Masukอีกไม่กี่ก้าวก็จะถึงป้ายรถประจำทางแล้ว ทว่าข้อมือข้างหนึ่งกลับถูกคว้าเอาไว้เสียก่อน ผมหันไปมอง ก่อนจะเบนสายตาหลบไปด้านข้าง “มีอะไรหรือเปล่า”
“โกรธเหรอ”
ไต้ฝุ่นถามออกมา แม้น้ำเสียงจะดูเรียบเฉย ทว่าผมกลับรู้สึกว่ามันแปลกกว่าปกติเล็กน้อย แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่ต้องสนใจสักหน่อย ท่าทางของผมตอนนี้คงมีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่ดูไม่ออก
เขาคงเห็นว่าผมเงียบไป ไม่มีทีท่าว่าจะคุยด้วย ไต้ฝุ่นจึงพูดออกมาอีกประโยค “ขอโทษนะ ฉันแค่กลัวว่าถ้าบอกว่าจำได้ไปแล้วนายจะโกรธ”
“ก็โกรธนั่นแหละ” น้ำเสียงของผมเรียบมาก แม้จะสงสารท่าทางหมาหงอยที่มองแทบไม่ออกของอีกฝ่าย แต่ผมก็ยังมีคำถาม “นายตั้งใจหรือเปล่า ตอบความจริง”
ด้วยกลัวว่าเขาจะโกหกกันอีก และหากครั้งนี้เขายังยืนยันแบบเดิม ผมก็ไม่มีอะไรจะพูดแล้ว
ผมอุตส่าห์เห็นแก่หน้าเขา ยอมตามใจเขาเพราะรู้ว่าตัวเองผิดจริง ๆ แต่ถ้าหากเรื่องแค่นี้ไต้ฝุ่นยังไม่กล้าบอกความจริง ผมก็พร้อมที่จะทิ้งทุกอย่างเช่นกัน ต่อให้ต้องโดนประจานหรือโดนรุมด่าก็ช่างแม่งแล้ว
“อืม ตั้งใจ”
“เพราะอะไร นายเกลียดฉันเหรอ หรือเกลียดเซฟ”
ผมถามพลางมองใบหน้าอีกฝ่ายเต็มตา แววตามีแต่ความสงสัยเต็มไปหมด แม้ว่าผมกับไต้ฝุ่นจะเรียนคณะเดียวกัน แต่พวกเราก็ไม่เคยคุยกันเลย ไม่น่ามีอะไรให้เขาไม่ชอบใจนี่นา
หากเป็นเซฟ สองคนนี้รู้จักกันตอนประกวดเดือนก็จริง แต่พวกเขาไม่ได้อยู่คณะเดียวกันนะ แล้วก่อนหน้านี้เซฟก็ไม่ได้มีท่าทีว่าจะเกลียดหรือทะเลาะอะไรกับไต้ฝุ่นด้วย เพราะหากมีเรื่องกันจริง ๆ ตอนที่เล่นเกมลงโทษ คนแรกที่จะค้านไม่ให้ผมบอกชอบไต้ฝุ่น ต้องเป็นเซฟแน่นอน
“ฉันไม่ได้เกลียดพวกนาย” ไต้ฝุ่นกำข้อมือของผมแน่นกว่าเดิม ท่าทางอึดอัดแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
“แล้วทำแบบนั้นทำไม” ผมถามเสียงเรียบ ไม่เข้าใจในสิ่งที่ไต้ฝุ่นทำสักนิด ถ้ามองจากมุมคนนอก นี่มันเป็นการกระทำที่โคตรแย่เลยนะ
“แค่หมั่นไส้” ไต้ฝุ่นตอบเสียงเบา ดวงตาเบนออกไปทางอื่น ก่อนหันกลับมามองผมอีกครั้ง “ที่พวกนายสนิทกัน”
“หืม” ยิ่งฟังก็ยิ่งงง ผมสนิทกับเพื่อนแล้วเขาหมั่นไส้ทำไม เขาก็มีเพื่อนสนิทนี่
ไต้ฝุ่นเงียบไป ดูก็รู้ว่าง้างออกมามากกว่านี้ไม่ได้แล้ว ผมไม่ใช่พวกเจ้าคิดเจ้าแค้นด้วยสิ ที่จริงก็แอบใจอ่อนนิด ๆ ตั้งแต่เขาขอโทษแล้วนั่นแหละ
“ช่างเถอะ” ผมถอนหายใจออกมา คนเรามันก็ต้องมีอารมณ์ที่แอบหมั่นไส้คนอื่นบ้างแหละ เพราะหากไต้ฝุ่นเกลียดพวกผม เขาก็ไม่จำเป็นต้องตามมาแก้ตัวแบบนี้ด้วยซ้ำ
เห็นว่าผมคลายอาการมึนตึงแล้ว ไต้ฝุ่นจึงยิ้มบางออกมา “งั้นไปหาข้าวกินกัน เดี๋ยววันนี้เลี้ยงข้าวไถ่โทษนะ”
“ถ้าจะไถ่โทษก็ต้องมีเซฟด้วยสิ”
ผมแกล้งพูดไม่ได้จริงจังอะไรนัก ตอนนี้เซฟเหมือนไฟ ส่วนไต้ฝุ่นเป็นน้ำมัน หากให้มาเจอกันตอนนี้ผมก็กลัวว่าความบาดหมางจะลุกลามมากกว่าเดิม ทว่าไต้ฝุ่นกลับทำท่าทางคิดจริงจัง สักพักก็พยักหน้าออกมา
“ได้”
“...?”
และแล้วพวกเราห้าคนก็ยกทัพกันไปที่ห้างใกล้มหาวิทยาลัย โดยที่ผมนั่งรถไปกับไต้ฝุ่น ส่วนเพื่อนอีกสามคนก็นั่งรถของเปาตามมา
ใช่แล้ว มากันหมดนั่นแหละ
ถ้าจะเลี้ยงข้าวแค่ผมกับเซฟ แล้วไล่เปากับโอบกลับไปก็คงดูไม่ค่อยดีนัก ไต้ฝุ่นเลยเสนอว่าจะเลี้ยงเองทั้งกลุ่มนี่แหละ
“อยากกินอะไร” ไต้ฝุ่นหันมาถามผม
ผมยังไม่ทันได้ตอบ เซฟก็แทรกขึ้นมาอย่างหาเรื่อง “ถามกูด้วยดิ มึงจะเลี้ยงข้าวไถ่โทษไม่ใช่เหรอ ทำไมถามแต่คิริน”
“งั้นมึงเลือก” ไต้ฝุ่นถอนหายใจ ยกมือขึ้นถอดแว่นกันแดด ก่อนจะเหลือบไปมองหน้าเซฟ
“มึงเลือก” เซฟหันมาหาผม
“เอ้า”
ผมยืนอยู่ท่ามกลางสงครามประสาทของคนทั้งคู่อย่างไม่รู้จะทำอย่างไรดี แม้ว่าจะมีการขอโทษกันไปแล้ว และเซฟก็ไม่ได้มีท่าทางว่าอยากจะไปแจกกำปั้นให้ไต้ฝุ่นเหมือนก่อนหน้า แต่พวกเขากลับมึนตึงใส่กันไม่เลิก
วันนี้พวกเราทุกคนไม่มีคลาสเรียนต่อแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องรีบร้อนอะไร สุดท้ายผมก็เลยเลือกบุฟเฟต์เกาหลีมาร้านหนึ่ง โชคดีที่วันนี้เป็นวันธรรมดา คนก็เลยไม่เยอะมากนัก รอประมาณสิบนาทีก็ได้คิวพอดี
“อ้าว ไอ้ฝุ่น”
ทั้งหกคนหันไปมองตามเสียงเรียก ผู้ที่มาไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นเพื่อนสนิทของคนหล่อข้างผมนี่เอง
“ทัพ เมษา”
“มากินข้าวกันเหรอ แล้วนี่ทำไมคนเยอะจัง” ทัพถามขึ้น พลางไล่สายตามองเพื่อนสามคนของผม
“นี่เพื่อนคิริน” ไต้ฝุ่นตอบสั้น ๆ ไม่ได้คิดจะแนะนำอะไรไปมากกว่านี้ ดูก็รู้ว่าขี้เกียจวุ่นวาย
“ถึงว่า กูโทรไปก็ไม่รับ มากินข้าวกันไม่คิดจะชวนพวกเราเลยนะ” เมษาพูดด้วยรอยยิ้มบาง แม้ปากจะยิ้ม ทว่าแววตาดูมีความหงุดหงิดนิดหน่อย
ผมมองซ้ายทีขวาที ปิดปากเงียบอย่างทำตัวไม่ถูกเท่าไร อย่างว่าแหละ ถ้าเปลี่ยนเป็นผมเห็นเพื่อนสนิทไปเที่ยวกับเพื่อนคนอื่นแล้วไม่ชวน เป็นผมก็คงจะหงุดหงิดเหมือนกันนั่นแหละ
ผมยกมือขึ้นดึงแขนเสื้อไต้ฝุ่น อีกฝ่ายหันมามอง “ชวนเพื่อนนายมากินด้วยกันก็ได้นะ คนเยอะ ๆ ก็น่าสนุกดี”
“อืม ถ้าคิรินโอเคก็ตามนั้น” ไต้ฝุ่นพยักหน้า
“โอเคสิ ก็คนรู้จักกันทั้งนั้น” ผมพูดยิ้ม ๆ ส่วนเพื่อนสามหน่อของผมไม่ใช่คนเรื่องเยอะอะไรอยู่แล้ว เห็นได้จากการที่พวกมันไม่ได้รู้จักกับไต้ฝุ่นเป็นการส่วนตัว แต่ก็ยังมากินข้าวกับเขาได้หน้าตาเฉย
พวกเราจบลงที่มีคนเพิ่มเข้ามาอีกสองที่ เลยต้องเปลี่ยนเป็นโต๊ะที่ใหญ่กว่าเดิม โชคดีที่โต๊ะใหญ่มีคนออกพอดี ก็เลยไม่ต้องรอนานไปมากกว่านี้
“คิริน มึงไม่ต้องสั่ง” เซฟพูด พลางแย่งเมนูอาหารที่ผมกำลังกางดูออกไปจากมือ
“ไม่เอา” ผมมองหน้าเพื่อนที่นั่งตรงข้ามด้วยสายตาขอความเห็นใจ ทั้งยังเบนสายตาไปที่โอบกับเปา ทว่าได้รับสายตาเย็นชาเหมือนกันเปี๊ยบกลับมา
“ไม่ต้องมามองแบบนั้นเลย” เปาพูด พลางก้มหน้าสั่งอาหารต่อไป ไม่สนใจผมอีกแล้ว “ให้มึงสั่งอาหารทีไร พวกกูต้องมาตามแดกให้ทุกที สั่งอย่างกับจะเลี้ยงคนทั้งหมู่บ้าน”
“มึงก็เวอร์” ผมพึมพำเสียงเบา เห็นเพื่อนสนิทไม่สนใจตัวเองแล้ว ผมเลยเหล่มองไปยังคนด้านข้างแทน ไม่คิดว่าไต้ฝุ่นก็กำลังมองมาทางนี้อยู่เหมือนกัน
“อยากสั่ง?” ไต้ฝุ่นถาม
“อืม” ผมพยักหน้างึกงัก
ไต้ฝุ่นยื่นเมนูมาให้ “งั้นก็สั่ง เดี๋ยวฉันกินกับนาย”
“แล้วมึงจะรู้” เปาพูดลอย ๆ ไม่ได้เจาะจงไปที่ใคร แต่ทำไมผมจะไม่รู้ว่าล่ะว่ามันหมายถึงใคร
“กูไม่ง้อมึงหรอก” ผมเชิดหน้าใส่เพื่อน จนโดนใครสักคนเตะเข้าให้เต็มแข้ง “โอ๊ย! ไอ้เวร”
ผมด่าออกไป ไม่ได้ติดใจอะไรกับการลอบทำร้ายครั้งนี้ จิตใจจดจ่ออยู่กับเมนูตรงหน้า
ขณะสั่งผมก็หันไปถามไต้ฝุ่นด้วยว่า เขาจะกินอะไรหรือไม่กินอะไร คำตอบที่ได้ก็คือสั่งมาเลย เขากินได้หมด ผมก็ไม่เกรงใจ สั่งกระจุยกระจายทันที
แหม อุตส่าห์มาร้านบุฟเฟต์ทั้งที มันก็ต้องสั่งมาลองให้ครบทุกเมนูไม่ใช่หรือไง
รอไม่นานอาหารมากมายก็กองเต็มโต๊ะ พวกเรากินกันอย่างกับแร้งลง ส่วนไต้ฝุ่นก็เอาแต่ย่างแล้วตักใส่ถ้วยผมไม่หยุด
ไหนเขาบอกจะช่วยกินไงวะ
“ไหนว่าจะช่วยกินอะ อย่าเอาแต่ตักมาใส่ถ้วยฉันสิ” ผมคีบกลับไปคืนเขา ซึ่งไต้ฝุ่นก็กินอย่างว่าง่ายไม่ได้อิดออดอะไร
“แหม นี่ถ้ากูไม่รู้ว่า— โอ๊ย!”
ผมรู้ว่าเปามันน่าจะต้องพูดอะไรสักอย่างที่ไม่ควรพูดออกมาแน่ ก็เลยจัดการกระทืบเท้ามันทันที ผมส่งสายตามองเพื่อนอีกสองคน เป็นอันรู้กันว่าเรื่องที่ผมเพิ่งเล่าไป ห้ามพวกมันพูดออกมาเด็ดขาด
“อะ เอ้อ อิจฉาคนมีความรักโว้ย”
เปาเปลี่ยนคำพูดกะทันหัน แต่ทำไมมึงต้องแซวเรื่องนี้ด้วยเนี่ย! ผมมองหน้าเพื่อนจนตาแทบจะถลนออกมาอยู่แล้ว
“อืม กูก็หมั่นไส้มันเหมือนกัน พอมีแฟนแล้วแม่งลืมเพื่อนไปเลย วันนี้ไม่มีเรียน กูกะว่าจะชวนมันไปเที่ยวสักหน่อย”
ทัพเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงขบขัน ไม่ได้จริงจังอะไรมากนัก ทว่าคนที่มีท่าทางจริงจังกลับเป็นเพื่อนร่างเล็กอีกคนแทน
“นั่นสิ เดี๋ยวนี้ก็ไม่ค่อยตอบแชต โทรไปก็ไม่รับ” เมษายิ้มบาง ไม่รู้ทำไมผมถึงรู้สึกว่ามันไม่ปกติสักเท่าไร
“มึงก็เบา ๆ ลงบ้างเหอะ ไอ้ฝุ่นมีแฟนแล้ว ก็เลิกไปกวนมันได้ละ” ทัพตักเนื้อย่างให้เมษา ก่อนจะหันมาพูดกับผม “โทษทีนะ เมษามันค่อนข้างติดเพื่อนน่ะ”
“ไม่หรอก” ผมตอบกลับ
พอมานึกย้อนดู หลายวันมานี้ที่อยู่กับไต้ฝุ่น ผมก็ไม่เห็นว่าเขาจะรับสายเพื่อน หรือมีสายเรียกเข้าจากใครเลยสักครั้งจริง ๆ นั่นแหละ
คงไม่ใช่ปิดเสียงเรียกเข้าหรอกนะ แล้วเขาจะทำแบบนั้นไปทำไมกัน?
ท่ามกลางบรรยากาศอบอ้าวยามเย็น ชายหนุ่มร่างสูง หน้าตาหล่อเหลากำลังนั่งตบมือเชียร์ตามจังหวะเพลงด้วยความเบื่อหน่าย เมินทุกสายตาของเหล่ารุ่นพี่และเพื่อนร่วมชั้นปี ราวกับพวกเขาเป็นเพียงอากาศธาตุ“ดังอีก! เสียงมีแค่นี้เหรอวะ!!!”รุ่นพี่ปีสองที่สถาปนาตัวเองเป็นพี่ว้ากตะโกนออกมาเสียงดัง ทั้งที่จะใช้โทรโข่งก็ได้แต่กลับไม่ทำ คงเพราะต้องการให้รุ่นน้องได้เห็นถึงความน่าเกรงขามของตัวเอง ทว่าในสายตาเขามันกลับดูเหมือนฝูงลิงที่กำลังร้องแรกแหกกระเชอมากกว่า“ไอ้ฝุ่น รุ่นพี่กำลังมองมึงนะ ตั้งใจหน่อย”ทัพ เพื่อนสนิทที่ตามมาเรียนด้วยกันเอนตัวมากระซิบเสียงเบา ส่วนใบหน้ายังคงยิ้มแย้มประหนึ่งว่าชอบไอ้กิจกรรมนี่นักหนา“เออ”ไต้ฝุ่นถอนหายใจ เปล่งเสียงดังขึ้นกว่าเดิมอีกเล็กน้อย ย้ำว่าเล็กน้อย เรื่องอะไรที่เขาต้องมาคอแตกกับกิจกรรมบ้านี่ด้วย ไม่นึกว่ายุคนี้ก็ยังต้องโดนบังคับมาทำกิจกรรมรับน้องอยู่อีกอยากรู้จริง ๆ ว่าที่ประเทศอื่นมีกิจกรรมแบบนี้กันไหม นี่ถ้าไม่ติดว่าต้องอยู่ช่วยงานพี่ฝน เขาก็ไม่คิดจะเร
ขึ้นชื่อว่าวันสงกรานต์ แน่นอนว่าต้องเล่นน้ำอยู่แล้ว!วันนี้ผมและเดอะแก๊ง รวมถึงไต้ฝุ่นกับทัพจึงนัดกันมาเล่นน้ำใจกลางกรุงเทพ ผู้คนจากทุกสารทิศพากันหลั่งไหลมารวมตัวกันที่นี่อย่างอุ่นหนาฝาคั่ง แม้แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ตั้งใจบินมาเล่นน้ำที่ไทยก็มีเยอะมาก“ทำหน้าดี ๆ หน่อย” ผมยิ้มกว้าง พลางยกมือไปหยิกแก้มไต้ฝุ่นเบา ๆคุณชายที่ไม่ชอบความแออัดกลับทำหน้าบูดยิ่งกว่าเดิม “กลับกัน”“อะไรวะ เพิ่งมากันเองนะ” ทัพพูดขึ้นมา ก่อนหันไปเล่นกับพวกเซฟ เลิกสนใจพวกผมที่ยืนง้องอนกันอยู่ “พวกกูจะไปทางนู้นนะ”“เฮ้ย ไปด้วยดิ” ผมดึงมือไต้ฝุ่นที่ไม่ค่อยเต็มใจนักให้รีบตามไปแม้ร่างกายจะเคล็ดขัดยอกบ้างเล็กน้อย แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการเล่นของผมหรอกนะส่วนสาเหตุที่เคล็ดขัดยอกน่ะเหรอ ก็เพราะไอ้คนด้านข้างนี่ไงล่ะ!พอผมบอกว่าจะไปเล่นน้ำกับเพื่อน นอกจากจะไม่ยอมให้ไปแล้ว ยังจับผมกินไปอีกหลายยกจนหนำใจตอนจะออกจากบ้าน พอเห็นว่าผมใส่แค่เสื้อกล้ามตัวบางกับกางเกงขาสามส่ว
วันนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ ผมและผองเพื่อนนัดกันไว้ว่าจะไปเที่ยวสวนสนุกด้วยกัน แน่นอนว่ารวมท่านชายไต้ฝุ่นด้วย รายนั้นต่อให้ไม่ชวนก็พาตัวเองตามมาประกบผมไม่ห่างอยู่แล้วทว่าเมื่อมาถึงทางเข้า ผมก็ได้รับข่าวร้ายโอบต้องไปติวหนังสือให้รุ่นน้องที่มาขอร้องกะทันหัน เปาต้องไปต่างจังหวัดกับที่บ้าน ส่วนทัพรายนี้ไม่ได้ตกลงมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ตอนนี้จึงเหลือแค่ผม ไต้ฝุ่น และเซฟ“ฉิบ” ผมสบถเสียงเบาเราสามคนยืนมองหน้ากันไปมาอย่างไม่รู้จะพูดอะไร ลำพังถ้าผมมาแค่กับไต้ฝุ่นสองคนหรือมากับเซฟแค่สองคนก็ไม่เป็นไรหรอก แต่ตอนนี้ตรงหน้าผมราวกับมีเสือสองตัวอยู่ด้วยกันอย่างไรอย่างนั้นถึงทั้งสองคนจะไม่ได้ด่ากันให้ผมได้ยินนานแล้ว แต่ลึก ๆ ผมก็มองออกว่าพวกเขายังคงมีเขม่นกันอยู่บ้าง โดยเฉพาะไต้ฝุ่นที่ไม่รู้ทำไมถึงดูตั้งแง่กับเซฟนัก“เปลี่ยนไปกินข้าวแล้วแยกย้ายไหมล่ะ เหลือแค่นี้จะไปสนุกอะไร” เซฟกอดอก แม้ไม่ได้พูดออกมาแต่ดูก็รู้ว่าไม่อยากอยู่กันสามคนแบบนี้ส่วนไต้ฝุ่นรายนี้ไม่ต้องไปสนใจหรอก เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับผมล้วน ๆ ถ้าผมก
ผมตื่นขึ้นมาอีกครั้งเพราะเสียงโทรศัพท์ที่ดังไม่หยุด ร่างกายระบมตั้งแต่หัวยันนิ้วเท้ากันเลยทีเดียว ผมยกมือขยี้หัวอย่างหงุดหงิด ก่อนจะเอื้อมไปคว้าโทรศัพท์มาเวลาบนหน้าจอคือสิบเอ็ดโมง ส่วนคนที่โทรมาก็เป็นเซฟ“ฮัลโหล” ผมกรอกเสียงแหบ ๆ ลงไป[ทำไมเสียงเป็นงั้นวะ]ผมกระแอมคอเล็กน้อย “มึงมีอะไร”[จะมีอะไรล่ะ ก็จะโทรมาชวนไปกินข้าวเที่ยงเนี่ย อย่าบอกนะว่ามึงยังไม่ตื่น]“อือ” ผมตอบกลับตามตรง ก็ยังไม่ตื่นจริง ๆ นี่[นอนบ้าอะไรขนาดนั้นวะ แล้วไต้ฝุ่นล่ะ] เซฟทำน้ำเสียงเหลือเชื่อ“...” ผมเงียบไปเล็กน้อย ดวงตาเหลือบมองคนรักที่กำลังนอนกอดเอวตัวเองอยู่ “ไต้ฝุ่นก็นอน เมื่อคืนเมามาก”ใครจะไปบอกล่ะวะว่าเมื่อคืนตัวเองเข้าหอกับไต้ฝุ่นไปจนเกือบเช้า ถ้าพวกมันรู้เข้าละก็ มีหวังผมต้องโดนล้อแน่[แต่เมื่อคืนมันไม่ได้ดูเมาขนาดนั้นนี่หว่า คนที่เมาน่าจะมีแค่มึงนี่] เซฟยังคงพูดต่อแล้วมึงจะสงสัยอะไรนักหนาวะ บอกว่าเมาก็คือเมาสิ!“มันเมาไม่แสด
ผมกับไต้ฝุ่น รวมทั้งแก๊งเพื่อน จัดปาร์ตี้กันเหมือนคนตายอดตายอยาก กินกันไม่ยั้งชนิดที่อาหารทะเลไม่พอจนต้องไปซื้อเพิ่มกันเลยทีเดียว แถมไม่รู้ใครมันเอาเหล้าขึ้นมาอีกด้วยหนุ่มวัยรุ่นที่บรรลุนิติภาวะแล้วย่อมที่จะพุ่งใส่เหมือนเสือกระหาย กินกันเละเทะ จากที่เป็นคนอยู่ดี ๆ ก็เริ่มกลายร่างเป็นหมากันเลยทีเดียว“ม่ายอาว จา กิน อีก เอิ๊ก” ผมโวยวาย แข้งขาอ่อนแรง ตาเริ่มโฟกัสเบื้องหน้าไม่ได้ แต่ก็รู้ว่าคนที่ลากตัวเองอยู่คือคนรัก เพราะจำกลิ่นน้ำหอมของเขาได้“พอเถอะ นี่มันจะเที่ยงคืนแล้วนะ” ไต้ฝุ่นถอนหายใจ ผมเห็นราง ๆ ด้วยซ้ำว่าเขาหันไปเตะเซฟที่ยืนพิงทัพอยู่ “ใครใช้ให้เอาเหล้ามา”“กูใช้เอง” เซฟตอบเสียงยานคาง ดวงตาปรือปรอย ยังคงมีสติอยู่มากทีเดียว ไม่ได้มีทีท่าว่าจะโกรธที่โดนไต้ฝุ่นเตะ “พวกมึงก็กินกันอร่อยนี่”พูดไปแล้วก็จริงนั่นแหละ พวกผมกินกันสนุก แม้แต่ไต้ฝุ่นก็ยังกระดกไปหลายแก้วเลย เห็นแบบนั้นเขาจึงไม่ได้ต่อล้อต่อเถียง แต่ลากผมกลับเข้าห้องด้วยความรวดเร็วไต้ฝุ่นเพิ่งป
“เสร็จแล้วเหรอ” ผมถามพลางมองเขาที่แต่งตัวเต็มยศแล้วเรียบร้อยใบหน้าที่ปกติก็หล่อเหลาอยู่แล้ว ตอนนี้ถูกแต่งด้วยเครื่องสำอางอ่อน ๆ เส้นผมที่เคยปรกหน้าผากถูกเสยเก็บขึ้นไปอย่างเรียบร้อย ขับให้วงหน้าของเขาดูหล่อคมมากกว่าเดิม ไม่เหมือนคนอายุยี่สิบ แต่กลับเหมือนนักธุรกิจไฟแรงแทนร่างกายสูงโปร่ง มีความกำยำจากการออกกำลังกายเป็นประจำ พอมาอยู่ในชุดสูททางการสีขาวแล้วโคตรเข้ากันสุด ๆ ให้ตายสิ ผมชักจะหวงแล้วนะ“อืม” ไต้ฝุ่นยืนล้วงกระเป๋าพลางพยักหน้า“เอ่อ น้องคิรินก็ใกล้จะเสร็จแล้วจ้ะ ไต้ฝุ่นไปหาที่นั่งรอก่อนนะจ๊ะ” พี่คนหนึ่งพูดขึ้นด้วยอาการเหงื่อตก ท่าทางหวั่นเกรงเล็กน้อย เพราะเมื่อกี้พวกเขาเมาท์แฟนผมกันโขมงโฉงเฉงเลยนี่นา“รีบหน่อยนะครับ คิรินต้องกินข้าวก่อนถ่ายรูป” ไต้ฝุ่นพยักหน้า พูดจบก็เดินออกไปทันที“แหม ประเสริฐเหลือเกินพ่อคุณ” คล้อยหลังไต้ฝุ่นไป เหล่าช่างแต่งหน้าที่เมื่อกี้เกร็งจนแทบลืมหายใจก็พากันจีบปากจีบคอต่อ ทั้งยังหันมาคุยกับผมด้วย “ผัวพี่ไม่เห็นดูแลด







