Masuk“แดกเข้าไป สั่งมาแล้วก็แดกให้หมด อย่าลืมว่าร้านจำกัดเวลา”
เห็นบรรยากาศเริ่มมาคุ เซฟเลยคีบเนื้อย่างใส่ถ้วยผมไม่ยั้ง จนผมต้องหันไปแหวลั่น ก็ไอ้อันที่มันตักมาให้นี่ ผมไม่ได้สั่งมานะ!
กลุ่มเราเริ่มกลับมาหัวเราะครึกครื้น พาให้บรรยากาศผ่อนคลายลงมาก ตอนนี้ผมโดนเพื่อนบอยคอตหัวเดียวกระเทียมลีบไปแล้ว เลยได้แต่หันไปหาไต้ฝุ่นผู้ช่วยเพียงหนึ่งเดียวคนนี้
“ช่วยกินหน่อย”
“อืม”
ไต้ฝุ่นตอบสั้น ๆ พลางช่วยกินหมูในถ้วยผมจริง ๆ ผมแสยะยิ้มมุมปากใส่เพื่อนทั้งสาม ท่าทางสื่อว่าพวกมึงทำอะไรกูไม่ได้หรอก!
“...” เพื่อนสามคนที่รู้สึกหมั่นไส้บางคน
กินกันเสร็จก็ถึงเวลาเช็กบิล ไต้ฝุ่นเป็นคนเดินหยิบบิลไปจ่ายเงิน โดยที่มีผมตามหลังไปด้วย เห็นยอดเงินค่าอาหารเกือบครึ่งหมื่นผมก็ได้แต่สูดปากเบา ๆ
“เดี๋ยวฉันช่วยออกในส่วนของเปากับโอบแทนนะ”
ผมออกปากอย่างเกรงใจ ไต้ฝุ่นจะเลี้ยงผมกับเซฟอันนี้ผมไม่ติดอะไร เพราะเขาก็ควรทำจริง ๆ ทว่าโอบกับเปานั้นเป็นแค่ผลพลอยได้
“ไม่ต้อง” ไต้ฝุ่นยื่นบัตรเครดิตไปให้พนักงาน
“ไต้ฝุ่น เดี๋ยวพวกกูโอนให้นะ คนละเท่าไร” ทัพเดินตามหลังออกมา ทำท่าทางกดโทรศัพท์ยิก ๆ คาดว่าคงเตรียมจะโอนค่าอาหารคืน
“ไม่ต้อง” คำตอบเดิมอีกครั้ง พาให้เมษากับทัพเงยหน้ามองเขาด้วยสายตาแปลกประหลาด
พวกเขาคบกันมานานแล้ว แม้จะรู้ว่าบ้านไต้ฝุ่นรวย แต่เพื่อความเท่าเทียมและไม่ให้กลายเป็นการเกาะเพื่อนกิน ทุกครั้งที่กินมื้อใหญ่ก็จะจบลงที่การหารกันเสมอ นี่เลยทำให้พวกเขาคบกันมาได้นานขนาดนี้
“ทำไม?” ทัพทำหน้างุนงง เบนสายตามองพวกผมที่กำลังคุยเล่นกันอยู่ ก่อนจะทำหน้าเข้าใจอะไรบางอย่าง “มึงจะเลี้ยงฉลองที่มีแฟนหรือไง”
“อืม”
“...” พวกผมสี่คนที่ได้รู้ความจริงว่า ไต้ฝุ่นเลี้ยงข้าวทำไมก็อึ้งกิมกี่
แม้ทัพจะเข้าใจเหตุผลที่ไต้ฝุ่นเลี้ยงข้าว แต่กลับเป็นเมษาที่เหมือนจะไม่ยินยอมนัก “กูไม่ได้อยากกินของฟรี เดี๋ยวโอนให้”
“แล้วแต่” ไต้ฝุ่นตอบราบเรียบ ไม่ได้สนใจเพื่อนที่หน้าหมองไปเล็กน้อย ทั้งยังหันไปบอกราคาอาหารให้อีกฝ่ายเสียด้วย
ผมมองพวกเขาเงียบ ๆ ไม่กล้าสอดปาก ผมก็พอรู้มาก่อนแล้วว่าไต้ฝุ่นนิสัยค่อนข้างขรึม ไม่เห็นหัวใครสุด ๆ แต่ไม่คิดว่ากับเพื่อนสนิทเขาก็ทำแบบเดียวกัน
หลังจากจ่ายเงินเสร็จ ทัพก็ขอตัวแล้วลากเมษาที่ฟึดฟัดออกไปทันที พวกผมมองตามแต่ละคน มีคำพูดที่อัดแน่นอยู่เต็มอก
อ่า หรือว่าผมจะทำอะไรที่ไม่ควรไปแล้วหรือเปล่านะ ผมไม่พูดออกมา ไม่ได้หมายความว่าเพื่อนคนอื่นจะไม่พูด
“ไอ้เมษาอะไรนั่น ทำท่าอย่างกับชอบมึง” เซฟเอ่ยขึ้น
เผชิญหน้ากับสายตาสี่คู่ ไต้ฝุ่นก็ส่ายหน้าเล็กน้อย “ก็ปกตินั่นแหละ กูชินแล้ว”
ท่าทางของไต้ฝุ่นทำราวกับไม่ได้สนใจอะไรมากนัก เซฟเลยไม่ได้พูดอะไรออกมาต่อ ตอนนี้บรรยากาศกำลังดี ไม่ควรไปกวนให้ขุ่นอีกรอบ
แม้ไต้ฝุ่นจะบอกว่าไม่มีอะไร แต่พวกผมสี่คนที่เป็นคนนอกนั้นมองออกอย่างชัดเจน และคิดว่าทัพก็น่าจะมองออกเช่นกัน ถึงได้รีบลากตัวอีกฝ่ายออกไปแบบนี้
ในเมื่อมันเป็นเรื่องของพวกเขาสามคน คนนอกแบบพวกผมก็ได้แต่เงียบปากไป ไม่สมควรที่จะเอ่ยขึ้นมาอีกครั้งให้เกิดความรู้สึกไม่ดีต่อกัน
กินมื้อใหญ่กันเสร็จ ตอนนี้เป็นเวลาบ่ายโมงกว่า ไหน ๆ ก็มาห้างกันแล้ว พวกเราทั้งห้าคนเลยยกโขยงกันไปโรงหนังต่อ โดยไม่มีใครถามความเห็นผมสักคน
“...”
เมื่อคืนไม่ได้นอน แล้ววันนี้ยังต้องโดนเพื่อนลากไปทั่ว ผมได้แต่ปิดปากเงียบอย่างไม่กล้าคัดค้าน
จะค้านได้ไง ก็ดูเพื่อน ๆ ที่กำลังสนุกสิ ไหนจะไต้ฝุ่นที่กลมกลืนเข้ากับกลุ่มพวกผมเป็นอย่างดีนี่อีก ทั้งที่ตอนแรกผมละกลัวว่าพวกเขาจะเขม่นกัน จนเที่ยวไม่สนุกซะแล้ว
ไม่รู้ทำไม แต่ผมอยากให้เขาสนิทกับเพื่อนอีกสามคนของผมมากกว่านี้เหมือนกัน
หนังที่กำลังจะฉายรอบถัดไปเป็นหนังผี แน่นอนว่าคนกลัวผีแบบผมย่อมไม่อยากดูอยู่แล้ว แต่ก็นั่นแหละ ยิ่งค้านพวกเซฟมันก็ยิ่งชอบเลย
“ไม่อยากดูเหรอ” ไต้ฝุ่นหันมาถามผม
“ใช่” ผมตอบกลับ พลางส่งสายตาอ้อนวอนใส่คนที่น่าจะอยู่ข้างผมตลอดกาลคนนี้
ไต้ฝุ่นประสานสายตากลับ ทำท่าทางครุ่นคิดจริงจัง ก่อนจะหันไปหาเซฟ “เอาเรื่องนี้แหละ”
“...”
ไอ้เวร ขอถอนคำพูดว่าเขาจะอยู่ข้างผมตลอดกาล ไอ้คนพวกนี้ก็เหมือนกันหมด เห็นผมกลัวก็ชอบมาแกล้งกันอยู่เรื่อย
และแล้วก็ถึงเวลาเข้าโรงหนัง ผมทำหน้าบูด สะบัดหน้าเป็นเชิงงอนพวกมัน เลยโดนฝ่ามือพิฆาตเข้าเต็มกระบาลจนเห็นดาวไปเลย
“ชิ” ผมสบถเบา ๆ ยกมือลูบหัวที่โดนตบ ท่าทางน้อยอกน้อยใจเพื่อน
“เจ็บเหรอ” ไต้ฝุ่นยกมือมาลูบหลังศีรษะผมเบา ๆ
“หึ” ผมส่งเสียงประชด สะบัดใบหน้าหนี
นี่ก็อีกคน แทนที่จะช่วยกัน กลับไปเห็นดีเห็นงามกับสามคนนั้นอีก
“ไม่ต้องไปโอ๋มันหรอก หนังผีเด็กอนุบาลแบบนี้ก็ยังกลัว อ่อนว่ะ” เปาพูดล้อเลียน
ผมชูนิ้วกลางกระแทกหน้ามัน แต่แล้วก็ต้องรีบเก็บลงเมื่อนึกขึ้นได้ว่าไต้ฝุ่นก็อยู่ด้วย ท่าทางแบบนี้มันออกจะไร้มารยาทไปสักหน่อย
ทั้งห้าคนมาถึงก็นั่งประจำที่ตัวเอง ที่ของพวกเราอยู่หลังสุด ติดทางเดินตรงกลาง โดยที่แรกผมให้ไต้ฝุ่นนั่ง ตามด้วยผม เซฟ เปา และโอบ ตามลำดับ
แน่นอนสิ คนขี้กลัวแบบผมยังไงก็ต้องมีคนนั่งปิดอยู่แล้วปะ แต่จะให้ไต้ฝุ่นไปนั่งติดเพื่อนคนอื่นที่เพิ่งรู้จักกันวันนี้ ผมก็กลัวเขาจะอึดอัด เพราะงั้นลำดับการนั่งแบบนี้ดูค่อนข้างโอเคกว่า
ผมหันซ้ายหันขวามองสองคน คนหนึ่งเพื่อนสนิทต่างคณะ อีกคนก็แฟน (ปลอม) อย่างหมายมาด พวกมันจ้องจะแกล้งผม เดี๋ยวรอให้ผีโผล่ก่อนเถอะ ผมจะกรี๊ดใส่ให้หูแตกทั้งคู่ไปเลย
ใครจะไปคิดว่าโฆษณามันจะยาวเป็นครึ่งชั่วโมงขนาดนี้ ผมปรือตามองจอตรงหน้า บวกกับแอร์เย็นฉ่ำที่เป่ารดจนสบายไปทั้งตัว ในที่สุดผมก็คอพับลงไปอย่างง่ายดาย ท่ามกลางสติอันพร่าเลือน ผมรับรู้ว่ามีฝ่ามือหนาคู่หนึ่งประคองศีรษะให้ไปพิงไหล่อีกฝ่าย แม้จะอยากลืมตามอง แต่ตอนนี้ไม่ไหวแล้วจริง ๆ
อืม กลิ่นนี้...
**
“ไม่อยากจะเชื่อเลย! ดูหนังผีมึงก็ยังหลับได้ทั้งเรื่อง” โอบพูดขึ้นมาด้วยท่าทางเหลือเชื่อ มองผมตาโต
“แหม พอมีแฟนแล้วมึงอ้อนจังวะ มาอ้อนพ่อมึงนี่มา” เปาพูดพลางอ้าแขนออก ทำท่าบอกให้เข้าไปหา
“อ้อนหน้ามึงสิ” ผมค้อนตาใส่เพื่อน
พวกมันคงไม่รู้ แต่ไต้ฝุ่นรู้ว่าผมไม่ได้นอนเลยทั้งคืน ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
พวกเราใช้เวลาไปกับการเดินเที่ยวห้างตั้งแต่เที่ยง จนกระทั่งสี่ห้าโมงเย็นถึงค่อยพากันกลับ
ไต้ฝุ่นไม่ยอมปล่อยให้ผมกลับกับเพื่อน ไม่ว่าจะค้านยังไงก็ไม่เป็นผล เลยต้องตามใจเขาอย่างช่วยไม่ได้ สุดท้ายผมต้องโบกมือลาเพื่อนสนิทไปพร้อมกับสายตาเห็นใจจากพวกมัน
ทั้งที่ก่อความผิดร่วมกัน แต่ตอนนี้พวกมันกลับทำเหมือนไม่ใช่เรื่องของตัวเองแล้ว ให้ตาย แบบนี้เรียกเพื่อนแท้สินะ!
พอเหลือกันสองคนผมถึงได้หันมามองหน้าไต้ฝุ่นอีกครั้ง นี่ก็อีกคน ไหนบอกว่าแค่แฟนหลอก ๆ ไง
เข้าใจแหละว่าอยากทำให้เหมือน แต่นี่ก็เทกแคร์มากเกินไปหน่อยไหม ผมไม่ค่อยชินซะด้วยสิ แล้วก็ไม่อยากชินด้วย
เพราะถ้าชินขึ้นมา แล้ววันหนึ่งผมกับเขา...
“เป็นอะไร”
ไต้ฝุ่นถามขึ้นมาเมื่อเห็นว่าผมมองหน้าเขานิ่ง ผมส่ายหน้าเบา ๆ แล้วเดินนำไป “กลับกันเถอะ ง่วง”
“นอนขนาดนั้นยังง่วงอีก?”
“ฉันไม่ได้นอนทั้งคืนเลยนะ!”
“แล้วทำไมไม่นอน เรื่องในเพจเหรอ”
“ก็ใช่แหละ”
ผมตอบกลับ อันที่จริงมันก็มีหลายเรื่อง ทั้งเรื่องไต้ฝุ่น เรื่องเพจ เรื่องเพื่อนสามคน พอคิดวนไปมารู้ตัวอีกทีก็เช้าแล้ว ได้นอนในโรงหนังไปแค่สองชั่วโมง มันพอที่ไหนกัน
ท่ามกลางบรรยากาศอบอ้าวยามเย็น ชายหนุ่มร่างสูง หน้าตาหล่อเหลากำลังนั่งตบมือเชียร์ตามจังหวะเพลงด้วยความเบื่อหน่าย เมินทุกสายตาของเหล่ารุ่นพี่และเพื่อนร่วมชั้นปี ราวกับพวกเขาเป็นเพียงอากาศธาตุ“ดังอีก! เสียงมีแค่นี้เหรอวะ!!!”รุ่นพี่ปีสองที่สถาปนาตัวเองเป็นพี่ว้ากตะโกนออกมาเสียงดัง ทั้งที่จะใช้โทรโข่งก็ได้แต่กลับไม่ทำ คงเพราะต้องการให้รุ่นน้องได้เห็นถึงความน่าเกรงขามของตัวเอง ทว่าในสายตาเขามันกลับดูเหมือนฝูงลิงที่กำลังร้องแรกแหกกระเชอมากกว่า“ไอ้ฝุ่น รุ่นพี่กำลังมองมึงนะ ตั้งใจหน่อย”ทัพ เพื่อนสนิทที่ตามมาเรียนด้วยกันเอนตัวมากระซิบเสียงเบา ส่วนใบหน้ายังคงยิ้มแย้มประหนึ่งว่าชอบไอ้กิจกรรมนี่นักหนา“เออ”ไต้ฝุ่นถอนหายใจ เปล่งเสียงดังขึ้นกว่าเดิมอีกเล็กน้อย ย้ำว่าเล็กน้อย เรื่องอะไรที่เขาต้องมาคอแตกกับกิจกรรมบ้านี่ด้วย ไม่นึกว่ายุคนี้ก็ยังต้องโดนบังคับมาทำกิจกรรมรับน้องอยู่อีกอยากรู้จริง ๆ ว่าที่ประเทศอื่นมีกิจกรรมแบบนี้กันไหม นี่ถ้าไม่ติดว่าต้องอยู่ช่วยงานพี่ฝน เขาก็ไม่คิดจะเร
ขึ้นชื่อว่าวันสงกรานต์ แน่นอนว่าต้องเล่นน้ำอยู่แล้ว!วันนี้ผมและเดอะแก๊ง รวมถึงไต้ฝุ่นกับทัพจึงนัดกันมาเล่นน้ำใจกลางกรุงเทพ ผู้คนจากทุกสารทิศพากันหลั่งไหลมารวมตัวกันที่นี่อย่างอุ่นหนาฝาคั่ง แม้แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ตั้งใจบินมาเล่นน้ำที่ไทยก็มีเยอะมาก“ทำหน้าดี ๆ หน่อย” ผมยิ้มกว้าง พลางยกมือไปหยิกแก้มไต้ฝุ่นเบา ๆคุณชายที่ไม่ชอบความแออัดกลับทำหน้าบูดยิ่งกว่าเดิม “กลับกัน”“อะไรวะ เพิ่งมากันเองนะ” ทัพพูดขึ้นมา ก่อนหันไปเล่นกับพวกเซฟ เลิกสนใจพวกผมที่ยืนง้องอนกันอยู่ “พวกกูจะไปทางนู้นนะ”“เฮ้ย ไปด้วยดิ” ผมดึงมือไต้ฝุ่นที่ไม่ค่อยเต็มใจนักให้รีบตามไปแม้ร่างกายจะเคล็ดขัดยอกบ้างเล็กน้อย แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการเล่นของผมหรอกนะส่วนสาเหตุที่เคล็ดขัดยอกน่ะเหรอ ก็เพราะไอ้คนด้านข้างนี่ไงล่ะ!พอผมบอกว่าจะไปเล่นน้ำกับเพื่อน นอกจากจะไม่ยอมให้ไปแล้ว ยังจับผมกินไปอีกหลายยกจนหนำใจตอนจะออกจากบ้าน พอเห็นว่าผมใส่แค่เสื้อกล้ามตัวบางกับกางเกงขาสามส่ว
วันนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ ผมและผองเพื่อนนัดกันไว้ว่าจะไปเที่ยวสวนสนุกด้วยกัน แน่นอนว่ารวมท่านชายไต้ฝุ่นด้วย รายนั้นต่อให้ไม่ชวนก็พาตัวเองตามมาประกบผมไม่ห่างอยู่แล้วทว่าเมื่อมาถึงทางเข้า ผมก็ได้รับข่าวร้ายโอบต้องไปติวหนังสือให้รุ่นน้องที่มาขอร้องกะทันหัน เปาต้องไปต่างจังหวัดกับที่บ้าน ส่วนทัพรายนี้ไม่ได้ตกลงมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ตอนนี้จึงเหลือแค่ผม ไต้ฝุ่น และเซฟ“ฉิบ” ผมสบถเสียงเบาเราสามคนยืนมองหน้ากันไปมาอย่างไม่รู้จะพูดอะไร ลำพังถ้าผมมาแค่กับไต้ฝุ่นสองคนหรือมากับเซฟแค่สองคนก็ไม่เป็นไรหรอก แต่ตอนนี้ตรงหน้าผมราวกับมีเสือสองตัวอยู่ด้วยกันอย่างไรอย่างนั้นถึงทั้งสองคนจะไม่ได้ด่ากันให้ผมได้ยินนานแล้ว แต่ลึก ๆ ผมก็มองออกว่าพวกเขายังคงมีเขม่นกันอยู่บ้าง โดยเฉพาะไต้ฝุ่นที่ไม่รู้ทำไมถึงดูตั้งแง่กับเซฟนัก“เปลี่ยนไปกินข้าวแล้วแยกย้ายไหมล่ะ เหลือแค่นี้จะไปสนุกอะไร” เซฟกอดอก แม้ไม่ได้พูดออกมาแต่ดูก็รู้ว่าไม่อยากอยู่กันสามคนแบบนี้ส่วนไต้ฝุ่นรายนี้ไม่ต้องไปสนใจหรอก เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับผมล้วน ๆ ถ้าผมก
ผมตื่นขึ้นมาอีกครั้งเพราะเสียงโทรศัพท์ที่ดังไม่หยุด ร่างกายระบมตั้งแต่หัวยันนิ้วเท้ากันเลยทีเดียว ผมยกมือขยี้หัวอย่างหงุดหงิด ก่อนจะเอื้อมไปคว้าโทรศัพท์มาเวลาบนหน้าจอคือสิบเอ็ดโมง ส่วนคนที่โทรมาก็เป็นเซฟ“ฮัลโหล” ผมกรอกเสียงแหบ ๆ ลงไป[ทำไมเสียงเป็นงั้นวะ]ผมกระแอมคอเล็กน้อย “มึงมีอะไร”[จะมีอะไรล่ะ ก็จะโทรมาชวนไปกินข้าวเที่ยงเนี่ย อย่าบอกนะว่ามึงยังไม่ตื่น]“อือ” ผมตอบกลับตามตรง ก็ยังไม่ตื่นจริง ๆ นี่[นอนบ้าอะไรขนาดนั้นวะ แล้วไต้ฝุ่นล่ะ] เซฟทำน้ำเสียงเหลือเชื่อ“...” ผมเงียบไปเล็กน้อย ดวงตาเหลือบมองคนรักที่กำลังนอนกอดเอวตัวเองอยู่ “ไต้ฝุ่นก็นอน เมื่อคืนเมามาก”ใครจะไปบอกล่ะวะว่าเมื่อคืนตัวเองเข้าหอกับไต้ฝุ่นไปจนเกือบเช้า ถ้าพวกมันรู้เข้าละก็ มีหวังผมต้องโดนล้อแน่[แต่เมื่อคืนมันไม่ได้ดูเมาขนาดนั้นนี่หว่า คนที่เมาน่าจะมีแค่มึงนี่] เซฟยังคงพูดต่อแล้วมึงจะสงสัยอะไรนักหนาวะ บอกว่าเมาก็คือเมาสิ!“มันเมาไม่แสด
ผมกับไต้ฝุ่น รวมทั้งแก๊งเพื่อน จัดปาร์ตี้กันเหมือนคนตายอดตายอยาก กินกันไม่ยั้งชนิดที่อาหารทะเลไม่พอจนต้องไปซื้อเพิ่มกันเลยทีเดียว แถมไม่รู้ใครมันเอาเหล้าขึ้นมาอีกด้วยหนุ่มวัยรุ่นที่บรรลุนิติภาวะแล้วย่อมที่จะพุ่งใส่เหมือนเสือกระหาย กินกันเละเทะ จากที่เป็นคนอยู่ดี ๆ ก็เริ่มกลายร่างเป็นหมากันเลยทีเดียว“ม่ายอาว จา กิน อีก เอิ๊ก” ผมโวยวาย แข้งขาอ่อนแรง ตาเริ่มโฟกัสเบื้องหน้าไม่ได้ แต่ก็รู้ว่าคนที่ลากตัวเองอยู่คือคนรัก เพราะจำกลิ่นน้ำหอมของเขาได้“พอเถอะ นี่มันจะเที่ยงคืนแล้วนะ” ไต้ฝุ่นถอนหายใจ ผมเห็นราง ๆ ด้วยซ้ำว่าเขาหันไปเตะเซฟที่ยืนพิงทัพอยู่ “ใครใช้ให้เอาเหล้ามา”“กูใช้เอง” เซฟตอบเสียงยานคาง ดวงตาปรือปรอย ยังคงมีสติอยู่มากทีเดียว ไม่ได้มีทีท่าว่าจะโกรธที่โดนไต้ฝุ่นเตะ “พวกมึงก็กินกันอร่อยนี่”พูดไปแล้วก็จริงนั่นแหละ พวกผมกินกันสนุก แม้แต่ไต้ฝุ่นก็ยังกระดกไปหลายแก้วเลย เห็นแบบนั้นเขาจึงไม่ได้ต่อล้อต่อเถียง แต่ลากผมกลับเข้าห้องด้วยความรวดเร็วไต้ฝุ่นเพิ่งป
“เสร็จแล้วเหรอ” ผมถามพลางมองเขาที่แต่งตัวเต็มยศแล้วเรียบร้อยใบหน้าที่ปกติก็หล่อเหลาอยู่แล้ว ตอนนี้ถูกแต่งด้วยเครื่องสำอางอ่อน ๆ เส้นผมที่เคยปรกหน้าผากถูกเสยเก็บขึ้นไปอย่างเรียบร้อย ขับให้วงหน้าของเขาดูหล่อคมมากกว่าเดิม ไม่เหมือนคนอายุยี่สิบ แต่กลับเหมือนนักธุรกิจไฟแรงแทนร่างกายสูงโปร่ง มีความกำยำจากการออกกำลังกายเป็นประจำ พอมาอยู่ในชุดสูททางการสีขาวแล้วโคตรเข้ากันสุด ๆ ให้ตายสิ ผมชักจะหวงแล้วนะ“อืม” ไต้ฝุ่นยืนล้วงกระเป๋าพลางพยักหน้า“เอ่อ น้องคิรินก็ใกล้จะเสร็จแล้วจ้ะ ไต้ฝุ่นไปหาที่นั่งรอก่อนนะจ๊ะ” พี่คนหนึ่งพูดขึ้นด้วยอาการเหงื่อตก ท่าทางหวั่นเกรงเล็กน้อย เพราะเมื่อกี้พวกเขาเมาท์แฟนผมกันโขมงโฉงเฉงเลยนี่นา“รีบหน่อยนะครับ คิรินต้องกินข้าวก่อนถ่ายรูป” ไต้ฝุ่นพยักหน้า พูดจบก็เดินออกไปทันที“แหม ประเสริฐเหลือเกินพ่อคุณ” คล้อยหลังไต้ฝุ่นไป เหล่าช่างแต่งหน้าที่เมื่อกี้เกร็งจนแทบลืมหายใจก็พากันจีบปากจีบคอต่อ ทั้งยังหันมาคุยกับผมด้วย “ผัวพี่ไม่เห็นดูแลด







![ผมไม่ได้ยั่ว เสี่ยต่างหากที่ห้ามใจไม่ได้[Mpreg]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)