LOGINณิชาสูดลมหายใจเข้าให้ลึกสุดปอด เมื่อนึกไปถึงอีกเหตุผล ธีร์ไม่ได้เพียงแค่ต้องการตลบหลังครอบครัวของเธอเพียงเท่านั้น แต่เขากับดนัยยังเคยบาดหมางกันมาก่อน เรื่องนี้ดนัยบอกกับเธอในวันแต่งงาน
รู้แต่ว่านักบริหารและนักลงทุนอย่างธีร์ ลงแรงเพียงน้อยนิดแล้วนั่งรอผลกำไรตอบแทนที่เรียกได้ว่าคุ้มสุดคุ้มอย่างที่เขามักกระทำอยู่เสมอ
“หนูณิชมากับใครคะ”
สองสาวเงียบเสียงลงไม่มีใครตอบ ดนัยมองแล้วเป็นคนตอบคำถามของตัวเองเสียเลย
“คนเดียวหรือคะ”
สีหน้าของดนัยดูแปลกใจกับคำตอบของตัวเอง เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่ณิชาจะออกไปไหนมาไหนได้ตามลำพัง ทุกครั้งที่เจอกัน ดนัยพบว่าต้องมีธีร์ตามมาด้วยเสมอ
ณิชาตอบรับด้วยรอยยิ้มให้ดนัย “ค่ะ ณิชมาคนเดียว”
“อ้อ คุณธีร์ไปเชียงใหม่นี่นะ” ดนัยบอกเมื่อนึกขึ้นได้ เขารู้ตารางของศัตรูทุกย่างก้าว ไม่ว่าอีกฝ่ายจะขยับทำอะไร ไปที่ไหนก็รู้เสียหมด ที่ต้องตามดูก็เพื่อจะได้รู้เรื่องของณิชาด้วย
หญิงสาวตอบรับออกมาคำเดียว “ค่ะ”
ชายหนุ่มนั่งลงที่เก้าอี้ตัวข้างๆหญิงสาวที่ยังคงตราตรึงในใจของเขา พูดเหมือนชวนคุย “เห็นว่าไปดูที่ตกลงซื้อขายกันเรียบร้อยแล้วด้วย นี่พ่อหนูณิชจะขายทุกอย่างให้คุณธีร์เลยหรือไง แม้แต่ที่นั่นก็ด้วย” ดนัยว่าไปแบบนั้น แล้วทำท่าทีสงสัยก่อนว่าต่อ “เอ...หรือคุณธีร์จงใจซื้อทุกอย่างที่เป็นตระกูลหนูณิชกันแน่”
ได้ยินอย่างนั้นแล้วณิชาเงียบไปในทันที บิดาของเธอขายที่ที่เชียงใหม่อย่างนั้นหรือ เหตุใดจึงไม่มีใครบอกกล่าวเธอเลยสักคน พลันในใจของหญิงสาวที่เคยเป็นคนสงบนิ่งเหมือนน้ำเย็นๆในบึงใหญ่ บัดนี้เดือดปุดๆราวกับน้ำในหม้อต้มบนกองไฟ เมื่อรับรู้ในสิ่งที่ดนัยบอกออกมา ถามเสียงพยายามไม่ให้สั่นนัก
“หมายความว่ายังไงคะพี่หนึ่ง”
ดนัยมองดวงหน้าที่ขาวซีดด้วยสายตาสาสะใจปนสงสารอยู่เกินครึ่ง แล้วเปิดปากบอกออกไปด้วยท่าทีราวกับรู้สึกผิดเสียเต็มประดา นี่แสดงว่าณิชาไม่รู้เรื่องนี้เลยสินะ ไม่เสียแรงเลยจริงๆที่ยกเอาเรื่องนี้ขึ้นมาพูด
ณิชาจอดรถลงแล้วที่ใต้ร่มไม้ใหญ่ในรั้วบ้านริมน้ำที่ปทุมธานี เธอไม่ได้กลับไปที่บ้านของธีร์เพราะหลังจากที่คุยกับปารมีและดนัยได้ครู่ใหญ่ ก็ได้รับสายจากเด็กๆในบ้านนี้ว่าสดศรีเป็นลมหมดสติไป
หญิงสาวเปิดประตูรถ คว้าเอากระเป๋าลงมาด้วย เดินตรงไปยังเบื้องหน้าที่เป็นบ้านไม้กึ่งปูนสองชั้น เจอหน้าเด็กรับใช้คนหนึ่งในบ้านที่เดินออกมารับ เลยถามเสียงร้อนรนออกไป
“แม่ศรีละคะ”
“นอนพักอยู่ในห้องแล้วค่ะคุณหนูณิช”
ณิชาถอดรองเท้าวางที่ตรงหน้าประตูก่อนผลักเข้าไปเบาๆตรงไปยังห้องนอนของผู้เป็นอาที่ตนเองนับถือเสมือนมารดาที่ให้กำเนิด เรียกท่านเสียงสั่นเล็กน้อยด้วยความเป็นห่วงและกังวลอย่างที่สุด
“แม่ศรีขา”
หญิงวัยกลางคนที่นอนนิ่งอยู่ ยกศรีษะขึ้นมาแค่พ้นหมอนหนุน ถามแหบๆ “หนูณิชหรือลูก”
“ค่ะแม่ศรี หนูณิชเอง เป็นยังไงบ้างคะ”
พอเห็นว่าใครมา ท่านก็เปล่งเสียงให้ดูสดชื่นขึ้น “ไม่เป็นอะไรสักหน่อย”
“โกหกณิชอีกแล้ว”
“ไหนมาใกล้ๆแม่ซิ”
ณิชาเข้าไปคุกเข่าข้างเตียงขยับไปใกล้คนที่นอนพักบนนั้นยิ้มให้ท่าน นางสดศรียกมือขึ้นลูบแก้มนุ่มของเธอ จ้องเข้าไปในดวงตาโศก ถามด้วยกระแสเสียงเป็นห่วงปานกัน
“ผอมลงอีกหรือลูก”
“ไม่กี่โลหรอกค่ะ ทำยังไงได้ล่ะคะกับข้าวที่นั่นไม่อร่อยเหมือนบ้านเรานี่นา”
นางสดศรียกมือลูบแก้มนวลที่เคยเปล่งปลั่งซ้ำๆด้วยแววตาที่มัวหมองลง “อีกนานแค่ไหนกัน”
“อีกครึ่งปีค่ะแม่ศรี”
“ทนไหวไหมลูก”
“สบายมากค่ะ หนูณิชหย่ากับเขาแล้วจะได้เงินก้อนใหญ่มาอีกก้อนด้วยนะคะ หนูณิชว่าจะเอาไปเปิดร้านขายอาหาร แม่ศรีว่าดีไหม”
หญิงสูงวัยกว่ามองหน้าหลานแท้ๆของตนผ่านม่านน้ำตา นางสงสารหญิงสาวจับใจ ณิชากำพร้ามารดาตั้งแต่ยังเด็กอยู่มาก สมัยเป็นพี่สะใภ้ของนางเอง สดศรีเป็นน้องสาวของกำพล แม้จะเป็นน้องสาวแต่ต่างบิดากันกับนายกำพล
นางเองผูกสมัครรักใคร่ดีกับสมัย แม่แท้ๆของณิชา สมัยเสียเลือดมากขณะคลอดณิชาแต่รอดมาได้ แล้วป่วยกระเสาะกระแสะจากนั้นเรื่อยมา ไม่นานสมัยจากโลกนี้ไปด้วยอาการเจ็บป่วยเรื้อรังหลายโรค จากไปโดยที่ยังไม่ทันได้กล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูอยู่ชมบุตรสาวที่เติบโตมาอย่างที่เรียกว่าเป็นเด็กดีและประสบความสำเร็จเกือบทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การทำงาน สถานะทางสังคม เห็นมีอยู่เรื่องเดียวที่ทำให้ต้องช้ำอกช้ำใจก็คงเป็นเรื่องของครอบครัวนี่เองละมัง
นางเลี้ยงดูณิชามาตั้งแต่นั้นเพราะกำพล บิดาของณิชาไม่ได้มีภรรยาแค่สมัยเพียงคนเดียว ยังพอเป็นพ่อที่มีความรับผิดชอบบ้างส่งเงินค่าเลี้ยงดูให้บุตรสาวที่ถูกลืมอย่างณิชา
กำพลมีภรรยาตกแต่งเพียงคนเดียวคือสมัย ส่วนที่เหลือเป็นเพียงบ้านเล็กเท่านั้น หลังจากที่สมัยเสียชีวิตได้ไม่นาน กำพลแต่งงานใหม่อีกครั้งกับแม่ม่ายสามีร้าง ทั้งยังไปมีลูกกับทางนั้นอีกสองคน ที่กำพลพาออกงานอยู่เสมอ แต่ไม่เห็นจะให้ทางนั้นมารับภาระอันแสนทุเรศทุรังนี้ นางสดศรีอดไม่ได้พูดกระทบเอาบ้าง
“ลูกสาวตัวก็มี ทำไมไม่ให้แต่งไป มาเอาลูกสาวแม่ไปทำย่ำยีให้เสียเกียรติทำไมกัน”
ได้ยินแบบนี้แล้วหญิงสาวได้แต่ยิ้มอ่อนโยน ยิ้มปลอบใจที่ไม่ใช่ปลอบใครอื่น แต่เป็นรอยยิ้มที่ปลอบตนเองพร้อมกับบอกออกไปด้วยเสียงนุ่มนวลละมุนหูในแบบของเธอ
“แม่ศรีอย่าพูดแบบนี้ค่ะ”
“ทำไมแม่จะพูดไม่ได้”
“คุณพ่อก็เป็นพ่อของหนูณิชเหมือนกันนี่คะ ได้ช่วยคุณพ่อ ก็เหมือนหนูณิชได้ตอบแทนบุญคุณของท่านด้วย”
“อย่าให้แม่พูดเลย แล้วที่เราไปทำงานในบริษัทให้เขาฟรีๆนั่นยังไม่เป็นบุญคุณกันอีกหรือไง ช่วยเขาโกงบัญชีจนมันเจ๊ง ฉิบหายวายวอดแล้วก็เอาลูกแม่ไปประเคนให้ไอ้คนไม่มีหัวใจแบบนายคนนั่นน่ะ”
“ได้โปรดค่ะ ณิช ณิช...”ครางเสียงแผ่วคล้ายขาดใจ ผวาเข้ารับแรงกระแทกกระทั้นไม่หวาดหวั่น ดวงตาของธีร์หรี่ปรือสะท้อนบ่งบอกว่าอารมณ์สมในรสสวาทของเขานั้นเกือบสุดทางแล้ว ทั้งสองกอดรัดปลดปล่อยเมื่อได้รับการปลดปล่อยพร้อมๆกันในจังหวะเดียวนั่นเอง เสียงครางยาวระบายความซ่านสุขหลั่งรินจนหมดสิ้นความต้องการในนาทีนั้นธีร์รู้ตัวในลมหายใจที่กำลังดำรงอยู่ว่าเขามีความสุขจากเรือนกายของณิชามากขนาดไหน แนบร่างลงหาอีกครั้งทั้งที่ยังไม่ถอดถอนตัวตนที่ยังขึงแข็งออกมาจากเธอ ณิชาสะดุ้งเฮือกขึ้นสุดตัว หญิงสาวพร้อมกับบทรักของเขาขึ้นอีก เธอบดเบียดตัวเข้าหาบอกให้รู้ด้วยภาษากายว่ายินยอมกับศึกในสนามกามารมณ์ที่ก่อตัวขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้ยาวนานจนเหงื่อโชกชุ่มไปทั้งเรือนร่างก่อนถูกปลุกเร้าขึ้นใหม่ให้ชุ่มขึ้นอีกครั้งอยู่เป็นนานจนหญิงสาวนอนพับไปกับอกแกร่งๆของชายผู้เป็นสามีในเวลาต่อมา“ผมเคยคิดนะว่าอยากไปอยู่บนเกาะส่วนตัว โดยไม่ต้องมีใครมาคอยวุ่นวายด้วย” เสียงเขาบอกขณะไล้นิ้วเกลี่ยไปบนผิวนวลเนียนของคนในอ้อมกอด เผลอตัวดอมดมแก้มนุ่มอย่างมันเขี้ยว ณิชาหลับๆตื่นๆครางรับเขางึมงำเบาแสนเบาแต่เพราะใกล้กันมากชนิดที่เนื้อแนบเนื้อจึงได
คงเพราะความอ่อนเพลีย เหนื่อยอ่อนในใจจึงทำให้ณิชาหลับสนิทตลอดคืน หญิงสาวลืมตาตื่นขึ้นก็พบว่าตนเองนอนอยู่เพียงลำพังในห้องนอนไม่กว้างมาก ค่อยๆดันตัวขึ้นนั่งแล้วมองไปรอบๆก็ระลึกได้ว่าธีร์ฉุดเธอลงเรือมาตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้วต้องรอให้เขาอารมณ์เย็นลง เธอไม่เขลาขนาดที่ว่าจะกระโดดเรือแล้วว่ายน้ำกลับฝั่งไปในตอนนี้ นั่นเท่ากับฆ่าตัวตายชัดๆเดินเข้าไปในห้องน้ำ พบว่าแปรงสีฟัน สบู่เหลว เครื่องใช้ข้าวของส่วนตัวของเธอในนั้นพร้อมสรรพ จึงจัดแจงล้างหน้าอาบน้ำให้สดชื่นค่อยเดินออกมายังด้านนอก เห็นว่าธีร์ยืนนิ่งตรงดาดฟ้า เลยออกไปเมียงมองว่าเขาทำอะไรที่ตรงนั้น“ตื่นเสียที ผมแขวนท้องรอคุณจนไส้กิ่ว”“รอทำไมคะ หิวก็ไม่กินอะไรไปก่อน” บอกด้วยน้ำเสียงเรียบๆไม่ให้แสดงอารมณ์ใดๆออกไปเขาวางคันเบ็ดลงแล้วคว้าข้อมือของเธอตรงไปยังห้องอาหาร กินอาหารเช้าด้วยกันแล้วก็เป็นเวลาเกือบๆสิบเอ็ดนาฬิกาแล้ว เรียบร้อยเขาเอ่ยปากชวน เหเหมือนไม่เคยมีเรื่องราวบาดหมางอะไรกันมาก่อน“ไปตกปลากัน”“ไม่ค่ะ ไม่ชอบตกปลา”“มาเถอะ”เขาไม่ได้ชวนแต่น่าจะเป็นคำสั่งมากกว่า ธีร์ถนัดอยู่แล้วเรื่องบังคับพอรู้มาบ้างว่าธีร์โปรดปรานกีฬาอยู่หลายชนิด ด้วยอ
“อ้อ คุณธีร์อยู่สินะ ตอนเจอพี่หนึ่งน่ะ”“อือ” ณิชาพยักหน้ารับ“ไม่ใช่ว่า…” ปารมีวิเคราะห์อย่างที่เห็นความน่าจะเป็นณิชาถาม เมื่อเพื่อนไม่พูดให้จบ “อะไรหรือปา”“หึงน่ะสิ”ณิชาเบ้หน้า ส่ายศรีษะช้าๆ บอกอย่างหนักแน่น “ไม่มีทาง คุณธีร์ไม่ได้รู้สึกแบบนั้นกับณิชแน่นอน”“อ้าว ว่าได้เหรอ ผู้ชายบางคนนะหนูณิช ปากแข็งจะตาย ท่ามาก ฟอร์มเยอะไง”ณิชาเชื่อว่าผู้ชายอย่างที่ปารมีว่ามา แต่ไม่ใช่ธีร์แน่นอน แล้วเอ่ยแซ็วไป “อย่างกับตัวเองมีแฟนมาเยอะแยะ โสดไม่ใช่?”สองสาวคุยกันอีกไม่กี่คำ ดนัยก็มาปรากฏตัวขึ้นที่ร้าน เขามองเห็นณิชาในแวบแรกที่กวาดสายตาหา แล้วตรงมาที่โต๊ะทันที ปารมีทักยิ้มๆ“มาไวจังพี่หนึ่ง”“พักข้างบนนี่เอง แล้วเราพักที่ไหนกัน”บอกชื่อที่พักไป ดนัยก็ว่า“หนูณิชไม่ได้พักที่นั่นหรือคะ” ดนัยเอ่ยชื่อโรงแรมดังที่เขาพบณิชากับธีร์ที่นั่น ณิชามีสีหน้าแปรเปลี่ยนไป ปารมีจึงรับขัดขึ้น เพราะเดี๋ยวเพื่อนรักจะเกิดอาการบ่อน้ำตาตื้นขึ้นมาอีก“พี่หนึ่งมาทีหลังต้องเลี้ยงนะ”ดนัยยิ้มก่อนมองทางณิชาด้วยสายเปิดเปลือยความในใจ“ได้ครับ เลี้ยงตลอดชีวิตเลยก็ยังได้”ดนัยหยอดทันทีที่มีจังหวะ แต่แล้วปารมีก็จะขัดอยู่ตลอดเ
“เราแต่งงานกัน ต้องรู้จักการให้เกียรติซึ่งกันและกัน นี่อะไร”ได้ยินเขาพูดมาแบบนั้นแล้วพลันนึกหยันธีร์ในใจ ให้เกียรติอย่างนั้นหรือ ใครกันแน่ที่ควรร้องขอกับเรื่องการให้เกียรตินี่ ก่อนผุดความจริงเรื่องหนึ่งขึ้นมาในหัวโต้เขาเสียงสั่น“อย่างนั้นหรอกหรือคะ นึกว่าเพราะฉันเคยสนิทกับพี่หนึ่งมาก่อนเสียอีก คุณถึงพาลอย่างกับเด็กไม่มีเหตุผล”ธีร์ยิ้มพรายทีเดียวเมื่อเห็นภรรยา คนที่เคยเงียบมาตลอด เปิดปากเถียง นึกสนุกขึ้นในนาทีนั้น “นั่นก็อีกเหตุผล”“นึกไว้ไม่ผิด” บอกด้วยใบหน้ามัวหมองลง พ้อเสียงเบาหวิวอย่างลืมตัวเพราะความโกรธ ความอัดอั้นผสมปนเปกันจนไม่เป็นตัวของตัวเองเท่าไรนัก “ฉันไม่น่าแต่งงานกับคุณตั้งแต่แรก”ได้ยินเสียงหวานตัดพ้อ เกิดเสียววาบขึ้นในอก เธอพูดออกมาได้อย่างไรว่าไม่น่าแต่งงานกับเขาตั้งแต่แรก ธีร์ถามอย่างกับจะหาเรื่อง“ทำไม!”“…” ณิชานิ่งไม่ตอบ เขาก็ยั่วเธอ“...หรือที่คิดว่าผมเลือกแต่งงานด้วยนี่เพราะผมแอบหลงรักคุณตั้งแต่แรกเจอ เอ...หรือคิดว่าพอได้อยู่ด้วยกัน ผมจะใจอ่อนเห็นความดีของคุณ” เสียงเขาเย้าโทสะได้ดีนัก ณิชาทำได้เพียงแค่นยิ้มเมื่อสิ่งที่เขากล่าวมานั้น มันมีส่วนที่เคยคิดอยู่บ้าง แ
ณิชาปิดประตูห้องลงแล้วยืนพิงพร้อมพ่นลมหายใจอย่างโล่งอก เธอเกิดอาการแปลกๆขึ้นมาได้อย่างไร เพียงแค่เห็นแผงอกของธีร์พลันให้เกิดความรู้สึกพลุ่งพล่านอย่างกับพวกสาวร้อนรัก ใช่ว่าไม่เคยเห็น อิงแอบแนบชิดกันเสียหน่อย เธอกับธีร์เป็นสามีภรรยาร่วมเตียงมานานหลายเดือนแล้วด้วย ร่วมเรียงเคียงเพียงกายไร้ซึ่งความรักจากหัวใจของเขาแล้วรีบปัดความคิดว้าวุ่นนั่นออก จัดแจงนำเสื้อผ้าออกมาแขวนไว้ในตู้ นึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้เก็บของให้ธีร์เลยตรงไปที่ประตู เปิดออกอย่างไวก็พบว่าธีร์ยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าประตูห้องของเธอแล้ว ท่าทางเขาดูตกใจเมื่อเห็นเธอเปิดประตูออกมาพอดี ธีร์ชะงักไปเพียงนิดเดียวก่อนเอ่ยปากขอ...“ผมปวดหัว คุณมียามาด้วยไหม”“สักครู่นะคะ”ว่าแล้วหันกลับไปเปิดกระเป๋าหายาสามัญประจำบ้านที่มักติดไปไหนมาไหนด้วยเสมอ เดินตรงมาที่เขายืนส่งให้“นี่ค่ะ” แล้วเอียงตัวหลบเขาไปทางมินิบาร์บอกขึ้น “เดี๋ยวณิชไปรินน้ำให้นะคะ”ไม่นานก็ได้แก้วน้ำมาให้เขา ธีร์รับไปถือแล้วเลยนึกขึ้นได้ “ณิชไปเก็บเสื้อผ้าให้นะคะ”เขาพยักหน้าอย่างแกนๆมองตามหลังไปไม่ได้พูดอะไรอีก เธอปรนนิบัติเขาอย่างดีข้อนี้ธีร์ไม่เถียง แต่ไอ้เรื่องที่อยากให้ทำทำไ
“โฮ...น่าเสียดายมากหนูณิช” เคยไปที่นั่นไม่กี่ครั้ง แต่จำบรรยากาศได้แม่นยำ อากาศดีมาก หากมีเงินหนาแน่นลงทุนดีดีเสียหน่อย รับรองว่าก่อรายได้ไม่น้อยทีเดียว“ขายไปร้อยล้าน”ณิชาบอกเสียงหงอยๆ เจ้าหล่อนเองยิ่งกว่าเสียดายเสียอีก ตอนนี้ก็ได้แต่ทำใจ นึกเสียว่าที่ตรงนั้นไม่ใช่ของของเรา “คุณธีร์ซื้อให้หนูณิชหรือเปล่า” “ไม่มีทาง” ณิชาสวนออกมาทันที ธีร์ไม่ทำอะไรแบบนั้นแน่“ไม่แน่นะ เชื่อปาไหมว่าคุณธีร์ต้องใจอ่อนหลงรักความน่ารักของเพื่อนปา”ณิชาฝืนยิ้ม ตาหวานปนโศกเศร้ามากกว่าเดิมเมื่อคิดว่าที่ปารมีพูดนั้นเป็นไปไม่ได้เลยสักเรื่องเดียวไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เขาซื้อที่ที่เคยเป็นของมารดาเพื่อเอามามอบให้เธอ หรือลงทุนให้อะไรก็แล้วแต่ แล้วก็เรื่องที่เขาอาจใจอ่อนหลงรักเธอ ไม่มีทางเป็นไปได้เลยแม้แต่เรื่องเดียว แยกย้ายจากปารมีแล้วก็ตรงกลับบ้านในทันที ก่อนกลับเพื่อนรักของเธอยังพาไปเดินแถวโซนชุดว่ายน้ำแล้วก็ยัดเยียดชุดว่ายน้ำวาบหวิวมาให้เธออีกสามชุด แต่ละชุดนั่นไม่ได้ต่างจากชุดนอนที่เคยให้มาคราวนั้นแม้แต่น้อยจากวันที่เธอพบธีร์ควงสาวเข้าร้านเพชรก็ไม่ได้พบเขาอีกเลยจนถึงคืนหนึ่งก่







