LOGINชื่อเรื่อง ลืมเสียเถิดว่าเคยเป็นหมอ ชาติก่อนนางคือหมอในองค์กรลึกลับแห่งหนึ่ง และตายเพราะถูกนำเป็นร่างทดลองปรับแปลงดีเอ็นเอ การทดลองผิดพลาดจนถึงแก่ชีวิตจึงได้ย้อนกลับมาเกิดในร่างของสตรีแสนอาภัพในยุคโบราณ คุณหนูตกอัพผู้นี้คือบุตรีที่บิดาไม่แยแส ให้อยู่ในบ้านท้ายจวนเยี่ยงบ่าวหนึ่งคน สุดท้ายก็ป่วยจนตาย พอนางได้เข้าร่างแทนจึงต้องกระเสือกกระสนออกหางานยามค่ำคืนเพื่อหาเงินเลี้ยงตัวเอง ด้วยความเป็นหมอในชาติก่อนแต่อาชีพนี้หาได้รุ่งเรืองสำหรับสตรีในยุคนี้ไม่ ทำให้คุณหมอจำต้องกลายเป็นหมอเบ็ดเตล็ดรักษาโรคสตรีประจำในหอนางโลม! วันหนึ่งด้วยความโชคร้ายกลับถูกกินเต้าหู้จากแม่ทัพปีศาจที่ถือว่าเป็นแขกประจำในหอนางโลมแห่งนี้ ไหนจะอยู่มาวันหนึ่งบิดาผู้มิเคยเเยเเสกลับมาหยิบบุตรีคนนี้ใส่ตะกร้าล้างน้ำ ประเคนให้ผู้อื่นเพื่อเสริมสร้างอำนาจอีกล่ะ แล้วทีนี้นางจะอยู่รอดพ้นจากเงื้อมมือผู้ไม่หวังดีได้อย่างไร
View Moreพอดวงตะวันลับขอบฟ้า อากาศยิ่งหนาวเย็นยะเยือกมากขึ้น กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งอบอวลปะปนกับกลิ่นเหม็นสาบบุรุษ กลิ่นเหงื่อไคลปนกลิ่นเหม็นเปรี้ยวลอยมา ตามลม
“ราตรีนี้เป็นคืนขึ้นสิบห้าค่ำขอรับ ท่านแม่ทัพ”
แผ่นหลังเหยียดตรงของบุรุษรูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าโดดเด่นยามเขายืนอยู่ท่ามกลางบุรุษหลากวัยที่ใบหน้าต่างเปื้อนดินเปื้อนฝุ่น ยิ่งทำให้เขาดูราวหยกงามสง่าล้ำค่าท่ามกลางก้อนหินหลากพันธุ์ ใบหน้าคม สันกรามนูนเด่น ตัดกับผิวสีน้ำผึ้งเยื้องไปทางขาวทำให้เขาโดดเด่นท่ามกลางบุรุษผิวคล้ำแดด
“อย่างนั้นเลิกได้!”
สิ้นคำ เหล่าบุรุษหลายร้อยนายเบื้องหน้าที่ก่อนหน้าเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบก็ขานรับอย่างพร้อมเพียงเสียงดังก้องค่าย หลังจากนั้นไม่เกินหนึ่งเค่อ พื้นที่ที่เคยเต็มไปด้วยบุรุษและกลิ่นเหม็นคลุ้งก็กลายเป็นพื้นที่โล่งว่างและฝุ่นกระจายฟุ้งแทน
“ท่านแม่ทัพต้องการกินอาหารที่...”
ยังไม่ทันที่เสียงของบุรุษผู้มียศเป็นรองแท่ทัพอย่างโต่งปี้ฉวนจะเอ่ยจบ เสียงแหบพร่าปนสั่นสะท้านของบุรุษผู้เป็นใหญ่ ณ ค่ายทหารประจำชายแดนแห่งนี้ก็ขัดขึ้น พร้อมร่างสูงสง่าก้าวเท้าเร่งรีบมุ่งหน้าสู่กระโจมหลังโดดเดี่ยวตั้งริมสุดค่าย ทันทีที่เข้าใกล้กระโจมหลังนั้นพลันกลิ่นหอมฟุ้งของเครื่องหอมและดอกไม้หลากพันธุ์พุ่งเข้าสู่โสตประสาท แม้เขาจะไม่ชอบแต่ยามนี้หาได้สนใจไม่
เท้าหนาพาสังขารตัวเองจนเข้าไปยังกระโจมเบื้องหน้าได้สำเร็จ
“ว้าย ท่านแม่ทัพมาแล้ว คิกคิก”
เสียงหวานหยดย้อยปานน้ำผึ้งดังขึ้น และตามมาด้วยเสียงสตรีคนอื่น ๆ ร่างบอบบางหลายนางในชุดเสื้อผ้าเนื้อบางหลากสีเร่งเดินเข้ามาล้อมรอบบุรุษผู้มาใหม่ทันที
และไม่รอให้มากความ บุรุษหนึ่งเดียวคว้าร่างบางระหงของสตรีที่ยืนอยู่ใกล้สุดเข้ามา มือหนากระชากผ้าบางเบาสีชมพูสดจนขาดวิ่น นวลเนื้อขาวผ่องปรากฏขึ้นล่อตาแต่เจ้าของแรงกระชากหาได้สนใจไม่ มือหนาคว้าสะโพกกลมกลึงเข้าหาเอวสอบของตนและเริ่มกระแทกตัวตนใส่อีกฝ่ายทันทีไร้การเล้าโลมใดใดเช่นอย่างเคย
ใบหน้าไร้ความสุขขัดกับสิ่งที่ทำตลอดค่ำคืน สตรีที่นอนล้มกองไร้ระเบียบบนพื้นบนใบหน้าเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อเคล้าความสุข บางคนหายใจรวนระรินอ้าปากครางเสียงใสจนลำคอปล่อยได้เพียงเสียงแหบแห้ง สภาพภายในกระโจมยามนี้มิต่างกับสภาพสนามรบหลังรู้ผลแพ้ชนะอย่างไรอย่างนั้น
บุรุษหนึ่งเดียวก้มลงจัดระเบียบเสื้อผ้าก่อนก้าวออกจากกระโจมไปมิเหลียวแลเบื้องหลัง
...ออกข้างนอกกระโจมมาก็พบกับแสงแรกแห่งวันเสียแล้ว
ใบหน้าที่เคยงามสง่าแต่ครานี้กลับหมองคล้ำแฝงความอ่อนล้า นัยน์ตาคลอน้ำใส เส้นเลือดฝอยปรากฏขึ้นราวคนอดนอนหลายวันสร้างความหวั่นเกรงให้แก่ผู้พบเห็น
แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านร่องเล็กใหญ่เข้ามากระทบร่างบางของสตรีสองนางที่นั่งอยู่ภายในเรือนหลังหนึ่ง ร่างออกอวบหนาสวมเสื้อผ้าเก่าที่เต็มไปด้วยรอยปรุแทบทั้งชุดกำลังก้ม ๆเงย ๆหน้าเตาเติมฟืนเพื่อเคี่ยวน้ำในหม้อก่อนหันไปมองสตรีอีกนางที่นั่งอยู่ด้านหลังหน้ากองผ้ากองโต ใบหน้านวลไร้เครื่องประทินผิวต้องแสงอาทิตย์ดูงดงามสบายตาขัดกับเรียวคิ้วขมวดมุ่นและริมฝีปากมู่ทู่อย่างยิ่ง
“ข้าไม่ไหวจริง ๆงานเย็บปักมิใช่ทางถนัดข้าเสียเลย”
เจ้าของร่างผอมบางเจ้าของนามว่าเหม่ยจูโยนเข็มและผ้าที่ตัวเองกำลังเย็บอยู่ลงบนกองผ้ากองใหญ่ข้างหน้า น้ำเสียงแฝงความไม่พอใจกึ่งเล่นนั่นสร้างรอยยิ้มเอ็นดูขึ้นบนใบหน้าขอสตรีวัยกลางทันที
“คุณหนูนั่งเฉย ๆรอบ่าวเตรียมสำรับเถอะเจ้าค่ะ บ่าวก็บอกแล้วว่างานพวกนี้ท่านไม่ต้องทำ หากบ่าวทำอาหารเสร็จเดี๋ยวไปทำต่อเอง”
“คุณหนูอะไรกัน ข้าก็บอกให้ท่านเรียกข้าว่าเสี่ยวจูอย่างไรเล่า”
ไม่พูดเปล่าร่างบอบบางในชุดสีหม่นเนื้อผ้าหยาบก็เดินเข้ามาเกยคางกับบ่าวที่เปรียบเสมือนแม่อีกคนนามว่าจื่อเหยียน นางอายุราวสี่สิบปีต้น รูปร่างอวบเล็กน้อย แต่มีความสูงน้อยกว่านาง ใบหน้าของจื่อเหยียนมักจะประดับรอยยิ้มอบอุ่นเสมอแม้ว่าจะเจอเรื่องร้ายอันใดก็ตาม เป็นเพราะนางนั้นมิอยากให้คุณหนูของตนต้องทุกข์ใจไปมากกว่านี้
“บ่าวก็ลืมไปบ้างเจ้าค่ะ เสี่ยวจูไปนั่งรอเถิด”
“นี่แหนะ เรียกแทนตัวเองว่าบ่าวได้อย่างไรกัน ข้าบอกแล้วว่าข้านับถือท่านอย่างแม่คนหนึ่ง มิใช่ในฐานะบ่าว”
เหม่ยจูตีเบา ๆที่แขนของแม่นมตน ก่อนไปนั่งตามที่นางเอ่ยแนะ
“เมื่อวานนี้ข้าไปหางานได้แล้ว หากข้าได้เงินก้อนแรกมาท่านจะได้เลิกทำงานพวกนี้เสีย”
สิบ “ขออภัยด้วยที่ข้าไม่มองให้ดี” เหม่ยจูยกมือลูบจมูกตัวเองเพราะรู้สึกเจ็บ นางเงยหน้ามองบุรุษที่นางชนเมื่อครู่ โอ๊ะ เป็นเขา แม่ทัพหยางหลง! “ไม่เป็นไร มิทราบว่าทางไปสุขาอยู่ที่ใด” เหม่ยจูยังมึนจึงตอบโดยไม่คิดอะไร นางชี้ไปทางของห้องสุขาพอหยางหลงเดินไปแล้วจึงได้สติ เมื่อครู่ทิศที่หยางหลงเดินมาเหมือนจะเป็นทางเรือนที่ไม่ได้อนุญาตให้แขกที่มาร่วมงานไปนี่นา แล้วเขาเดินหลงไปทางนั้นเชียวหรือ หากจำไม่ผิดทางนั้นคือทางเดินไปห้องหนังสือของท่านเจ้ากรมโยธาป้ายแดงอย่างบิดานางนะ แต่ก็เอาเถอะ ไม่ใช่เรื่องของเหม่ยจูเสียหน่อย เมื่อไม่มีเรื่องอะไรให้สนใจเหม่ยจูจึงเดินกลับเรือนตัวเองที่อยู่ทางป่าลึกสุดในจวนตระกูลหง พอกลับมาจากเรือนใหญ่เหม่ยจูก็ไม่รอเวลาเกินเลยจนถึงเวลาที่นางต้องไปทำงาน นางจูงมือแม่นมว่านั้นตรงข้ามเหม่ยจู “ข้ามีเรื่องต้องการถามจากแม่นมเสียหน่อย แต่ท่านต้องสัญญาว่าจะตอบคำถามข้าตามจริงนะเจ้าคะ” จื่อเหยียนมองใบหน้าคุณหนูของตนนิ่ง มองสบสายตาแฝงความจริงใจอย่างอ่อนโยน นางพยักหน้า
เก้า “เจ้าว่าอย่างไรนะ!” เสียงกระซิบจากมู่ลี่ก่อนหน้าทำเอาเหม่ยเฉินที่นั่งอยู่ข้างฮูหญิงใหญ่หรือก็คือแม่ของตนถึงกลับเกือบหลุดอาการอ่อนหวานก่อนหน้า นัยน์ตาเหลือกลับรีบหลับตากลบเกลื่อนความกรุ่นโกรธในกาย “เจ้าบอกว่านางไม่เป็นอะไรทั้งที่กินข้าวพวกนั้นแล้วอย่างนั้นหรือ เป็นไปได้อย่างไร” นางให้คนใส่ยาพิษชนิดออกฤทธิ์เร็วลงในทั้งในข้าวและน้ำดื่มที่จะนำไปให้บ่าวพวกนั้นกิน แต่มีเพียงนางเหม่ยจูคนเดียวที่ไม่มีอาการเจ็บปวดจากพิษ ...หรือนางนั่นจะรู้แผนของนางแล้วจึงกินยาต้านกันไว้ก่อน แต่ข้อนี้ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้เพราะยาพิษที่เหม่ยเฉินใช้ว่าแพงแล้ว ยาจำพวกยาต้านพิษนั้นยิ่งแพงยิ่งกว่า น้ำหน้าอย่างเหม่ยจูไม่มีปัญญาซื้อได้แน่ “อย่างนั้นเจ้าไปจับตาดูนางไว้อย่าได้ให้เข้ามาป้วนเปี้ยนในงานของข้าได้” ตอนนี้สิ่งสำคัญกว่ากลั่นแกล้งพี่น้องต่างสายเลือดคืองานของตนตรงหน้า เหม่ยเฉินจึงหันกลับมาสนใจงานที่กำลังจะเริ่มอีกครั้ง รอยยิ้มอ่อนหวานแจกจ่ายให้เหล่าฮูหยินตระกูลใหญ่ ๆหรือแม้กระทั่งคุณชายบางท่านที่ลอบมองมาที่นางซึ่งงามสง่าและโดดเด่น
พูดจบก็เดินจากไป แผ่นหลังเหยียดตรงและลำคอเชิดนิดนึงนั้นทำราวกับตนเป็นแม่ของแผ่นดินที่มีผู้คนอยู่ใต้อำนาจอย่างไรอย่างนั้น “คุณหนูจะไปหรือเจ้าคะ ดูก็รู้ว่าคุณหนูรองอยากให้ท่านเสียใจอยากหยามเกียรติท่าน อย่าไปเลยนะเสี่ยวจู” เหม่ยจูแย้มยิ้มอบอุ่นส่งไปให้แม่นมที่คอยเป็นห่วงเป็นใยนางเสมอมา เวลาที่เหม่ยจูได้ยินแม่นมเรียกว่าเสี่ยวจูมักทำให้นางรู้สึกอบอุ่นขึ้นทุกครา และแม่นมก็มักจะเรียกเวลาที่ต้องการขอร้องนาง ครานี้ก็เช่นกัน “ข้าทำใจเรื่องนี้มานานแล้วแม่นม นางมาชวนข้าถึงขนาดนี้ไม่ไปก็คงจะดูแล้งน้ำใจไปเสียหน่อย เอาเป็นว่าข้าจะไปดูหน่อยแล้วกัน หากไม่ไหวข้าจะไม่ฝืน” เหม่ยจูคิดว่าบางทีชีวิตที่สุขสงบนั้นอาจไม่เหมาะกับนางก็เป็นได้ ...บางที่คำว่าสุขสงบอาจไม่ได้หมายถึงนางต้องหลบเลี่ยง ไม่สู้ ความสุขสงบนั้นอาจมาหลังจากที่นางต้องลงมือทำอะไรบางอย่างก็เป็นได้ สองวันถัดมาเป็นวันงานวันปักปิ่นของเหม่ยเฉินซึ่งก็มีบ่าวมารับเหม่ยจูไปที่เรือนใหญ่แต่เช้าอย่างที่เหม่ยเฉินบอกไว้จริง นางถึงแล้วและไม่ได้ถูกพาไปที่เรือนด้านหน้าดังคาดไว้ เหม่ยเฉินที
แปด ภายในห้องกว้าง หลังฉากลายเมฆาท่ามกลางป่าไผ่ มีบุรุษรูปงามสองอารมณ์นั่งจ้องกันตาไม่กระพริบ หนึ่งคือแม่ทัพหยางหลงและอีกหนึ่งคือกุนซือหนุ่มนามฮ้าวอี้ เขาทั้งสองคนจ้องตากันก็จริง หนึ่งคนสายตาแสนเย็นยะเยือก อีกคนสายตาลุ่มลึกอ่านยาก เป็นหยางหลงที่ละสายตาออกก่อน “เจ้ามีอะไรอยากกล่าวก็ว่ามาเถอะ” พูดพลางยกน้ำชาที่ดีที่สุดของหอซือเซียนขึ้นดื่ม เช่นเคยในห้องนี้เป็นห้องส่วนตัวที่มีตั่งนอนพร้อม แต่ไร้สตรีแม้เพียงคนเดียว “เจ้าไม่คิดจะเอ่ยให้ข้าฟังเรื่องที่คุยกันกับท่านผู้นั้นหน่อยหรือ ข้าเพียงรอให้บอกเองก็ไม่บอกสักที” ฮ้าวอี้หยักยกมุมปากเข้ายกชาขึ้นดื่มบ้าง “อืม รสชาตินี้ดีเช่นเคย ไม่ได้ลิ้มรสนี้มานาน” “ก็ไม่มีอะไร เพียงลองใจกันไปมา เสียเวลาข้าไปเลยวันหนึ่ง” น้ำเสียงไม่ได้เปลี่ยนไปยังคงแข็งกร้าวอย่างเคย เขาพูดอ่อนหวานหรืออ่อนโยนไม่ค่อยเป็น อาจเป็นเพราะอยู่และเติบโตในค่ายทหารมาตั้งแต่เด็กกระมัง โตขึ้นพอกลับมายังจวนตระกูลเซี่ยก็ถูกบังคับให้รับอนุหรือพูดถึงแต่เรื่องแต่งงานจนนึกขยาด โตขึ้นมาจึงใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่