Masukนางตามติดเขามาตั้งแต่นางอายุห้าขวบ คอยเอาขนมมาประจบสอพลอ มานั่งอ่านตำราข้างกายเขาอยู่บ่อยครั้ง หากวันไหนอวิ๋นซีไม่อยู่ นางก็มาเกาะแกะเขา นางจะไปชอบอวิ๋นซีได้อย่างไร
หญิงแพศยา! กล้ามายุ่งวุ่นวายกับน้องอวิ๋น ใช้อุบายปล่อยเพื่อจับ ล่อเหยื่อให้ติดกับ น่าเสียดายที่เขาไม่อ่อนต่อโลกเหมือนน้องชาย
“อาจื่อ แม่ว่าคุณหนูปีศาจนั่นต้องหอบขนมสกปรกมาให้เจ้าอีกแน่ เจ้าระวังตัวด้วยนะรู้ไหม นางคงอยากได้ทั้งพี่ทั้งน้อง”
“ข้ามิได้สนใจนาง ท่านแม่ไม่ต้องกังวล ที่น่าห่วงคงเป็นน้องอวิ๋น”
“อวิ๋นซีรึ... จะไปห่วงทำไม? เลิกพูด ๆ” มารดาสะบัดพัดในมืออย่างไม่พอใจ
พูดถึงคุณหนูตระกูลเสิ่น นางได้รับป้ายผ่านทางจากผู้นำตระกูลคนเก่าซึ่งเป็นสหายแม่ทัพ แลกกับสัญญาหมั้นหมายมาตั้งแต่เล็ก ๆ บ่าวรับใช้จึงให้การต้อนรับนางทุกครั้ง นางมาเที่ยวแค่เดือนละสองถึงสามครั้ง ส่วนใหญ่นางมาหาจื่อหาวกับอวิ๋นซี คนอื่นในจวนจะยอมพบนางหรือไม่เป็นอีกเรื่อง
“นางหนูปีศาจเดินเข้าออกจวนเสนาบดียังกับเป็นบ้านตนเอง แค่เราถือสัญญาหมั้นตระกูลเสิ่น แม่ว่าคืนนางไปเถอะ จะได้เอาป้ายผ่านทางคืนมา”
“ข้าจะปรึกษาเรื่องนี้กับท่านพ่อ อีกไม่กี่วันก็กลับมาแล้ว”
“ลงมือตอนนี้ดีกว่าตอนท่านพ่อเจ้ากลับมา... เจ้าก็รู้...”
ซูจื่อโม่เคยรับปากอาวุโสว่าเขาจะปฏิบัติตามระเบียบของตระกูล ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม ในเงื่อนไขว่าต้องไม่มีใครไปยุ่งกับเขาเรื่องอนุภรรยา เขาจะรับเข้าจวนมากี่ร้อยคนให้เป็นเรื่องของเขา ทว่าเขาก็ร้ายเหลือเกิน อุตส่าห์ได้ภรรยาใหม่เป็นบุตรสาวตระกูลขุนนาง มีบิดาเป็นผู้บัญชาการทหารชายแดน อนุทั้งสองแม้เป็นสามัญชนก็งามนัก เขาก็ยังไม่เลิกเจ้าชู้
จื่อหาวเป็นบุตรชายที่ดี ไม่กล้าข้ามหน้าข้ามตาบิดา เขาลังเลที่จะรับปาก มารดาตีแขนเบา ๆ
“นี่แน่ะ แม่จะบอกให้ ต่อให้เจ้ารับนางมาเป็นอนุ นางไม่ใช่ผู้ที่จะรับมือง่าย ขืนรับนางเข้าจวนมา อาการเครียดของเจ้ามิแย่ไปกว่านี้หรอกหรือ ทางที่ดีตระกูลซูควรตัดขาดนางไปเสีย อย่าให้นางมาสร้างปัญหา”
ฮูหยินซูนอนคิดมาหลายวัน จะรับสะใภ้ทั้งทีควรหาคนเชื่อฟังเหมือนอนุอีกสองที่ไม่กล้าขัดคำสั่งนาง เมื่อทำผิดก็คุกเข่าขอโทษ ยอมรับความผิดแต่โดยดี นางหาสารพัดข้ออ้างมาเกลี้ยกล่อมบุตรชาย
“นางปีศาจนั่นเสแสร้งบีบน้ำตา ทำตัวน่าสงสาร ลับหลังนางแทบจะเอามีดแทงคอเราให้ตายทั้งจวน เมื่อก่อนแม่ก็เคยคิดนะว่าจะรับนางมาเป็นอนุเจ้า รังแกนางให้อยู่มิสู้ตาย จนเจ้ามาล้มป่วย แม่ขอยอมเสียสละสักเรื่อง”
จื่อหาวเห็นด้วยกับมารดา พลันนึกถึงภาพหญิงสาวร้องไห้ฟูมฟาย อาการเจ็บปวดบนขมับก็พุ่งเข้ามา ราวศีรษะถูกตีด้วยค้อน เขาพิงหลังนอนหลับตาในรถม้าสักพักหนึ่ง มารดายังคงต่อว่าคุณหนูเสิ่น
บุตรชายฟังบ้างไม่ฟังบ้าง เมื่อใช้พลังงานไปกับการมองภาพในหัว
น้องเล็กสวมชุดเสนาบดีสีแดงชาด ถือเป็นขุนนางระดับสูงขั้นสี่ถึงขั้นห้า ผิดจากความเป็นจริงของขุนนางอวิ๋นผู้เป็นเพียงขุนนางขั้นแปด เพิ่งรับราชการมาแค่สามปี สวมชุดสีน้ำเงินเข้ม น้องชายเดินไปมาในห้องนอนของเขา หยิบกระดาษมาให้แผ่นหนึ่ง พากันไปนั่งในสวนหย่อมด้านหลังเรือน เจรจาเรื่องเสบียงทหารไม่นาน น้องชายก้มหน้าอ้อนวอนเขา
‘พี่ใหญ่ อาหรูแต่งเข้าจวนท่านมาสองปี ถูกทอดทิ้งลำพัง ไม่เคยร่วมหอกับสามี นางถูกดูแคลน คนในตระกูลซูรังแกนางสารพัด แม้แต่ข้าวดี ๆ ก็ไม่มีให้นางกิน ข้าพยายามจะช่วยนาง แต่ท่านแม่ขังนางไว้ในเรือน’
ซูจื่อโม่ทูลขอฮ่องเต้ให้ส่งบุตรชายคนเล็กไปตรวจความไม่โปร่งใสในต่างแคว้น จะได้เตรียมเลื่อนขั้นเป็นผู้ตรวจการ อวิ๋นซีจึงไม่สามารถช่วยเหลือนางได้ ครั้นจะส่งคนมาช่วยอีกแรง ฮูหยินซูใช้อำนาจทางทหารของบุตรชาย สังหารคนของเขาหมด
จื่อหาวมองเห็นภาพเคลื่อนไหวในหัวเวลากลางวันหากงีบหลับ กลางคืนก็ฝันเรื่องเดิม ๆ เรื่องราวเหล่านั้นต่อเนื่องชัดเจนราวกับว่าเคยเกิดขึ้นจริง
‘ท่านเองก็หมางเมินนาง อย่ารั้งนางเอาไว้เลย ได้โปรดมอบใบหย่าให้นาง... กลับไปใช้ชีวิตของนางเถิด’
‘จะเป็นไปได้ยังไง นางเป็นคนของข้า หากนางจะตาย ก็ต้องเป็นผีตระกูลซู’
‘ข้าขอร้องท่านในฐานะน้องชายสักครั้ง... ได้หรือไม่? หากวันหน้าท่านต้องการความช่วยเหลือในราชสำนัก ข้าจะเข้าข้างท่านโดยไม่ลังเล ข้ากำลังจะได้รับพระราชทานตำแหน่งในฝ่ายบริหารราชการ ข้ารับปากท่านว่าจะสนับสนุนท่านเรื่องการทหาร ผู้ที่ให้ร้ายท่านในท้องพระโรงเมื่อวันก่อน ข้ามีวิธีจัดการ...’
‘มีอำนาจมั่นคงในราชสำนักก่อน ค่อยมาเจรจากับข้า’
เขาปฏิเสธน้องชายอย่างเด็ดขาด เรื่องหย่ากับฮูหยิน จะไม่มีวันเกิดขึ้น วันนั้นเขาพึ่งกลับมาจากชายแดน รีบเข้าไปพบนาง ขดตัวนอนไม่รู้เรื่องรู้ราว
หาได้รู้ไม่ว่าทำไมถึงเป็นคุณหนูเสิ่น... เขาเคยแต่งนางเข้าจวนเมื่อใด?
ใบหน้างามหมดจดคล้ายสตรีที่พบคืนก่อน ทว่านางผ่ายผอมจนมองเห็นโครงหน้ากระดูก ร่างกายดูอ่อนแอแตกต่างจากคุณหนูเสิ่นคนปัจจุบันราวว่าเป็นกระดูกเดินได้ เขาจับข้อมือนาง ไร้ผิวพรรณผุดผ่อง กระดูกไหปลาร้าก็เห็นได้ชัด นางหายใจแผ่วเบา สาวใช้นางร้องไห้อยู่ข้างเตียง ทั้งสองเพิ่งได้รับอนุญาตให้เข้ามาดูคุณหนู ตอนรองแม่ทัพกลับจวนมา
‘ไปไหนกันหมด ไปตามหมอมาเร็วเข้า มาดูฮูหยินข้า นางเป็นอะไร!?’
ชายที่หน้าตาเหมือนเขาไม่ผิดเพี้ยนตะโกนอย่างบ้าคลั่ง เสียงดังมาก แต่นางก็ไม่ได้ยิน
ท่านหมอหลวงมาดูอาการให้ฮูหยินถึงจวนเสนาบดี แจ้งว่านางเป็นโรคขาดสารอาหารอย่างหนัก มีอาการช้ำในจากการถูกทุบตี ท้องเสียเพราะกินอาหารและดื่มน้ำที่ไม่สะอาด หากไม่รีบรักษา จะมีอันตรายถึงชีวิต
ระหว่างท่านหมอตรวจอาการ ตาคมมองไปบนโต๊ะ มีข้าวเหลือของสุนัขในจานสกปรก ปริมาณอาหารในจาน อย่าว่าแต่ให้สุนัขกินเลย แมวหรือหนูก็ยังกินไม่อิ่ม น้ำดื่มเป็นสีดำ ไม่ใช่น้ำชาแน่ ๆ
หัวใจของเขาบีบรัดตัวรุนแรง เมื่อท่านหมอแจ้งอาการเพิ่มอีกสองอาการ
ร่างกายนางเย็นเฉียบจากภายในเพราะอยู่ในอากาศหนาวเป็นเวลานาน หัวเข่าใช้การไม่ได้ นางกำลังจะพิการ!
ห่างออกไปในเงามืด ซูจื่อหาวทำได้เพียงยืนมองภาพเหล่านั้นอยู่ไกล ๆ เขามองเห็นสองสามีภรรยาหยอกล้อและดูแลกันอย่างหวานชื่นอยู่หน้ากองไฟที่ลุกโชนกลิ่นเนื้อย่างที่อวิ๋นซีบรรจงทำด้วยความใส่ใจ ตอกย้ำถึงสิ่งที่เขาไม่เคยคิดจะทำให้นาง... น้องชายของเขาช่างแสนดีเสียเหลือเกิน ดีพอที่จะทำให้สตรีผู้หนึ่งกลายเป็นทั้งฮูหยินและมารดาที่มีความสุขที่สุดในใต้หล้ายิ่งหวนนึกถึงอดีต หัวใจของเขาก็ยิ่งหนักอึ้ง หลังจากหย่าขาดถึงสามครั้งสามครา ชีวิตรักกลับกลายเป็นความอ้างว้างอย่างน่าประหลาด เขาพานพบแต่ฮูหยินที่แสนร้ายกาจ คนที่สองลอบมีชู้ในจวน สร้างความอัปยศให้กับตระกูลซู คนที่สามเป็นคุณหนูผู้ดีแสนเกียจคร้าน วัน ๆ ไม่ทำสิ่งใดนอกจากผลาญทรัพย์สินจนเกลี้ยง จนเขาต้องหย่าขาดจากนางเขากลับไปกราบกรานถามแม่เฒ่าผู้หยั่งรู้ถึงชะตาชีวิต แต่นางกลับเพียงหลับตาลงแล้วเอ่ยประโยคที่กรีดลึกเข้าไปถึงดวงวิญญาณ‘ข้าก็มอบคำทำนายให้เจ้าไปแล้ว เจ้าไม่ต้องถามหาความรักอีกต่อไป เพราะกรรมที่เจ้าก่อไว้มันใหญ่หลวงนัก... ชะตาของเจ้าในชาตินี้ มิได้ถูกกำหนดให้ตายตกตามกัน ทว่าถูกสาปให้ต้องมีชีวิตอยู่ เพื่อเฝ้ามองฮูหยินที่เจ้าเคยทารุณทรมาน มีความสุ
หัวใจของเขาเต้นระรัวแรงทุกชั่วขณะ กระทั่งภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำให้เขาต้องชะงักนิ่ง...หมูป่าร่างยักษ์เขี้ยวโง้งตัวหนึ่งถูกพันธนาการด้วยเชือกอาคมสีทองละเอียดยิบ นอนแน่นิ่งอยู่แทบเท้าสตรีในชุดผ้าป่านอย่างชาวบ้าน นางรวบผมไว้อย่างลวก ๆ ทว่ากลับขับเน้นใบหน้าผุดผาดให้น่ามองยิ่งขึ้น แม้ครรภ์ที่แก่จัดจะนูนเด่นชัดเจน นางยังคงส่งยิ้มละไมเหมือนไม่มีเรื่องอะไร“พี่อวิ๋นมาพอดีเลยเจ้าค่ะ ดูสิ... เจ้าตัวนี้มันวิ่งเข้ามาหาข้าเอง ข้าเห็นว่าท่านพี่ทำงานหนักจนซูบผอมไปนิด เลยตั้งใจจะเอามาทำอาหารบำรุงเลือดลมให้ท่านสักหน่อย”อวิ๋นซีกระโจนกายลงจากม้า เข้าไปประคองร่างภรรยาพลางตรวจดูตามเนื้อตัวด้วยความลนลาน “อาหรู! เจ้าทำข้าหัวใจจะวายรู้หรือไม่ เจ้ากำลังตั้งครรภ์อยู่นะ หากเจ้าหน้ามืดหรือเจ้าหมูหน้าโง่นี่ทำอันตรายเจ้าขึ้นมา ข้าจะทำเช่นไร!”หรูซีซบลงบนอกสามีอย่างออดอ้อน “ข้าเป็นเซียนนะเจ้าคะ สัตว์ป่าพวกนี้ทำอะไรข้าไม่ได้หรอก อีกอย่าง... ลูกในท้องยังกระซิบบอกข้าเลยว่า ‘ท่านแม่ล่ามาให้ท่านพ่อเถิด ท่านพ่อจะได้มีแรงกอดพวกเรานาน ๆ’”เมื่อเจอไม้อ้อนประสานเสียงของทั้งแม่และลูก อวิ๋นซีที่ตั้งท่าจะดุภรรยา ก็พลันใจอ่อนย
กลิ่นธูปหอมอ่อนอบอวลอยู่ภายใต้บรรยากาศอันสงบเงียบในศาลเทพชะตา ดวงตาสองคู่ทอดมองไปยังเปลวเทียนที่ไหวระริกส่องสว่าง มือหนาวางทาบบนหน้าท้องที่ยังแบนราบตามอายุครรภ์อย่างแผ่วเบา พลางโอบบ่าประคองภรรยาให้ยืนเคียงข้างอย่างทะนุถนอม“ลูกพ่อ... เจ้ามีมารดาเป็นเซียนผู้เก่งกาจ มีบิดารักใคร่ในมารดายิ่งนัก”“เจ้าก้อนแป้งเพิ่งกระซิบบอกข้าว่าเขาอยากออกมาเห็นหน้าท่านเสนาบดีไว ๆ เจ้าค่ะ” หรูซีคลี่ยิ้มละไม “เขาจะต้องภูมิใจที่สุด หากรู้ว่าท่านพ่อของเขายอมสละได้แม้กระทั่งดวงวิญญาณเพื่อปกป้องท่านแม่”“ข้าสัญญาด้วยชีวิตของข้า จะดูแลทั้งเจ้าและลูกให้ดีที่สุด” อวิ๋นซีก้มมองอาภรณ์ขาวสะอาด ราวกับจะมองทะลุผ่านไปถึงเจ้าตัวน้อยในครรภ์ หรูซีจึงวางมือทับบนมือของสามีอีกชั้นหนึ่งอย่างปลอบประโลม ก่อนที่เขาจะคุกเข่าลงเบื้องหน้าศาลเทพชะตา ประสานมือตั้งจิตอธิษฐานด้วยความสัตย์จริง“ข้าแต่องค์เทพ... ข้าขอวิงวอนให้วาสนาที่ข้าแลกมาด้วยดวงวิญญาณจงยั่งยืนตลอดไป ขอให้ข้าและอาหรูได้ครองรักเคียงคู่จนผมหงอกขาว ขอให้ข้าและนางมีวาสนาต่อกัน เป็นสามีภรรยาที่รักใคร่กลมเกลียวในทุกภพชาติ”หรูซีหลับตาลงอธิษฐานตาม “ขอให้คำสาบานของพวกเราสว่าง
“วันนี้ท่านมีธุระอะไรกับท่านอ๋องหรือ รองแม่ทัพซู?”“ข้าแวะมาดูท่านย่า... มาดูน้องชายของข้าด้วยว่าเขายังสบายดีหรือไม่ ช่วงนี้เขาดูแปลกไปนะเจ้าว่าไหม? หรูซี” จื่อหาวทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงมีนัยแอบแฝง เขายังเรียกนางอย่างสนิทสนมเหมือนเมื่อครั้งก่อนในเมื่อทั้งสองคนอนุญาตเขาแล้ว“พี่อวิ๋นของข้ามีอะไรแปลกไปงั้นหรือ?”“เจ้ามีความคิดเห็นอย่างไรเล่า ไหนเจ้าว่าเป็นเซียนผู้หยั่งรู้... เรื่องแค่นี้เจ้ากลับมองไม่ออก?” จื่อหาวแค่นยิ้ม ยั่วยุให้นางสงสัยในตัวอวิ๋นซีอวิ๋นซีพลันสบตาภรรยาด้วยความรู้สึกผิด เขากลัวว่าจะถูกภรรยาโกรธงอน รีบเอ่ยขัดขึ้นเสียก่อน “อาหรู... ข้ามีเรื่องปิดบังเจ้า หากข้าจะบอกความจริงทุกอย่างแก่เจ้าในตอนนี้ เจ้าจะยอมรับฟังข้าหรือไม่...?”หรูซีส่งยิ้มอ่อนโยนให้สามี “ไม่ว่าท่านพี่จะทำอะไร ข้าก็ไม่โกรธท่านหรอกเจ้าค่ะ... ท่านดูเขาสิ” นางปรายตามองบุรุษในฝั่งตรงกันข้ามด้วยความสมเพช “คนผู้นั้นเคยทำเรื่องเลวทรามต่ำช้ากับข้าขนาดไหน ข้ายังละวางความแค้นลงได้ แล้วพี่อวิ๋นแสนดีกับข้าถึงเพียงนี้ ท่านทำให้ข้าเป็นฮูหยินที่สตรีทั้งใต้หล้าล้วนริษยา ทุกวันนี้มิตรสหายต่างเข้ามารุมล้อมถามข้าถึงเคล็ดลับ เห
อวิ๋นซีหัวเราะเบา ๆ อย่างรู้ทัน ความตั้งใจของพี่ชายนั้นชัดเจนว่าไม่ยอมแพ้และต้องการสร้างผลงานบางอย่างเพื่อกอบกู้ชื่อเสียงของตนกลับมาหลายวันมานี้ชาวบ้านลือกันทั่วว่ารองแม่ทัพไร้น้ำยา งานปราบกบฏอันควรเป็นเกียรติประวัติ ดันถูกองครักษ์ของคุณหนูเยว่และน้องชายที่เขาเคยดูแคลนช่วงชิงความดีความชอบไปเสียสิ้น ผู้คนต่างพากันนินทาลับหลังว่าวัน ๆ เขาอุดอู้อยู่แต่ในกระโจมแม่ทัพจนภรรยาอยากจะหย่าขาดเต็มทน ซึ่งนางก็สมหวังไปแล้วเพราะองครักษ์หนุ่มผู้จงรักภักดี“ท่านจะตามจับปีศาจด้วยกระดิ่งนั่นหรือ?” อวิ๋นซีถามพลางจิบชาอย่างใจเย็น แววตาคมปลาบจับจ้องไปที่แขนเสื้อของพี่ชาย “อาหรูนางเลือกเดินหนทางเซียน ต่อให้นางมีกู่ปีศาจในร่าง ทว่าจิตมารดวงนั้นดับสูญไปแล้ว กระดิ่งนี่ไม่น่าจะดังได้ ข้าว่ามันคงเสียแล้วล่ะ”“ไม่มีทางที่มันจะเสีย เจ้าลองไปตามนางมาพิสูจน์ดูก็แล้วกัน” จื่อหาวเอ่ยแกมสั่ง ทว่าน้ำเสียงกลับไร้ความมั่นใจยามเผชิญหน้ากับน้องชายที่มีฐานะเหนือกว่าตนในทุกด้าน“ท่านมีสิทธิอะไรมากล่าวหาฮูหยินของข้า อย่าลืมสิว่านางเป็นถึงปรมาจารย์ราชครูของแผ่นดินนะพี่ใหญ่ หากท่านคิดจะตรวจสอบนาง มิควรขอพระบรมราชานุญาตจากฝ่าบา
ค่ำคืนนั้นเขามองเห็นอาหรูนั่งร้องไห้กอดป้ายวิญญาณอยู่ในศาลบรรพชนเพียงลำพัง จึงแอบไปเก็บดอกไม้ป่าที่นางชอบ เขาเดินฝ่าลมหนาวด้วยรองเท้าคู่เก่าของพี่ชายทำให้หิมะกัดเท้าแห้งแตกจนเลือดไหลซึม ทว่าใบหน้ากลับเปื้อนยิ้ม เพียงเพราะคิดว่านางจะต้องดีใจแน่ ๆแต่เมื่อเขากลับไปที่ศาลบรรพชนตระกูลเสิ่นอีกครั้ง ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้ากลับเป็นจื่อหาว! ลูกอนุผู้แย่งทุกสิ่งไปจากเขาและมารดา กำลังปลอบประโลมเด็กสาวตัวน้อยและพานางขึ้นรถม้าของตระกูลไปอย่างง่ายดายเขาในเวลานั้นคิดปลอบใจตนเองว่าขอแค่นางไม่ต้องเหน็บหนาว ก็นับว่าดีแล้ว ในเมื่อเขาไม่มีสิทธิแม้จะมีรถม้าส่วนตัวเหมือนบุตรคนอื่นในบ้าน ทว่าเขาคิดผิดไปทั้งหมด เพราะนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หัวใจของนางก็ไม่เคยหันมองมาที่เขาอีกเลย‘ทำไมต้องเป็นท่าน... พี่ใหญ่... ทำไมทุกอย่างในโลกนี้ต้องเป็นของท่าน!’เสียงกรีดร้องในใจวันนั้น กลายเป็นรอยแผลที่ฝังลึกจนไม่อาจลบเลือน แม้กระทั่งนางแต่งเข้าจวนตระกูลซูในฐานะพี่สะใภ้ ทั้งที่เขาอยากตบแต่งกับนางเจียนคลั่ง กลับถูกพี่ชายแย่งชิงวาสนาไป ถึงกระนั้นเขาก็ไม่เคยคิดจะทำร้ายเกียรติของนาง เพราะรู้ดีว่าหัวใจของนางมีเพียงซูจื่อหาวสอ
ทว่าขณะที่เสียงค้อนตอกตะปูดังประสานกัน สาวใช้คนสนิทวิ่งเข้ามาด้วยท่าทางรีบร้อน“ท่านอ๋อง... คุณหนู... คุณหนูเยว่มาขอพบเจ้าค่ะ!”หรูซีวางถ้วยชาลงอย่างใจเย็น นางคาดการณ์ไว้แล้วว่าหากคุณหนูเยว่ยอมบากหน้ามาถึงจวนอ๋อง ย่อมมิใช่เรื่องอื่นใดนอกจากอาการของฉางเฉิน องครักษ์คนรักของนางคงพิษกำเริบหนัก เกินมือห
ยามเอ่ยถึงมารดาผู้ล่วงลับ แววตาของอวิ๋นซีพลันหม่นแสง ทอดมองไปยังท้องนทีอันกว้างใหญ่เบื้องหน้าบางค่ำคืนเขายังคงสะดุ้งตื่นจากฝันร้าย หวาดกลัวแหล่งน้ำทุกแห่งหน ทว่าเขากลับต้องฝืนเรียนรู้การว่ายน้ำเพื่อเอาตัวรอด มิให้ถูกพวกลูกอนุผลักตกน้ำจนตาย“อาหรู...” เสียงทุ้มพร่าหนักแน่นขึ้น เขาก้มลงมองสตรีในอ้อม
ทว่าคุณหนูเสิ่นออกไปเดินตลาดในเมืองจนฟ้ามืด ส่วนเสนาบดีอวิ๋นก็ไปทำหน้าที่ในราชสำนัก กว่าคนพวกนั้นจะทันเห็นรถม้าประดับไม้แกะสลักลายเมฆามงคล ตัวรถบุผ้าไหมเนื้อละเอียดสีม่วงเข้ม สีประจำฐานันดรสูงเคลื่อนผ่านประตูจวน แสงไฟภายในก็ถูกดับจนมืดสนิท เหลือเพียงเงาเงียบงันของจวนอ๋องที่ไม่คิดเปิดรับแขกผู้ไม่พึง
“ข้าแล้วแต่เจ้า! ฮูหยินน้อย... ข้าจะยืนนิ่งเงียบไม่เอ่ยอะไรทั้งสิ้น ข้าเชื่อฟังเจ้า ตามใจเจ้าเถิด” เขาละล่ำละลักยืนยันหนักแน่นจนบิดาถึงกับตะคอกด้วยโทสะ“เจ้าเห็นภรรยาดีกว่าบิดารึ!?”“ท่านพ่อก็เชื่อฟังภรรยามากกว่าบุตรชายคนเล็กมาตลอดมิใช่หรือ?” อวิ๋นซีสวนกลับด้วยแววตาเฉยชา บัดนี้เขาคือสามีของเจ้าสำนั







