยเขียนไว้ไม่มีผิด ที่นี่สามารถทำให้คนลืมโลกภายนอกได้แต่เธอกับอาจารย์ที่ปรึกษาคงอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ตลอดไปไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องเดินทางไปยังจุดหมายต่อไปหลังจากเข้าร่วมเซสชันซึ่งจัดขึ้นสัปดาห์ละครั้ง และได้ผูกมิตรกับนักเต้นระดับแนวหน้าหลายคนแล้ว ก็ถึงเวลาออกเดินทางอีกครั้งคืนสุดท้ายในหมู่บ้านแห่งนี้ เจี่ยนจือเต้นรำกับเพื่อน ๆ จนดึกมาก จากนั้นจึงก
ในตอนนั้นเอง เวินถิงเยี่ยนก็มองเข้าไปในดวงตาของเธออยู่เนิ่นนานโดยไม่ได้ตอบอะไรเจี่ยนจือพยักหน้า “ดูท่านายก็คงไม่รู้เหมือนกัน”“ไม่ ฉันรู้” เวินถิงเยี่ยนรีบพูดเจี่ยนจือจึงรอฟังเขาพูดต่อ“ฉันรู้ว่าเขาไม่มีแฟน” เวินถิงเยี่ยนก้มหน้าหัวเราะเบา ๆ พอเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง รอยยิ้มบนใบหน้ากลับดูมีนัยยะแปลก ๆ “แต่เด็กสาวที่เต้นรำคนนั้นเป็นใคร ฉันไม่รู้”เจี่ยนจือขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่นาน นึกถึงคนที่ขับรถพุ่งทะยานมาตามแนวชายฝั่งในความฝันเมื่อคืน ถึงตอนนี้จะตื่นจากฝันแล้ว แต่ราวกับยังสัมผัสได้ถึงพลังชีวิตอันเปี่ยมล้นและเป็นอิสระของเขา“เป็นอะไรไป?” เวินถิงเยี่ยนรู้สึกว่าสีหน้าของเธอดูแปลก ๆเจี่ยนจือถอนหายใจ “ไม่รู้จะพูดยังไง บางครั้งคนเราก็ขัดแย้งในตัวเองจริง ๆ เขาเป็นคนดีขนาดนั้น พอคิดว่าเขาต้องใช้ชีวิตอย่างเดียวดายจนถึงวาระสุดท้ายโดยไม่เคยมีใครรัก ก็รู้สึกน่าเสียดาย แต่พอคิดอีกมุม เขาดีขนาดนั้น ถ้าเคยมีผู้หญิงคนหนึ่งรักเขาจริง ๆ ตอนที่ผู้หญิงคนนั้นสูญเสียเขาไป เธอจะเสียใจแค่ไหน ต้องใช้เวลานานเท่าไหร่กว่าจะเยียวยาตัวเองได้ เพราะงั้นก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเคยมีแฟนหรือไม่เคยมีจะดีกว่ากัน”“เธอ
พอหลับไปคราวนี้ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นพอตื่นขึ้นมาในเช้าวันถัดไป เธอก็สร่างเมาแล้ว พอนึกถึงความฝันเมื่อคืนอีกครั้ง ก็รู้สึกว่าน่าจะเป็นเพราะตอนดื่มเหล้าเธอนึกถึงเรื่องสมัยมัธยมปลาย ถึงได้เก็บเอาไปฝันวันนี้เธอต้องไปเยี่ยมบ้านของนักเต้นพื้นเมืองสูงวัยบนเกาะพร้อมกับอาจารย์ที่ปรึกษาเดิมทีตกลงกันไว้ว่าจะให้เจ้าของบ้านพักที่พวกเธอพักอยู่พาไป แต่เจ้าของบ้านมีธุระด่วนต้องออกจากเกาะ เลยฝากบ้านข้าง ๆ ซึ่งจริง ๆ แล้วก็คือพี่ชายของเขา ให้เป็นคนพาพวกเธอไปแทนดังนั้น เจี่ยนจือกับคนอื่น ๆ จึงมาที่บ้านข้าง ๆ เพื่อหาพี่ชายของเจ้าของบ้านจู่ ๆ เจี่ยนจือก็นึกขึ้นได้ว่าเมื่อวานมีพูดถึงว่า ตอนนั้นเมิ่งเฉิงซ่งเคยพักที่บ้านหลังนี้ จึงมองโฮมสเตย์แห่งนี้ให้มากขึ้นอีกหน่อยเธอพบว่าโฮมสเตย์แห่งนี้เปิดมานานกว่า น่าจะเป็นโฮมสเตย์แห่งแรก ๆ ของหมู่บ้านนี้วิธีที่โฮมสเตย์แห่งนี้ใช้แสดงให้เห็นถึงความเก่าแก่และเป็นที่ยอมรับ ก็คือมีตู้ใบใหญ่ที่เต็มไปด้วยสมุดข้อความจากแขกนี่ก็ถือเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของที่นี่เช่นกัน…สะอาดมาก แต่ทุกมุมล้วนอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของกาลเวลาเจี่ยนจือยืนอยู่หน้าตู้ พลางคิดในใจว่าจะมีสักห
อ้อ ใช่แล้ว เมิ่งเฉิงซ่งชอบใส่เสื้อผ้าหลวม ๆโดยเฉพาะช่วงฤดูใบไม้ผลิกับฤดูใบไม้ร่วง เขามักจะมีเสื้อไหมพรมถักหยาบตัวหลวมอยู่หลายตัว...เธอหรี่ตาลง ในความพร่าเลือนจากฤทธิ์เหล้า คนที่กำลังพูดอยู่ตรงข้ามดูคล้ายเมิ่งเฉิงซ่งเสียเหลือเกิน“เมิ่งเฉิงซ่ง” เธอเมามายจนมึนงง จู่ ๆ ก็เอ่ยขัดคำพูดของอีกฝ่าย “หลังจากนั้นนายได้จับตั๊กแตนมากินไหม?”เสียงพูดหยุดลงคนตรงข้ามชะงักไปครู่หนึ่ง “เธอเรียกฉันว่าอะไรนะ?”“เมิ่งเฉิง...” เจี่ยนจือขยี้ตา อ้าว ที่แท้ก็เวินถิงเยี่ยนนี่เอง...เธอโบกมือ “ขอโทษ มองผิดคน”“เธอเมาแล้ว” เวินถิงเยี่ยนเอ่ยยิ้ม ๆเจี่ยนจือพยักหน้า ใช่สิ ไม่งั้นจะจำคนผิดได้ยังไงจู่ ๆ ก็รู้สึกหมดอารมณ์ขึ้นมาเล็กน้อยเธอใช้มือยันหน้าผาก “ดื่มเยอะไปแล้ว วันนี้พักผ่อนเร็วหน่อยเถอะ”เธอลุกขึ้น ก่อนจะพาดแขนกับตี๋โยว “ไป เรากลับห้องกันเถอะ”“ได้เลยหัวหน้าทีม” ตี๋โยวคอแข็งกว่าเธอ เบียร์เพียงแค่จุดอารมณ์ของตี๋โยวให้คึกคักขึ้น แต่ตัวเธอยังมีสติอยู่มากตี๋โยวยังหันกลับไปเอ่ยกับแอนนาว่า “บ๊ายบาย” จากนั้นก็ประคองเจี่ยนจือกลับห้องไปเวินถิงเยี่ยนกับแอนนาแทบจะเอ่ยขึ้นพร้อมกันว่า “บ๊ายบาย”เ







